‘อภิรดี’ นัดถกทูตพาณิชย์ทั่วโลก ทำแผนส่งออกปี 60 เน้นเจาะตลาดแนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714260

 

พาณิชย์ นัดถกทูตพาณิชย์ทั่วโลก 9 ก.ย.นี้ ทำแผนผลักดันการส่งออกปี 60 เน้นส่งออกรายคลัสเตอร์ สินค้าบริการ ด้าน ทูตพาณิชย์ แห่ลดเป้าส่งออกปีนี้ หลังเศรษฐกิจยังชะลอตัว …

วันที่ 6 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 9 ก.ย.59 จะประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) จากทั่วโลก เพื่อประเมินแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และการทำแผนผลักดันการส่งออกของปี 2560 ที่จะเน้นการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงที่มุ่งไปสู่พาณิชย์ 4.0 และนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่จะต้องมีการปรับรูปแบบการทำงานให้มีความรวดเร็ว ทันสมัย และขับเคลื่อนการส่งออก รวมถึงการผลักดันการค้าบริการ และการผลักดันการออกไปลงทุนในต่างประเทศได้จริง

“จะปรับแผนการผลักดันการส่งออก โดยเน้นการส่งออกสินค้าเป็นรายกลุ่ม (คลัสเตอร์) เช่น ธุรกิจก่อสร้าง สุขภาพและความงาม ธุรกิจดิจิตอล คอนเทนต์ อย่างแอนิเมชั่น ภาพยนตร์ โดยจะผลักดันการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ และจะบวกการให้บริการเข้าไปด้วย มีแผนที่จะมุ่งเจาะตลาดอาเซียน เอเชียตะวันออก ยุโรป ตะวันออกกลางเอเชียใต้ และตลาดกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มสัตว์เลี้ยง กลุ่ม Baby boom ในอินเดีย จีน ประเทศเศรษฐกิจใหม่, กลุ่มฮิสแปนิก (เชื้อสายสเปน) ในตลาดสหรัฐฯ และลาติน ส่วนสินค้าฮาลาล จะเจาะตลาดตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ และกลุ่มซูเปอร์ริช ในจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง”

นางพรพิมล เพชรกูล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ปี 59 ตลาดอาเซียน 9 ประเทศ คาดจะติดลบ 0.8% จากปีก่อน มูลค่า 54,713 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ขยายตัว 7.4% มูลค่า 59,225 ล้านเหรียญฯ เพราะอาเซียนเป็นฐานการผลิตสินค้ากึ่งวัตถุดิบ ที่ส่งออกไปทั่วโลก เมื่อเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว จึงทำให้การส่งอกของอาเซียนได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ สินค้าหลายรายการของไทย เช่น เสื้อผ้า สินค้าเกษตร มีการย้ายฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ทำให้ตัวเลขส่งออกจะไปเพิ่มขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้านแทนที่จะเป็นตัวเลขส่งออกจากไทย ส่วนเป้าหมายการส่งออกไปตลาดอาเซียนในปี 60 คาดขยายตัว 2.5% จากปีนี้ มูลค่า 56,054 ล้านเหรียญฯ

ด้าน นางสาวประนิตา เกิดพิกุล ผู้อำนวยการ สคต.ชิคาโก สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ปี 59 เดิมคาดการส่งอกไทยจะขยายตัว 5% แต่ขณะนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 1% เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯยังชะลอตัว ส่วนปี 60 ตั้งเป้าส่งออกขยายตัว 3%

ส่วน นางจิตต์วิภา ศักดิ์พิทักษ์สกุล ผู้อำนวยการ สคต. โอซากา ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ล่าสุดการส่งออกไทยไปญี่ปุ่นติดลบ 2% จึงคาดว่าทั้งปี 59 น่าจะขยายตัวที่ 0% มูลค่า 20,000 ล้านเหรียญฯ จากเดิมตั้งเป้าหมายขยายตัวที่ 1% เพราะเศรษฐกิจยังชะลอตัว ส่วนในปี 60 คาดส่งออกไปญี่ปุ่นจะขยายตัว 1% มูลค่าจะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญฯ โดยจะเน้นเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ชาย ขณะเดียวกัน จะเน้นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในญี่ปุ่น

