คมนาคมคุมเข้มสถาบันการบิน ปิดช่องการสอนไม่ได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715795

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนนักบิน ในวงการอุตสาหกรรมการบินนั้น ขณะนี้ทาง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอไปยัง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย เพื่อขอใช้มาตรา 44 แก้ไขปัญหานักบินขาดแคลน โดยเฉพาะเรื่องการผลิตบุคลากรด้านการบิน โดยขอแก้ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ 2518 โดยขอให้รับนักบินที่มีอายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณอายุ สามารถปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนนักบินในวงการอุตสาหกรรมการบินนั้น จะพบว่าหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ คือ สายการบินไทยและสายการบินไทยสมายล์ ที่ไม่สามารถรับนักบินที่มีอายุเกิน 60 ปีได้ นอกจากนั้น ในอุตสาหกรรมการบิน นอกจากขาดแคลนนักบินแล้ว ช่างซ่อมเครื่องบินก็ขาดแคลนอย่างหนักเช่นกัน

“บุคลากรที่ขาดแคลนมีหลายด้าน เช่น นักบิน ครูผู้สอนการว่าจ้าง จากต่างประเทศก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง ส่วนครูที่สอนใน สบพ. ได้ค่าตอบแทนน้อย บางรายก็ย้ายไปอยู่กับสายการบินเอกชน เพราะ สบพ.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจไม่สามารถจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงได้ ซึ่งการใช้มาตรา 44 จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรหมดลงไปได้”

นายอาคมกล่าวต่อว่า ตนยังได้ให้นโยบายไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เข้มงวดการออกใบอนุญาต สถาบันต่างๆ ที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนทางด้านการบินมากขึ้น เนื่องจากประสบปัญหาสถาบันบางแห่งคุณภาพการเรียนไม่ได้มาตรฐาน ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติรวมถึงมาตรฐานเครื่องบินและการฝึกบินด้วย โดยบางแห่งเกิดปัญหาเครื่องบินตกในระหว่างการฝึกบิน แสดงให้เห็นว่าไม่มีคุณภาพและความ ปลอดภัย ส่วนครูผู้สอนนักบินจะต้องเข้มงวดให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียน.

 

ผนึกกำลังรับระบบราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715793

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการพัฒนาระบบราง และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านแข่งขันด้านโลจิสติกส์ให้กับประเทศ ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ขณะนี้รัฐบาลมีแผนที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบรางในช่วงระยะ 8 ปี คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟ 3 ระบบ คือ 1.รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร 10 สายทาง 2.รถไฟฟ้าระหว่างเมือง เช่น รถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง และ 3.รถไฟฟ้าความเร็ว สูง 4 เส้นทาง

ดังนั้น ทั้ง 3 กระทรวงจะต้องร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตชิ้นส่วน และระบบการเดินรถเอง เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศและหันมาส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมทั้งเร่งพัฒนาและผลิตบุคลากรออกมารองรับอุตสาหกรรมระบบรางด้วย ซึ่งคาดว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าคือ ระหว่างปี 60-64 ไทยจะมีความต้องการบุคลากรมากถึง 30,000 คน ปัจจุบันโครงสร้างการลงทุนในระบบราง ใต้รางรถไฟลงมา เช่น ไม้หมอน รางรถไฟ ผู้ผลิตไทยสามารถพัฒนาและผลิตเองได้ เพียง 20% ส่วน 80% เป็นระบบเหนือรางซึ่งไทยยังพัฒนาเองไม่ได้.

 

คนไทยถังแตกแห่กู้นอนแบงก์ผ่อนหนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715788

 

นายวิชิต พยุหนาวีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในหลายปี ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป เริ่มประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง และต้องหันไปกู้ยืมจากสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) เพิ่ม เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ผ่อนชำระสินค้า รวมถึง ใช้จ่ายในกรณีพิเศษ เช่น กู้เพื่อแต่งงาน รักษาพยาบาล ท่องเที่ยวต่างประเทศ

ทั้งนี้เห็นได้จากยอดคงค้างสินเชื่อบุคคลทั้งระบบธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ที่มีรวมกว่า 325,000 ล้านบาท แม้จะเติบโต 3.8% แต่เป็นการเติบโตของนอนแบงก์ถึง 9.6% หรือมียอดสินเชื่อมากถึง 167,000 ล้านบาท สวนทางกับธนาคารพาณิชย์ที่หดตัวไป 1.7% มีสินเชื่อเหลือเพียง 158,000 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มนอนแบงก์กลับมาครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 54 หรือในรอบ 5 ปี

นอกจากนี้ จากการศึกษาข้อมูลในตลาดพบว่า ระยะหลังคนไทยไม่กังวลว่าจะถูกนอนแบงก์เรียกเก็บดอกเบี้ยแพง 27-28% เต็มเพดานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เพียงแต่จะขอให้ได้รับเงินอนุมัติออกมาให้ใช้ได้รวดเร็ว และมีวงเงินที่มากพอต่อความต้องการก็เพียงพอ ทำให้ธุรกิจของนอนแบงก์มีโอกาสขยายตัวได้อีก

