หุ้นแอปเปิ้ลกระดืบหาวรับไอโฟน 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716793

 

สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ราคาหุ้นแอปเปิ้ลหลังเปิดตัวไอโฟน 7 รุ่นใหม่ ซึ่งขยับเพิ่มขึ้น 0.61% หรือหุ้นละ 66 เซ็นต์ ปิดที่ 108.36 เหรียญสหรัฐฯ หลังปิดการซื้อขายเมื่อวันพุธที่ผ่านมานั้น ถือเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ เพราะจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของซีเอ็นบีซี พบว่านับตั้งแต่เปิดตัวไอโฟนรุ่นแรกเมื่อปี 2550 กว่า 80% ของการแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หุ้นของแอปเปิ้ลจะปรับลดลงตลอดหลังงานเสร็จสิ้นลง

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากมายนักเมื่อเทียบกับหุ้นของบริษัทนินเทนโด ที่ได้ประกาศความเป็นพันธมิตรร่วมกับแอปเปิ้ล เปิดตัวเกมสุดคลาสสิก “ซุปเปอร์ มาริโอ้ รัน” Super Mario Run บนเวทีแถลงข่าวไอโฟน 7 โดยจะเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีบนแอพสโตร์ ซึ่งทำให้หุ้นนินเทนโดพุ่งขึ้น 25% ทันที

ขณะที่สำนักข่าวซีบีเอส ระบุ บรรดานักวิเคราะห์ไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นกับไอโฟนรุ่นใหม่เท่าใดนัก หลังแอปเปิ้ลต้องเผชิญหน้ากับยอดขายที่ลดลงติดต่อกันมาหลายไตรมาส สอดคล้องกับสำนักข่าวรอยเตอร์ที่วิเคราะห์ว่า อาจมีแฟนแอปเปิ้ลหลายคนรอซื้อไอโฟน 8 ซึ่งน่าจะเป็นรุ่นที่มีอะไรฮือฮาเป็นพิเศษ เนื่องจากจะเปิดตัวในปีหน้า ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของการเปิดตัวไอโฟน

ทั้งนี้ เมื่อเช้าวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา แอปเปิ้ล ได้ประกาศเปิดตัวไอโฟน 7 ใหม่ 2 รุ่นได้แก่ 7 และ 7 plus ตลอดจนแอปเปิ้ล วอช และหูฟังไร้สายที่เรียกว่าแอปเปิ้ล แอร์พอด (Apple AriPods) ไอโฟน 7 ใหม่มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น มาตรฐาน IP67 สู้น้ำลึก 1 เมตร นาน 30 นาที กล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล 2 ตัว ใช้งานเก็บภาพได้แตกต่างกันเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามที่สุด หน่วยประมวลผลใหม่ A10 Fusion ทำงานได้ดีขึ้น 40% ประหยัดพลังงานมากกว่า แถมมีสีให้เลือกใหม่ เป็นสีดำวาว นอกเหนือจากดำด้าน เงิน ทองและทองชมพู เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 16 ก.ย. ในบางประเทศ ราคาเริ่มต้นราว 22,000 บาท สูงสุด 33,000 บาท ส่วนเมืองไทยคาดว่าวางจำหน่ายปลายเดือน ต.ค.

 

10 ปีตลาดอาเซียนผงาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716783

 

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานสัมมนา “ไทยศูนย์กลางการเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียน” ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า (2560-2569) หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจจะลงทุนโครงการพื้นฐานรวมกันประมาณ 6.5 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นด้านระบบขนส่งทางบก, ระบบราง, มอเตอร์เวย์, ท่าเรือ, สนามบิน, พลังงาน ทดแทน, สายส่งและระบบโลจิสติกส์ เป็นต้น เพื่อรองรับการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียน ซึ่งจะสอดคล้องกับกลุ่มประเทศอื่นๆในภูมิภาค ที่มีนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากทั้ง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม)

