รฟม.ใจชื้น ปรับลดค่าตั๋ว ยอดผู้โดยสารสายสีม่วง กระเตื้องขึ้น 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 15:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716170

 

รฟม. เผยยอดผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรมเพิ่มขึ้น 10% หลังปรับลดค่าโดยสารสถานีละ 1 บาท พร้อมเร่งหาแนวทางในการจูงใจผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น…

วันที่ 8 ก.ย.59 นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟม. ได้ปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม หรือ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ตามระยะทางเหลือสถานีละ 1 บาท โดยคงอัตราค่าแรกเข้า (14 บาท) ไว้ดังเดิม ทำให้อัตราค่าโดยสารตลอดสาย (คลองบางไผ่–เตาปูน) เหลือเพียง 14–29 บาท จากเดิม 14–42 บาท ซึ่งอัตราดังกล่าวจะใช้สำหรับการเดินทางโดยบัตรโดยสารเท่านั้น และเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น 10% จากจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 20,000 คนต่อวัน เพิ่มเป็นจำนวน 22,000 คนต่อวัน โดยจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ถือเป็นผู้ใช้บริการในระยะแรก หลังจากที่มีการปรับอัตราค่าโดยสารเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จำเป็นจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชน รวมทั้งหาแนวทางในการจูงใจ เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เช่น การประชาสัมพันธ์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ทั้งการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และโปรโมชั่นที่น่าสนใจ

ในขณะนี้ รฟม. ได้จัดให้มีบริการเครื่องรับบัตรเครดิต/เดบิต (EDC) ซึ่งผู้โดยสารสามารถออกบัตร MRT Plus เติมเงินในบัตร MRT Plus เติมเงินที่จอดรถรายเดือน (รถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม) ในบัตร MRT Plus และบัตร MRT สายสีน้ำเงินได้ด้วยบัตรเครดิต/เดบิต (EDC) โดยมีมูลค่าขั้นต่ำต่อครั้งในการรับชำระเป็นจำนวนเงิน 300 บาท ซึ่งผู้โดยสารสามารถใช้บริการเครื่องรับบัตรเครดิต/เดบิต (EDC) ได้ทุกสถานีที่ห้องออกบัตรโดยสาร (Ticket Office) และอาคารจอดแล้วจร P&R ของ รฟม. ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2559 เป็นต้นไป โดยการบริการดังกล่าว จะทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ รฟม. จะเร่งดำเนินการเชื่อมต่อ 1 สถานี (เตาปูน–บางซื่อ) เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) และรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) ให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา รฟม. ได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากประชาชนผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ของ รฟม. ได้แก่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เว็บไซต์ รฟม. http://www.mrta.co.th และ Call Center 0-2716-4044 เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าให้มากขึ้นต่อไป.

 

เวียตเจ็ท รุกขยายเครือข่าย ทุ่ม 8.3 พันล. ซื้อแอร์บัส A321 เพิ่ม 20 ลำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 15:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716298

 

เวียตเจ็ท รุกขยายเครือข่ายทั่วเอเชีย ทุ่มเงิน 8,365 ล้านบาท สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส รุ่น A321 เพิ่มจำนวน 20 ลำ เผย ช่วยรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น พร้อมช่วยสร้างอนาคตใหม่ให้ธุรกิจการบิน …

วันที่ 8 ก.ย.59 มีรายงานว่า ฯพณฯ นาย เจิ่น ดั่ย กวาง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ ฯพณฯ นาย ฟรองซัว ออลลองด์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามทำสัญญาสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส รุ่น A321 จำนวน 20 ลำ ที่มีมูลค่าสูงถึง 2.39 พันล้านดอลลาร์ หรือ 8,365 ล้านบาท โดยสัญญาฉบับนี้ ทำขึ้นระหว่าง นางเหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานสายการบินเวียตเจ็ท กับ มร. แฟบริค เบรจิเยอร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทแอร์บัส ณ ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงฮานอย

