พาณิชย์โดดอุ้มผู้ส่งออก “ฮันจินชิปปิ้ง” ล้มไม่กระทบสินค้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715748

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการล้มละลายของบริษัทฮันจินชิปปิ้ง ของเกาหลีใต้ว่า กระทรวงได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทูตพาณิชย์ของไทยในประเทศต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยที่ว่าจ้างขนส่งสินค้าโดยเรือบรรทุกของบริษัทฮันจินชิปปิ้งและยังลอยเรืออยู่กลางทะเลหรือกำลังเทียบท่าเรือให้มีการขนถ่ายสินค้ารวมถึงการช่วยเหลือด้านอื่นๆอย่างเต็มที่

“ล่าสุดได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศประสานกับสถานทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการไทยที่ขนส่งสินค้าโดยเรือของบริษัทฮันจินชิปปิ้ง เพื่อให้สามารถขนถ่ายสินค้าออกจากเรือได้ โดยผู้ส่งออกที่ประสบปัญหาการขนส่งสินค้ากับฮันจินชิปปิ้งสามารถติดต่อเพื่อแจ้งปัญหาและปรึกษาแนวทางแก้ไขได้ที่สายด่วนกรม DITP Service Center โทร. 1169”

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 7 ก.ย.59 รัฐบาลเกาหลีใต้สนับสนุนทางการเงินในการกู้วิกฤติในครั้งนี้ แต่มีเงื่อนไขว่าบริษัทฮันจินชิปปิ้งต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งขณะนี้ฮันจินกรุ๊ป (บริษัทผู้ถือหุ้น) ตัดสินใจให้เงิน 4 ล้านล้านวอน หรือ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้กับรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อให้มีการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ยินยอมให้เงินสนับสนุน 6 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 6,000 ล้านเหรียญฯ ในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแล้ว ทำให้เรือของบริษัท ฮันจินชิปปิ้งสามารถเทียบท่าในประเทศต่างๆได้ และเพื่อป้องกันการยึดทรัพย์สินโดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ยื่นเรื่องไปยังญี่ปุ่น สหรัฐฯ แคนาดา สิงคโปร์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆอีก 10 กว่าประเทศ เพื่อแจ้งว่าบริษัทฮันจินชิปปิ้งอยู่ภายใต้อำนาจคุ้มครองของศาล ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุญาตให้เรือของฮันจินชิปปิ้งเทียบท่าได้แล้ว เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา.

 

บริษัทแม่ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ดอทคอม เปิดตัวซีอีโอคนใหม่ “แฮรี่ วี. คริชนัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717178

 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ดอทคอม (DDproperty.com) เว็บไซต์สื่อกลางอสังหาริมทรัพย์ของไทย ภายใต้การบริหารงานของ พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป เว็บไซต์สื่อกลางด้านการค้นหาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ โดยนายแฮรี่ วี. คริชนัน (Hari V. Krishnan) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป มีผลทันทีเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559 โดยมีภารกิจหลักในการเพิ่มศักยภาพ และสานต่อความสำเร็จขององค์กรต่อไป โดยนายสตีฟ เมลฮูอิช (Steve Melhuish) จะพ้นจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และดำรงตำแหน่ง รองประธานบอร์ด พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป (Vice Chairman)

หลังจากดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป มากว่า 9 ปี นายสตีฟได้ตัดสินใจให้นายแฮรี่ดูแลการบริหารงานขององค์กร โดยตัวเองจะเข้าไปดูภาพรวมระยะยาวของบริษัทแทน โดยเฉพาะในด้านการวางกลยุทธ์ แผนการขยายธุรกิจ และการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์