นายปรเมธีกล่าวต่อว่า จากที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ทำให้หลายประเทศต้องหันมาพึ่งพิงเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ประเทศในอาเซียนจะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่และการลงทุนในระดับท้องถิ่น เพื่อทดแทนการส่งออกที่ตัวเลขติดลบอย่างต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาลงทุนในอาเซียน โดยค่าเฉลี่ยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้าจะขยายตัวเฉลี่ย 4.8%

ด้านนายพิชิต อัคราทิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเชีย เวลท์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2560 อาเซียนจะเป็นเขตเศรษฐกิจที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียที่พัฒนาแล้ว ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวสูงสุดที่ 6.4% ในปี 2560 และขยายตัว 6.3% ในปี 2561 ได้แก่ อินเดีย จีน ส่วนกลุ่มที่ขยายตัวรองลงมา คือ กลุ่มอาเซียน ไอเอ็มเอซึ่งจะขยายตัว 4.8% ในปี 2560 และ 5.1% ในปี 2561 ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย โดยธนาคารพัฒนาเอเชียคาดว่าระหว่างปี 2553-2563 ประเทศในเอเชียจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่น้อยกว่า 8.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น ด้านพลังงาน การสื่อสาร เป็นต้น.

 

กรุงศรีรูดม่านปิดฉากรถยนต์คันแรก ปลุกตลาดบ้านคอนโดกลับมาคึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716780

 

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 4 เนื่องจากภาระการผ่อนชำระโครงการรถคันแรกทยอยหมดลง ทำให้คนไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนลดลง และกลับมามีกำลังซื้อสินทรัพย์ใหม่ๆ ได้อีกครั้ง เช่น ที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียมในเมือง หรือตามจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ เป็นต้น

“หากโครงการรถคันแรกทยอยหมด น่าจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดอสังหาฯกลับมาคึกคัก เพราะที่ผ่านมาค่าผ่อนงวดรถคันแรกตกเดือนละ 10,000 กว่าบาท เมื่อจบโครงการภาระหนี้ก็หมดไป แล้วยังสามารถนำเงินที่เคยผ่อนรถมาซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ในระดับราคา 2 ล้านบาทขึ้นไปได้เลย”

ทั้งนี้จากการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ๆ พบว่าในไตรมาสสุดท้ายปี 59 จะมีคอนโดมิเนียมรอการโอนสูงถึง 50,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าจะมาใช้บริการสินเชื่อของกรุงศรี 5,000-10,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมในครึ่งปีหลังธนาคารจะปล่อยกู้ใหม่ได้เพิ่มอีกประมาณ 30,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับครึ่งปีแรกที่ปล่อยกู้ได้ 34,000 ล้านบาท ทำให้ทั้งปีมียอดสินเชื่อ 65,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 52,500 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างบ้านจะเพิ่มเป็น 200,000 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 ของธนาคารพาณิชย์

นายณัฐพลกล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์ในช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารจะมุ่งขยายตลาดไปยังกลุ่มผู้ผลิตอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในระดับท้องถิ่นตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และผลักดันผลิตภัณฑ์ทางเลือก สินเชื่ออเนกประสงค์โฮมฟอร์แคชให้ลูกค้ารายย่อย หรือผู้ประกอบการมาขอกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง.

 

ชนจังๆ ‘พรีอุส’ เจนฯ 4! ‘โตโยต้า’ โชว์ทดสอบการชน มาดูสภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716075

 

เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น (TMC) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบและบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) ได้เชื้อเชิญคณะสื่อมวลชนไทย และคณะสื่อมวลชนจากหลายชาติร่วมกิจกรรม “2016 Toyota Technology Media Trip” ณ อาณาจักรบ้านเกิดในญี่ปุ่น


“2016 Toyota Technology Media Trip”

วันแรกโตโยต้าได้นำคณะของสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนา “HIGASHI FUJI R&D CENTER” ภายในบริเวณสนามแข่งรถ “FUJI SPEEDWAY” ซึ่งนับว่า เป็นครั้งแรกที่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมและศึกษาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่มีอยู่ในรถยนต์โตโยต้าทั่วโลก


