ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713693

 

ราคาทองวันที่ 6 ก.ย. 59 เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,750 ขายออกบาทละ 21,850 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,360.44 ขายออกบาทละ 22,350 บาท …

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,750.00 บาท ขายออกบาทละ 21,850.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,360.44 บาท ขายออกบาทละ 22,350.00 บาท.

 

“พีทีทีจีซี” ชวนประกวดวาดภาพ มหัศจรรย์ปิโตรเคมีชิงรางวัล!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713575

 

(ภาพจาก Facebook Page PTTGC : มหัศจรรย์ปิโตรเคมี)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี แกนนำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท.ที่มีวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ได้จัดทำโครงการประกวดวาดภาพระบายสี ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มหัศจรรย์ปิโตรเคมี ปี 2 หัวข้อ ปิโตรเคมี เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อให้เยาวชน ประชาชนทั่วไป มีความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ของปิโตรเคมี ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูล และ Download ใบสมัครได้จาก Website : http://www.pttgc group.com หรือ Facebook Page PTTGC : มหัศจรรย์ปิโตรเคมี

ทั้งนี้ การประกวดได้มีการแบ่งผู้สมัครเป็น 3 ประเภท ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ชิงทุนการศึกษา 270,000 บาท สามารถส่งผลงานพร้อมใบสมัครมาที่ประกวดวาดภาพ “มหัศจรรย์ปิโตรเคมี” ตู้ ปณ.16 ปณศ.จตุจักร กทม. 10900 เปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้-14 ต.ค.นี้ โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ และประกาศผลวันที่ 3 พ.ย.2559.

 

จ่อปรับเพิ่มตัวเลข “จีดีพี” ปีนี้ใหม่ กกร.เผยไตรมาส 2 ขยับดีเกินเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713568

 

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า กกร.ยังคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ไว้ที่ระดับ 3-3.5% และการส่งออกที่จะยังติดลบ 0-2% แม้จะพบว่าจีดีพีเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมาจะสูงกว่าที่คาดไว้ ทำให้เป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจขยายตัวสูงกว่าประมาณการที่คาดการณ์ไว้ โดย กกร.จะมีการพิจารณาปรับกรอบประมาณการจีดีพีในการประชุม กกร.เดือน ต.ค.นี้อีกครั้ง ซึ่งต้องขอดูปัจจัยต่างๆ อาทิ ค่าเงินบาทที่เป็นประเด็นสำคัญ ที่หากเงินบาทยังแข็งค่า ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก

“ปัจจัยสำคัญที่ กกร. คิดว่าจีดีพีน่าจะปรับตัวได้สูงกว่าที่ประเมินไว้ คือการลงทุนจากภาครัฐ ที่เริ่มเข้าระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันปัญหาภัยแล้ง ก็เริ่มผ่อนคลายลงทำให้ภาคเกษตรเริ่มฟื้นตัว รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ และการท่องเที่ยวที่ยังไปได้ดีอยู่ ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่า กกร. ก็มีความกังวล ซึ่งขณะนี้ถือว่าใกล้เคียงกับภูมิภาคในอาเซียน แต่หลายๆคนก็วิตกว่าจะกระทบต่อรายได้จากการส่งออกที่ลดลง กกร.จึงเสนอให้สมาชิกต้องเตรียมพร้อมรับมือด้วย”

ด้านนายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า แนวโน้มของการเติบโตของจีดีพี ที่ กกร.พิจารณาล่าสุด พบว่า ในภาพรวมตลอดทั้งปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา คืออาจเติบโตได้ถึงกว่า 3% ส่วนจะเกินระดับ 3.5% ได้หรือไม่ต้องมาพิจารณารายละเอียดอื่นๆประกอบด้วย แต่การส่งออกคงอยู่ในกรอบเดิม สิ่งที่ กกร.ต้องการคือขอให้รัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนให้มากขึ้น โดยเฉพาะเม็ดเงินจากระบบจัดการน้ำทั้งระบบยังมีน้อยมาก.