“แนวโน้มความต้องการสินเชื่อไปใช้เสริมสภาพคล่องขยายวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ แต่ตอนนี้ขยับมาถึงกลุ่มมีรายได้สูง ทำให้การปล่อยกู้สินเชื่อบุคคลของนอนแบงก์ยังมีโอกาสโตได้อีกปีละ 5-10% เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังระวังการปล่อยกู้อยู่ เพราะกลัวจะกลายเป็นหนี้เสีย ผิดกับนอนแบงก์ที่มีความกล้าที่จะปล่อย และสามารถบริหารจัดการการปล่อยกู้หรือบริหารหนี้ได้ดีกว่า แต่เชื่อว่ากลุ่มรายได้สูงยังเป็นตลาดสินเชื่อที่ดี มีความเสี่ยงเป็นหนี้สูญน้อยกว่าลูกค้ารายได้ต่ำอยู่”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ แนสแด็กบวกเจ้าเดียว ได้อานิสงส์ ‘แอปเปิล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 06:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715813

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวันพุธ โดยส่วนใหญ่ลดลง มีเพียงแนสแด็กที่เพิ่มขึ้น เพราะได้รับอานิสงส์จากหุ้นบริษัท แอปเปิล ที่ขยับตัวขึ้น หลังจากเปิดตัวไอโฟน 2 รุ่นใหม่…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 7 ก.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 11.98 จุด หรือ 0.06% ปิดที่ 18526.14 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.32 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 2186.16 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 8.02 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 5283.93 จุด

เมื่อวันพุธ หุ้นบริษัท แอปเปิล เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.6% หลังจากเปิดตัวไอโฟนและนาฬิกาอัจฉริยะกันน้ำรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทกลุ่มการบินก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน หลังจากบริษัท อัลเลเจียนต์ ทราเวล หุ้นพุ่ง 8.2% เพราะมีรายได้มากขึ้น ส่วนสายการบิน เดลต้า, ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส และ อเมริกัน แอร์ไลน์ส เพิ่มขึ้น 5.7%, 5.0% และ 4.8% ตามลำดับ

 

ไล่บี้ทีโอทีแจงแผนคลื่น 2300 ผู้บริหารแจงเป็นความลับมุ่งทำรายได้ปีละ 2 หมื่น ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715785

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที จะเรียกผู้บริหารบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มาสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ หลังจากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) อนุมัติปรับปรุงคลื่นความถี่โดยไม่จำกัดการใช้เทคโนโลยี เมื่อเดือน ต.ค.58 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วานนี้ (7 ก.ย.) นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ได้กล่าวในรายการ “สายตรง กจญ.” ซึ่งเป็นเสียงตามสายภายในทีโอที เพื่อชี้แจงเรื่องคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ ว่า กสทช.ได้เห็นชอบให้ทีโอที สามารถนำคลื่นความถี่ดังกล่าวมาสร้างรายได้ให้องค์กร โดยแผนธุรกิจของทีโอทีได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการทีโอทีแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะเป็นความลับทางธุรกิจ แต่หากกสทช.ต้องการให้ทีโอทีเสนอแผนธุรกิจให้พิจารณา ก็พร้อมที่จะนำเสนอต่อไป ซึ่งต้องรอหนังสือแจ้งจาก กสทช.ก่อน

สำหรับแผนการทำธุรกิจบนคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์นั้น ในเบื้องต้นได้แบ่งคลื่นออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกจำนวน 12 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 20% เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงประจำที่ทั้งในเชิงพาณิชย์และตอบสนองนโยบายรัฐบาลในโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ เพื่อให้ทุกหมู่บ้านมีบริการอินเตอร์เน็ต โดยในช่วงเริ่มต้นจะสร้างรายได้ให้ทีโอทีหลักร้อยล้านบาท แต่คาดว่าใน 6-7 ปีข้างหน้าจะมีรายได้ปีละ 3,000 ล้านบาท

ส่วนที่ 2 จำนวน 36 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 60% เพื่อหาพันธมิตรทางธุรกิจมือถือ ซึ่งอาจเป็นลักษณะเปิดให้เอกชนลงทุนโครงข่าย 4 จีแอลทีอีแล้วเช่าใช้คลื่นของทีโอที คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ทีโอทีปีละ 10,000 ล้านบาท ส่วนที่ 3 จำนวน 12 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 20% ทีโอทีจะนำมาให้บริการธุรกิจมือถือของตัวเองคู่กับคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ที่มีอยู่เดิม 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ให้ทีโอทีราวปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท ดังนั้น ทีโอทีจะมีรายได้จากคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ปีละ 20,000-25,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทีโอทีจะต้องเสนอแผนการดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐวิสาหกิจเพื่อความรอบคอบโปร่งใส อีกทั้งการทำสัญญาพันธมิตรจะต้องเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย.

 

รีดร้านขายยา-ท่องเที่ยว สรรพากรขยายฐานภาษีนิติบุคคลแสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715783

 

สรรพากรต้อนผู้ประกอบการที่เสียภาษีบุคคลธรรมดายกระดับเป็นบริษัทนิติบุคคลอีก 1 แสนรายในปี 60 หลังลุยร้านค้า ทองคำ พร้อมดึงร้านขายยาและธุรกิจท่องเที่ยวเข้าสู่ระบบภาษี มากขึ้น

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ภายในปีงบประมาณ 2560 กรมจะเพิ่มบริษัทนิติบุคคลรายใหม่เข้าสู่ระบบภาษีอีก 100,000 บริษัทจากปัจจุบันที่มีบริษัทจดทะเบียนเสียนิติบุคคลประมาณ 500,000 ราย โดยจำนวนบริษัทนิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นจะมาจากผู้ประกอบการที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี และบริษัทที่มีขนาดเล็กแต่ต้องการ ก้าวให้ทันไปกับโลกเทคโนโลยี หลังจากที่กรมกำลังอยู่ระหว่างการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการจัดเก็บภาษีมาใช้ควบคู่ไปกับระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาของกระทรวงการคลัง

“ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กรมได้เชิญชวนผู้ประกอบการค้าทองคำและร้านค้าทองคำเสียภาษีให้ครบถ้วน จากผู้ประกอบการทั้งหมดประมาณ 7,000 ราย ได้ขอเปลี่ยนจากการเสียภาษีประเภทบุคคลธรรมดา มาเป็นบริษัทนิติบุคคล 5-10% หรือประมาณ 700 ราย ที่เหลืออีกประมาณ 6,000 ราย คาดว่าจะทยอยจดเป็นบริษัทนิติบุคคลได้เกือบทั้งหมดภายในปีงบประมาณ 60 โดยในแต่ละปี ยอดซื้อขายทองคำทั้งส่งออก-นำเข้า และซื้อขายภายในประเทศมีไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี”

นอกจากนี้ กรมยังตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มประเภทภาษีนิติบุคคลไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นๆ อีก 2 ประเภทคือ 1.ธุรกิจร้านขายยาประกอบด้วย สมาคมร้านขายยา สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ชมรมร้านขายยามีสมาชิกทั่วประ เทศ 21,318 ราย ในจำนวนนี้ เป็นผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาถึง 90% หรือ 19,000 ราย มีรายได้หมุนเวียน 100,000-200,000 ล้านบาทต่อปี และ 2.ธุรกิจทางด้านการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านค้าขายของที่ระลึกรวมกันมากกว่า 100,000 ราย ซึ่งเกือบทั้งหมดเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและมีรายได้หลายหมื่นล้านบาทต่อปี

นายประสงค์กล่าวว่า ในอนาคตกรมตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนานำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax Invoice) และใบเสร็จรับเงินให้กับกรม สรรพากร โดยตั้งเป้าที่จะดึงร้านขายยาขนาดใหญ่ มีรายได้มากกว่า 500 ล้านบาท เข้าสู่ระบบดังกล่าวในปี 60 ผู้ประกอบการขนาดกลางรายได้ 30-500 ล้านบาท จะทยอยเข้าระบบภายในปี 60 ร้านขายยาขนาดเล็กรายได้ 1.8-30 ล้านบาท เข้าระบบในปี 62 โดยในปี 59-61 จะเน้นให้ความรู้ทางภาษีกับผู้ประกอบการร้านขายยา โดยไม่ได้มุ่งเน้นจัดเก็บภาษี แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการลงบัญชีให้ชัดเจน

“ข้อดีของการจดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคลในปัจจุบันมีมากกว่าการจดทะเบียนเสียภาษีเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งจากการคำนวณฐานภาษีบนรายได้ และรายจ่ายที่เท่ากัน พบว่าบริษัทนิติบุคคลมีภาระภาษีลดลงถึง 40% เมื่อเทียบกับการจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา เช่น บริษัทนิติบุคคล สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง และหากเป็นบริษัทเอสเอ็มอี ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท เสียภาษีอัตรา 15% ทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท เสียในอัตรา 20% ขณะที่บุคคลธรรมดาจะเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 35% กรณีมีรายได้สุทธิเกินกว่า 4 ล้านบาท เป็นต้น”

นอกจากนี้ การจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลยังช่วยลดหนี้ครัวเรือนประชาชนอีกด้วย เพราะในจำนวนหนี้ครัวเรือนมีเรื่องการก่อหนี้เพื่อดำเนินการธุรกิจอยู่ด้วย หากสามารถย้ายหนี้จากบุคคลธรรมดามาเป็นหนี้ของบริษัทนิติบุคคลได้ปริมาณหนี้ครัว เรือนที่เคยสูงถึง 80% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะลดลงเหลือ 60% อย่างแน่นอน

“ในช่วงที่ผ่านมา กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีบนฐานข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ถ้าหากเรามีข้อมูลมากก็สามารถจัดเก็บภาษีได้มาก ทำให้กรมเป็นห่วงอนาคตของผู้ประกอบการ หากไม่ปรับตัวให้ทันกับระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการชำระเงินสดผ่านบัตรทั้งหมด โอกาสที่จะถูกกรมสรรพากรตรวจ สอบภาษีและถูกลงโทษก็มีมากขึ้น เพราะข้อมูลจากการชำระเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จะไหลเข้าสู่ฐาน ข้อมูลเพื่อตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากรด้วย”.

 

ขนุนไทยตีตลาดนอก เอเชีย-ฮิลแปนิก นิยม ยกเป็นซูเปอร์ฟรุต แตกหน่อคนรักสุขภาพ-มังสวิรัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714808

 

อนาคตขนุนไทยสดใสแน่! พาณิชย์เผย ชาวเอเชีย ชาวฮิสแปนิก แห่ฮิตบริโภค ด้านตลาดสหรัฐฯ มีกระแสเป็น ซูเปอร์ฟรุต เชื่อว่าเนื้อขนุนแคลอรีต่ำ อุดมวิตามิน กินได้กระทั่งเม็ด แถมเนื้อเมื่อเอาไปผ่านความร้อน ลักษณะเหมือนเนื้อสัตว์ ทำให้ตลาดสุขภาพและมังสวิรัติก็โฟกัสเช่นกัน

