ราคาทองพุ่ง เปิดตลาดขึ้น 250 รูปพรรณขายบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 09:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714740

 

ราคาทองวันที่ 7 ก.ย. 59 เปิดตลาดขึ้น 250 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 ขายออกบาทละ 22,600 บาท …

วันที่ 7 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ปรับเพิ่มขึ้น 250 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท

 

สั่งซื้อข้าวแพงกว่าตลาด 300 บ.ต่อตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714550

 

คิดไม่ออกบอกกระทรวงเกษตรฯ โรงสีร้องโอ้ก! แก้ปัญหาราคาตก

นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมผู้ประกอบการโรงสีข้าวเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประชุมคณะอนุกรรมการวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ว่า สำหรับกรณีที่จะเกิดปัญหาราคาข้าวจะตกต่ำในอีก 2 เดือนข้างหน้า เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากนั้น เบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯเห็นว่าควรจะตั้งราคารับซื้อเอาไว้ล่วงหน้า โดยคำนวณจากราคาส่งออก เพื่อนำมากำหนดราคาที่เกษตรกรควรได้รับ โดยได้ตั้งสมมติฐานราคาส่งออกข้าวขาว 5% ไว้ที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และให้ทางสมาคมโรงสีกลับไปพิจารณาเพื่อนำเข้า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานในวันที่ 7 ก.ย.นี้

ด้านนายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ เลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯมีแผนกำหนดราคารับซื้อข้าวล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้โรงสีต้องรับซื้อข้าวจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ ในราคาสูงกว่าราคาตลาดตันละ 200-300 บาท ซึ่งเรื่องนี้ทางโรงสีคงจะต้องหารืออีกครั้ง เนื่องจากอยากให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม ถ้าโรงสีร่วมมือรับซื้อข้าวในตลาดที่สูงแล้วกระทรวงเกษตรฯต้องมีผู้ส่งออกรับซื้อต่อด้วยเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับโรงสีในการเก็บสต๊อก

“ขณะนี้โรงสีมีข้าวค้างสต๊อกอยู่จำนวนมาก โรงสีบางแห่งขาดสภาพคล่องแล้ว ในขณะที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการให้โรงสีรับซื้อข้าวปี 2559/60 ในราคาที่สูงกว่า รัฐบาลต้องหาเงินมาช่วย ส่วนเรื่องราคายังไม่สามารถคาดเดาแนวโน้มราคาข้าวที่จะออกสู่ตลาดในอีก 2 เดือนข้างหน้าได้ แต่คาดว่าแนวโน้มจะปรับตัวลดลงจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดสูงขึ้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวรัฐบาลไม่ควรโฟกัสที่ราคา เพราะวัตถุประสงค์ของโครงการแปลงใหญ่ก็เพื่อลดต้นทุนการผลิต ควรจะวัดผลกันตรงนี้มากกว่า” นายเกรียงศักดิ์กล่าว

นายเกรียงศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นช่วงการเพาะปลูก โดยปกติราคาข้าวจะปรับตัวสูงขึ้นเพราะเกษตรกรมีข้าวเก็บไว้ในสต๊อกน้อย และส่วนใหญ่ข้าวจะอยู่กับโรงสีที่ซื้อเก็บสต๊อกเอาไว้เพื่อเก็งราคา แต่ในปีนี้ช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ย. พบว่าราคาข้าวได้ปรับลดลง ข้าวขาวเหลือราคา กก.ละ 12 บาท จากต้นฤดูการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ กก.ละ 14 บาท ข้าวหอมมะลิเหลือราคา กก.ละ 21 บาท จาก 28 บาท และข้าวเหนียวราคา กก.ละ 26 บาท จาก 30 บาท.

