การบินไทยเลื่อนตารางบินแอร์บัส เอ350 xwb สู่เมลเบิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ย. 2559 00:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717663

 

การบินไทยเลื่อนตารางการบิน นำเครื่องบินแอร์บัส เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี บินสู่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย จาก 16 กันยายน คาดเป็นช่วงปลายเดือนตุลาคม

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากทางการออสเตรเลียต้องใช้เวลาในการอนุญาตให้บริษัทฯ นำเครื่องบินแบบใหม่ แอร์บัส เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี ทำการบินเข้าประเทศ เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมที่บริษัทฯ เคยใช้ขออนุญาตเมื่อปี 2557 ในการนำเครื่องบินแบบโบอิ้ง 787-8 ดรีมไลเนอร์ทำการบินเข้าออสเตรเลีย ทำให้บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องเลื่อนตารางการบินการนำเครื่องบินแอร์บัส เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี ลำแรกของการบินไทยบินสู่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย


จากเดิมที่กำหนดทำการบินเที่ยวบินแรก ในวันที่ 16 กันยายน 2559 โดยคาดว่าจะนำเครื่องบินรุ่นดังกล่าวทำการบินสู่เมลเบิร์นได้ในตารางการบินประจำฤดูหนาว 2559 ในปลายเดือนตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เครื่องบินแอร์บัส เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี เป็นเครื่องบินรุ่นล่าสุดของตระกูลเครื่องบินลำตัวกว้างที่ทรงประสิทธิภาพ

ซึ่งการบินไทยได้จัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี รวมจำนวน 12 ลำ เป็นการสั่งซื้อ 4 ลำ และเช่าซื้อ 8 ลำ ดังนั้น ในช่วงนี้บริษัทฯ จะนำเครื่องบินลำดังกล่าวไปทำการบินในเส้นทางบิน ไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต อีกทั้งยังเป็นการแนะนำเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดให้ผู้โดยสารชาวไทยได้ทดลองใช้บริการอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการบินไทยทำการบินเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เมลเบิร์น ทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน.

 

วิจัยชี้ ของแพง-หนี้สิน-เงินไม่พอใช้ ทำคนไทยเครียดมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ย. 2559 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717393

 

ผลสำรวจเอยูโพล ม.อัสสัมชัญ พบความเครียดของไทยในเขต กทม.และหัวเมืองใหญ่ วิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจ การเงินมากที่สุด โดยเฉพาะปัญหาหนี้สิน สินค้าแพง รายรับไม่พอรายจ่าย

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.59 สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอยูโพล) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง ดัชนีความเครียดของคนไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 2,000 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความเครียดน้อย ซึ่งมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.28 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดมากที่สุดคือ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.85 คะแนน โดยเฉพาะในเรื่องราคาสินค้าแพง ปัญหาหนี้สิน รายรับไม่พอกับรายจ่าย และค่าครองชีพสูง ตามลำดับ

สำหรับปัจจัยรองลงมาคือ ด้านการทำงาน คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.81 คะแนน โดยเฉพาะเรื่องปริมาณงานที่ทำ ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ สวัสดิการ ค่าตอบแทน และความมั่นคงในงานที่ทำ ซึ่งอีกด้านที่มีคะแนนความเครียดเท่ากันคือ ด้านการเรียน คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.81 คะแนน โดยเฉพาะเรื่องผลการเรียน อาชีพในอนาคต อนาคตในการทำงาน เนื้อหาการเรียน และด้านสิ่งแวดล้อม คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.59 คะแนน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการจราจร รถติด ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน และสภาพแวดล้อม เช่น ขยะ เสียงดัง และน้ำเสีย เป็นต้น

เมื่อพิจารณาจำแนกตามพื้นที่ พบว่า ตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีความเครียดมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด คือมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.32 คะแนน โดยเครียดเรื่องเศรษฐกิจ การเงินมากที่สุด รองลงมาคือเรื่องการทำงาน และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาการจราจร รถติด ในขณะที่ตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด มีระดับความเครียดน้อยกว่า คือมีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.24 คะแนน โดยเครียดในเรื่องการเรียนมากที่สุด รองลงมาคือ การงาน และเครียดเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน ตามลำดับ