โดมสำหรับทดสอบไดรฟ์วิ่ง ซิมูเลเตอร์

จากนั้น นำทดสอบไดรฟ์วิ่ง ซิมูเลเตอร์ ในโดมสีขาวลักษณะพิเศษเฉพาะคล้ายยานอวกาศ และมีรางวิ่งทดสอบรายล้อม โดยภายในโดมดังกล่าว เต็มไปด้วยระบบทดสอบสภาวะต่างๆ ด้วยรถยนต์และสภาพแวดล้อมจริง ต่างจากรูปแบบเดิมๆ โดยให้ภาพ 360 องศา มีการนำรายละเอียดการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ มาวิเคราะห์ทดสอบ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและรถยนต์ให้ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและผู้ใช้ถนนทั่วไปมากขึ้น


ระบบทดสอบเสมือนจริง 360 องศา

ต่อด้วยการนำชมศูนย์การทดสอบการชน “CAR CRASH TEST” เพื่อพิสูจน์มาตรฐานความปลอดภัย ว่ากันเฉพาะในญี่ปุ่นแล้วโตโยต้ามีเพียงแห่งเดียว ในแต่ละปีทดสอบรถรุ่นต่างๆ ประมาณ 40 รุ่น จำนวนกว่า 1,600 ครั้ง ในทุกสภาพอากาศ ถูกออกแบบและสร้างขึ้นรองรับการชนได้จากทุกทิศทาง


บรรยากาศภายในศูนย์ทดสอบการชนโตโยต้า

บริเวณศูนย์แห่งนี้ สื่อมวลชนต้องยืนชมการทดสอบบนอัฒจันทร์คล้ายดูการแข่งขันกีฬา ด้วยระยะห่างจากจุดทดสอบเพื่อความปลอดภัย ไม่มีอุปกรณ์ปิดหู ห้ามถ่ายภาพ รวมทั้งห้ามแตะต้องอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถต่างๆ เด็ดขาด


อีกมุมมองหนึ่งบริเวณจุดทดสอบการชน

ณ จุดทดสอบ มีรถโตโยต้าพรีอุสเจเนอเรชั่น 4 ล่าสุด หนัก 2.5 ตัน จอดนิ่งสนิท ภายในมีหุ่นจำลองผู้ขับขี่ชื่อ “ทั้ม” นั่งอยู่ ใต้ท้องรถด้านล่างเป็นพื้นใสนิรภัยติดกล้อง พร้อมกล้องรายล้อมจุดต่างๆ ในทุกมิติอีกหลายตัว และอุปกรณ์เก็บค่าต่างๆ อีกมากมาย


“พรีอุส” ที่จะถูกทดสอบการชน!

และแล้ววินาทีทดสอบก็มาถึง รถบรรทุกโมเดลแล่นเข้ามายังรถพรีอุสในมุม 45 องศาแนวเฉียง ด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วินาทีชนเกิดเสียงดังสนั่น จากนั้น ทีมงานลงไปเก็บกวาดชิ้นส่วนต่างๆ และตรวจความปลอดภัยก่อนเปิดให้สื่อมวลชนลงไปดูสภาพใกล้ชิด


วินาทีชนสนั่น! พิสูจน์ความปลอดภัย

หลังทดสอบการชนปรากฏว่า บริเวณห้องเครื่องของรถพรีอุสพังเสียหายเกือบครึ่ง แต่ห้องโดยสารไม่ยุบ เปิดประตูคู่หน้าได้ง่าย ถุงลมนิรภัยทำงานรอบคัน และหุ่นทั้มไม่ได้รับอันตราย แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานความปลอดภัยของห้องโดยสาร GOA รวมทั้งการทำงานของถุงลมและเข็มขัดนิรภัยที่มีประสิทธิภาพ


สภาพ “พรีอุส” หลังถูกทดสอบการชน

ยังไม่หมดแค่นี้ กิจกรรม “2016 Toyota Technology Media Trip” ณ อาณาจักรบ้านเกิดของโตโยต้าวันแรกยังมีต่อ ติดตามได้ในตอนต่อไป.