ขณะที่ นางสาวพรรณกาญจน์ เจียมสุชน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า เป้าหมายการส่งออกปีนี้มีโอกาสลดลงจากเดิมเล็กน้อย เพราะยังมีปัจจัยที่ยังควบคุมไม่ได้ ทั้งเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ดี และการย้ายฐานการผลิต ซึ่งจะพยายามทำให้ได้ที่สุด ส่วนแผนผลักดันการส่งออกตลาดจีนในปี 60 จะผลักดันให้ผู้ส่งออกไทยขายสินค้าผ่านออนไลน์ และจะเชื่อมโยงการค้าออนไลน์ของไทยเข้ากับของจีน เพราะจีนมีอัตราขยายตัวสินค้าออนไลน์สูง

 

ก.ล.ต.ฟัน ‘ไฮโซม่านฟ้า-เก๋ เลเดอเรอร์’ ขายหุ้นกู้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 20:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714263

 

ก.ล.ต.กล่าวโทษ ‘ไฮโซม่านฟ้า-เก๋ เลเดอเรอร์’ ระดมทุนขายหุ้นกู้โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมส่งเรื่องต่อ บก.ปอศ. เอาผิดตามกฎหมาย หลังชวนผู้ลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย อ้างให้ผลตอบแทนสูง โดยไม่ได้ขออนุญาต

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.59 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. กล่าวโทษ บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด และบริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด รวมทั้งกรรมการผู้มีอำนาจของทั้งสองบริษัท ได้แก่ นางสาวอรปภัตร จันทรสาขา และนางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ ตามลำดับ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรณีเสนอขายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ต่อประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ ก.ล.ต. รับแจ้งเบาะแสว่า มีบุคคลที่ชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า กรณีแรก บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด โดยนางสาวอรปภัตร จันทรสาขา กรรมการผู้มีอำนาจ ได้ชักชวนประชาชนให้ร่วมหุ้นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยกำหนดวงเงินขั้นต่ำสำหรับการเข้าร่วมหุ้นที่ 100,000 บาท และอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ในระยะเวลา 12 เดือน

สำหรับกรณี บริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยนางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ กรรมการผู้มีอำนาจ ได้ชักชวนประชาชนให้ร่วมหุ้นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยมีวงเงินขั้นต่ำสำหรับการเข้าร่วมหุ้นที่ 100,000 บาท และอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนร้อยละ 5 ในระยะเวลา 6 เดือน โดยทั้งสองบริษัทดังกล่าวสัญญาว่าจะทยอยคืนเงินร่วมหุ้นพร้อมผลตอบแทนทุกๆ 30 วัน จนกว่าจะครบกำหนดสัญญา

ทั้งนี้การดำเนินการของบริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เข้าข่ายเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ต่อประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดข้างต้น รวม 4 ราย ได้แก่ 1.บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด  2.นางสาวอรปภัตร จันทรสาขา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด  3.บริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด และ  4.นางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของ บริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมกันนี้ ก.ล.ต.ได้แจ้งผลการดำเนินการข้างต้นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ขอเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังหากถูกชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างว่าสามารถให้ผลตอบแทนในระดับที่สูง และควรตรวจสอบว่าผู้ที่ชักชวนเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ที่ระดมทุนโดยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน และผู้ที่ชักชวนให้ลงทุนในหลักทรัพย์จะต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.

ทั้งนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตได้ที่ http://www.sec.or.th หรือแจ้งเบาะแสโทร. 1207 นอกจากนี้ การจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะพึงจ่ายได้ อาจเป็นการจ่ายจากเงินที่ได้จากผู้ร่วมหุ้นรายใหม่ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ไม่สามารถให้ผลตอบแทนดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และยังอาจเข้าข่ายเป็นความผิดกฎหมายทางการเงินฉบับอื่นอีกด้วย.