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความเครียดแต่ละเรื่องในแต่ละเจเนอเรชั่น (Generation) พบว่า Gen Z อายุระหว่าง 15-18 ปี มีความเครียดเรื่องการเรียน และเพื่อนมากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 3.06 และ 2.23 คะแนน ตามลำดับ ส่วน Gen M อายุระหว่าง 19-24 ปี มีความเครียดเรื่องการงาน ความรัก และเรื่องตัวเองมากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.87, 2.63 และ 2.53 คะแนน ตามลำดับ

สำหรับ Gen Y อายุระหว่าง 25-35 ปี มีความเครียดเรื่องการงาน สิ่งแวดล้อม เช่นสภาพอากาศ การจราจร และการเมืองมากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.87, 2.65 และ 2.54 คะแนน ตามลำดับ ส่วน Gen X อายุระหว่าง 36-50 ปี มีความเครียดเรื่องเศรษฐกิจ การเงินมากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.94 คะแนน และ Gen B อายุระหว่าง 51-69 ปี มีความเครียดเรื่องสุขภาพ ครอบครัว การเมืองและความเครียดที่เกิดจากตัวเอง เช่น ไม่สามารถทำได้อย่างที่ตัวเองคาดหวัง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า มากที่สุด คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.71, 2.55, 2.54 และ 2.53 คะแนน ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้ว่าคะแนนความเครียดโดยภาพรวมของประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับน้อย แต่เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกเชิงลบในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ตัวอย่างเกือบ 70% ระบุรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ กว่า 60% ระบุรู้สึกไม่มีความสุขเลยเป็นครั้งคราว ถึงบ่อยๆ 49.67% ระบุรู้สึกหมดกำลังใจเป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ 45.18% ระบุรู้สึกไม่อยากพบปะผู้คนเป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ และตัวอย่าง 30.42% ระบุรู้สึกตนเองไม่มีคุณค่าเป็นครั้งคราว ถึงบ่อยๆ ตามลำดับ ซึ่งสามารถสะท้อนความเครียดของตัวอย่างได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อสอบถามถึงวิธีการปฏิบัติตนเมื่อรู้สึกเครียดใน 3 เรื่องแรก พบว่า 1.เครียดเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน พบว่า ตัวอย่างครึ่งหนึ่งหรือ 50.00% ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ประหยัด ลดค่าใช้จ่าย ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายแต่สิ่งที่จำเป็น รองลงมาคือทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และทำงานหารายได้เพิ่มเพื่อแก้ปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้น

2.สำหรับเครียดเรื่องการงาน พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ 23.11% ระบุทำใจยอมรับ อดทน อีก 18.37% ตั้งใจทำงานและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ในขณะที่ 8.33% มองหาอาชีพเสริมหรือหารายได้เพิ่ม และหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยว

ส่วน 3.เครียดเรื่องการเรียน พบว่า ตัวอย่างเกือบครึ่ง หรือ 48.11% แก้ปัญหาโดยใส่ใจการเรียนให้มาก ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน และพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียน 15.09% บริหารวางแผนการเรียนให้เป็นระบบ และ 13.68% ทำกิจกรรมที่ทำให้คลายเครียด เช่น เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 10.10 จุด ดัชนีที่ 1,445.28 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ย. 2559 17:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717398

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 10.10 จุด คิดเป็น -0.69% ดัชนีอยู่ที่ 1,445.28 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 64,449.25 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 9 ก.ย. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 10.10 จุด คิดเป็น -0.69% ดัชนีอยู่ที่ 1,445.28 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 64,449.25 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน).