การปรับโครงสร้างบริษัทฯ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ เริ่มดำเนินมาตั้งแต่สองปีก่อน โดยนายสตีฟ และนายจานี ราอูเทียเนน (Jani Rautiainen) ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสอง ได้เริ่มเสาะหาผู้สืบทอดตำแหน่งซีอีโอที่เหมาะสม ที่มีความสามารถ และศักยภาพในการสร้างทีมผู้บริหารรุ่นใหม่เพื่อช่วยสานต่อการบริหารองค์กรต่อไป โดยมีนายแฮรี่เป็นตัวเต็ง ด้วยประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งในสหรัฐอเมริกา และเอเชียกว่า 15 ปี แฮรี่ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการที่ลิงค์อิน (LinkedIn) ประจำเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น ก่อนที่จะมาร่วมงานที่พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ โดยควบตำแหน่งประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ หลังจากการแต่งตั้งแฮรี่ ก็ยังตามมาด้วยการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงที่เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารฝ่ายอื่นๆ จนครบทุกตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

นายแฮร์รี่ วี. คริชนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ กล่าวว่า พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป เกิดจากความตั้งใจและความมุ่งมั่น ของทีมงานที่ต้องการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดให้ตรงจุด ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำบริษัทฯ ไปสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของเราต่อไป การได้รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารถือเป็นเกียรติสูงสุด และยินดีที่จะได้ทำงานร่วมกับสตีฟในบทบาทใหม่ อีกทั้งคณะกรรมการบริษัท ทีมผู้บริหาร และพนักงานทุกคน เพื่อให้บริการลูกค้าและคู่ค้า พันธมิตร นักลงทุน ได้อย่างมีคุณภาพ และดียิ่งๆ ขึ้นไป

ในวาระเดียวกันนี้ นายจานี ราอูเทียเนน ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และกรรมการบอร์ด จะไปรับตำแหน่งใหม่ คือ กรรมการบริหาร (Executive Director) โดยมีหน้าที่หลักในการดูแลด้านการพัฒนาธุรกิจของบริษัทในระยะยาว และด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ อีกทั้ง นายเลวิส อึง (Lewis Ng) จากกรรมการผู้จัดการประจำประเทศสิงคโปร์ จะดำรงตำแหน่งใหม่ เป็น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป โดยมีผลทันที

 

จ่อเอาผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ ก.ล.ต.ส่งคลังเชือด “ม่านฟ้า-เก๋ เลเดอเรอร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715745

 

ก.ล.ต.เผยส่งข้อมูลกรณี “ไฮโซม่านฟ้า–เก๋ เลเดอเรอร์” ต่อให้กลุ่มงานป้องปรามการเงินนอกระบบ สศค.ตรวจสอบเชิงลึกต่อ ขณะที่ รมว.ไอซีทีสั่ง ปอท.รับลูกสอบเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมกำชับให้ทำงานใกล้ชิด “ก.ล.ต.–ธปท.” สอดส่องเอาผิด คนหลอกลวงประชาชน ด้านประธานสภาตลาดทุนชื่นชม ก.ล.ต.ทำงานเชิงรุกรวดเร็ว ปกป้องผู้ลงทุนก่อนเกิดความเสียหายบานปลาย

นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงาน ก.ล.ต.ได้เข้าร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กล่าวโทษบริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด และบริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด รวมทั้งกรรมการผู้มีอำนาจของทั้งสองบริษัทคือ นางสาวอรปภัตร จันทรสาขา หรือ “ไฮโซม่านฟ้า” และนางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ หรือ “เก๋ เลเดอเรอร์” กรณีเสนอขายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ต่อประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลังทั้ง 2 บริษัทได้ประกาศชักชวนประชาชนให้ร่วมหุ้นผ่านไอจีโซเชียลมีเดีย อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูง 10-15% ต่อปี โดยสัญญาว่าจะทยอยคืนเงินร่วมหุ้นพร้อมผลตอบแทนทุกๆ 30 วัน จนกว่าจะครบสัญญา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเสนอ ขายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ต่อประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ปี 35 นั้น