นายแฟบริค เบรจิเยอร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทแอร์บัส กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำสัญญาครั้งนี้กับสายการบินเวียตเจ็ท ซึ่งเวียตเจ็ทจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง จากการดำเนินงานด้วยเครื่องบิน A321 นี้ โดยเฉพาะในเส้นทางบินที่เป็นที่ต้องการของผู้โดยสารจำนวนมาก เครื่องบิน A321 จะช่วยให้จุผู้โดยสารได้มากขึ้น และมีต้นทุนดำเนินงานต่ำที่สุด ทั้งนี้ หวังว่าจะได้พัฒนาความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเวียตเจ็ทต่อไป ตลอดจนร่วมมือกันพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมแห่งใหม่ของเวียตเจ็ทอีกด้วย

ด้าน นางเหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานสายการบินเวียตเจ็ท แสดงความเห็นในพิธีลงนามทำสัญญาครั้งนี้ ว่า เวียตเจ็ทมีการพัฒนาธุรกิจอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการมอบบริการที่ดีกว่าแก่ผู้โดยสาร รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในเวียดนามและในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย


พิธีลงนามทำสัญญาสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส รุ่น A321

“เวียดนาม และฝรั่งเศส มีความสัมพันธ์อันดีในด้านการเมืองและวัฒนธรรมต่อกันมาช้านาน ทั้งสองประเทศต่างมุ่งหวังให้เกิดการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำสัญญาระหว่างเวียตเจ็ทและแอร์บัสในวันนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความตั้งใจดังกล่าว เราภูมิใจในความร่วมมือครั้งนี้ และรู้สึกซาบซึ้งต่อแอร์บัสเป็นอย่างมาก สำหรับความพยายามและการสนับสนุนด้วยดีนับตั้งแต่เวียตเจ็ทเริ่มเปิดดำเนินการด้วยเครื่องบินที่ทันสมัยของเรา ซึ่งสมบูรณ์แบบด้วยดีไซน์ขั้นสูง ประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิง ตลอดจนการสนับสนุนชั้นเยี่ยมทั้งในด้านการดำเนินงาน การฝึกอบรม และการพัฒนาระบบงาน ทำให้เวียตเจ็ทพร้อมทำความฝันในการโบยบินของผู้โดยสารให้เป็นจริง และสร้างอนาคตใหม่ให้ธุรกิจการบิน เพื่อให้เวียตเจ็ทได้รับความนิยมไปทั่วโลกมากยิ่งๆ ขึ้น” ประธานสายการบินเวียตเจ็ท กล่าว

ทั้งนี้ การส่งมอบเครื่องบินให้แก่เวียตเจ็ทตามสัญญาซื้อครั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 ไปจนถึง ค.ศ.2020

สำหรับการขยายเส้นทางการบินในไทย ล่าสุดสายการบินเวียตเจ็ทได้ประกาศเปิด 3 เส้นทางบินใหม่ในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ–เชียงใหม่, กรุงเทพฯ–ภูเก็ต, และ ภูเก็ต-เชียงราย และเที่ยวบินระหว่างประเทศอีก 1 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ–ไฮฟอง (เวียดนาม) โดยที่ผ่านมา เวียตเจ็ทมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ โฮจิมินห์ และฮานอยให้บริการแก่ผู้โดยสาร

นอกจากนี้ เวียตเจ็ท ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษที่ชื่อว่า “It’s Time to Vietjet” โดยเปิดให้จองบัตรโดยสารในราคาเริ่มต้นที่ 0 บาท ระหว่างวันที่ 9–11 กันยายน 2559 ตั้งแต่เวลา 20.00–22.00 น. ทางเว็บไซต์ www.vietjetair.com เท่านั้น สำหรับบินเส้นทางภายในประเทศไทย เส้นทางภายในประเทศเวียดนาม และเที่ยวบินระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ตั้งแต่ 15 กันยายน–31 ธันวาคม 2559 ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์.