 

สารพัดปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า พาณิชย์ รับส่งออกปีนี้ โตแค่ 0.3% จาก 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ย. 2559 17:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717340

 

รมว.พาณิชย์ รับส่งออกปี 59 โตแค่ 0.3% จากเป้าหมาย 5% ปีก่อน เหตุสารพัดปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ส่วนปี 60 เคาะส่งออกโต 3.0% หลังประเมินเศรษฐกิจโลกดีกว่าปีนี้…

วันที่ 9 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกในปี 59 และวางแผนผลักดันการส่งออกในปี 60 ว่า คาดว่า มูลค่าการส่งออกไทยในปี 59 จะขยายตัว 0.3% จากเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายเติบโต 5% จากปีก่อน โดยสาเหตุที่ขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย เพราะเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัว 3.1% จากคาดการณ์เดิมที่คาดขยายตัว 3.2% และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ต้องติดตามอีก เช่น ผลกระทบจากเบร็กซิท การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย.นี้ รวมทั้งผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เป็นต้น

“หลายตลาดที่ทูตพาณิชย์รายงานมา เช่น จีนปีนี้ คาดว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 1% สหรัฐฯ เพิ่ม 1% ออสเตรเลีย เพิ่ม 4% ตะวันออกลาง เพิ่ม 2.4% ทำให้มูลค่าการส่งออกในปีนี้ประเมินเบื้องต้นน่าจะขยายตัว 0.3% แม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ขยายตัว 5% แต่หากดูภาพรวมของส่วนแบ่งตลาดการส่งออกไทยแล้ว ยังถือว่าส่งออกอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ เพราะไทยยังรักษาส่วนแบ่งตลาดสำคัญไว้ได้”

สำหรับในปี 60 คาดว่า การส่งออกไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.0% จากปี 59 เพราะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยไอเอ็มเอฟคาดขยายตัว 3.4% โดยเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายการส่งออกของไทย เช่น อินเดีย คาดเศรษฐกิจขยายตัว 7.4% อาเซียน ขยายตัว 5.1% เป็นต้น รวมถึงมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในปีนี้จำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกในปีหน้า ประกอบกับราคาน้ำมันค่อยๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงกำลังซื้อของตลาดตะวันออกกลาง และผู้ส่งออกน้ำมันอื่นๆ น่าจะกลับมา

ส่วนเป้าหมายรายตลาด ได้แก่ อาเซียน (5 ประเทศ) คาดจะขยายตัว 2.5% ซีแอลเอ็มวี เพิ่ม 4.6% จีน เพิ่ม 3.0% สหรัฐฯ เพิ่ม 3.0% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1.0% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) เพิ่ม 1.0% ฮ่องกง เพิ่ม 2% รัสเซียและซีไอเอส เพิ่ม 12.4%

 

ราคาน้ำมันร่วง คนใช้รถส่วนตัวเพิ่ม ดันยอดเบนซิน-ดีเซล ช่วง 7 เดือนพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ย. 2559 15:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717268

 

กรมธุรกิจพลังงาน เผย ยอดการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินช่วง 7 เดือน อยู่ที่ 6,103.06 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 10.76% ดีเซลเติบโต 4.26% ผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้มีการใช้มากขึ้น ขณะที่ LPG มีการใช้ลดลง 12.34% ส่วน NGV ลดลง 9.20% ..

วันที่ 9 ก.ย.59 นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ของปี 2559 ว่า ปริมาณการใช้น้ำมันของกลุ่มน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 6,103.06 ล้านลิตร หรือ 28.66 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 10.76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 5,487.82 ล้านลิตร หรือ 25.88 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันกลุ่มเบนซินเกือบทุกชนิดยกเว้นน้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี85 เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้รถส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น