 

ครม. อนุมัติจ่ายชดเชยผลกระทบด้านเสียง หลังขยายแท็กซี่เวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 19:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714225

 

ที่ประชุม ครม. อนุมัติขยายกรอบวงเงินชดเชยผลกระทบด้านเสียง หลังขยายแท็กซี่เวย์ จากวงเงินเดิม 5,791 ล้าน เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 8,861 ล้าน ส่วนอาคารผู้โดยสารก่อสร้างแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างทดสอบระบบ คาด เปิดบริการ 16 ก.ย. นี้ รองรับผู้โดยสารเพิ่ม 12.5 ล้านคนต่อปี …

วันที่ 6 ก.ย.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้ขยายกรอบวงเงินลงทุน เพื่อดำเนินการชดเชยผลกระทบด้านเสียง จากการขยายทางขับ (แท็กซี่เวย์) จากอาคารผู้โดยสารไปเชื่อมกับทางวิ่ง (รันเวย์) โครงการขยายท่าอากาศยานภูเก็ตของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) วงเงินที่ขอเพิ่ม เพื่อชดเชยผลกระทบด้านเสียง 3,069 ล้านบาท จากกรอบวงเงินเดิม 5,791 ล้านบาท รวมเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 8,861 ล้านบาท

ทั้งนี้ อาคารผู้โดยสารก่อสร้างแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการทดสอบระบบ คาดว่า จะเปิดให้บริการได้วันที่ 16 ก.ย.นี้ รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นเป็น 12.5 ล้านคนต่อปี จากเดิมที่รองรับได้ 6.5 ล้านคนต่อปี

“โครงการนี้ไม่มีการขยายรันเวย์ แต่ขยายแท็กซี่เวย์ ซึ่งเพิ่มช่องให้เครื่องบินก่อนเทกออฟได้หลายลำ อย่างไรก็ตาม แม้ไม่เพิ่มการขยายรันเวย์ แต่อาคารผู้โดยสารรองรับคนได้เพิ่มขึ้น จำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้สั่งให้ทำเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงได้พิจารณาผลกระทบเส้นเสียง ทอท. ได้วิเคราะห์เส้นเสียงว่า มีผลกระทบอาคารในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 1,671 อาคาร และเป็นอาคารของทางราชการประมาณ 200 กว่าอาคาร ดังนั้น จึงจะจ่ายชดเชยอาคารที่ได้รับผลกระทบทางเสียงจำนวน 1,470 อาคาร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าว.

 

เด้ง ‘ผ่องพรรณ’ พ้นอธิบดี ส่งเข้ากรุนั่งรองปลัดพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714278

 

พาณิชย์ ชง ครม. เด้ง “ผ่องพรรณ” พ้นอธิบดี ส่งเข้ากรุนั่งรองปลัดแทน แม้ทำผลงานได้ดี แต่การเมืองไม่ปลื้ม ส่วนการโยก “นันทวัลย์” ไปดูกรมการค้าภายใน หวังเตรียมตัวขึ้นเป็นปลัดคนต่อไปปีหน้า…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 6 ก.ย.59 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ติดภารกิจเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ สปป.ลาว ได้มีมติอนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง 4 ตำแหน่ง ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง และนายวิชัย โภชนกิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ขึ้นดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.59 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและสับเปลี่ยนหมุนเวียน และตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

ทั้งนี้ การแต่งตั้งโยกย้าย นางสาวผ่องพรรณนั้น ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า เป็นการเด้งเข้ากรุ โดยข้าราชการ และภาคเอกชนที่ได้ทำงานร่วมกับ นางสาวผ่องพรรณ เห็นว่า เป็นผู้ที่ทำงานดี มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทั้งแผนการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดธุรกิจรายใหม่ การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) โอทอป การพัฒนาแฟรนไชส์ การพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ (สตาร์ต อัพ) การส่งเสริมให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังผลักดันให้นำระบบเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การผลักดันให้นำระบบ e-Filing มาใช้ในการส่งงบการเงิน การปลดล็อกปัญหาความง่ายในการทำธุรกิจ เพื่อผลักดันให้การจัดอันดับประเทศไทยดีขึ้น การผลักดันกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ การดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลและการเตือนธุรกิจเสี่ยง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายคนต่างด้าว ที่ได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ถูกโยกย้ายในครั้งนี้ เพราะฝ่ายการเมืองไม่พอใจผลงาน โดยให้เหตุผลว่า ทำงานช้า และไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพให้เป็นรูปธรรมได้ ทั้งนี้ นางสาวผ่องพรรณ เหลืออายุราชการอีก 1 ปี ก่อนที่จะเกษียณในเดือน ก.ย.60