 

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ส.ค. อยู่ที่ 73.2 ปรับตัวดีขึ้นเดือนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 15:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716205

 

หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. อยู่ที่ 73.2 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 หลังคนไทยมั่นใจ การเมืองมีเสถียรภาพขึ้น หลังลงประชามติ เชื่อ เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่ยังมีจุดน่าห่วง คนกลัวตกงาน จึงยังระวังการใช้จ่าย แนะรัฐ เร่งอัดฉีด หากต้องการให้เศรษฐกิจโตกว่าที่คาด …

วันที่ 8 ก.ย.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. ว่า อยู่ที่ 73.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 62.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 67.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 89.7

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันตั้งแต่ ก.ค. และ ส.ค. หลังจากประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้คนมองการเมืองด้วยความมั่นใจว่าการเมืองจะเข้าสู่กระบวนการในการเลือกตั้ง การเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ออกมาระบุ GDP Q2/59 ขยายตัว 3.5% ดีขึ้นจากไตรมาสแรก คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% สถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลาย เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และความคาดหวังของประชาชนว่า รัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วง H2/59

ขณะที่ ปัจจัยลบ ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกของไทยใน เดือน ก.ค.หดตัว -6.38% ลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น ความกังวลต่อสถานการณ์ระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ ราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และผู้บริโภคยังกังวลปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูง

ส่วนการบริโภคของภาคประชาชน คาดว่า น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากประชาชนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งที่คลี่คลายลง ราคาพืชผลทางการเกษตรเริ่มปรับตัวดีขึ้น และผลกระทบจากสถานการณ์ Brexit ที่มีผลลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกไม่มากนัก อีกทั้งมีความหวังว่า การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐในครึ่งปีหลัง จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งการฟื้นตัวของการบริโภคน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการสำรวจความเห็นของประชาชน เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ยังพบว่า ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 19 เดือน นับตั้งแต่ ก.พ.58 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นเพราะประชาชนมองว่า การเมืองไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้น อันจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งขึ้น และเชื่อว่ารัฐบาลจะมีการลงทุนและการใช้จ่ายผ่านงบประมาณด้วยการเร่งเบิกจ่ายช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จึงทำให้ประชาชนมองว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ

“จุดที่ยังต้องระมัดระวัง คือ ความกังวลของภาคแรงงานเกี่ยวกับสถานะการจ้างงาน หลังจากที่การส่งออกของไทยในปีนี้ที่ยังไม่สามารถขยายตัวได้ ทำให้ภาคแรงงานมีความกังวลว่าจะถูกปรับลดชั่วโมงการจ้างงาน หรือถูกปลดออกจากงาน ซึ่งจากความกังวลของภาคแรงงานเกี่ยวกับการจ้างงานนั้น อาจทำให้กำลังซื้อไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คาด แต่อย่างไรก็ดี จากการทำแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในขณะนี้ ม.หอการค้าไทย ยังไม่เห็นสัญญาณของการปลดคนงานแต่อย่างใด”

อย่างไรก็ตาม ยังให้มุมมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 59 ไว้ตามเดิมที่ 3.3% หลังจากที่ในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3.4% ตามการประกาศตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย ม.หอการค้าไทย คาดว่า ในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.3% แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการส่งออกที่ยังไม่โดดเด่น และผู้บริโภคยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย จึงทำให้กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น แม้สถานการณ์ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำบางชนิดจะเริ่มคลี่คลายลง โดยยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้มากกว่า 3.3% ถ้าภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เร่งการลงทุนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี และภาคการส่งออกกลับมาดีขึ้น น่าจะส่งผลช่วยให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้น

 

กรุงไทย แจ้งปิดระบบอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว 10 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 14:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716223

 

ธนาคารกรุงไทย แจ้งปิดปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว 10 ก.ย.นี้ เวลา 00.30–04.30 น. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการใช้งาน ทำให้จะไม่สามารถใช้บริการเครื่อง ATM-ADM การโอนเงินระหว่างธนาคารได้…

วันที่ 8 ก.ย.59 มีรายงานจาก ฝ่ายสื่อสารองค์กรและภาพลักษณ์ ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่า ธนาคารกำหนดปิดระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ชั่วคราว ในวันเสาร์ที่ 10 กันยายนนี้ ระหว่างเวลา 00.30-04.30 น. เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบงาน จึงส่งผลให้ลูกค้าจะไม่สามารถใช้บริการเครื่อง ATM เครื่อง ADM การใช้จ่ายผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ การโอนเงินระหว่างธนาคารทุกช่องทาง การโอนเงินจากต่างประเทศเข้าบัตรวีซ่า เดบิต

สำหรับบริการอื่นๆ สามารถใช้บริการได้ตามปกติ ซึ่งธนาคารขออภัยในความไม่สะดวก ลูกค้าสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่ KTB Call Center หมายเลข 0-2111-1111.