 

แนะจัดกิจกรรมเพื่อประชาชน-ภาคธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713563

 

เป้าหมายสู่การพัฒนาการลงทุนที่ยั่งยืน!

นายกมลินทร์ พินิจภูวดล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ไอทีดี) เปิดเผยว่า สถาบันได้จัดทำงานวิจัยเพื่อตอบคำถามประเด็นของการลงทุนภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่เป็นกระแสการพัฒนาแนวใหม่ ซึ่งที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ได้พัฒนาและจัดทำรายงานเกี่ยวกับกรอบนโยบาย การลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น เพื่อพิจารณาว่าอาเซียนจะรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาและความน่าลงทุนได้อย่างไร จึงจะไม่เป็นการเพิ่มต้นทุนทางธุรกิจของนักลงทุนต่างประเทศ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนของอาเซียน เพื่อให้ได้ข้อสรุปและนำมาปรับเปลี่ยนนโยบายให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทย รัฐบาล ภาคเอกชน มองเห็นภาพรวมและมุมมองการลงทุน การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอาเซียน

นายอนันตโชค โอแสงธรรมนนท์ หัวหน้าทีมวิจัยและคณะนักวิจัยไอทีดี กล่าวถึงผลงานวิจัยเรื่องการประเมินนโยบายการลงทุนของอาเซียน ตามกรอบนโยบายการลงทุน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม ฯลฯ ซึ่งควรเป็นนโยบายการลงทุนในอนาคตสำหรับอาเซียน แต่การนำนโยบายมาดำเนินการสำหรับอาเซียนทั้งหมดก็ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของประเทศสมาชิก ทั้งระดับการพัฒนาและโครงสร้างเศรษฐกิจ การรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาที่ยั่งยืนกับการดึงดูดการลงทุน

“ผมมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทยว่า ต้องมีการจัดกิจกรรมเพื่อแสดงความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และความต้องการนโยบายลงทุนที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการดำเนินงานของตัวแทนภาคประชาชน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบถึงความต้องการของประชาชน ฯลฯ หาก ครม.เห็นชอบ ก็ควรบรรจุเป็นวาระที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับอาเซียนต่อไป”.

 

ข้อพิพาทใบกระท่อมอลเวง “อภิรดี” ชี้ไทยไม่รับแต่ผู้วิจัยดอดจดสิทธิบัตรแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713558

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีนักวิจัยญี่ปุ่น ได้วิจัยใบกระท่อม และนำไปจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมทั้งในไทยว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิทธิบัตรพ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมของไทย ไม่อนุญาตให้มีการจดสิทธิบัตรพืช หรือสารสกัดจากพืช แต่ พ.ร.บ.สิทธิบัตรไทยจะรับจดเฉพาะกระบวนการ หรือวิธีการที่ใช้ในการสกัด ที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ หรือต่อยอดไปจากวิธีการเดิมทั่วๆไป ไม่รับจดสิทธิบัตรสารสกัดใหม่ที่เกิดขึ้น และ พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทยยังไม่อนุญาต ให้บุคคลใดถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวกับสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งกระท่อมเป็นพืชพื้นเมืองทั่วไป ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องกังวลว่าไทยจะรับจดสิทธิบัตรให้นักวิจัยทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งจากการตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่พบนักวิจัยญี่ปุ่นยื่นคำขอจดสิทธิบัตรสารสกัดใบกระท่อมในไทย ซึ่งกระท่อมอยู่ในบัญชีสารเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 5 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า จำหน่าย ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง

สำหรับข้อกังวลเรื่องต่างชาติเอาพืชไทยไปพัฒนาต่อยอดโดยไม่ขออนุญาตก่อน และไม่แบ่งปันผลประโยชน์ แต่ไทยก็ มีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำหนดว่าใครจะเอาพันธุ์พืชไทยไปใช้ต้องขออนุญาตก่อน และต้องเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งสอดรับกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก CBD ด้วยเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ biothai.net ระบุว่า กรณีที่นักวิจัยญี่ปุ่นยื่นจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกระท่อม เป็นความร่วมมือในการศึกษาของนักวิจัยญี่ปุ่นร่วมกับนักวิจัยไทย และนำผลงานการวิจัย ไปยื่นขอจดสิทธิบัตรที่สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วใน 2 ประเทศ ล่าสุด นักวิจัยญี่ปุ่นได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรผ่านสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PCT) โดยยื่นขอจดที่ประเทศเดียว แต่จะมีผลบังคับใช้ได้ในทุกประเทศที่เป็นสมาชิก PCT ที่รวมถึงไทยด้วย.