ในส่วนนี้เป็นการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มขึ้น 2.28% มาอยู่ที่ระดับ 2,388.08 ล้านลิตร หรือ 11.22 ล้านลิตรต่อวัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2,325.30 ล้านลิตร หรือ 10.96 ล้านลิตรต่อวัน การใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้น 22.24% มาอยู่ที่ 2,243.32 ล้านลิตร หรือ 10.53 ล้านลิตรต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,827.65 ล้านลิตร หรือ 8.62 ล้านลิตรต่อวัน แก๊สโซฮอล์ อี 20 มีการใช้เพิ่มขึ้น 17.47% มาอยู่ที่ 1,007.06 ล้านลิตร หรือ 4.73 ล้านลิตรต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 853.60 ล้านลิตร หรือ 4.03 ล้านลิตรต่อวัน

ส่วนแก๊สโซฮอล์ อี 85 ปรับตัวลดลง 4.14% มาอยู่ที่ 180.54 ล้านลิตร หรือ 0.85 ล้านลิตรต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 187.72 ล้านลิตร หรือ 0.88 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลง 3.60% มาอยู่ที่ 284.08 ล้านลิตร หรือ 1.33 ล้านลิตรต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 293.56 ล้านลิตร หรือ 1.38 ล้านลิตรต่อวัน

ขณะที่ การใช้น้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.26% มาอยู่ที่ 13,158.11 ล้านลิตร หรือ 61.76 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมียอดใช้อยู่ที่ 12,558.17 ล้านลิตร หรือ 59.25 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณรถยนต์ดีเซลมีปริมาณเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนยอดการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในช่วง 7 เดือนแรก ปรับตัวลดลง 12.34% มาอยู่ที่ 3,441.23 ล้านกิโลกรัมต่อวัน หรือ 16.16 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 3,912.78 ล้านกิโลกรัม หรือ 18.43 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งปริมาณการใช้ LPG ที่ลดลงดังกล่าว ส่วนใหญ่มาจากความต้องการใช้ในภาคขนส่งและภาคปิโตรเคมีลดลงจากการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นแทนประกอบกับการผลิต LPG ในประเทศมีการผลิตที่เพียงพอไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าในปริมาณที่สูงเหมือนปีก่อน ซึ่งในช่วง 7 เดือนแรกมีการนำเข้า LPG เพียง 40 ล้านกิโลกรัมต่อเดือน หรือลดลง 62.62% เทียบจากปีก่อนนำเข้าที่ 108 ล้านกิโลกรัมต่อเดือน

ทั้งนี้ พบว่า ความต้องการใช้ของภาคครัวเรือนลดลง 0.40% มาอยู่ที่ 1,215.66 ล้านกิโลกรัม หรือ 5.68 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ภาคขนส่ง ปรับตัวลดลงถึง 16.32% มาอยู่ที่ 876.89 ล้านกิโลกรัม หรือ 4.10 ล้านกิโลกรัมต่อวัน รวมถึงภาคปิโตรเคมี ปรับตัวลดลง 24.10% มาอยู่ที่ 1,006.69 ล้านกิโลกรัม หรือ 4.73 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งจะมีเพียงภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ปรับตัวสูงขึ้น 2.99% มาอยู่ที่ 351.67 ล้านกิโลกรัม หรือ 1.65 ล้านกิโลกรัมต่อวันเท่านั้น

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ในช่วง 7 เดือนได้ปรับตัวลดลง 9.20% มาอยู่ที่ 1,682.92 ล้านกิโลกรัม หรือ 7.90 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,844.86 ล้านกิโลกรัม หรือ 8.70 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงส่งผลให้ประชาชนและรถบรรทุกสินค้าหันไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน

สำหรับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.85% เฉลี่ยอยู่ที่ 916,412 บาร์เรล/วัน เป็นผลจากการนำเข้าน้ำมันดิบลดลง 4.69% เฉลี่ยอยู่ที่ 846,729 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่า 37,226 ล้านบาท/เดือน ส่วนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 7.70% เฉลี่ยอยู่ที่ 69,683 บาร์เรล/วัน มูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 4.04% คิดเป็นมูลค่า 3,763 ล้านบาท/เดือน สำหรับปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ลดลง 47.15% เฉลี่ยอยู่ที่ 157,272 บาร์เรล/วัน และมูลค่าส่งออก ลดลง 45.17% คิดเป็นมูลค่า 7,289 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล

 

คมนาคมระดมกึ๋น ผุดยุทธศาสตร์ขนส่งไทยระยะ 20 ปี รองรับคนทุกกลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ย. 2559 13:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717145

 

สนข. ระดม กึ๋น หัวหน้าหน่วยในสังกัดคมนาคมประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี เน้นการระบบขนส่งที่รองรับได้ทุกกลุ่ม ประชาชนเข้าถึง ราคาเหมาะสม และมีนวัตกรรม…

เมื่อวันที่ 9 ก.ย. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อระดมสมองและรับฟังความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงและรัฐวิสาหกิจในสังกัด กระทรวงคมนาคม ต่อ (ร่าง) ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี (2560-2579) ว่า การประชุมกรอบยุทธศาสตร์ชาติเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อระดมสมองและรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าหน่วยงานส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยในอนาคต เพื่อที่จะได้มีความเห็นและการยอมรับร่วมกัน รวมทั้งจะได้ใช้ยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว เป็นกรอบแนวทางการพัฒนา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สอดคล้องร่วมกัน

สำหรับการวางกรอบแนวคิดในการกำหนด ทิศทางนโยบายการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศไทยนั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งการค้า การลงทุน ประชากร การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ที่จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาคมนาคมขนส่งในภาพรวม รวมถึงข้อจำกัด และเงื่อนไขในด้านอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความต้องการคมนาคมขนส่งในอนาคตเปลี่ยนแปลง และอาจส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบต่อภาคคมนาคมขนส่งของประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับโครงสร้างองค์กรที่เกี่ยวข้อง กฎหมาย กฎ ระเบียบ และนโยบายต่างๆ เพื่อให้สามารถรองรับกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และความต้องการขนส่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกาภิวัตน์ด้วย

ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมยังมีแนวคิดและภาพในอนาคต ของการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่มุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต พฤติกรรมการเดินทาง และความต้องการในการเดินทางอันเป็นผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์และบริบทการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ต้องคำนึงถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดังนี้ คือ การขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Transport) การคมนาคมขนส่งที่มุ่งเน้นการลดใช้พลังงานฟอสซิล ปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และส่งเสริมเทคโนโลยี ด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, การขนส่งที่มีประสิทธิภาพ (Transport Efficiency) เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์โดยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งเสริมการขนส่งทางรางและทางน้ำให้เป็นรูปแบบการขนส่งหลัก โดยมีการขนส่งทางถนนเป็นระบบสนับสนุน (Feeder) และทางเลือกในการขนส่งที่ถึงจุดหมาย (Door to Door)

รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระบบคมนาคมในรูปแบบต่างๆ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างเมืองหลักและภูมิภาค รวมทั้งลดปัญหาคอขวด นอกจากนั้นจะต้องเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม (Inclusive Transport) การยกระดับการขนส่งให้สามารถรองรับผู้ใช้งานได้ทุกกลุ่ม (Universal Design/Transport for all) ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึง (Accessible) บริการระบบขนส่งมวลชนและระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก มีค่าโดยสารที่เหมาะสม (Affordable) และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในการพัฒนาทั้ง 3 ประเด็นข้างต้น จำเป็นต้องคำนึงถึงนวัตกรรม (Innovation) ใหม่ๆ เพื่อการคมนาคมขนส่ง สิ่งแวดล้อม การอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงการประหยัดพลังงาน.

 

ราคาทองวันที่ 9 เดือน 9 เปิดตลาดยังคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ย. 2559 09:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717015

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 9 ก.ย. 59 ยังคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 ขายออกบาทละ 22,600 บาท …

เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท.