 

พร้อมเป็นเจ้าภาพ “วันท่องเที่ยวโลก 59” “กอบกาญจน์” ลุ้นไทยจุดหมายอันดับต้นๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714548

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าว ความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลอง “วันท่องเที่ยวโลก 2559” ตามที่ได้รับมอบหมายจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization) หรือ UNWTO ว่า จะใช้โอกาสนี้โชว์ศักยภาพของภาคอีสาน และกรุงเทพฯ สู่ประชาคมโลก และจะเป็นโอกาสทางการตลาดที่ดีเยี่ยมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุม ผู้ร่วมประชุมจะได้พบความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม เห็นความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก ความเป็นอารยสถาปัตย์ ทั้งเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ที่เป็นมิตรกับผู้พิการทุกประเภท ผู้สูงอายุ การติดต่อสื่อสาร และเทคโนโลยีต่างๆ

ส่วน จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่พาผู้เข้าร่วมประชุมไปดูงาน ได้เตรียมโชว์ความงดงามของวิถีอีสานและการต้อนรับแบบไทยๆ ที่จะสร้างความประทับใจ จนต้องตัดสินใจเลือกไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงของ UNWTO โดยการที่นายทาลิป ริฟาย เลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลก และนายเดวิด สโกว์ซิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะนำสมาชิกสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก หรือ WTCC รวมถึงผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจาก 157 ประเทศ เดินทางมาประชุม และเฉลิมฉลองวันท่องเที่ยวโลก 2559 วันที่ 26-29 ก.ย.นี้.

 

ขึ้นบัญชีดำ 1,000 อุตสาหกรรม กสิกรไทยชี้มีความเสี่ยงสูงแบงก์ไม่ปล่อยกู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714543

 

แบงก์กสิกรไทยชี้อุตสาหกรรมไทย 1 ใน 4 เสี่ยงสูง หรือมี 1,000 อุตสาหกรรมที่ถูกขึ้นบัญชีจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและธนาคารไม่ปล่อยกู้จากทั้งหมด 4,000 อุตสาหกรรม ล่าสุดถูกขึ้นบัญชีเสี่ยงเพิ่มอีก 108 อุตสาหกรรม เบรกปล่อยกู้กลุ่มเหล็ก-จิวเวลรี่-พืชไร่และเกษตรกรรายเล็ก ขณะที่ปัญหาขาดสภาพคล่องเอสเอ็มอีเริ่มคลี่คลาย ด้านธุรกิจโรงแรมอ่วมเจอพิษทัวร์ศูนย์เหรียญจากจีนกดค่าห้องจนขาดสภาพคล่อง

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดหมวดหมู่อุตสาหกรรมในประเทศไทยออกเป็น 4,000 อุตสาหกรรม พบว่ามีอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง ที่ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 108 อุตสาหกรรม จากเดิมมีอุตสาหกรรมที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง 1,000 อุตสาหกรรม โดยหมวดอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ที่ธนาคารระมัดระวังไม่ปล่อยสินเชื่อได้แก่ เหล็ก อัญมณีหรือจิวเวลรี่ พืชไร่ และเกษตรกรรายเล็ก ประเมินว่าอุตสาหกรรมที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง และแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อจะกลับสู่ภาวะปกติต้องใช้เวลา 3-4 ปี

“อุตสาหกรรมเหล็กธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ปี 57 ลูกค้าเดิมที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคาร เมื่อครบกำหนดก็ไม่มีการปล่อยกู้เพิ่ม ส่วนธุรกิจอัญมณีที่มีความเสี่ยง เนื่องจากราคานำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศกับราคาส่งออกไม่ตรงกัน”