ส่วน นางนันทวัลย์ การโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน เพราะเป็นการเรียนรู้งานในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลสินค้าเกษตร ค่าครองชีพ เพื่อวางตัวให้ขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงคนต่อไป แทน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ที่จะเกษียณอายุราชการในปีหน้า.

 

ครม.อนุมัติงบฯ สร้างทางหลวงหมายเลข 3126 เข้าสนามบินอู่ตะเภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 18:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714213

 

ครม. อนุมัติงบประมาณ วงเงินรวม 221 ลบ. สร้างทางหลวงหมายเลข 3126 จากสามแยกทางหลวงหมายเลข 3 เข้าสนามบินอู่ตะเภา หวังเชื่อมการเดินทาง พร้อมรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้น …

วันที่ 6 ก.ย.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ครม.เห็นชอบโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3126 จากสามแยกทางหลวงหมายเลข 3 ไปยังทางเข้าท่าอากาศยานอู่ตะเภา วงเงินรวม 221 ล้านบาท เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างท่าอากาศยานอู่ตะเภา-สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง และสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียบเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี)

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการรองรับจำนวนผู้โดยสารในท่าอากาศยานอู่ตะเภาที่จะมีเพิ่มมากขึ้นด้วย หลังจากได้มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่เสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างทดสอบระบบ โดยจะรองรับผู้โดยสารได้ 3 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันรองรับได้ 5-6 แสนคนต่อปี

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 4.38 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,496.90 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 17:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714203

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 4.38 เปลี่ยนแปลง +0.29% ดัชนีอยู่ที่ 1,496.90 จุด มูลค่าการซื้อขาย 50,701.80 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 6 ก.ย. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 4.38 เปลี่ยนแปลง +0.29% ดัชนีอยู่ที่ 1,496.90 จุด มูลค่าการซื้อขาย 50,701.80 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

พาณิชย์ เดินหน้าเจรจาอาร์เซพ หวังดันให้จบตามเป้าปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 16:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/714123

 

พาณิชย์ เผย “บิ๊กตู่” เตรียมประกาศแถลงคืบหน้าเจรจาอาร์เซพ ร่วมผู้นำ 15 ชาติ เวทีสุดยอดอาเซียนที่ลาว หวังดันให้จบตามเป้าปีนี้ ระบุ ล่าสุดได้ข้อสรุปลดภาษีนำเข้าสินค้า 80% ของรายการที่ค้าขายระหว่างกันทั้งหมดเป็น 0% ทันที ส่วนอีก 20% เจรจาต่อให้จบภายใน 3 รอบ ส่วนเปิดเสรีบริการ ยัน ไม่เปิดเกินกรอบเออีซี แต่มากกว่าอาเซียน+1

วันที่ 6 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.59 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมประชุมด้วยนั้น ผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะประกาศแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) เพื่อผลักดันให้การเจรจาสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 59

“สำหรับสถานะการเจรจาอาร์เซพล่าสุด มีความคืบหน้าทั้งในด้านการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดที่จะต้องเจรจาเพิ่มเติม ซึ่งคณะกรรมการเจรจา จะประชุมกันภายในปีนี้อีก 3 ครั้ง เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นที่เหลือให้ได้ และตั้งเป้าให้การเจรจาเสร็จในปีนี้ตามเป้าหมาย”