นายสมชายกล่าวว่า หลัง ก.ล.ต.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ บก.ปอศ.ไปแล้ว ก.ล.ต.ยังได้รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการทั้งหมดส่งไปยังหน่วย งานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มงานป้องปรามการเงินนอกระบบ ที่อยู่ภายใต้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เพื่อให้พิจารณาหรือตรวจสอบในเชิงลึกว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามที่ภาครัฐได้ประชุมและตกลงร่วมกันว่า จะมีการประสานและส่งต่อการทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อร่วมกันกำกับดูแลและปราบปรามการกระทำความผิดทางด้านการเงิน “เบื้องต้น ก.ล.ต.พบว่าเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ และได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐอื่นไปดำเนินการต่อให้ครบในทุกประเด็นว่ามีการทำธุรกรรมที่เข้าข่ายกระทำความผิดกฎหมายอื่นๆ ที่หน่วยงานตนเองดูแลอีกหรือไม่ โดยสามารถดำเนินการต่อได้ทันที”

“กรณีนี้ ก.ล.ต.ไม่ได้นิ่งนอนใจเมื่อมีการชี้เบาะแสและพบว่ามีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายความผิด จึงได้เร่งดำเนินการ ก่อนที่จะมีคนเข้ามาร่วมหุ้นด้วยจำนวนมาก หรือก่อนที่จะมีความเสียหายขึ้น และเป็น การเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการลงทุนใดๆที่เสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริง ว่าอาจมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิด”

ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) กล่าวว่า ขอชื่นชม ก.ล.ต.ที่ทำงานเชิงรุกและดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพบความไม่ชอบมาพากลและเห็นว่าหากปล่อยไว้อาจเกิดความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง ก็ได้เข้าไปตรวจสอบทันที เมื่อ ก.ล.ต.ทำหน้าที่แล้ว หวังว่าจะได้เห็นหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับลูกต่อและเร่งช่วยกันตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถือเป็นการทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองประชาชน “ในอดีตมีกรณีการระดมทุน และฉ้อโกงประชาชนเกิดขึ้นมากมาย ที่กว่าทางการจะเข้าไปตรวจสอบเอาผิดได้ ก็เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง มีประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมาก และเกิดความเสียหายมหาศาลจนเกินเยียวยา แต่ ปัจจุบันมีการระดมทุนชักชวนประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้มีการเผยแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วกว่าในอดีตมาก ดังนั้น ประชาชนต้องช่วยกันสอดส่องเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นความไม่ชอบมาพากลต้อง ชี้เบาะแสแจ้งข้อมูลกับทางการตามช่องทางต่างๆ ทั้งการชักชวนไปลงทุนหุ้น น้ำมัน ทองคำ หรืออัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค”

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ได้กำชับให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ประสานงานกับ ก.ล.ต.ใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด กรณีที่มีบุคคลชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกรณีที่ ก.ล.ต.ได้ชี้มูลความผิดแล้ว ปอท.ต้องมาตรวจสอบว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ด้วยหรือไม่ ขณะที่ต้องประสานการทำงานกับ บก.ปอศ.ด้วย เพราะกฎหมายของ บก.ปอศ.มีความเข้มข้นมากกว่า นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ปอท.ช่วยสอดส่องโซเชียลมีเดียว่ามีกรณีใดที่เห็นว่าผิดสังเกตและส่อว่าจะหลอกหลวงประชาชนให้ร่วมลงทุนหรือร่วมธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ก็ขอให้ประสานงานไปยัง ก.ล.ต.และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทันที เพื่อร่วมกันดูแลป้องกันมิให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนดังกล่าว “ผมได้ย้ำกับทุกหน่วยงานในไอซีทีให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการกระทำของกลุ่มหลอกลวงซึ่งมีหลายรูปแบบมาก”.