 

คนอายุ 60 ปีขึ้นไปสมัคร “กอช.” ด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713555

 

นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า วันที่ 25 ก.ย.นี้ เป็นวันสุดท้ายที่ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ที่จะสามารถสมัครเป็นสมาชิก กอช.แล้วส่งเงินสะสมเข้ากองทุนเพื่อรับเงินสมทบจากรัฐบาล สูงสุด 1,200 บาทต่อปี เป็นเวลา 10 ปีนับจากอายุตัวในวันที่สมัครสมาชิก สิทธิพิเศษนี้เป็นไปตามบทเฉพาะกาลพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การให้สิทธิแก่ผู้สมัครเป็นสมาชิกของกองทุนการออมแห่งชาติเป็นบางกรณีฯ ที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2558 ให้มีผลใช้บังคับเป็นเวลา 1 ปี หรือมีผลถึงวันที่ 25 ก.ย.นี้ หากพ้นวันที่ดังกล่าวไปแล้ว กอช.จะสามารถรับสมัครผู้ที่มีอายุ 15-60 ปีเท่านั้น และจะรับสมัครไปเรื่อยๆ ไม่มีปิดรับ ส่วนผู้สูงอายุจะไม่สามารถสมัครสมาชิก กอช.ได้

ทั้งนี้ กอช.ได้ขอความร่วมมือไปยังสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เพื่อเป็นสื่อกลางช่วยกระจายข่าวสาร เพราะความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ของทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ช่วยแจงเรื่องสิทธิประโยชน์นี้ไปถึงผู้สูงวัยให้ไปสมัครสมาชิกได้ทันวันปิดรับวันที่ 25 ก.ย.นี้ หลังจากนี้ กอช.จะลงนามความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ ในการเดินหน้าขยายผลการสื่อสารประชาสัมพันธ์ สิทธิประโยชน์ของชาวบ้าน แรงงานอิสระนอกระบบ ที่มีอายุ 5-60 ปี ตามที่ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 กำหนดไว้ ให้เป็นโครงการความร่วมมือกันต่อเนื่องไปด้วย

นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (สทบ.) กล่าวว่า สทบ.จะเร่งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูล กอช.ไปยังเครือข่ายสัมพันธ์กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 13 สาขาภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อแจ้งเตือนผู้สูงอายุ ให้รีบไปใช้สิทธิกันให้ทันภายในวันที่ 25 ก.ย.นี้.

 

“โชว์ดีซี” วิ่งสู้ฟัด! เขย่าค้าปลีกพระราม 9 ชู “เมืองเกาหลี” ดูดลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713553

 

“โชว์ดีซี” ดึงพันธมิตรยักษ์ใหญ่เกาหลี 3 ราย ร่วมธุรกิจ ชูจุดขาย “เมืองเกาหลี” บนพื้นที่รวมกว่า 180,000 ตารางเมตร สู้ศึกค้าปลีกย่านพระราม 9 เปิดกระหึ่มกลาง พ.ย.นี้ รับทัพขาช็อปคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท โชว์ ดีซี คอร์ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ครบวงจร “โชว์ ดีซี” เปิดเผยว่า หลังลงทุนกว่า 9,500 ล้านบาท เนรมิตที่ดินกว่า 44 ไร่ ย่านจตุรทิศ-พระราม 9 ผุดโครงการ “โชว์ ดีซี” ศูนย์การค้าและเอนเตอร์เทนเมนต์หรูครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย โดยมีพื้นที่ค้าปลีกรวมกว่า 180,000 ตารางเมตร ทั้งภายใน-ภายนอก และพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในกลางเดือน พ.ย.2559 นี้ เป้าหมายของบริษัท นอกจากต้องการให้ “โชว์ ดีซี” เป็นไลฟ์สไตล์เดสทิเนชั่นของเอเชีย รองรับลูกค้าคนไทย ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด, กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางเอง หรือ FIT-Foreign Individual Tourism แล้ว ยังต้องการให้เป็น “เมืองเกาหลี” ด้วย เพราะต้องการชู “เมืองเกาหลี” เป็นจุดขายที่สร้างความต่าง จากผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ ทั้งกลุ่มเดอะมอลล์ และเซ็นทรัล