นายพัชรยังกล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมไทยเป็นอีกธุรกิจที่มีความเสี่ยงมีปัญหาสภาพคล่อง หลังได้รับผลกระทบจากปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีมานี้ ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนมากจะขอสินเชื่อจากธนาคารไปสร้างโรงแรม เพื่อรับนักท่องเที่ยวจากจีนที่กำลังขยายตัว แต่ปรากฏว่าเมื่อสร้างเสร็จ ไม่สามารถขายห้องพักได้ตามแผน เพราะถูกทัวร์จีนกดราคา เช่น ราคาห้องที่แท้จริง 5,000 บาท แต่ขายได้เพียง 2,000 บาท หากไม่ยอมขายในราคาต่ำ ก็จะไม่ส่งนักท่องเที่ยวมาเข้าพัก ส่งผลให้มีโรงแรมหลายแห่งเริ่มหมุนเงินไม่ทัน ต้องนำเงินที่กู้เผื่อไว้สำหรับใช้ปรับปรุงตกแต่งโรงแรมไปเป็นเงินหมุนเวียนแทน ส่งผลให้ความต้องการขอกู้ของผู้ประกอบการโรงแรมเพื่อไปลงทุนใหม่ไม่มี แต่ส่วนใหญ่จะขอกู้เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องแทน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการปล่อยกู้ลูกค้าโรงแรมทั้งหมด 6% จากพอร์ตสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่และเอสเอ็มอีทั้งหมด 1.1 ล้านล้านบาท

สำหรับธุรกิจที่มีอนาคตและธนาคารต้องการสนับสนุนสินเชื่อได้แก่ รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ที่ได้รับอานิสงส์จากการก่อสร้างโครงการภาครัฐ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารและเครื่องดื่ม และฮาร์ดแวร์ เป็นต้น

นายพัชรกล่าวอีกว่า ปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ได้ลดลงไปมาก โดยผู้ประกอบการปรับตัวรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีขึ้น เห็นได้จากมาตรการช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่ปี 57 ถึงปัจจุบัน มียอดสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือ 149,000 ล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้างของลูกค้าที่เข้ามาตรการ 24,000 ล้านบาท และมีหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการแล้วสามารถกลับมาผ่อนชำระปกติคิดเป็น 97% ของยอดสินเชื่อที่เข้ามาตรการ โดยมีหนี้เสียที่เกิดขึ้นจริงๆ เพียง 3% เท่านั้น หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่อราว 5,000 ล้านบาท ที่ลูกค้าไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ต้องเข้าสู่ขบวนการยึดทรัพย์

“เอ็นพีแอลของสินเชื่อเอสเอ็มอีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบ้าง แต่หลังจากนั้นเอ็นพีแอลจะเริ่มปรับตัวลง ดังนั้นสถานการณ์เอ็นพีแอลไม่น่าห่วง เนื่องจากเลยจุดที่เอ็นพีแอลปรับเพิ่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 57”

สำหรับผลการดำเนินงานของสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัทที่ดูแลลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ณ 30 มิ.ย.59 เติบโตมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 512,137 ล้านบาท เติบโต 9% จากสิ้นปี 58 สูงกว่าเป้าหมายทั้งปี 6 % ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังต้องควบคุมการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ ส่วนลูกค้าผู้ประกอบการหรือเอสเอ็มอี ในครึ่งปีแรกมีสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 628,693ล้านบาท เติบโต 2% จากสิ้นปี 58 และมั่นใจว่าสิ้นปีนี้สินเชื่อเอสเอ็มอีโตตามเป้าหมายที่ 5-7 % อย่างไรก็ตาม เอ็นพีแอลของสินเชื่อรายใหญ่ต่ำกว่า 2% และเอ็นพีแอลสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ 4%.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก แนสแด็กทำนิวไฮ มั่นใจเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ย. 2559 06:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714640

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร โดยแนสแด็กทำนิวไฮ หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ไม่สดใส เสริมความมั่นใจของนักลงทุนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 6 ก.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 46.16 จุด หรือ 0.25% ปิดที่ 18538.12 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 6.50 จุด หรือ 0.30% ปิดที่ 2186.48 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 26.01 จุด หรือ 0.50% ปิดที่ 5275.91 จุด

เมื่อวันอังคาร ข้อมูลจากสถาบันจัดการอุปทาน (ไอเอสเอ็ม) แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมภาคบริการของสหรัฐฯ ประจำเดือน ส.ค. ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ขณะที่แนสแด็กได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น อเมซอน, เฟซบุ๊ก และ เทสลา มอเตอร์