 

ต่อสู้นาน 20 ปี อดีตบิ๊ก ธอส. โล่ง ! ศาลยกฟ้อง คดีอนุมัติสินเชื่อมิชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 14:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716068

 

ยกฟ้อง “ศักดาพินิจ” อดีตผู้ช่วยกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ ธอส. กับพวก กรณีอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ ชี้ หลักฐานไม่เพียงพอทำให้เชื่อได้ว่า พวกจำเลยได้รับผลประโยชน์ เข้าตัว ยันไม่กังวล แม้อธิบดีอัยการทำความเห็นแย้ง และอุทธรณ์คดี

ที่ห้องพิจารณาคดี 812 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ก.ย. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ.1342/2555 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้อง นายโอฬาร เกตุพันธุ์ นายปิยะรัตน์ อุศุภรัตน์ นายปัญญา สุดใจ พนักงาน ธนาคาร ธอส. และ นายศักดา หรือ ศักดาพินิจ ณรงค์ชาติโสภณ อดีตผู้ช่วยกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ร่วมกันเป็นจำเลย 1-4 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11


http://www.thairath.co.th/clip/70738

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือน พ.ค.-ธ.ค.2540 นายศักดาพินิจ ได้สั่งการให้จำเลยอื่น ไปตรวจสอบโครงการก่อสร้างของ นายจุนเกียรติ หรือ จิรพัฒน์ เบ้าสุวรรณ แต่ราคาประเมินที่ดินในโครงการ มีราคาประเมินมีหลักประกันต่ำ นายศักดาพินิจ จึงเปลี่ยนสินเชื่อเป็นโครงการแหล่งเงินกู้ระยะยาว ซึ่งไม่ต้องใช้ราคาประเมิน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองกับพวก ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 เห็นชอบรับเป็นแหล่งเงินกู้ระยะยาว ทั้งที่จำเลยทั้งสาม ทราบความผิดปกติของโครงการ ทำให้ ธอส.ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 218,916,621 บาท เหตุเกิดที่แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. และที่อื่นเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามความผิดด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ


ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่างเบิกความสอดคล้องกันว่า การปล่อยสินเชื่อของจำเลยที่ 1-4 เป็นไปตามระเบียบของธนาคารอาคารสงเคราะห์ และพวกจำเลยก็ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการปล่อยสินเชื่อดังกล่าว จากพยานหลักฐานของโจทก์ ยังไม่เพียงพอว่าจำเลยที่ 1-4 ร่วมกันกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ตรวจสำนวนแล้วได้มีความเห็นแย้งไว้ในคดีว่า การกระทำของจำเลยทั้งหมดเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เห็นควรให้จำคุก นายศักดาพินิจ จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 1, 2 และ 3 ให้จำคุกคนละ 3 ปี

ภายหลัง นายศักดาพินิจ เปิดเผยว่า คดีนี้มีปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งภายในองค์กร ตนถูกกลั่นแกล้งเพื่อลดความน่าเชื่อถือ ขณะลงแข่งขันเป็นกรรมการ ธอส. มีการฟ้องร้องตนเป็นจำเลยถึง 10 คดี อดทนต่อสู้นานถึง 20 ปี กระทั่งศาลพิพากษายกฟ้อง โดยคำพิพากษาทุกศาลแม้จะปรากฏว่ามีการทุจริตในระดับเจ้าหน้าที่ แต่เห็นว่า ตนไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตนั้น ทั้งนี้ ยืนยันว่า ได้อนุมัติสินเชื่อตามที่ผู้บังคับบัญชาได้อนุมัติไว้ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ และไม่มีเจ้าหน้าที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่มาเป็นพยานเบิกความว่า ตนได้รับประโยชน์จากการอนุมัติสินเชื่อครั้งนี้ ส่วนที่อธิบดีศาลอาญา ได้ทำความเห็นแย้งว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดนั้น คดีนี้เป็นอำนาจพิจารณาคดีของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน แม้อธิบดีศาลอาญา สามารถทำความเห็นแย้งได้ แต่ไม่มีผลต่อคำพิพากษา และไม่กังวลหากอัยการจะอุทธรณ์คดี

 

ขนส่ง ยกเลิกเก็บค่าบริการห้องน้ำ บขส. แล้ว 70 แห่งทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 12:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715990

 

ขนส่งทางบก สนองนโยบายรัฐ ยกเลิกเก็บค่าบริการห้องน้ำ ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารแล้ว 70 แห่ง จาก 117 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานคุณภาพห้องน้ำให้มีความสะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย เพียงพอต่อความต้องการ ปชช.