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขนุนสดและผลิตภัณฑ์จากขนุน ได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดสหรัฐฯ มีการนำมาวางขายอย่างแพร่หลาย ทั้งในตลาดค้าปลีกที่เป็นของชาวเอเชีย ชาวฮิสแปนิก และตลาดค้าปลีกทั่วไป เนื่องจาก ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เชื่อว่า เนื้อขนุนมีแคลอรีต่ำ อุดมด้วยวิตามินซี นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจในฐานะอาหารแทนเนื้อสัตว์ ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนรักสุขภาพและผู้ที่รับประทานอาหารประเภทมังสวิรัติ เนื่องจากเนื้อขนุนที่ทำสุกแล้วจะมีลักษณะเหมือนเนื้อหมูฉีกหรือเนื้อไก่ฉีกนั่นเอง

สื่อสหรัฐฯ หลายสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคสินค้าอินทรีย์และมังสวิรัติ สนใจและนำเสนอประโยชน์ของขนุน และให้สมญานามว่าเป็น New Super Fruit พร้อมให้ข้อมูลในมิติวิธีการปรุงอาหารจากขนุน ทั้งในรูปแบบของขนุนสด ขนุนอ่อน ขนุนแห้ง และ เม็ดขนุน ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีน โปแตสเซียม แคลเซียม และธาตุเหล็ก

“สินค้ากลุ่มนี้ยังไม่มีคู่แข่งในตลาดสหรัฐฯ การสร้างโอกาสของตลาดสินค้าขนุนไทยจะเกิดขึ้นได้ โดยความร่วมมือจากร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ และภาครัฐ ผ่านการกระตุ้นและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในการปรุงอาหารจากเนื้อขนุน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคสหรัฐฯ หันมาเลือกซื้อสินค้าอาหารไทยที่ผลิตจากขนุนเพิ่มมากขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าว

ปัจจุบัน มีการนำขนุนไปประกอบอาหารหลากหลาย เช่น บาร์บีคิว พิซซ่า ซุป แซนด์วิช แยม น้ำผลไม้ ไอศกรีม และเค้ก เป็นต้น ส่วนผู้บริโภคเชื้อสายฮิสแปนิก หรือ สเปน นั้น นิยมนำขนุนมาทำเป็นอาหารประจำชาติ อาทิ ทาโก้, นาโช และ เอนชิลาดาส์ ในขณะที่ผู้บริโภคเชื้อสายอินเดียนิยมนำไปทำแกงขนุน

อย่างไรก็ตาม การส่งออกขนุนสดจากไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ อาจมีประเด็นเรื่องการรักษาความสดและคุณภาพของสินค้า อีกทั้งน้ำหนักของขนุนจะกระทบค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ทำให้ต้นทุนสูงกว่าขนุนจากประเทศเม็กซิโกและประเทศในอเมริกาใต้ที่ขนส่งใกล้กว่า ผู้ประกอบการไทยจึงควรพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากขนุน สร้างความหลากหลายเพื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เช่น เนื้อขนุนอ่อนในน้ำบรรจุกระป๋อง ของว่างที่ทำจากขนุนและเม็ดขนุน


ซึ่งความนิยมในผลไม้ชนิดนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมการเลือกรับประทานของคนอเมริกัน ที่มีรายงานว่า ช่วง ปี 2557-2558 คนอเมริกันราว 1 ใน 4 ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ทำให้ยอดจำหน่ายอาหารทางเลือกเติบโตขึ้น จาก 69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2554 เป็น 109 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยอดขาย ในปี 2558 ของบริษัท Melissa’s Produce ผู้นำเข้าและกระจายสินค้าพืชผักสดรายใหญ่ของสหรัฐฯ ระบุ ในปี 2556 บริษัทขายขนุนได้เพียงปีละไม่กี่ลัง แต่ในปัจจุบันนี้สามารถขายสินค้าได้ถึง 1,000 ลังต่อเดือนทีเดียว

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส รายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหลักในการสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ขนุนของไทยมี 2 ประการ ประการแรกคือ ประเทศไทยอุดมไปด้วยวัตถุดิบและมีการผลิตสินค้าจากขนุนอยู่แล้ว จึงมีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ประการที่สองคือ ตลาดการบริโภคผลิตภัณฑ์ขนุนของสหรัฐฯ ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น การแข่งขันจึงยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยสินค้าที่ยังไม่แพร่หลายในตลาดสหรัฐฯ แต่มีศักยภาพสูงได้แก่ เม็ดขนุน รวมถึงเนื้อขนุนตากแห้ง

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ระบุว่า เฟอร์นิเจอร์จากไม้ขนุนมีความคล้ายคลึงกับไม้มะฮอกกานี และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับไม้สัก คือ เป็นไม้ที่ปลวกไม่ขึ้น และทนทานต่อเชื้อราหรือแบคทีเรีย สามารถขัดเงาได้อย่างสวยงาม จึงเป็นอีกโอกาสหนึ่งของผู้ประกอบการไทยที่จะคิดค้นประดิษฐ์เฟอร์นิเจอร์และสินค้าอื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ไม้โดยใช้ไม้ขนุนเป็นวัตถุดิบอีกด้วย

 

“อภิศักดิ์” แจกสวัสดิการคนจน รายได้ไม่ถึงแสนขึ้นรถเมล์ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715768

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment ครั้งที่ 6/2559 ได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องการรับและการจ่ายเงินของส่วนราชการ รวมถึงสวัสดิการภาคประชาชนที่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว จำนวน 8 ล้านคน เพื่อเริ่มให้บริการได้ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ขณะที่การรับและการจ่ายเงินของส่วนราชการจะเริ่มได้ในเดือน ก.ย.นี้ นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดการปรับระบบคิดค่าบริการ ในการให้บริการสาธารณะรถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ ผ่านบัตรพร้อมเพย์ เมื่อรัฐบาลนำส่งเงินเข้าบัตรให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยใช้บริการ โดยรัฐบาลต้องแบ่งกลุ่มผู้รับการช่วยเหลือ เช่น รายได้ 100,000 บาทต่อปี จ่ายค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ขึ้นรถเมล์ครึ่งราคา แต่หากรายได้ต่ำกว่ากำหนดให้ใช้บริการฟรี