 

ลูกค้าแบ่งรับแบ่งสู้จองโน้ต 7 ดีแทคสุดสตรองแพ็กเกจโดนใจยังไม่มีใครยกเลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714533

 

จากกรณีที่บริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ได้ประกาศหยุดการจำหน่ายมือถือรุ่นกาแล็กซี่ โน้ต 7 เป็นการชั่วคราว ด้วยปัญหาแบตเตอรี่ระเบิดเป็นจำนวน 35 เครื่องทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในส่วนของประเทศไทย ซึ่งซัมซุงมีกำหนดส่งมอบเครื่องสำหรับลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้าระหว่างวันที่ 2-4 ก.ย.ที่ผ่านมาและต้องระงับไว้ก่อนนั้น

นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ยอดจองกาแล็กซี่โน้ต 7 ไม่ได้มีจำนวนมากนัก จึงไม่ได้กระทบมากมายจนเห็นชัดเจน ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าสำหรับมือถือแบรนด์ซัมซุงนั้น โดยธรรมชาติยอดจองล่วงหน้าอาจไม่มาก แต่หลังเปิดตัว ยอดขายจะค่อยๆแรงขึ้นตามลำดับ ซึ่งสำหรับลูกค้าที่ยังยืนยันการสั่งจอง ทางซัมซุงได้มอบเงื่อนไขพิเศษให้มากมาย ทั้งของแถมและส่วนลดมากที่สุดจำนวน 2,000 บาท

ด้าน น.ส.ปริศนา รัตนสุวรรณศรี ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานธุรกิจโพสต์เพด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ยอดจองกาแล็กซี่โน้ต 7 ในฝั่งของดีแทควิ่งดีมาก ซึ่งน่าจะเป็นเพราะการออกแพ็กเกจที่โดนใจ ทำให้ลูกค้าที่วางเงินมัดจำไว้ซึ่งเป็นราคาขายพ่วงแพ็กเกจยังไม่มีใครยกเลิกการสั่งจอง

ขณะที่นายกิตติณัฐ ทีคะวรรณ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ ธุรกิจโมบายล์ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรูได้คืนเงินลูกค้าที่จองโน้ต 7 ล่วงหน้าทั้งหมดแล้ว ตามประกาศของทางซัมซุง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ซัมซุงประเทศไทย ได้ประกาศแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว สำหรับลูกค้าที่ยังยืนยันรอสินค้า จะได้รับส่วนลดเพิ่มเป็นมูลค่า 2,000 บาท จากเดิม 1,000 บาท, กาแล็กซี่ โน้ต 7 Value Pack ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์เสริมต่างๆ มูลค่า 3,190 บาท นอกจากแบ็กแพ็กแบตเตอรี่ มูลค่า 2,590 บาท และการรับประกันจอแตกสำหรับลูกค้ากาแล็กซี่ โน้ต 1-5 ที่กดกาแล็กซี่ กิ๊ฟ ขณะที่ลูกค้าที่ขอเงินมัดจำคืน จะได้เงินคืนและบัตรคูปองเงินสดมูลค่า 2,000 บาทภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้.

 

ผุดรถไฟฟ้าสีทองกรุงธน-ประชาธิปก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714523

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนขนาดรองสายสีทอง ช่วงสถานีรถ ไฟฟ้ากรุงธนบุรี-สำนักงานเขตคลองสาน-ประชาธิปก ระยะทางทั้งสิ้น 2.68 กิโลเมตร (กม.) มูลค่า 3,840 ล้านบาท อยู่ภายใต้การดูแลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้เห็นชอบหลักการแล้ว โดยกำหนดโครงการนี้อยู่ในแผนแม่บทพัฒนาระบบขนส่งรถไฟฟ้าระยะที่ 2 ทั้งนี้ กทม.สามารถดำเนินการได้เลย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่สามารถลงทุนเองได้ แต่หากจะเปิดให้เอกชนเข้าร่วมทุนต้องมีรูปแบบเป็นไปตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 56