สภาพภายในห้องโดยสาร” พรีอุส” หลังชน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ฟูจิซังอาย! เทสต์ไดรฟ์ “พรีอุส-คราวน์” ลองระบบความปลอดภัย

 

คคบ.ลงดาบบริษัทความงาม สั่ง! จ่ายเงิน-ดอก ค่าคอร์สทำสวยคืนลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716773

 

(ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล)

คคบ.สั่งเฉียบ! ดำเนินคดีบริษัทเสริมความงาม หลังปิดกิจการ เบี้ยวไม่คืนเงิน ที่เหลือให้ลูกค้ารายเดียวเฉียด 3 ล้านบาท ขณะที่โครงการรถยนต์คันแรก ผู้บริโภคใช้สิทธิ์ไม่ได้ เหตุธนาคารทิสโก้ส่งมอบหนังสือยินยอมล่าช้า ทำให้ตกขบวน คคบ. ให้ฟ้องแพ่งชดใช้เงินคืนด่วนๆ

นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจด้านสินค้าและบริการทั่วไปจำนวน 20 เรื่อง และด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 22 เรื่อง โดยในส่วนของการร้องเรียนด้านสินค้าและบริการทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับธุรกิจทัวร์และตั๋ว เครื่องบิน ธุรกิจรถยนต์ ทั้งรถใหม่และรถใช้แล้ว ธุรกิจเสริมความงาม ธุรกิจฟิตเนส และธุรกิจท่องเที่ยว

สำหรับการดำเนินคดีกับธุรกิจรถยนต์นั้น มีกรณีของนางสาวกนกรภัส วงษ์ภากนกภณ ที่ได้ร้องเรียนว่า จองรถยนต์ยี่ห้อ MAZDA รุ่น BT 50 DBL 2.2 HI-RAC กับบริษัท วี แอนด์ ซี ออโตโมบิล จำกัด และได้รับรถยนต์เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2555 โดยผู้ร้องขอสินเชื่อเช่าซื้อกับธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) นางสาวกนกรภัสใช้สิทธิ์ขอคืนภาษี สำหรับ รถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาล แต่ปรากฏว่าธนาคารส่งมอบหนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนรถยนต์ใหม่คันแรกให้แก่ผู้ร้องล่าช้า ทำให้ผู้ร้องไป ยื่นเอกสารต่อกรมสรรพสามิตล่าช้า เป็นเหตุให้ผู้ร้องเสียสิทธิ์ได้รับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาล คคบ.พิจารณาแล้ว มีมติ ให้ดำเนินคดีแพ่งแก่ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เพื่อบังคับให้ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ชำระเงินจำนวน 86,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นๆ ที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนในกรณีถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งมีลักษณะเดียวกัน

ส่วนธุรกิจเสริมความงามและธุรกิจฟิตเนสนั้น คคบ.มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งกับบริษัท แกรนเด บิวตี้ จำกัด และนางลฎาภา เชาว์วิศิษฐ กรณีนางสาว แสงเทียน พลายบัว ร้องเรียนว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2555 ได้ซื้อบริการทรีตเมนต์ ตามคำชักชวนจากพนักงานของสถานเสริมความงาม Slimming Doctor ดำเนินการโดยบริษัท แกรนเด บิวตี้ จำกัด ดูแลรูปร่างในราคา 40,000 บาท และได้ซื้อบริการทรีตเมนต์เพิ่ม 39,900 บาท ต่อมาบริษัท แกรนเดฯได้โอนบริการของลูกค้าไปให้บริษัท คลีนิค สุขภาพ เอเพ็กซ์ จำกัด เป็นผู้ดูแลต่อ โดยมี เงื่อนไข ว่า ต้องใช้คอร์สที่ซื้อบริการไว้ให้หมดภายในวันที่ 30 ก.ย.2556 รวมทั้งพนักงานของบริษัท คลีนิค สุขภาพฯ ยังแจ้งให้ผู้ร้องซื้อคอร์สเพิ่ม ในจำนวนเงินที่ไม่น้อยกว่าคอร์สเดิมที่เหลืออยู่ จึงจะสามารถใช้คอร์สเดิมได้