 

ทูตพาณิชย์ มอง ศก.โลก-คู่ค้าฟื้นตัวดีขึ้น เคาะเป้าส่งออกไทยปี 60 โต 3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 20:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715420

 

ทูตพาณิชย์ ประเมินมูลค่าส่งออกไทยปี 60 โต 3% หลังมองเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจคู่ค้าดีขึ้น เตรียมชง “อภิรดี” เคาะวันที่ 9 ก.ย.นี้ ด้าน “สุวิทย์” สั่งขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 เน้นขายภาคบริการ-สินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ส่วนปีนี้ คาดส่งออกโตบวกลบ 2% …

วันที่ 7 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงฯ ได้จัดประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) จากทั่วโลก เพื่อหารือแนวโน้มการส่งออกไทยในปี 60 และการจัดทำกลยุทธ์ผลักดันการส่งออก โดยเบื้องต้นทูตพาณิชย์ ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกไทยในปีหน้า จะขยายตัวที่ 3% จากปีนี้ เพราะมองว่าการส่งออกน่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ ที่ส่วนใหญ่ยังติดลบ และมองว่าเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจคู่ค้าจะฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย

ทั้งนี้ คาดว่า การส่งออกไทยไปตลาดอาเซียนจะเพิ่มขึ้น 2.5% เอเชียใต้ เพิ่ม 2% เอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย ได้แก่ จีน เพิ่ม 3% ฮ่องกง เพิ่ม 2% ไต้หวัน เพิ่ม 3% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1% เกาหลีใต้ ไม่ขยายตัว ส่วนทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 5% อเมริกาเหนือ (สหรัฐฯ และแคนาดา) เพิ่ม 2.9% ลาตินอเมริกา ลดลง 0.1% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) เพิ่ม 1% แอฟริกา เพิ่ม 5% และตะวันออกกลาง เพิ่ม 3.3% โดยจะนำเสนอให้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พิจารณาร่วมกับผู้บริหารกระทรวงฯ และทูตพาณิชย์อีกครั้ง ก่อนประกาศตัวเลขเป้าหมายการส่งออกของไทยปี 60 อย่างเป็นทางการต่อไป

ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก ช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะภาคการส่งออก ที่จะต้องปรับทิศทางการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยทูตพาณิชย์จะต้องส่งเสริมการส่งออกภาคบริการให้มากขึ้น เพราะเป็นรายได้ใหม่ของประเทศ นอกเหนือจากการส่งออกสินค้า ส่วนการส่งออกสินค้าจะต้องใช้กลยุทธ์ทำน้อยได้มาก โดยเน้นการส่งออกสินค้าที่มีนวัตกรรมและมีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับสินค้าที่จะต้องเร่งผลักดันการส่งออก ต้องสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ คือ สินค้ากลุ่มอาหารและเกษตร ที่จะมุ่งไปสู่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มสินค้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ กลุ่มเครื่องมือ อุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และเครื่องจักรกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม กลุ่มดิจิตอล คอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ ละคร แอนิเมชั่น เพลง เป็นต้น และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

“มูลค่าการส่งออกของปี 59 ประเมินว่าน่าจะบวกลบอยู่ในกรอบไม่เกิน 2% ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าเกษตร ส่วนเป้าหมายการส่งออกของปี 60 ขณะนี้ทูตพาณิชย์กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล และประเมินแนวโน้มของแต่ละประเทศ และน่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 9 ก.ย.นี้” นายสุวิทย์ กล่าว.

 

พาณิชย์ เรียกเก็บอากรเอดีเหล็กไร้สนิม 4 ประเทศ หลังพบทุ่มตลาดของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 18:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715380

 

พาณิชย์ เรียกเก็บอากรเอดีท่อเหล็กไร้สนิม จากเกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน เวียดนาม อัตรา 2.38-310.74% หลังพบทุ่มตลาดไทยจนผู้ประกอบการไทยเสียหาย พร้อมเปิดไต่สวนเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อน ตามที่เอกชนร้องขอ ทบทวนอากรเอดีเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากจีน หลังพบปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก…

วันที่ 7 ก.ย.59 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) สินค้าท่อเหล็กไร้สนิมนำเข้าจากเกาหลีใต้ ในอัตรา 11.96–51.53% จีน 145.31% ไต้หวัน 2.38–29.04% และเวียดนาม 310.74% ของราคาซีไอเอฟ (ค่าสินค้ารวมค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย) หลังจากไต่สวนแล้วพบว่า สินค้าจากทั้ง 4 ประเทศมีการทุ่มตลาดของไทยจริง โดยขายในราคาต่ำกว่าที่ขายในประเทศทั้ง 4 จนส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กชนิดเดียวกันของไทยได้รับผลกระทบ และธุรกิจเสียหาย