รายละเอียดโครงการเป็นระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแบบอัตโนมัติ ที่เดินรถโดยไม่ต้องใช้บุคคลกำกับ และเป็นรถไฟยกระดับ แต่ ครม.เห็นชอบเพียงกรอบโครงการเท่านั้น กทม. จึงต้องออกแบบและเสนอ ครม.อีกครั้ง โดยตัวสถานีรถไฟฟ้าสายสีทอง จะเชื่อมต่อกับแนวสถานีรถไฟฟ้าภายใต้การดูแลของกระทรวง 2 สาย คือ เชื่อมสายสีแดงเข้มช่วงสถานีคลองสาน และเชื่อมต่อกับสายสีม่วงช่วงสถานีประชาธิปก “โครงการจะลงดินหรือลอยฟ้า ครม.ยังไม่ได้อนุมัติ จุดประสงค์หลักรถไฟฟ้าสายนี้จะขนส่งผู้โดยสารให้กับรถไฟฟ้าสายหลัก กระทรวงจึงต้องหารือกับ กทม.ให้พัฒนาสถานีและเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าของกระทรวงอย่างสะดวก”

ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีทองแบ่งการพัฒนาเป็น 2 ระยะคือระยะที่ 1 ช่วงถนนกรุงธนบุรี แยกคลองสาน (บีทีเอสกรุงธนบุรี-โรงพยาบาลตากสิน) 1.72 กม. รวม 3 สถานี คาดเปิดบริการปี 61 ระยะที่ 2 ช่วงถนนสมเด็จเจ้าพระยาถนนประชาธิปก (โรงพยาบาลตากสิน-วัดอนงคารามวรวิหาร) 0.96 กม.จำนวน 1 สถานี เปิดบริการปี 65 โดยแนวเส้นทางวิ่งบนถนนเจริญนครและถนนสมเด็จเจ้าพระยาจากสถานีกรุงธนบุรี บีทีเอสสายสีเขียว วิ่งตามแนวถนนเจริญนครผ่านไอคอนสยาม เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม เข้าสู่ถนนประชาธิปกและเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีม่วง.

 

ติดโซล่าร์เซลล์ทำเนียบรัฐบาล ประหยัดพลังงานปีละ 2 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714515

 

นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.ได้เริ่มนำร่องโครงการอนุรักษ์พลังงาน ในอาคารภาครัฐ 4 หน่วยงาน ภายในทำเนียบรัฐบาล ได้แก่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักรัฐมนตรี และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในอาคาร พร้อมติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ได้แล้วเสร็จในปลายปีนี้ และคาดว่าหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยให้เกิดการประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ 500,000 หน่วยต่อปี คิดเป็นเงินที่ช่วยประหยัดงบประมาณได้ 2 ล้านบาทต่อปี ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าจากปัจจุบันลงได้อีก 9%

นายธรรมยศกล่าวว่า พพ. ยังได้สนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ในพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยทำการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน พร้อมติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ขนาด 2.2 เมกะวัตต์ ที่จะแล้วเสร็จภายในปี 2560 คาดว่าจะประหยัดการใช้ไฟฟ้า 6 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นการประหยัดงบประมาณได้ 25 ล้านบาทต่อปี ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าได้ 9.3 %

“ที่ผ่านมา พพ.ได้เร่งดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) เพื่อเร่งผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารภาครัฐ ที่ พพ.ได้มีโครงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การใช้ไฟฟ้า พร้อมระบบบริหารจัดการการใช้พลังงานในอาคาร และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มอาคารภาครัฐเกิดการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น”.