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำระบบพร้อมเพย์มาใช้กับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของการประกันวินาศภัย ประกันชีวิต เพื่อจ่ายชดเชยให้กับผู้เอาประกันได้อย่างตรงจุด เช่น การจ่ายเบี้ยประกันของรัฐบาลให้กับเกษตรกร 20 ล้านครัวเรือนในโครงการประกันภัยพืชผลและหากพืชผลเสียหายบริษัทประกันจะได้จ่ายผ่านระบบพร้อมเพย์ได้โดยตรง ขณะที่การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯจะเปลี่ยนการชำระเงินและส่งมอบหลักทรัพย์จากเดิม 3 วัน เหลือ 2 วัน และตั้งศูนย์เคลียร์การซื้อขายหุ้น.

 

ลุ้นระทึกประเทศคู่ค้าฟื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715758

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า กระทรวงได้จัดประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) จากทั่วโลก เพื่อหารือแนวโน้มการส่งออกไทยในปี 60 และการจัดทำกลยุทธ์ผลักดันการส่งออก โดยเบื้องต้นทูตพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าการ ส่งออกไทยในปีหน้าจะขยายตัวที่ 3% จากปีนี้ เพราะมองว่าการส่งออกน่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ที่ส่วนใหญ่ยังติดลบ และมองว่าเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจคู่ค้าจะฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย ทั้งนี้ คาดว่าการส่งออกไทยไปตลาดอาเซียนจะเพิ่มขึ้น 2.5% เอเชียใต้ เพิ่ม 2% เอเชียตะวันออก และโอเชียเนีย ได้แก่ จีน เพิ่ม 3% ฮ่องกง เพิ่ม 2% ไต้หวัน เพิ่ม 3% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1% เกาหลีใต้ ไม่ขยายตัว ส่วนทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 5% อเมริกาเหนือ (สหรัฐฯ และแคนาดา) เพิ่ม 2.9% ละตินอเมริกา ลดลง 0.1% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) เพิ่ม 1% แอฟริกา เพิ่ม 5% และตะวันออกกลาง เพิ่ม 3.3%

ด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะภาคการส่งออก ที่จะต้องปรับทิศทางการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยทูตพาณิชย์จะต้องส่งเสริมการส่งออกภาคบริการให้มากขึ้น เพราะเป็นรายได้ใหม่ของประเทศ นอกเหนือจากการส่งออกสินค้า และจะยิ่งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ส่วนการส่งออกสินค้าจะต้องใช้กลยุทธ์ทำน้อยได้มาก โดยเน้นการส่งออกสินค้าที่มีนวัตกรรมและมีมูลค่าเพิ่ม ส่วนมูลค่าการส่งออกของปี 59 ประเมินว่า น่าจะบวกลบอยู่ในกรอบไม่เกิน 2% ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าเกษตร.

 

ต่อรถเพลีย เสียเงินเพิ่ม แก้รถติด! เทียบดี-ร้าย ย้ายรถตู้อนุฯ คุณได้อะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714978

 

งานนี้พี่น้องชาวไทยที่ใช้บริการรถตู้ทั้งหลาย อาจจะต้องร้องไห้หนักมากกันแน่ๆ เจ้าค่ะ เพราะรถตู้ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ที่เราคุ้นเคยกันในวันวาน ต้องระหกระเหินหายหน้าไปอยู่ไกลถึงชานเมือง หากเราจะตามไป ใจก็เตือนว่าไกลเหลือเกิน แต่ถ้าจะตามเขากลับมา ผู้หลักผู้ใหญ่คงไม่เข้าใจเป็นแน่…เราจะทำอย่างไร ให้เขา(รถตู้) กลับมาเป็นเหมือนเดิม ผู้ใหญ่เจ้าขามีทางออกที่ดีที่สุดให้สองเราไหมคะ(กอดขาขอร้อง)…

โปรดปรบมือก่อนค่ะคุณผู้อ่าน ปรบมือให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ลุย “จัดระเบียบรถตู้โดยสาร” ผู้ใหญ่ท่านหวังดี และมีความพยายามที่จะคุมราคา คุมความปลอดภัย แก้ปัญหามาเฟีย และแก้ปัญหารถติดย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ แต่นโยบายครานี้ กลับมีเสียงท้วงติงจากภาคประชาชนตาดำๆ ว่า “ย้ายไปไกล (สถานีขนส่งจตุจักร สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ และสถานีขนส่งเอกมัย) ขนาดนี้ ผู้โดยสารจะไปขึ้นก็ลำบาก ต่อรถต่อราหลายเที่ยว เสียเวลา ผู้ประกอบการรถตู้รายได้หดหาย” เอาซิคะคุณขา จะเข้าอีหรอบเกาไม่ถูกที่คันหรือเปล่าเจ้าคะ!

‘เจ๊ดำ’ คนเดิม เพิ่มเติมคือความสวย ทำหน้าที่ไขปัญหาเช่นเดิม มาดูกันค่ะคุณขา นโยบาย “จัดระเบียบรถตู้” จะช่วยให้ชีวิตเราดี๊ดี หรือ ชีวิตวุ่นวาย…ลองพิจารณาดูค่ะ เพราะคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตอบปัญหานี้ได้!