วันที่ 8 ก.ย. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการพัฒนาห้องน้ำภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศ ให้มีความสะอาด ได้มาตรฐานห้องน้ำสาธารณะของกระทรวงสาธารณสุข และยกเลิกการเก็บค่าบริการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งในปัจจุบันสามารถดำเนินการตามนโยบาย ไม่เก็บค่าบริการห้องน้ำ ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารได้แล้วจำนวน 70 แห่ง จากสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้งหมด 117 แห่งทั่วประเทศ สำหรับอีกจำนวน 47 แห่ง ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้นั้น เนื่องจากติดสัญญาให้เอกชนบริการ ซึ่งกรมการขนส่งทางบก จะเร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ โดยจะเป็นการดำเนินการควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพห้องน้ำ กำหนดมาตรการดูแลความสะอาด ถูกสุขอนามัย เป็นมาตรฐานเดียวกัน และมีจำนวนเพียงพอ รองรับจำนวนผู้โดยสารในแต่ละวัน

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้ออกแบบตัวอย่างห้องน้ำมาตรฐานสำหรับสถานีขนส่งผู้โดยสาร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการซ่อมแซม ปรับปรุง หรือก่อสร้างห้องน้ำใหม่ ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศ สำหรับสถานีขนส่งผู้โดยสารในการกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางบก ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว มีจำนวน 25 แห่ง อยู่ระหว่างยื่นขอใบรับรอง และ/หรือรอตรวจประเมิน กระทรวงสาธารณสุขออกใบรับรอง จำนวน 23 แห่ง และอยู่ระหว่างการซ่อมแซมปรับปรุงอีกจำนวน 21 แห่ง ส่วนสถานีขนส่งผู้โดยสารที่บริหารโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 48 แห่ง อยู่ระหว่างรอการพิจารณางบประมาณ และ/หรือดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงต่อไป

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการยกระดับคุณภาพห้องน้ำภายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบกได้ตั้งเป้าหมายให้สถานีขนส่งผู้โดยสารต้องมีห้องน้ำที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีความพร้อมสามารถรองรับประชาชนผู้ใช้บริการ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งต้องมีจำนวนห้องน้ำให้เพียงพอกับผู้ใช้บริการ และพร้อมรองรับการให้บริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกปลอดภัย โดยต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานส้วมสาธารณะระดับประเทศ (Healthy Accessibility Safety : HAS) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และมีมาตรฐานการดูแล และบำรุงรักษาห้องน้ำในสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศให้อยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งานตลอดเวลา ประชาชนผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจ เพื่อสร้างภาพลักษณ์และยกระดับคุณภาพการให้บริการของสถานีขนส่งผู้โดยสาร ด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 

โพล ชี้ นิคมอุตฯ ส่วนใหญ่ คาด 12 เดือนข้างหน้า ตลาดธุรกิจสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 10:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715950

 

ซูเปอร์โพล เผยบริษัทในนิคมอุตฯ 28.35% คาด 12 เดือนข้างหน้า เงื่อนไขทำธุรกิจยังคงเหมือนเดิม ส่วนตลาดธุรกิจ ส่วนใหญ่ 65.62% มองจะดีขึ้น ชี้ปัจจัยฉุด อันดับแรกเกิดจาก การเปลี่ยนงานบ่อยของพนักงาน หวังความโปร่งใสตรวจสอบได้ของหน่วยรัฐ เอื้อต่อการทำธุรกิจ …

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ดร.นพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจ เรื่อง โพลนิคมอุตสาหกรรม 5 ปัจจัยฉุด 10 ปัจจัยหนุนเงื่อนไขการทำธุรกิจและบรรยากาศการลงทุน กรณีศึกษาตัวอย่างบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ จำนวน 418 ตัวอย่างบริษัท พบว่า ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 68.66 คาดว่า เงื่อนไขการทำธุรกิจของบริษัท ในอีก 12 เดือนข้างหน้าดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 28.35 คาดว่า จะเหมือนเดิม และร้อยละ 2.99 คาดว่าแย่ลง