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวผู้ร้องจึงประสงค์ให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามสัญญา และเรียกร้องค่า เสียหายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 100,000 บาท โดย คคบ.พิจารณาแล้ว มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแก่บริษัท แกรนเด บิวตี้ จำกัด และนางลฎาภา เชาว์วิศิษฐ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน เพื่อบังคับให้รับผิดร่วมกัน คืนเงินให้ผู้ร้องตามมูลค่าที่ยังไม่ได้ใช้บริการ จำนวน 69,775 บาท พร้อมดอกเบี้ยตาม กฎหมาย และให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นๆที่จะมา ร้องเรียนเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งมีลักษณะเดียวกัน

นอกจากนี้ คคบ.ยังให้ดำเนินคดีแพ่งกับนางสาวนภัสนันท์ สุพัฒนาภรณ์ (แจ่มแจ้ง) เจ้าของกิจการ ร้านบอดี้ สลิม ด้วย หลัง สคบ.ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวน 2 ราย แจ้งว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อบริการเสริมความงามของร้านบอดี้ สลิม โดยนางสาววันนัดดา กิตติทรัพย์เจริญ แจ้งว่า ได้ซื้อบริการเสริมความงามจากร้านบอดี้ สลิม ตั้งแต่ปี 2555 รวมเป็นจำนวน เงินทั้งสิ้น 800,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2558 ร้านดังกล่าวได้ปิดกิจการลง ขณะที่ผู้ร้องยังใช้บริการไม่ครบตามสัญญา จึงประสงค์ขอเงินในส่วนที่ชำระไปแล้ว และยังไม่ใช้บริการคืน เช่นเดียวกับนางสาวจันทร์เพ็ญ พระนอนเขตต์ แจ้งว่า ได้ซื้อบริการ เสริมความงามจากร้านบอดี้ สลิม ตั้งแต่ปี 2550 รวม เป็นเงินทั้งสิ้น 3 ล้านบาท ต่อมาร้านดังกล่าวได้ปิด กิจการ ขณะที่ผู้ร้องยังใช้บริการไม่ครบ จึงประสงค์ขอเงินในส่วนที่ชำระไปแล้ว แต่ยังไม่ใช้บริการคืน

ซึ่ง คคบ.พิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแก่นางสาวนภัสนันท์ สุพัฒนาภรณ์ (แจ่มแจ้ง) เจ้าของกิจการร้าน บอดี้ สลิม เพื่อบังคับให้คืนเงิน ให้ผู้ร้องทั้ง 2 ราย ในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการกรณีรายนางสาววันนัดดา กิตติทรัพย์เจริญ เป็นเงินจำนวน 629,470 บาท และนางสาวจันทร์เพ็ญ พระนอนเขตต์ เป็นเงินจำนวน 2,837,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตาม กฎหมาย และให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นๆที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมเข้ามาหลังจากนี้ ส่วนธุรกิจท่องเที่ยว มีทั้งให้ดำเนินคดีกับบริษัททัวร์ ที่ไม่ดำเนิน การตามเงื่อนไขข้อตกลง ยกเลิกการเดินทางแล้วไม่คืนเงิน หรือจองตั๋วเครื่องบินไม่ได้ แต่ไม่ยอมคืนเงิน เป็นต้น ซึ่งมีทั้งทัวร์ไปเกาหลีและญี่ปุ่น.