สำหรับการเปิดตลาดสินค้า ได้ตกลงจะลดภาษีนำเข้าสินค้า 80% ของรายการสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายกันในกลุ่มประเทศอาร์เซพ ให้เหลือ 0% ในทันที ส่วนอีก 20% จะต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม เพราะเป็นสินค้าอ่อนไหว หรืออ่อนไหวสูงสุด หรือขอยกออกจากการเปิดเสรี โดยในส่วนนี้จะหารือกันต่อว่าจะลดภาษีเหลือ 0% เมื่อใด เช่น ในปี 10 ปี หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความอ่อนไหวของสินค้า

ส่วนการเปิดตลาดการค้าบริการนั้น สมาชิกอาร์เซพได้ยื่นข้อเสนอ และข้อเรียกร้องการสาขาที่จะเปิดเสรีกันแล้ว แต่อยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มเติม ซึ่งบางประเทศเรียกร้องให้เปิดเสรีมากกว่าในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ล่าสุดอาเซียนได้เปิดเสรีบริการไปแล้ว 10 ชุด โดยให้สมาชิกอาเซียนมาลงทุนประเทศอาเซียนได้ไม่เกิน 70% ในบางสาขา แต่อาเซียนยืนยันที่จะไม่เปิดมากกว่าในกรอบเออีซี แต่จะเปิดมากกว่าในกรอบอาเซียน+1 ซึ่งต้องเจรจาให้ได้ข้อสรุปภายในปี 59.

 

‘เอพี ไทยแลนด์’ นำตัวแทนนักศึกษาดูงานกับ ‘MEC’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713230

 

เอพี (ไทยแลนด์) ย้ำความเป็นผู้นำอสังหาฯ ไทย พา 3 นักศึกษาที่มีผลงานฝึกอบรมโดดเด่น และผ่านการคัดเลือกจากโครงการ ”เอพีโอเพ่นเฮ้าส์” ไปดูงานกับ “มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป” (MEC) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เรียนรู้งานการก่อสร้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย และผู้ริเริ่มก่อตั้ง “เอพี อะคาเดมี่” (AP Academy) สถาบันเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศไทย นำนักศึกษาไทยที่มีผลการฝึกงานโดดเด่นที่สุด 3 คน จากโครงการ AP OPEN HOUSE 2016 “เพราะชีวิตจริงยิ่งกว่าทฤษฎี” ประกอบด้วย นายอภิวิชญ์ วงษ์สวรรค์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายธนาคาร ลิขิตปริญญา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และนางสาวปิยะวรรณ วีระไพบูลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยการชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปเยี่ยมชมและศึกษาดูงานกับเอพีและพันธมิตร ‘มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป’ (MEC) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการการก่อสร้างภายใต้มาตรฐานระดับสากล ตลอดจนเพื่อพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน


ระหว่างเยี่ยมชมและศึกษาดูงานกับ‘มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป’ (MEC)

สำหรับตัวแทนทั้งสามคมได้เรียนรู้การพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศญี่ปุ่นหลายแห่ง แต่มี 2 แห่งที่น่าสนใจ คือ MJC Training Faclity (Property Management) อาคารฝึกปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ (Property Management) ศูนย์การฝึกอบรม และพัฒนาทักษะของบุคลากรในหน่วยงานนิติบุคคล เพื่อสร้างมาตรฐานและความเป็นมืออาชีพ ก่อนเข้าสู่การปฏิบัติงานจริง ณ โครงการที่พักอาศัย โดยผ่านหลักสูตรต่างๆ อาทิ การรับเรื่องร้องเรียน การบริหารงานอาคาร เป็นต้น

อีกแห่งคือ Eye’s Plus Labs ศูนย์วิจัยเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Mitsubishi Jisho Residence โดย Lab ได้มีการรวบรวมเทรนด์การดีไซน์ และจัดแสดงฟังก์ชั่นห้องต่างๆ สเกลจริง ในหลากหลายสไตล์ หลากหลายวัสดุ เพื่อมุ่งค้นหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้อย่างสูงสุด


สามตัวแทนนักศึกษาไทย

“เอพี โอเพ่นเฮ้าส์” เป็นหนึ่งในกิจกรรมแกนหลักของสถาบัน “เอพี อะคาเดมี่” โดยมีเป้าหมายในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชีวิตการทำงานหลังจากสำเร็จการศึกษา