นอกจากนี้ ยังมีมติให้เปิดการไต่สวนเอดีเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อน (จีไอ) จากจีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ตามคำขอของบริษัท กรุงเทพผลิตเหล็ก จำกัด (มหาชน) เพราะในเบื้องต้นพบว่า ขณะนี้ มีการนำเข้าเหล็กดังกล่าวเข้ามาในไทยในปริมาณมาก และมีการทุ่มตลาดจนผู้ประกอบการของไทยได้รับผลกระทบจริง พร้อมกันนั้น ให้เปิดทบทวนอัตราอากรเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากจีน ที่เดิมถูกเรียกเก็บอากร 0%

“การเปิดทบทวนอัตราอากรเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากจีน เป็นเพราะภายหลังจากที่ไทยประกาศเรียกเก็บในอัตรา 0% ไปแล้ว ก็พบว่า ยังมีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีการทุ่มตลาดของไทยอยู่ ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียหายเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องทบทวนอัตราที่จะเรียกเก็บใหม่ คาดว่า จะประกาศได้ในเร็วๆ นี้ และน่าจะเรียกเก็บอากรในอัตราที่เพิ่มขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการของไทย”

ขณะเดียวกัน ยังมีมติให้ขยายระยะเวลาการไต่สวนการทุ่มตลาดเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบ หรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสี และเคลือบด้วยสังกะสีแล้วทาสี จากเวียดนามออกไปอีก 6 เดือน เพราะยังมีรายละเอียดในการไต่สวนเพิ่มเติม รวมถึงเห็นชอบร่างผลการไต่สวนชั้นที่สุดเพื่อเรียกเก็บอากรเอดีกับเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบ หรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอลูมิเนียม และสังกะสีแบบจุ่มร้อน จากเวียดนาม คาดว่า จะประกาศอัตราอากรที่จะต้องจัดเก็บได้ในเร็วๆ นี้.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 9.70 จุด ดัชนีที่ 1,487.20 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715398

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 9.70 จุด คิดเป็น -0.65% ดัชนีอยู่ที่ 1,487.20 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 56,363.87 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 7 ก.ย. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 9.70 จุด คิดเป็น -0.65% ดัชนีอยู่ที่ 1,487.20 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 56,363.87 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

ร.ฟ.ท. เด้งรับพัฒนาขนส่งระบบราง นำร่องเทคโนโลยีในประเทศ 6 เส้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715158

 

ร.ฟ.ท. ผนึกกระทรวงวิทย์-อุตสาหกรรม เด้งรับความร่วมมือยุทธศาสตร์พัฒนาระบบราง เพิ่มศักยภาพส่งเสริมการลงทุนเอกชนในประเทศ ลดการนำเข้า ด้าน รถไฟฯ นำร่องเทคโนโลยีในประเทศ เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง พร้อมพัฒนาระบบการเดินรถ โครงการไฮสปีดเทรนอีก 4 เส้นทาง…

วันที่ 7 ก.ย.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบรางของประเทศ ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทศโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ว่า การร่วมลงนามทางวิชาการด้านการส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาระบบราง วิจัยพัฒนาระบบรางดังกล่าวนั้น เพื่อช่วยส่งเสริม การผลิต ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม ด้านชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับระบบรางของประเทศให้ได้มาตรฐาน และนำมาใช้ได้จริงกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศของรัฐบาลกว่า 2 ล้านล้านบาท ที่กำลังดำเนินการในขณะนี้