 

ปิดจ๊อบมาตรการกระตุ้นอสังหาป่วน ธปท.แจงยอดสินเชื่อใหม่ลดวูบ ก.ค.บ้าน-คอนโดทิ้งดิ่ง 36.3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716768

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยของภาคอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าความ ต้องการซื้อของประชาชนที่ชะลอลง หลังมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐบาลในช่วงก่อนหน้าหมดไป รวมทั้งความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ส่งผลให้จำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลลดลงต่อเนื่อง โดยมีการปล่อยสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยใหม่เดือน ก.ค. 3,518 ยูนิต ลดลงจากเดือน มิ.ย. หรือเดือนก่อนหน้า 36.3%

ทั้งนี้ เป็นการลดลงทั้งที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบ และอาคารชุด โดย เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ในส่วนของอาคารชุดมีการอนุมัติสินเชื่อสำหรับอาคารชุด และคอนโดมิเนียมใหม่ทั้งสิ้น 1,503 ยูนิต ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 41.4% ขณะที่มีการอนุมัติสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบใหม่ 2,015 ยูนิต ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 31.9% อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังคงเปิดขายโครงการใหม่ๆเพิ่มขึ้น โดยเน้นขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ มากกว่าโครงการที่กำลังก่อสร้าง เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีโครงการที่อยู่อาศัยที่เปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. สูงถึง 55% โดยเป็นการเปิดขายใหม่ของโครงการอาคารชุด 62.2% และโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ 46.9%

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนของราคาอสังหาริมทรัพย์ ธปท.ยังได้รายงานดัชนีราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงจากการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย ของระบบธนาคารพาณิชย์ พบว่าราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินอยู่ที่ 134.9 เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 5.9% และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีราคาทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินอยู่ที่ 138.1 เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 3.8% แต่ราคาลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

สำหรับดัชนีราคาอาคารชุดคอนโดมิเนียมเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 162.5 เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 6.8% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย ขณะที่ดัชนีราคาที่ดินเปล่าเดือน ก.ค. ก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเป็นราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นสูงที่สุดเทียบกับประเภทอื่น โดยดัชนีราคาที่ดินอยู่ที่ 167.5 เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 9.7% อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 14.4% ถือว่าเดือน ก.ค. ราคาที่ดินชะลอตัวลงเล็กน้อยเท่านั้น.

 

แฉน้ำมันเครื่องปลอมระบาด สมอ.จี้ผู้บริโภคใส่ใจ-ขู่พ่อค้าขี้ฉ้อจับได้เจอติดคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716763

 

(แฟ้มภาพ)

นางเบญจมาพร เอกฉัตร์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ สมอ.ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสินค้าทั่วประเทศ พบว่ามีผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องปลอมระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะตามพื้นที่ชายแดนและภาคอีสาน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคมักนิยมใช้ และบางครั้งผู้ใช้ตรวจสอบได้ยาก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ ทำให้สึกหรอเร็ว อายุการใช้งานสั้นลง ต้องเสียค่าใช้จ่ายซ่อมแซมเครื่องยนต์ และยังส่งผลให้เครื่องยนต์เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ สร้างปัญหาปล่อยมลพิษออกมากระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับน้ำมันเครื่องปลอม ผู้บริโภคสังเกตได้เบื้องต้นคือ ภาชนะบรรจุขวดจะเก่า มีร่องรอยการแกะฟอยล์ฝาพลาสติกออก เพื่อใส่น้ำมันเครื่องปลอมลงไป โดยส่วนใหญ่จะขายในร้านค้าขนาดเล็ก หรือตามปั๊มน้ำมันหลอดแก้ว ส่วนน้ำมันเครื่องของจริง ให้สังเกตที่ภาชนะบรรจุ ต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่บุบหรือมีรอยเปิดใช้งานแล้ว ต้องมีฉลากบอกวัน/เดือน/ปีที่ผลิต ปริมาตร รวมถึงแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน ที่สำคัญควรเลือกซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ จะต้องระบุชื่อของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่าย สถานที่ผลิต ทั้งนี้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) น้ำมันเครื่องรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักรกลต่างๆที่ สมอ.กำหนดไว้ มี 3 มาตรฐานคือ 1.มาตรฐานทั่วไป มอก.356-2531 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่อง 2.มาตรฐานทั่วไป มอก.356 (เล่ม 2)-2541 3.มาตรฐานบังคับ มอก. 1040-2541 ใช้สำหรับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะ ส่วนใหญ่ ใช้ในรถจักรยานยนต์รุ่นเก่า

สำหรับบทลงโทษผู้จำหน่ายตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ฉบับแก้ไขจะประกาศใช้ภายในปีนี้คือ การทำหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต มอก.ดังกล่าว ประกอบด้วย บทลงโทษเดิม คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เนื้อหาใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขใหม่ จำคุก ไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000-5,000,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ส่วนร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดิม จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 1,000-50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แก้ไขเป็นจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับ ตั้งแต่ 5,000-5,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.