 

แคทชื่นใจทรูใช้หนี้เจียดคลื่น 4 จีให้ใช้ พรีเซ็นเตอร์ “เต๋อแฟนเดย์” ดันยอดโด่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714513

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท กับบริษัท ทรูมูฟ ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด ได้ข้อยุติในการเจรจาการชำระหนี้ค่าเช่าโครงข่าย 3 จีบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาการทำธุรกิจมือถือรูปแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยี HSPA บนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งทรูมูฟได้เช่าใช้ความจุโครงข่าย 3 จีเพิ่มเติมจากเดิม เป็นจำนวน 17% ของโครงข่ายมาตั้งแต่ปี 2556-2559 โดยไม่ได้ชำระเงิน คิดเป็นเงิน 9,300 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทรูมูฟยอมที่จะชำระเงินด้วยการผ่อนจ่ายเป็นเวลา 8 ปี ในมูลค่า 4,100 ล้านบาท ที่เหลือจ่ายเป็นสิทธิอนุญาตให้แคทใช้โครงข่าย 4 จี เพื่อเปิดให้บริการ 4 จีภายใต้แบรนด์มาย (MY)

ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจ แคทจะเปิดให้บริการ 4 จี ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นปีละ 200,000 เลขหมาย จากปัจจุบันมายมีลูกค้าราว 1.4 ล้านราย และภายใน 5 ปีข้างหน้าแคทจะมีผู้ใช้บริการมากกว่า 2 ล้านราย สร้างรายได้ให้แคท 7,000-8,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบระบบการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างแคทกับทรูมูฟ เพื่อเตรียมให้บริการต่อไป

นายวิโรจน์ โตเจริญวาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่แคท กล่าวว่า แคทได้ทุ่มงบโฆษณาราว 40 ล้านบาท เพื่อทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์แบรนด์ “มาย” ผ่านสื่อต่างๆ และได้จ้างนายฉันทวิชช์ ธนะเสวี หรือเต๋อ พระเอกภาพยนตร์เรื่องแฟนเดย์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์มาตั้งแต่เดือน ส.ค.-ต.ค.นี้ และนับตั้งแต่โฆษณาปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ในเดือน ส.ค.มาย 3 จีมียอดลูกค้าเพิ่มเดือนละ 40,000 เลขหมาย ดังนั้นจึงมั่นใจว่าตลอดปีนี้จะมีผู้ใช้บริการมาย 3 จี และมาย 4 จี มากกว่า 1.5-1.6 ล้านเลขหมาย และทำให้มั่นใจว่าแคทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน.

 

หนุนเอสซีจีปลูกบ้านคนจน ครม.เล็งแก้กฎหมายเวนคืนใช้ประโยชน์ที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714500

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณายกร่างกฎหมายแนวทางการนำที่ดินที่ได้จากการเวนคืนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะเรื่องการใช้พื้นที่ 2 ข้างทางตามแนวเขตรถไฟ หรือย่านสถานี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกฎหมายเวนคืนเดิม พื้นที่ที่รัฐบาลเวนคืนจะต้องนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ โดยจะแก้ไขกฎหมายให้ภาครัฐสามารถนำที่ดินจากการเวนคืนไปใช้ประโยชน์อื่นเพิ่มเติมจากวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะหรือเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐได้

ขณะที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการสนับสนุนโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อการพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ บนเนื้อที่ 61 ไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นของทางบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเครือเอสซีจี ซึ่งได้พัฒนาพื้นที่ให้ประชาชนที่เข้ามาบุกรุกและอยู่อาศัยกันค่อนข้างหนาแน่น 340 ครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัย รวมทั้งพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนใช้ประโยชน์ด้วย โดยได้เสนอขอให้ ครม.พิจารณาให้ทาง รฟท.อนุญาตให้ใช้พื้นที่เข้าออกและพื้นที่จอดรถของโครงการ พร้อมทั้งให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติตามที่เอสซีจี ขอให้ รฟท.อนุญาตให้ใช้พื้นที่ เพื่อดำเนินโครงการให้เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้มีรายได้น้อยต่อไป.