เมื่อถามถึงตลาดธุรกิจของบริษัท ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.62 คาดว่าจะดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 31.34 คาดว่า จะเหมือนเดิม และร้อยละ 3.04 คาดว่าจะแย่ลง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.69 คาดว่า ฐานะการเงินของบริษัทในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 34.33 คาดว่าจะเหมือนเดิม และร้อยละ 2.99 คาดว่าจะแย่ลง ตามลำดับ

ที่น่าพิจารณา คือ เมื่อถามถึงปัจจัยฉุดในการทำธุรกิจของบริษัทในนิคมอุตสาหกรรม พบ 5 อันดับแรก คือ อันดับที่ 1 ได้แก่ การเปลี่ยนงานบ่อยของพนักงาน ร้อยละ 46.27 อันดับที่ 2 ได้แก่ ความต้องการของตลาดที่ไม่คงที่ ร้อยละ 43.28 อันดับที่ 3 ได้แก่ คุณภาพแรงงาน ทักษะฝีมือแรงงาน ร้อยละ 41.79 อันดับที่ 4 ได้แก่ ภาษาต่างประเทศของพนักงานคนไทย เช่น อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ร้อยละ 40.30 อันดับที่ 5 ได้แก่ การเมือง เปลี่ยนนโยบายดีๆ ร้อยละ 37.76 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม 10 ปัจจัยหนุนการทำธุรกิจของบริษัทในนิคม อุตสาหกรรม คือ อันดับแรก ได้แก่ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เปิดเผยของหน่วยงานรัฐ ที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 80.98 อันดับที่ 2 ได้แก่ มาตรการด้านภาษี การส่งเสริมการลงทุนของ BOI ร้อยละ 77.61 อันดับที่ 3 ได้แก่ ระบบคมนาคม การขนส่ง ร้อยละ 74.63 อันดับที่ 4 ได้แก่ ระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา การติดต่อสื่อสาร ร้อยละ 70.15 อันดับที่ 4 เช่นกัน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ร้อยละ 70.15

อันดับที่ 6 ได้แก่ ความสามารถในการบริหารจัดการของคนในบริษัท ร้อยละ 68.66 อันดับที่ 7 ได้แก่ นโยบายการค้าระหว่างประเทศ ร้อยละ 65.64 อันดับที่ 8 ได้แก่ โอกาสเติบโตของตลาด ร้อยละ 65.17 อันดับที่ 9 ได้แก่ วัตถุดิบ ร้อยละ 64.18 และ อันดับที่ 10 ได้แก่ คุณภาพแรงงาน ร้อยละ 56.72 ตามลำดับ

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า เสียงสะท้อนของกลุ่มบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า เงื่อนไขการทำธุรกิจของบริษัทต่างๆ กำลังมุ่งสู่ความสดใสในอีก 12 เดือนข้างหน้า เช่น ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เปิดเผยของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ฐานะการเงินของบริษัท การตลาด ปัจจัยการผลิต มาตรการทางภาษี อัตราดอกเบี้ย ระบบคมนาคม ขนส่ง การติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการบริหารจัดการ และรวมไปถึง นโยบายการค้าต่างประเทศและการส่งเสริมการลงทุนของ BOI

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยฉุดอันดับต้นๆ คือ การเปลี่ยนงานบ่อยของพนักงาน ความต้องการของตลาดไม่คงที่ คุณภาพแรงงาน ทักษะฝีมือแรงงาน ภาษาต่างประเทศ และการเมืองเปลี่ยน นโยบายดีๆ ของรัฐเปลี่ยน.