ด้าน นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พร้อมสนับสนุนกระทรวงคมนาคม ในการช่วยเหลือพัฒนาบุคลากร ด้านวิศวกร ช่างเทคนิค พนักงานจัดการระบบราง เป็นต้น เนื่องจากประเทศไทยจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางรางขนาดใหญ่ และทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สามารถนำประสบการณ์การเรียนรู้จากต่างประเทศมาใช้ช่วยทดสอบระบบรางได้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมา ได้ช่วยทดสอบการวางรางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ปรับปรุงทางรถไฟระยะที่ 6 สายตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการเสริมความมั่นคงโครงสร้างทาง ระหว่างสถานีชุมทางคลองสิบเก้า-สุดสะพานคลองลึก เป็นต้น

ขณะที่ นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ ไทยมีศักยภาพการลงทุนส่งเสริมและผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สูง และยังมีโอกาสที่จะผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางด้วย โดยเฉพาะชิ้นส่วนใต้ราง ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการผลิตทั้งราง ไม้หมอน แต่เหนือรางขึ้นไปทั้งตัวรถโดยสาร เครื่องยนต์ เชื่อว่าในอนาคตจะมีศักยภาพในการทำได้

“ชิ้นส่วนประกอบในเครื่องยนต์ โดยเฉพาะตู้โดยสาร ไม่ได้แตกต่าง หากมีความงามชัดเจน เรื่องมาตรฐาน วิจัยพัฒนา คาดว่าผู้ผลิตอุตสาหกรรมไทยจะสามารถเข้ามามีโอกาสผลิตใช้ได้เองในอนาคต” นายพรชัย กล่าว

ส่วน นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมศักยภาพ ร.ฟ.ท. อย่างมาก โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนควบในรถไฟ ที่ปัจจุบันต้องใช้อย่างมาก หากมีการผลิต และส่งเสริมให้ผลิตในประเทศได้จะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนกว่าพันล้านบาท/ปี เพราะปัจจุบัน อุปกรณ์ส่วนควบนำเข้ากว่า 40% ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพรถไฟ และคนรถไฟ รถไฟร่วมกับโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟเพื่อเปิดสถาบันนวัตกรรมทางราง ประกอบกับขณะนี้ รถไฟเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงในการเพิ่มขีดความสามารถของรถไฟ ทั้งการดำเนินการรถไฟทางคู่ ที่จะสร้างเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันได้เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง คือ เส้นทาง บ้านใหม่-นครพนม ซึ่งจะเป็นเส้นทางเชื่อม แม่สอด-มุกดาหาร-นครพนม และเส้นทาง รถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และรัฐบาลมีนโยบายที่จะสร้างเพิ่มอีก

นอกจากนั้น รถไฟยังมีการพัฒนาระบบการเดินรถ ที่จะดำเนินการในโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน ใน 4 เส้นทาง คือ กทม.- หนองคาย กทม.-เชียงใหม่ กทม.-ระยอง กทม.-หัวหิน รวมถึงได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรับขบวนรถใหม่อีก 115 ขบวน เปลี่ยนหัวรถจักรขนาด 20 ตันเพลา รองรับขนส่งสินค้า เพื่อให้ลากจูงได้กว่า 40 ตู้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพัฒนาต่างๆ จะทำให้รถไฟเพิ่มการบริการขึ้นได้มากกว่า 40% ใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบกับ ช่วยส่งเสริมการขนส่งระบบโลจิสติกส์ให้ได้มากขึ้น จากปัจจุบันที่ทำได้ไม่ถึง 3% ของภาพรวมประเทศ ดังนั้นการขยายขีดความสามารถของการพัฒนารถไฟ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของการบริการของรถไฟให้ประชาชนมากขึ้นแน่นอน.