 

หุ้นปิดตลาดร่วงแรง 31.82 จุด มูลค่าซื้อขาย 81,642.89 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 17:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716503

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 31.82 จุด คิดเป็น -2.14% ดัชนีอยู่ที่ 1,455.38 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 81,642.89 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 8 ก.ย. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 31.82 จุด คิดเป็น -2.41% ดัชนีอยู่ที่ 1,455.38 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 81,642.89 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,490.24 จุด และต่ำสุดอยู่ที่ 1,451.46 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

ไทวัสดุ ทุ่ม 500 ล้าน ผุดคอมแพ็กสโตร์ สาขาที่ 42 บนถนนพระราม 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716338

 

ไทวัสดุ ย้ำผู้นำวัสดุก่อสร้าง-ของตกแต่งบ้าน ทุ่มงบลงทุน 500 ล้าน ผุดสโตร์ ภายใต้แนวคิด “Compact Store” สาขาที่ 42 ตระหง่านบน ถ.พระราม 2 พื้นที่ 15,000 ตร.ม. รองรับกำลังซื้อกลุ่มเจ้าของบ้าน ช่าง-ผู้รับเหมา โซนกรุงเทพฝั่งธนฯ ตั้งเป้ายอดขายโต 500 ล้าน ในปี 60 …

วันที่ 8 ก.ย. 59 นายกำชัย หลุยยะพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก ไทวัสดุ โฮมเวิร์ค และบ้าน แอนด์ บียอนด์ ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีกำหนดเปิดร้านไทวัสดุ สาขาพระราม 2 ซึ่งเป็นสาขาที่ 42 ภายใต้ แนวคิด “Compact Store” บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร แต่ครบครันทุกสินค้า โดยได้เปิดขายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ (8 ก.ย.)


นายกำชัย หลุยยะพงศ์

ไทวัสดุ สาขาพระราม 2 ครอบคลุมพื้นที่ถนนพระราม 2 ทั้งเส้น ตั้งแต่ท่าข้าม บางมด บางขุนเทียน แสมดำ จอมทอง บางบอน กาญจนาภิเษก และสุขสวัสดิ์ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากลูกค้ากลุ่มช่าง กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง ที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แถบชานเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ไทวัสดุ สาขาพระราม 2 มีจุดแข็งตรงที่ครอบคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในรัศมี 10 กิโลเมตร พบว่า มีประชากรอยู่อาศัยมากกว่า 500,000 คน มีบ้านเดิมกว่า 155,000 หลังคาเรือน และโครงการบ้านใหม่ ที่มีแผนจะขึ้นในปีนี้อีกกว่า 8,000 ยูนิต ซึ่งคาดว่าไทวัสดุสาขานี้ จะมียอดขายสูงถึง 500 ล้านบาท ในปี 2560


เปิดแล้วจ้า! ร้านไทวัสดุ สาขาพระราม 2 ซึ่งเป็นสาขาที่ 42 ภายใต้แนวคิด “Compact Store”

“ไทวัสดุ มองทำเลโซนพระราม 2 มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเห็นได้ว่า ธุรกิจก่อสร้างโซนนี้ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งทำเลโดยรอบ ถือว่าเป็นทำเลทองที่มีความเคลื่อนไหวด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเดิมทีพระราม 2 ถือเป็นเขตเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะเป็นแหล่งรวมโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบัน ก็เริ่มมีที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า ห้างร้าน และโรงพยาบาล ทยอยเปิดตัว ทำให้มีแรงงาน และผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทำให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยขยายตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย เราเล็งเห็นตรงนี้ จึงได้เปิด ไทวัสดุ สาขาพระราม 2 ขึ้น มีสินค้าเรื่องบ้านที่ครบทุกความต้องการ มีการจัดวางสินค้าที่น่าดู และมีอุณหภูมิภายในที่เย็นสบายขึ้นด้วย”