ประกอบกับพบว่า กระแส ความนิยมวัฒนธรรมเกาหลี หรือ K-pop, K-Drama ยังเติบโตตลอดเวลา ความต้องการสินค้าเกาหลีก็กระจายไปทั่วโลก ดังนั้นการดึงพันธมิตรทั้ง Mall of Korea หรือ MOK บริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลี เข้ามาเปิด “K-District by Mall Of Korea (MOK) @SHOW DC” เมืองเกาหลีขนาดใหญ่ นอกประเทศเกาหลีแห่งแรกในโลก บนพื้นที่ 18,000 ตารางเมตร ที่ชั้น 1 ภายใต้งบลงทุน 1,000 ล้านบาท, ห้างล็อตเต้ ที่ชั้น 2-3 และ YG Republique อาณาจักรอาหารและความบันเทิงสไตล์เคป๊อป แหล่งรวมร้านอาหารของคนดัง ศิลปินนักร้องเกาหลีที่คนไทยชื่นชอบ อาทิ ร้านบีทีเอส บริค คาเฟ่ ของบอยแบนด์ชื่อดัง, ร้าน KIMS FULLHOUSE, ร้าน After the Rain และร้าน PSY Noodle House By ไซ กังนัมสไตล์ เป็นต้น ที่บริหารงานโดยบริษัทในเครือ YG Enter-tainment ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของเกาหลี ที่ดาดฟ้าชั้น 6 ขนาดพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร น่าจะเป็นโอกาสในการทำธุรกิจ แข่งขันกับผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ๆ ได้

“ที่ตั้งเป้าหลังเปิดให้บริการ มีลูกค้าแห่เข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่าวันละ 100,000 คน เป็นคนไทย 50% นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 50% นั้นเชื่อว่าทำได้แน่นอน เพราะโชว์ ดีซีมีจุดขาย จุดแข็งที่แตกต่าง รวมถึงทำเลที่ตั้งที่ดี ซึ่งการชูเมืองเกาหลี เติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้กับศูนย์การค้าโชว์ ดีซี น่าจะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้ แม้การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในย่านพระราม 9 จะรุนแรงก็ตาม”

นายชยดิฐกล่าวว่า โครงการนี้ต้องการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายย่านพระราม 9 และในบริเวณใกล้เคียงรัศมี 5 กิโลเมตร เน้นความเป็นศูนย์การค้าเน้นด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ 50% อาหารและเครื่องดื่ม 25-27% และช็อปปิ้ง 23-25% คาดว่าจะถึงจุดคืนทุนได้ภายใน 5-7 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนพัฒนาโครงการเฟส 2 เป็นโรงแรม 4-5 ดาว ขนาด 500 ห้องด้วย คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จใน 2 ปี

“ได้วางแผนระยะยาว 12 ปี ขยายศูนย์การค้าโชว์ ดีซี ไปต่างจังหวัดและต่างประเทศให้ได้ครบ 10 สาขา โดยปี 2560 จะเริ่มขยายไปจังหวัดเชียงใหม่ ต่อด้วยภูเก็ต ขณะที่ต่างประเทศ จะเริ่มบุกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียก่อน โดยการขยายสาขาโชว์ ดีซี จะมีขนาดตั้งแต่ 80,000-120,000 ตารางเมตร และไปในรูปแบบของโครงการมิกยูสซ์ ที่มีทั้งศูนย์การค้า และโรงแรม”.