 

เอไอเอส คว้าลิขสิทธิ์ 1 เดียวในไทย! ถ่ายทอดศึก ‘พาราลิมปิก เกมส์ 2016’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715928

 

เอไอเอส พร้อมรวมใจคนไทยส่งกำลังใจ-เชียร์ทัพนักกีฬา ชูความเป็นผู้นำ ด้านวิดีโอแพลตฟอร์ม คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดศึก “พาราลิมปิก เกมส์ 2016” ให้ลูกค้าดูฟรีบนมือถือผ่านแอพ AIS PLAY-กล่องทีวีอินเทอร์เน็ต AIS PLAYBOX …

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 59 มีรายงานว่า เอไอเอส ชูความเป็นผู้นำด้านวิดีโอแพลตฟอร์มเพื่อคนไทย ระเบิดความมันด้านกีฬาอย่างต่อเนื่อง คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และชมย้อนหลังการแข่งขันมหกรรมกีฬาคนพิการ “พาราลิมปิก เกมส์ 2016” ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 7-18 ก.ย. 59 เพียงช่องทางเดียวในประเทศไทย โดยให้ลูกค้าดูฟรีบนมือถือ ผ่านแอพพลิเคชั่น AIS PLAY และกล่องทีวีอินเทอร์เน็ต AIS PLAYBOX ซึ่งถือเป็นการมอบประสบการณ์ความมันกับมหกรรมกีฬาระดับโลก ให้พี่น้องชาวไทยได้ร่วมเชียร์ และให้กำลังใจนักกีฬาทีมชาติไทยแบบติดขอบสนาม ครบทุกกีฬา ทุกคู่ ทุกสนาม ตลอดการแข่งขัน และพิธีเปิด จนถึงพิธีปิดอย่างเต็มอิ่ม โดยแยกช่องตามประเภทกีฬา และ 1 ช่องไทย ที่ร่วมถ่ายทอดสดกีฬาที่ทัพนักกีฬาไทยเข้าร่วมแข่ง รวมถึงกีฬาเด่นที่คนไทยชื่นชอบไว้ในช่องเดียว พร้อมพากย์ไทยสุดมัน โดยทีมพากย์ชื่อดังระดับประเทศ ด้วยความคมชัดระดับ HD ร่วมเชียร์ และส่งกำลังใจได้ทุกที่ ทุกเวลา บนเครือข่าย 4G, 4.5G, AIS Fibre และ AIS SUPER WiFi

ทั้งนี้ ลูกค้าเอไอเอส สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น AI S PLAY ได้ฟรี โดยกด *357# โทรออก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/playapp  หรือสนใจสมัครใช้บริการ AIS PLAYBOX โทร.1185

พร้อมกันนี้ เอไอเอส ยังประกาศมอบกำลังใจให้นักกีฬาไทยที่ได้รับเหรียญทอง เหรียญละ 5 แสนบาท เหรียญเงิน 3 แสนบาท และเหรียญทองแดง 2 แสนบาท รวมทั้งมอบโทรศัพท์มือถือ พร้อมค่าโทร และเล่นเน็ตฟรี นาน 12 เดือน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่นักกีฬาไทยในการมุ่งมั่นคว้าชัยชนะ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย และนำความสุขมาให้กับคนไทยทุกคน

 

ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715910

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 8 ก.ย. 59 คงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 ขายออกบาทละ 22,600 บาท …

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท

 

กรอ.มั่นใจเปิดโรงงานใหม่ เอกชนเร่งสปีดช่วงปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 07:1

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715798

 

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า การขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมแห่งใหม่ (รง.4) และการขยายกิจการโรงงานเพิ่มเติม ในรอบ 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.) มีจำนวนโรงงานที่ขอตั้งกิจการใหม่และขยายกิจการรวม 3,298 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าลงทุน 298,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่ 2,786 โรงงาน ลดลง 3.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 2,880 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 189,000 ล้านบาท หรือลดลง 23.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่อยู่ที่ 247,000 ล้านบาท

ยอดขอใบอนุญาต รง.4 ที่ลดลง ไม่สามารถยืนยันว่าจะเป็นตัวชี้วัดในการบอกถึงเศรษฐกิจภายในประเทศทั้งหมดที่ยังไม่ฟื้นตัว เพราะการที่ภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือไม่ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายๆปัจจัย อาทิ สถานการณ์ การส่งออก การนำเข้าวัตถุดิบ ยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้า เป็นต้น ดังนั้นยอดที่ลดลงจึงไม่น่าเป็นห่วงมาก คาดว่าตลอดปี จะมียอดคำขอประมาณ 5,000-6,000 โรงงาน และมูลค่าลงทุนรวมจะอยู่ที่ 600,000 ล้านบาท.