บริษัทฯ ยังได้มีการทำโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นยอดขาย ในสาขาใหม่ด้วย โดย 4 วันแรกของการเปิดสาขา คือระหว่างวันที่ 8-11 ก.ย. 59 พบกับโปรโมชั่น “ช็อปฟรี..ฟรี 500 บาท” แจกฟรีคูปองเงินสด 500 บาท เพียง Like facebook thaiwatsadu fan page และ Check in ไทวัสดุสาขาพระราม 2 จำกัด 200 ท่านแรกต่อวัน และรับฟรีเสื้อยืดไทวัสดุ (จำนวนจำกัด) เพียงสมัครสมาชิกเดอะวันการ์ด ทุก 50 บาท = 1 คะแนน 600 คะแนน = 100 บาท (ปกติ 800 คะแนน= 100บาท) ส่วนรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมอื่นๆ ของสาขาพระราม 2 สามารถติดตามได้ใน http://www.thaiwatsadu.com หรือสอบถามได้ที่สาขาโดยตรง


บรรยากาศภายในสโตร์ มีการปรับปรุงรายการสินค้าให้รองรับความต้องการซื้อมากขึ้น

สำหรับงบลงทุนไทวัสดุ สาขาพระราม 2 ใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 40 ล้านบาท ต่อเดือน ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการปรับปรุงบรรยากาศภายในสโตร์ และปรับปรุงรายการสินค้าให้รองรับความต้องการซื้อมากขึ้น มีการเสริมตัวสินค้าให้ดูทันสมัยมากขึ้น อาทิ เก้าอี้ เดิมเป็นเก้าอี้ธรรมดา โฉมใหม่นำเสนอสินค้าที่มีฟังก์ชั่นมากขึ้น นั่งสบาย สวยงาม รวมทั้งเพิ่มสินค้าของตกแต่ง อาทิ ต้นไม้เทียม ดอกไม้เทียม เพื่อรองรับลูกค้าย่านถนนพระราม 2 ตั้งแต่ท่าข้าม บางมด บางขุนเทียน แสมดำ จอมทอง บางบอน กาญจนาภิเษก และสุขสวัสดิ์

 

เอกชน ชี้ ค่าบาทเหมาะสมอยู่ที่ 35 บ./ดอลลาร์ สู้ได้คู่แข่ง เวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716240

 

หอการค้า เผย เอกชนมองว่า เงินบาทในระดับเหมาะสมควรอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับ 35 บ./ดอลลาร์ หวั่น หากแข็งค่ากว่านี้ จะไม่สามารถแข่งกับเวียดนามได้ คาด เฟดยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ไม่โดดเด่น …

วันที่ 8 ก.ย.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจความเห็นของภาคเอกชน มองว่าเงินบาทในระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับ 35 บาท/ดอลลาร์ เพราะหากแข็งค่ากว่านี้ จะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทยในขณะนี้ได้ และสามารถรักษาระดับค่าเงินด่องให้ค่อนข้างคงที่ได้

ส่วนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือน ก.ย.นี้ คาดว่า เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ยังปรับตัวดีขึ้นไม่โดดเด่นนัก แต่คงไปขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็ยังไม่เข้าใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 58 ได้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองในช่วงต้นปี รวมทั้งสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจโลก

“ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ย ดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่า เงินจะไหลกลับไปตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น ค่าเงินบาทคงจะอ่อนค่าลง ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยใน ก.ย. บาทน่าจะอ่อนค่าไปอยู่ที่ระดับ 35 บาท แต่หากไม่ขึ้นดอกเบี้ย คาดว่าเงินบาทจะยังแกว่งอยู่ในกรอบ 34.50-35.50 บาท/ดอลลาร์”