ภาครัฐ จัดระเบียบรถตู้ หวังคุมราคา คุมปลอดภัย คุมมาเฟีย
  • ย้ายรถตู้อนุสาวรีย์ชัยฯ ดี หรือ ร้าย อะไรมากกว่ากัน?

เจ๊ดำ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม ถึงสารพัดประเด็น “จัดระเบียบรถตู้” ก็พบว่า นโยบายดังกล่าวมีเรื่องราวดีๆ อยู่ไม่น้อย โดยดูได้จากคำกล่าวของท่านรองปลัดฯ ที่ว่า การจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมค่าโดยสาร ควบคุมความปลอดภัย แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล และแก้ปัญหารถติดได้ อย่างไรก็ตาม การย้ายรถตู้โดยสารไปทั้ง 3 สถานีนั้น จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด

ส่วนประเด็นเรื่องค่าโดยสารนั้น เบื้องต้นค่าโดยสารจะยังไม่ปรับลดลง โดยกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมินผลดี ผลเสีย และผลกระทบ ภายใน 6 เดือน ถึงจะทราบผลว่า ค่าโดยสารจะปรับลดลงหรือไม่


รถตู้โดยสาร เบอร์หนึ่งในใจคนตจว.

ขณะที่ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า การย้ายท่ารถตู้ไปที่สถานีขนส่ง เพื่อจัดระเบียบบ้านเมืองนั้น นับเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เนื่องจากตัวโครงสร้างเมืองบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานีขนส่ง และไม่ได้รองรับให้เป็นจุดจอดรถสำหรับการเดินทางระหว่างจังหวัดตั้งแต่ต้น

“แต่ในทางกลับกัน ผู้โดยสารอาจจะไม่ได้รับความสะดวกสบาย หรืออาจจะเดินทางยากลำบากมากขึ้น ซึ่งคำว่า ยากลำบากในที่นี้ ทุกภาคฝ่ายควรพิจารณาว่า จุดที่ย้ายไป อาจทำให้ประชาชนลำบากมากจนเกินไปหรือไม่ นี่คือ คำถามที่ต้องกลับมานั่งคิดกันต่อ” นักวิชาการด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ ชี้จุดอ่อน


สายใต้ใหม่
  • ประชาชนเดือดร้อน ต่อรถต่อราหลายเที่ยว เสียเวลา!

นายกฤษฎา ศิริคำ อายุ 25 ปี อาชีพอิสระ หรือในฐานะผู้ใช้บริการรถตู้โดยสาร กล่าวถึง “จัดระเบียบรถตู้” ว่า การย้ายคิวรถตู้ไปยังสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่งนั้น ย่อมทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น เพราะเราต้องยอมรับว่า อนุสาวรีย์ชัยฯ เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่จะช่วยให้เราเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ รอบกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกที่สุด

ด้านนายสมัตถ์ หงสะมัต อายุ 28 ปี อาชีพนักมวลชนสัมพันธ์ หรือในฐานะผู้ใช้บริการรถตู้โดยสาร กล่าวไปในทิศทางเดียวกับความเห็นด้านบนว่า การจัดระเบียบรถตู้โดยสารด้วยการย้ายไปที่สถานีขนส่งทั้ง 3 แห่งนั้น นอกจากจะทำให้เสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น มิหนำซ้ำ ยังทำให้เสียสุขภาพจิต เพราะต้องคิดหาหนทางไปยังสถานีขนส่งแห่งใหม่ และต้องฝ่าดงรถติดบนเส้นทางที่มีระยะไกลมากขึ้นกว่าเดิม


นักวิชาการ มองว่า การนำรถตู้ออกไป ไม่ได้การันตีว่า ปัญหารถติดโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ จะหมดไป

เจ๊ดำ ซักถามนักวิชาการคนดังแทนใจใครหลายๆ คนว่า “สถานีจตุจักร สายใต้ใหม่ และเอกมัย เหมาะแล้วหรือสำหรับการเป็นจุดจอดรถตู้โดยสาร?” นักวิชาการด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เอกมัยยังพอไหว เพราะความเชื่อมโยงของระบบรถโดยสารสาธารณะในย่านนั้น ยังมีอยู่ระดับหนึ่ง แต่สำหรับสายใต้ใหม่ และหมอชิต 2 น่าจะมีปัญหาพอสมควร เพราะการเดินทางเข้าถึงสถานีขนส่งทั้ง 2 แห่งนี้ค่อนข้างยาก”

ขณะที่ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า ผู้โดยสารอาจจะไม่ได้รับความสะดวกเหมือนอย่างเคย โดยเบื้องต้นได้แก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการจัดรถชัทเทิลบัส (Shuttle Bus) บริการรับ-ส่ง ผู้โดยสารระหว่าง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เชื่อมต่อสถานีขนส่งทั้ง 3 สถานี


เบื้องต้นได้แก้ปัญหาความไม่สะดวก ด้วยการจัดรถชัทเทิลบัส (Shuttle Bus) บริการรับ-ส่ง ผู้โดยสาร