 

วิ่งไล่กวดหัวขโมยออนไลน์ รู้ป้องกันตัวไม่มีอะไรปลอดภัย 100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716798

 

ตื่นแก้ปัญหาขโมยเงินออนไลน์ เผยไม่มีระบบไหนปลอดภัย 100% ต้องรู้จักป้องกันตัว แนะเลี่ยงใช้บริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะ เสี่ยงถูกล้วงข้อมูล ชี้คนไม่ใช้พร้อมเพย์เพราะไม่มั่นใจ แบงก์ไม่ควรยัดเยียดหวังเพิ่มยอด แต่ต้องสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนด้าน กสทช.นัดถก ธปท. สมาคมธนาคาร สมาคมโทรคมนาคม บูรณาการแก้ปัญหา

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 12 ก.ย.59 สำนักงาน กสทช.ได้เชิญธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มาหารือเพื่อหาแนวทางความร่วมมือ สร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

“เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มือถือเข้ามามีบทบาทต่อบริการทางการเงินมากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องแสวงหาความร่วมมือร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น”

นายธนะสิทธิ์ สรรพโชติวัฒน์ ผู้บริหารส่วนตรวจสอบความเสี่ยง ฝ่ายตรวจสอบความเสี่ยงและเทคโนโลยีสารสนเทศ ธปท. กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ขโมยเงินออนไลน์ผ่านมือถือ : จากกรณีปัญหาสู่มาตรการแก้ไขเชิงระบบ” ระบุ ปัจจุบันมีการใช้ธุรกรรมการเงินออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ทั้งสิ้น 10 ล้านบัญชี และบริการการเงินผ่านมือถือ (โมบายแบงก์กิ้ง) 13 ล้านบัญชี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

ทั้งนี้ การใช้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านออนไลน์และมือถือนั้น ผู้บริโภคต้องกำหนดรหัสส่วนตัว รหัสเปิด-ปิดมือถือเพื่อความปลอดภัย และไม่ควรเข้าไปคลิกลิงค์เว็บไซต์ที่ไม่รู้จัก เพราะอาจติดไวรัสหรือมัลแวร์ หรืออาจถูกแฮกข้อมูลได้และควรหลีกเลี่ยงการใช้บริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะ เพราะกลุ่มแฮกเกอร์อาจฉวยโอกาสล้วงข้อมูล และควรตั้งคำถามส่วนตัว ที่เป็นข้อมูลเฉพาะของตัวเองที่คนอื่นไม่รู้ด้วย เพื่อป้องกันอีกระดับหนึ่ง

“ต้องยอมรับว่าไม่มีระบบใดปลอดภัย 100% แต่เราต้องป้องกันจากตัวเราก่อน เหมือนที่อยู่อาศัย ยังต้องล็อกกุญแจหลายประตู ดังนั้นเมื่อใช้บริการการเงินออนไลน์ ก็ควรมีรหัสป้องกันหลายด่าน อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ธปท.ได้เผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวิธีลดความเสี่ยงของระบบออนไลน์ให้ผู้บริโภคทราบมาตลอด แต่เมื่อมีการใช้บริการมากขึ้น ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ควรยกระดับทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้นด้วย”

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพร กรรมการ กสทช. กล่าวว่า ภาครัฐและเอกชน ต้องสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น โดยเฉพาะบริการพร้อมเพย์ ซึ่งต้องแจ้งทั้งข้อดีและข้อเสียให้เข้าใจ ให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีและให้มีความเข้าใจด้วย ไม่ใช่ชักชวนให้ลูกค้าสมัครบริการออนไลน์ เพื่อสร้างยอดบัญชีลูกค้าเท่านั้น ปัจจุบันหากผู้บริโภคไปใช้บริการที่สาขาธนาคาร พนักงานจะเชิญชวนให้สมัคร แต่การกรอกรายละเอียดตัวเล็กมากและมีรายละเอียดมาก ดังนั้นควรจะสรุปให้เห็นเด่นชัด เมื่อลูกค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าดี ก็คงยินดีสมัครเอง “การหลอกลวงออนไลน์ มีหลากหลายรูปแบบ และมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายออนไลน์ เมื่อซื้อสินค้าแล้วไม่ได้สินค้าตามที่สั่ง หรือไม่ได้รับสินค้า ทั้งๆที่ชำระเงินไปแล้ว ขณะที่กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนต้องรอนาน เพราะมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ควรปรับระบบเพื่อช่วยผู้บริโภคให้ได้รวดเร็วด้วย ขณะที่ระบบการส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) OTP ที่เป็นรหัสเข้าใช้บริการทางการเงิน ก็ยังไม่ปลอดภัยทั้งหมด ผู้บริโภคต้องตรวจสอบให้ละเอียด”