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ เป็นโครงการที่ทางเอพี (ไทยแลนด์) จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการปฏิวัติออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่อยู่อาศัย ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย มุ่งมั่นสร้างสรรค์อย่างมีสำนึกรับผิดชอบ ด้วยผลิตภัณฑ์อสังหาริมทรัพย์และบริการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตั้งแต่การดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยพื้นที่ใช้สอยที่สะดวกสบาย ทำเลที่ตั้งที่ดีเยี่ยม รวมไปถึงคุณภาพในการก่อสร้าง การบำรุงรักษา บริการหลังการขาย และบริการขาย/ให้เช่า ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์เอพี ได้ใช้ชีวิตที่ดีที่สุด และเติมเต็มความสุขในแบบที่ปรารถนา.

 

ร้านอาหารที่ไม่มีหน้าร้าน โตไวไปไว! CMMU แนะ 7 กลยุทธ์ลดความเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 11:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713728

 

CMMU เผย ร้านอาหารที่ไม่มีหน้าร้าน ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้ตรงจุด แต่มีความเสี่ยง แนะ 7 กลยุทธ์ ลดความเสี่ยง ภายใต้คอนเซปต์ “SECRETS” เสริมแกร่งร้านอาหารออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ …


อาจารย์สุพรรณี วาทยะกร อาจารย์สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล

วันที่ 6 ก.ย.59 อาจารย์สุพรรณี วาทยะกร อาจารย์สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า ตลาดธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะชะลอตัวลง โดยจากผลการคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยถึงมูลค่ารวมของตลาดธุรกิจร้านอาหารในปี 2559 ที่น่าจะสร้างมูลค่าได้ถึง 382,000 – 385,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2558 อยู่ในช่วง 1.9–2.7% โดยกว่า 70% ของมูลค่ารวมดังกล่าวนั้น มาจากมูลค่าตลาดของร้านอาหารทั่วไป และอีกกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ เป็นมูลค่าจากตลาดของเชนร้านอาหาร

อาจารย์สุพรรณี กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารที่ไม่มีหน้าร้านที่ได้รับความนิยม และเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 2–3 ปี ที่ผ่านมา เนื่องจากการเริ่มธุรกิจดังกล่าวใช้เงินทุนเริ่มต้นต่ำ และไม่จำเป็นต้องหาทำเลในการเปิดร้าน ตลอดจนยังสามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างตรงจุด แต่การเติบโตดังกล่าวมาพร้อมความท้าทาย และความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่ผู้ประกอบการต้องเจอ อาทิ การสร้างความแตกต่างของสินค้า การควบคุมคุณภาพสินค้า การบริหารการผลิต ฯลฯ ฉะนั้น ผู้ประกอบการต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจมากที่สุด


สำหรับแนวทางการพัฒนาสู่ความสำเร็จของร้านอาหารออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้าน เหล่าผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ อายุ 20–35 ปี ต้องมีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ตลอดจนผู้ประกอบการต้องอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง พยายามคิดค้นสินค้าและบริการที่แปลกใหม่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากที่สุด

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรปิดช่องโหว่ของธุรกิจร้านอาหารออนไลน์ และต้องเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ออนไลน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา ซึ่งหากเหล่าผู้ประกอบการร้านอาหารออนไลน์สามารถปรับตัวตามแบบที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ ในปี 2560 และในช่วงอีก 2-3 ปี ข้างหน้า ตลาดธุรกิจร้านอาหารออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านจะมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยม และยิ่งมีอัตราการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