โดย ดร.สุเมธ กล่าวในเรื่องเดียวกับรองปลัดกระทรวงคมนาคมว่า สิ่งที่ประชาชนจะต้องประสบพบเจอก็คือ การเดินทางที่จะต้องต่อรถหลายต่อ แม้หน่วยงานราชการจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยการจัดชัทเทิลบัสวิ่งรับส่งผู้โดยสารฟรีก็ตาม แต่การใช้ชัทเทิลบัสนั้น ไม่ได้ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงรถตู้โดยสารได้ 100% มิหนำซ้ำ จะทำให้ผู้โดยสารมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม พ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี รองผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ในฐานะประธานคณะกรรมการทำงานจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ ได้ทดลองใช้รถเมล์ ขสมก. ในเส้นทางรับส่งผู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง ผลปรากฏว่า (1) ในเส้นทางปกติอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสถานีขนส่งหมอชิต จะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีทั้งขาไปและขากลับ แต่ถ้าใช้เส้นทางด่วนในการเดินทางไป-กลับ จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที

(2) เส้นทางจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปเอกมัย เส้นทางปกติจะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีทั้งขาไปและขากลับ และ (3) ในเส้นทางปกติจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสถานีขนส่งสายใต้ ใช้เวลาประมาณ 60 นาที ทั้งขาไปและขากลับ แต่ถ้าใช้ทางด่วนจะใช้เวลา 20 นาทีต่อเที่ยว


สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ หมอชิต 2
  • จัดระเบียบรถตู้…ผู้โดยสารลด ผู้ประกอบการรายได้หด?

จากกรณีที่หลายฝ่ายมีความกังวลกันเหลือเกินว่า หากย้ายรถตู้โดยสารไปยังสถานีขนส่งแห่งใหม่ อาจส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการรายได้ลดลงนั้น นักวิชาการด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ กล่าวถึงประเด็นนี้กับเจ๊ว่า ความเสี่ยงของการย้ายรถตู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปที่สถานีขนส่งทั้งสามแห่งนี้ ก็คือ รถตู้ย้ายไป แต่ผู้โดยสารอาจไม่ได้ย้ายตามไปด้วย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในครั้งที่ภาครัฐมีคำสั่งให้ย้ายวินจากอนุเสาวรีย์ขัยฯ ไปแอร์พอร์ตลิงก์มักกะสัน แต่ผลปรากฏว่า รถตู้ย้ายไปได้ประมาณ 1-2 อาทิตย์ แต่กลับไม่มีผู้โดยสารตามไปขึ้น สุดท้าย ผู้ประกอบการรถตู้ก็อยู่ไม่ได้

“แม้ว่า แนวทางของนโยบายในครั้งนี้ จะมีท่าทีที่จริงจังมากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ปัญหาอาจจะย้อนกลับมาในลักษณะเดิม เพราะถ้าย้ายไปแล้ว แต่ผู้โดยสารไม่ได้ย้ายตามไปด้วย ปัญหาเกิดแน่นอน” ดร.สุเมธ วิเคราะห์จากบาดแผลในอดีต


เบื้องต้นค่าโดยสารจะยังไม่ปรับลดลง โดยกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมินผลดี ผลเสีย และผลกระทบ ภายใน 6 เดือน ถึงจะทราบผล

“จัดระเบียบรถตู้ในครั้งนี้ มีโอกาสที่จะซ้ำรอยครั้งก่อนหรือไม่?” เจ๊ดำถาม นายดรุณ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับคำตอบว่า “เรามั่นใจว่า ไม่มีทางเป็นอย่างนั้น เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา เราคิดและได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเสียงเดียวกัน และไม่คิดว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยขนาดนั้น เพราะที่ผ่านมาเราพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างราบรื่น เราพยายามขนคนไป สุดท้าย รายได้ก็จะไม่ลดลง พวกเราทีมงานเชื่อกันอย่างนั้น”


ความสะดวกสบายที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่ผู้โดยสารทุกคนต้องการ
  • ย้ายรถตู้สางปัญหารถติดได้จริงหรือ?

รองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ให้ข้อมูลการจราจรแบบตัวเลขเอาไว้ว่า หากมีการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะทั้ง 3 จุดจอดรถแล้ว จะทำให้ปริมาณการจราจร รอบๆ อนุสาวรีย์ชัยภูมิ และพื้นที่โดยรวมรอบกรุงเทพฯ มีความคล่องตัวมากขึ้น จากเดิมมีความเร็วเฉลี่ยที่ 36.4% จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ในชั่วโมงเร่งด่วน

เจ๊ดำถามนักวิชาการ โดยอิงจากข้อมูลด้านบนว่า “หากเราจะพูดกันให้เห็นภาพ ตัวเลข 0.5% นี้ มีผลต่อการจราจรมากมายอย่างไร?” ดร.สุเมธ นักวิชาการด้านนโยบายการขนส่ง ตอบคำถามข้างต้นว่า เรื่องนี้พูดยาก เพราะจำนวนรถตู้โดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่ได้มีมากมาย คิดเป็นจำนวนคันก็ราวๆ 4 พันกว่าคัน ซึ่งองค์ประกอบร่วมของปัญหาจราจรติดขัดนั้น มีหลายประการรวมกัน ไม่ใช่เพียงแค่ย้ายรถตู้จำนวนหนึ่งออกไปแล้วจะแปลว่าช่วยลดปัญหาจราจรแออัดได้ หากจะพูดให้เห็นภาพ ก็คือ แม้จะย้ายรถตู้ออกไปแล้ว แต่มีรถแท็กซี่ 1 คัน จอดขวางหน้าตัดของถนน ผลก็คือ รถติดอยู่ดี