นพ.ประวิทย์กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ประชาชนไม่สนใจสมัครใช้บริการพร้อมเพย์นั้น เป็นเพราะประชาชนไม่มั่นใจว่าข้อมูลส่วนตัว ทั้งเลขประจำตัวประชาชน เบอร์มือถือ จะมีความปลอดภัยหรือไม่ หากรู้เพียงเบอร์มือถือ ก็สามารถโอนเงินได้ ทั้งที่ช่วงเริ่มต้นของบริการพร้อมเพย์ จะให้บริการเฉพาะการรับโอนเงินเท่านั้น แต่หากในอนาคตให้บริการชำระเงินได้ด้วย ก็ต้องมีระบบความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น.

 

นักลงทุนแห่ทิ้งหุ้นดึงดัชนีดิ่ง 31 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716795

 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า วานนี้ (8 ก.ย. 2559) นักลงทุนเทขายหุ้นไทยออกมาอย่างหนักต่อเนื่องจากวันก่อน โดยนักลงทุนกังวลกับปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งกดให้ดัชนีมาปิดทำการที่ 1,455.38 จุด ลดลง 31.82 จุด ทำจุดต่ำสุดใหม่ (นิวโลว์) ในรอบ 2 เดือน ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 81,642.89 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศยังคงเทขายหนักสุด 3,239.10 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติยังซื้อสุทธิ 626.14 ล้านบาท เช่นเดียวกับนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ

นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ กล่าวว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรงช่วงนี้มี 2 ปัจจัยกดดัน คือดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจึงเกิดการพักฐาน และการปล่อยข่าวลือออกมาเพื่อขายทำกำไร แต่อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยยังมีความแข็งแกร่ง เห็นได้จากตัวเลขผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่ออกมามีกำไรดี อย่างไรก็ตาม ขอให้นักลงทุนมีความระมัดระวังในการลงทุน และติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยเลือกลงทุนโดยคำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากตลาดหุ้นยังมีความเปราะบางอยู่

“ขอยืนยันว่าพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง บริษัทจดทะเบียนยังเดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์เดือนนี้อีก 2บริษัท และประเมินว่าปีหน้าจะยังแข็งแกร่ง เศรษฐกิจไทยจะดูดีขึ้น เพราะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว” นายสันติกล่าว

สำหรับความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะได้เห็นปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้เงินทุนไหลกลับไปบ้าง แต่คาดว่าคงไม่มากนัก.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง จากแรงฉุดกลุ่มเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ย. 2559 06:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716910

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพฤหัสบดี โดยแรงฉุดของหุ้นบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้ง แอปเปิล ฉุดแนสแด็กอย่างหนัก หลังจากปิดทำสถิติใหม่มา 2 วันติดต่อกัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 8 ก.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 46.23 จุด หรือ 0.25% ปิดที่ 18479.91 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 4.86 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 2181.30 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 24.45 จุด หรือ 0.46% ปิดที่ 5259.48 จุด

เมื่อวันพฤหัสบดี บริษัทแอปเปิล หุ้นตก 2.6% เพียง 1 วันหลังจากพวกเขาเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ และนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นที่ 2 การลดลงของหุ้นแอปเปิลยังส่งผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีอื่นๆ ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัท ทวิตเตอร์ ลดลง 5.9% ก่อนจะมีการประชุมผู้บริหาร ท่ามกลางข้อสงสัยว่าทวิตเตอร์อาจพร้อมจะรับข้อเสนอเทคโอเวอร์