นายไชยโรจน์ พิณทุกานนท์

ด้าน นายไชยโรจน์ พิณทุกานนท์ นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และตัวแทนโครงการวิจัย “FOOD ONLINE MARKETING เผยสูตรลับ จับเงินล้าน” กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้ทำการศึกษาสำรวจผู้ใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ พบว่า เหตุผลอันดับ 1 ของการเลือกใช้บริการร้านอาหารออนไลน์ คือ ประหยัดเวลาในการเดินทาง โดยมีอัตราส่วนมากถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเหตุผลอื่นๆ รองลงมา ได้แก่ หาซื้อได้สะดวก อยากทดลอง สินค้าหายาก มีเอกลักษณ์ และเพื่อนบอกต่อ ตามลำดับ สำหรับเรื่องสิ่งที่ดึงดูดใจผู้บริโภคมากที่สุดคือ รูปภาพประกอบ โดยกว่า 58% ชอบรูปถ่ายอาหารจริงที่น่ารับประทาน ฉะนั้นเทคนิคการถ่ายภาพอาหาร (Food Shot) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารออนไลน์ ส่วนอีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจคือกว่า 62% ของผู้บริโภคชอบการชำระเงินปลายทาง ด้วยเหตุผลที่ว่า สะดวก และอุ่นใจว่าได้รับสินค้าแน่นอน โดยมีช่วงเวลารอรับอาหาร ไม่เกิน 10 นาทีนับจากเวลานัดส่ง


นายไชยโรจน์ ได้แนะนำ กลยุทธ์ 7 ข้อ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ ภายใต้คอนเซปต์ “SECRETS” เพื่อเสริมแกร่งร้านอาหารออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้
1. S – Search : ออกแบบ ด้านการสืบค้นบนอินเทอร์เน็ต เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการใช้การเพิ่มประสิทธิภาพของการค้นหา (SEO) และการแพร่กระจายบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก
2. E – Emotional Value : เพิ่ม จุดเด่นของสินค้าด้วยการเพิ่มมูลค่าทางอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในสินค้า ยกตัวอย่างจากกรณีศึกษา เช่น ให้นักโภชนาการจัดสรรอาหารที่สามารถคำนวณตามหลักการและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนได้
3. C – Communication : ใช้ การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ สามารถบรรยายให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการถึงภาพอาหารได้ไปพร้อมกันกับข้อมูล ที่ถูกต้อง แม่นยำ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
4. R – Raw Material : ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ดึงจุดเด่นของวัตถุดิบออกมาเพื่อให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงความมีคุณภาพ ที่คุ้มค่ากับราคาของอาหารดังกล่าว
5. E – Essential Tools : ใช้ เครื่องมือการตลาดดิจิทัลเข้ามาช่วย ทำให้การใช้งานมีความครอบคลุม ง่าย และสะดวกรวดเร็ว เลือกใช้ระบบช่วยจัดการร้าน บริการส่งสินค้า และพื้นที่ตลาดออนไลน์ให้เหมาะสม
6. T – Team : บริหาร จัดการแรงงานคนในทีมอย่างเหมาะสม ให้หน้าที่ความรับผิดชอบตามความถนัด เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าในทุกขั้นตอนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
7. S – Service : บริการ ลูกค้าอย่างเต็มความสามารถให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ อาทิ ตอบกลับปัญหาข้อสงสัยอย่างรวดเร็ว จัดส่งตรงตามเวลาที่นัดหมาย และให้คำแนะนำอย่างจริงใจ.

 

SC ASSET ส่งแคมเปญ Walk With Me ย้ำภาพลักษณ์สังคมไม่มีรั้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713698

 

เอสซี แอสเสท ย้ำภาพลักษณ์สังคมไม่มีรั้ว สานต่อปรัชญา For Good Mornings ส่งแคมเปญ Walk With Me สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าก้าวออกจากบ้าน ร่วมส่งต่อแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้สังคม …

วันที่ 6 ก.ย. 59 นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยถึงแคมเปญ “Walk With Me มิตรภาพดีๆ มีอยู่รอบรั้ว…แค่ออกเดิน” ว่า แคมเปญดังกล่าวเป็นการต่อยอดสโลแกน “For Good Mornings ชีวิตที่ดี มาจากจุดเริ่มต้นที่ดี” โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าก้าวเดินออกจากบ้าน เพื่อพบมิตรภาพดีๆ ที่มีอยู่รอบรั้ว เพราะเชื่อว่าบ้านที่ดีไม่ได้เป็นแค่ที่พักอาศัย แต่ยังต้องเป็นจุดเริ่มต้นที่นำความสุขและโอกาสดีๆ มาให้ผู้อาศัยด้วย