“การนำรถตู้ออกไป ไม่ได้การันตีว่า ปัญหารถติดโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ จะหมดไป ซึ่งสิ่งสำคัญของปัญหาจราจรก็คือ กลไกการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เพราะถ้าไม่มีตำรวจคอยบังคับใช้กฎหมายต่อ รถก็ติดเหมือนเดิม รถตู้ไม่ไปจอด รถส่วนบุคคลก็ไปจอดแทน” ดร.สุเมธ วิเคราะห์องค์รวม


มีการประเมินว่า จัดระเบียบรถตู้ จะช่วยให้จราจรรอบๆ อนุสาวรีย์ชัยฯ และพื้นที่โดยรอบกรุงเทพฯ มีความคล่องตัวมากขึ้น จากเดิมความเร็วเฉลี่ย 36.4% จะมีความเร็วเพิ่มขึ้น 0.5% ในชั่วโมงเร่งด่วน
  • อีกไม่นานสถานีขนส่ง หมอชิต-เอกมัย จะถูกยุบ ทีนี้รถตู้มิต้องย้ายกันซ้ำสองอีกหรือ?

นางธัญญา อิ่มพร ผู้ประกอบการรถตู้สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-ระยอง ได้แสดงความกังวลไว้ว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีการย้ายสถานีขนส่งหมอชิตและเอกมัย ซึ่งจุดนี้อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการในภายภาคหน้า ย้ายออกจากอนุสาวรีย์ชัยไป แต่ไม่ถึง 2 ปีต้องย้ายออกอีก สุดท้าย แนวความคิดนี้จะเหมือนกับการแก้ไขปัญหาหนึ่ง แต่กลับไปสร้างอีกปัญหาหนึ่งหรือไม่

“อีกไม่นาน สถานีขนส่ง หมอชิต-เอกมัย จะถูกยุบ ทีนี้รถตู้มิต้องย้ายกันซ้ำสองอีกหรือ?” เจ๊ดำถามรองปลัดฯ คมนาคม ซึ่งได้รับคำตอบจากท่านว่า “อย่าเพิ่งไปพูดตรงนั้นนะครับ เราต้องเอาตรงนี้ให้จบก่อน ในส่วนตรงนี้ก็ว่ากันอีกสเต็ปหนึ่ง ยังไม่ต้องพูดถึง”


ในช่วงเทศกาล ผู้โดยสารจะมากกว่าปกติ
  • แนะทางออกจัดระเบียบรถตู้ ผู้โดยสารสบาย ผู้ประกอบการยิ้มเฮ

ดร.สุเมธ นักวิชาการด้านนโยบายการขนส่งฯ เกริ่นก่อนเสนอทางออกว่า อันที่จริงแล้ว สถานีขนส่งควรเป็นจุดที่สามารถเชื่อมโยงทั้งเส้นทางระยะทางไกลและระยะทางใกล้ได้ดี แต่สถานีขนส่งของไทยกลับติดปัญหาในแง่ของการเชื่อมโยงเส้นทางระยะใกล้ เนื่องจากสถานีขนส่งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองและระบบขนส่งสาธารณะ ดังนั้น ภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรพิจารณจุดจอดรถตู้โดยสารแห่งใหม่ โดยเอื้อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย และทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นกัน

โดย ดร.สุเมธ ได้เสนอแนะจุดจอดแห่งใหม่ ซึ่งวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีแล้วว่า จะส่งผลดีต่อทุกภาคฝ่าย และจุดจอดนั้นก็คือ “หมอชิต 1” โดย ดร.สุเมธ ให้เหตุผลว่า ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เป็นลานจอดรถส่วนตัวของผู้ที่ใช้งานรถไฟฟ้าบีทีเอสแบบไม่เสียค่าบริการ และสถานที่แห่งนี้ นับเป็นจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะประเภทต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย


รถตู้หลายสายต้องจอดให้ผู้โดยสารลงในซอยต่างๆ ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเลี่ยงปัญหารถติด

เจ๊ดำ ซักถามต่อจากประเด็นข้างต้นว่า “การย้ายรถตู้โดยสารจากอนุฯ ไปลานจอดรถสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิต อาจไปกระทบผู้ใช้งานบีทีเอสที่จำเป็นต้องใช้ลานจอดรถหรือไม่?” นักวิชาการจาก TDRI ให้คำตอบว่า คงมีผู้ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ถ้าชั่งน้ำหนักระหว่างผู้ที่ใช้ลานจอดรถสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิต กับจำนวนผู้เดือดร้อนจากการจัดระเบียบรถตู้ ก็จะพบว่า ผู้เดือดร้อนจากการจัดระเบียบรถตู้นั้นได้รับกระทบที่หนักหนากว่า อีกทั้ง ผู้ที่ใช้ลานจอดรถแห่งดังกล่าวนั้น คือ กลุ่มที่ใช้พื้นที่ชั่วคราวอยู่แล้ว เนื่องจากในภายภาคหน้า ลานจอดแห่งนี้จะถูกสร้างเป็นสถานีขนส่ง

“สถานีขนส่งขนาดใหญ่ ไกลชานเมือง อาจไม่ใช่พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการย้ายรถตู้อนุสาวรีย์ชัยฯ เท่าใดนัก ซึ่งสิ่งสำคัญสำหรับการจัดระเบียบรถตู้ ก็คือ บ้านเมืองเรียบร้อย และประชาชนต้องไม่เดือดร้อนลำบากมากจนเกินไป” นักวิชาการด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ ทิ้งท้าย

อ่านแล้ว
คุณได้คำตอบเช่นไร

ชีวิตดี๊ดี หรือ วุ่นวาย
บ้านเมืองเรียบร้อย หรือ เหมือนเดิม…

~เจ๊ดำ~


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com
      หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