 

พณ. เร่งช่วยผู้ส่งออกไทย หลัง ‘ฮันจินชิปปิ้ง’ ล้มละลาย ขนสินค้าไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 16:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/715125

 

พาณิชย์ เร่งช่วยผู้ส่งออกไทย หลัง “ฮันจินชิปปิ้ง” ล้มละลาย เรือลอยลำกลางทะเล ขนถ่ายสินค้าไม่ได้ สั่งทูตพาณิชย์ดูแลสินค้าไทยให้ขนถ่ายได้ ผู้ส่งออกรายใดได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ ร้องสายด่วน 1169 ระบุ ล่าสุด รัฐบาลเกาหลีใต้ ยื่นมือช่วยเหลือ พร้อมแจ้งประเทศต่างๆ ที่เรือจะเทียบท่า ห้ามยึดทรัพย์สินเด็ดขาด …

วันที่ 7 ก.ย. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการล้มละลายของบริษัท ฮันจินชิปปิ้ง ของเกาหลีใต้ว่า กระทรวงฯ ได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทูตพาณิชย์ของไทยในประเทศต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยที่ว่าจ้างขนส่งสินค้า โดยเรือบรรทุกของบริษัท ฮันจินชิปปิ้ง และยังลอยเรืออยู่กลางทะเล หรือกำลังเข้าเทียบท่าเรือ ให้มีการขนถ่ายสินค้า รวมถึงการช่วยเหลือด้านอื่นๆ อย่างเต็มที่

“ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประสานกับสถานทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการไทย ที่ขนส่งสินค้าโดยเรือของบริษัท ฮันจินชิปปิ้ง เพื่อให้สามารถขนถ่ายสินค้าออกจากเรือได้ โดยผู้ส่งออกที่ประสบปัญหาการขนส่งสินค้ากับฮันจินชิปปิ้ง สามารถติดต่อเพื่อแจ้งปัญหาและปรึกษาแนวทางแก้ไขได้ที่ สายด่วนกรมฯ DITP Service Center โทร. 1169”

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 7 ก.ย. 59 รัฐบาลเกาหลีใต้ สนับสนุนทางการเงินในการกู้วิกฤติในครั้งนี้ แต่มีเงื่อนไขว่าบริษัท ฮันจินชิปปิ้ง ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งขณะนี้ ฮันจินกรุ๊ป (บริษัทผู้ถือหุ้น) ตัดสินใจให้เงิน 4 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้กับรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อให้มีการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ยินยอมให้เงินสนับสนุน 6 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 6,000 ล้านเหรียญฯ ในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแล้ว

“ตอนนี้ เรือของบริษัท ฮันจินชิปปิ้ง สามารถเทียบท่าในประเทศต่างๆ ได้ และเพื่อป้องกันการยึดทรัพย์สินจากบริษัท ฮันจินชิปปิ้ง รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ยื่นเรื่องไปยังญี่ปุ่น สหรัฐฯ แคนาดา สิงคโปร์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ที่ทำธุรกิจกับบริษัท ฮันจินชิปปิ้ง เพื่อแจ้งว่าบริษัทอยู่ภายใต้อำนาจคุ้มครองของศาล และขอไม่ให้ประเทศที่เรือจะไปเทียบท่ายึดทรัพย์สินบริษัท ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุญาตให้เรือของฮันจินเทียบท่าได้แล้ว เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา”

สำหรับบริษัท ฮันจินชิปปิ้ง เป็นบริษัทขนส่งของเกาหลีใต้ที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก การส่งออกทางเรือเกือบทั้งหมดของเกาหลีใต้ ดำเนินการ โดย 2 บริษัท คือ บริษัท ฮันจินชิปปิ้ง กับ บริษัท ฮุนได เมอร์แชนท์ มารีน โดยฮันจินชิปปิ้ง มีเรืออยู่ในความดูแลทั้งสิ้น 141 ลำ เป็นหนึ่งในธุรกิจของฮันจินกรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับโคเรียนแอร์ สายการบินใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

 

นบข.เคาะขายข้าว 7.55 แสนตัน ให้เอกชนชนะประมูล 11 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 14:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714880

 

พาณิชย์ เผย นบข. ไฟเขียวขายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้กับผู้ชนะประมูล 11 ราย ปริมาณ 7.55 แสนตัน คิดเป็น 74.80% ของปริมาณที่นำออกมาเปิดประมูล 1 ล้านตัน ได้เงินกว่า 7.2 พันล้านบาท ส่วนแนวโน้มข้าวราคาดีขึ้นต่อเนื่อง หลังไทยชนะประมูลขายข้าวให้ฟิลิปปินส์-จีน เริ่มรับมอบข้าว …