แคมเปญ Walk With Me ได้มีการสื่อสารเรื่องราวทั้งหมดผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ พร้อมกับเลือกรองเท้าเดิน adidas มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ในกิจกรรมร่วมสนุกผ่านโซเชียลมีเดียให้มีโอกาสแบ่งปันบริจาครองเท้ากับมูลนิธิ Second Chance เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคม ซึ่งได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาในรูปแบบมิวสิกวิดีโอแบบอินเทอร์แอกทีฟ (Interactive Music VDO) ซึ่งนับว่าเป็นนวัตกรรมสุดล้ำครั้งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการเชิญชวนผู้ชม ทั้งลูกค้าและบุคคลทั่วไปมาร่วมกิจกรรม Walk With Me บนเว็บไซต์ walkwithme.scasset.com

สำหรับภาพยนตร์โฆษณาของแคมเปญ Walk With Me ได้บอกเล่าเรื่องราวมิตรภาพของการเดินใน 3 เส้นทาง ได้แก่ Night Walker, Dream Walker และ Dog Walker ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการเลือกเรื่องราว ได้เองถึง 12 รูปแบบที่แตกต่างกัน กำกับโดยโคไซ เซกิเนะ (Kosai Sekine) ผู้กำกับมือรางวัลระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโดดเด่นในการนำเทคนิคใหม่ๆ มาสร้างความตื่นเต้นแก่วงการภาพยนตร์อยู่เสมอ และสร้างสรรค์เพลงประกอบโดย เจ-มณฑล จิรา ศิลปินแถวหน้าของไทย และแฮนน่า เบ็งสัน (Hanna LBengtsson) นักร้องและโปรดิวเซอร์ชาวสวีเดน ที่เคยสร้างผลงานอันฮือฮา ร่วมกับ SC ASSET มาแล้วกับแคมเปญ “ฟาร์มรัก”

นอกจากนี้ แคมเปญ Walk With Me ยังมีกิจกรรมต่อยอด ด้วยการลงทะเบียนลุ้นรับรองเท้าเดินรุ่นสุดฮิตจาก adidas หลังจากชมภาพยนตร์โฆษณาจบผ่านทางเว็บไซต์ walkwithme.scasset.com โดย อัปโหลดถ่ายภาพของตัวเองใส่กรอบรูปบนหน้าเว็บ จากนั้นกรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วนในแบบฟอร์มออนไลน์ และแชร์ภาพกิจกรรมลงบน Facebook ของตน พร้อมแท็กเพื่อนที่อยากชวนมาร่วมกิจกรรม ใส่ Hashtag #WalkWithMe #SCASSET ระยะเวลาในการร่วมสนุกตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม–7 กันยายน 2559 โดยจะมีการประกาศผลทางอีเมล และทางเว็บไซต์ walkwithme.scasset.com ในวันที่ 29 สิงหาคม, 5 และ 12 กันยายน 2559

ทั้งนี้ ผู้โชคดีที่ได้รับรองเท้า สามารถติดต่อรับได้ในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ ระหว่างช่วงวันที่ 10 กันยายน ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2559 ที่โครงการ BEATNIQ สุขุมวิท 32 คอนโดมิเนียมใหม่ล่าสุดของเอสซี แอสเสท นอกจากนั้นผู้ที่มารับมอบรองเท้ายังสามารถร่วมสร้างโอกาสดีๆ แก่สังคม โดยการนำรองเท้าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาบริจาคให้มูลนิธิ Second Chance ซึ่งจะเป็นตัวแทนส่งต่อให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนคลองเตยต่อไป

นายณัฐพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หวังว่าแคมเปญนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นตัวกลางในการสร้างความสัมพันธ์ และความสุขให้แก่ลูกค้าผ่านประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ โดยคาดหวังว่า จะมีมิตรภาพดีๆ และสังคมเพื่อนบ้านอบอุ่น เกิดขึ้นรอบๆ รั้วโครงการของเอสซี แอสเสทมากขึ้น