วันที่ 7 ก.ย. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบให้กรมฯ จำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 5/59 และจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐเป็นการทั่วไป และเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 2/59 ให้แก่ ผู้ชนะการประมูลรวม 11 ราย ปริมาณ 755,012.51 ตัน คิดเป็น 74.80% ของปริมาณที่นำออกมาเปิดประมูลทั้งหมด 1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 7,201.68 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปริมาณที่อนุมัติขายดังกล่าว แบ่งเป็น การขายให้กับผู้ชนะการประมูลเป็นการทั่วไป ที่เสนอซื้อราคาสูงสุดที่ผ่านเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำตามที่ นบข.กำหนด 8 ราย ปริมาณ 702,615.30 ตัน หรือ 93% ของปริมาณที่นำออกมาเปิดประมูลเป็นการทั่วไป 753,571.95 ตัน คิดเป็นมูลค่าเสนอซื้อ 6,914.61 ล้านบาท และการอนุมัติขายให้ผู้ชนะการประมูลเป็นการทั่วไป และเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม ที่เสนอซื้อสูงสุด 3 ราย ปริมาณ 52,397.21 ตัน หรือ 20.48% ของปริมาณที่นำออกมาเปิดประมูลเป็นการทั่วไป และเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม 255,796.25 ตัน คิดเป็นมูลค่าเสนอซื้อ 287.07 ล้านบาท

สำหรับข้าวที่เข้าสู่อุตสาหกรรม ประธานกรรมการ นบข. ได้มอบหมายให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ดำเนินมาตรการควบคุมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่อาหารคน เพื่อมิให้ข้าวดังกล่าวออกมาปะปนกับข้าวในตลาดปกติ

นางดวงพร กล่าวว่า ขณะนี้ สถานการณ์ราคาข้าวเปลือกนาปีได้ขยับตัวสูงขึ้น เพราะไทยชนะการประมูลขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ให้ฟิลิปปินส์ ปริมาณ 100,000 ตัน ประกอบกับ จีนเริ่มรับมอบข้าวตามสัญญาที่มีการลงนาม เมื่อเดือน ธ.ค.58 จำนวน 1 ล้านตัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาราคา เพื่อส่งมอบ 100,000 ตันแรก คาดว่า จะเริ่มรับมอบได้ ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.นี้ เป็นต้นไป

“คาดว่า ในช่วงปลายปีนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย จะเปิดนำเข้าข้าวจีทูจีเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะเป็นโอกาสดีของรัฐบาลไทยที่จะหาตลาดมารองรับผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ ที่กำลังจะออกสู่ตลาดมากในช่วงปลายปีนี้” นางดวงพร กล่าว

 

ไทยพาณิชย์ เตือน เช็กก่อนแชร์! เว็บไทยรัฐปลอม กุข่าว SCB EASY โดนแฮก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 11:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714835

 

ไทยพาณิชย์ แจง เว็บไทยรัฐออนไลน์ที่ส่งต่อข้อความ SCB EASY โดนแฮก เป็นเว็บปลอม! ยัน ระบบของธนาคารฯ มีมาตรฐานการป้องกันและความปลอดภัยสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือผู้ได้รับข้อมูล ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ …

วันที่ 7 ก.ย. 59 มีรายงานว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ แจ้งว่า ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับ SCB EASY โดนแฮก โดยอ้างเป็นเว็บไซต์ไทยรัฐ และมีการส่งข้อความต่อๆ กันนั้น ธนาคารฯ ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเว็บไซต์ปลอม ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ http://www.thairath.co.th

ธนาคารฯ ขอยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ระบบของธนาคารฯ มีมาตรฐานการป้องกันและความปลอดภัยสูงสุด โดยขณะนี้ธนาคารฯ ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดแล้ว พร้อมขอความร่วมมือผู้ที่ได้รับข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับ SCB EASY ได้โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนการแชร์ เพราะการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านทางโซเชียลมีเดีย เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550