 

ขสมก.เดินหน้าซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713550

 

คาดสิ้นปีนี้คนกรุงได้ลองของใหม่แน่นอน

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการจัดหารถเมล์เอ็นจีวี 489 คันว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขเงื่อนไขสัญญา โดยสัปดาห์หน้าน่าจะเซ็นสัญญากับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ผู้ชนะการประมูลจัดหารถเมล์เอ็นจีวีได้ คาดว่า ภายในเดือน ต.ค.59 จะรับมอบรถเมล์เอ็นจีวีลอตแรก 100 คันได้ และหลังจากนั้นใน 90 วัน หรือสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ จะรับมอบครบทั้ง 489 คัน เพื่อมาให้บริการประชาชน นอกจากนี้ กระทรวงจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาทบทวนมติ ครม. เดิมจากที่ได้อนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดหารถเมล์เอ็นจีวี 3,138 คัน เปลี่ยนมาเป็นให้ ขสมก. จัดหารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน, จัดหารถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน และปรับปรุงซ่อมรถเมล์เก่าของ ขสมก. 672 คัน แบ่งเป็นรถเมล์ธรรมดา 500 คัน ใช้วิธีเหมาซ่อม 5 ปี และรถเมล์ปรับอากาศ 172 คัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการบริษัท รถไฟฟ้า รฟท. ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ได้เห็นชอบร่างเงื่อนไข หลักเกณฑ์ (ทีโออาร์) จัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 7 ขบวนแล้ว อยู่ระหว่างส่งเรื่องให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดซื้อ โดยทีโออาร์ได้แก้ไข 3 ประเด็นหลัก เพื่อเปิดกว้างให้เอกชนยื่นข้อเสนอได้หลายราย ทั้งในเรื่องของระบบอาณัติสัญญาณ มอเตอร์ขับเคลื่อน และพื้นที่ยืนในรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ สำหรับการซ่อมขบวนรถไฟฟ้า 9 ขบวน คาดว่าจะได้เอกชนเข้ามาซ่อมบำรุงใน 2 สัปดาห์ ส่วนขบวนรถไฟฟ้าด่วน (เอ็กซ์เพรส) 4 ขบวน อยู่ระหว่างปรับจากขบวนรถไฟฟ้าด่วนเป็นรถไฟฟ้าธรรมดา และจะทยอยให้บริการเดือน ต.ค.นี้.

 

หุ้นไทยร่วงแรงสวนทางหุ้นภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713548

 

ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันที่ 5 ก.ย.ว่า นักลงทุนกังวลกับปัจจัยในประเทศ ส่งผลให้มีแรงเทขายออกมาอย่างหนัก กดดัชนีปรับตัวลงรุนแรงตั้งแต่ทันทีที่เปิดตลาด สวนทางกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับตัวขึ้น โดยหุ้นไทยมีแรงขายนำจากกองทุนหรือนักลงทุนสถาบันในประเทศ ส่งผลให้ดัชนีปรับลงลึกจนมาต่ำสุดของวันที่ 1,477.28 จุด ลดลง 44.20 จุด ก่อนจะมาปิดที่ระดับ 1,492.52 จุด ลดลง 28.96 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายหนาแน่นถึง 83,879.90 ล้านบาท

พบว่าสถาบันในประเทศขายสุทธิ 2,372.78 ล้านบาท ตามด้วยพอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 768.16 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิ 2,495.05 ล้านบาท และรายย่อยซื้อสุทธิ 645.90 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสถาบันในประเทศได้ทยอยขายหุ้นมาต่อเนื่อง และรอบนี้ได้เห็นการขายหนักๆของกองทุนตั้งแต่วันศุกร์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สถาบันขายสุทธิไปกว่า 4,000 ล้านบาท เป็นสาเหตุที่กดให้หุ้นไทยร่วงลึกร่วม 20 จุดในวันดังกล่าว

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเพราะก่อนหน้านี้หุ้นไทยปรับตัวขึ้นเร็วและแรง นักลงทุนสถาบันจึงขายเพื่อทำกำไร เพื่อจะกลับมาซื้อคืนในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลง ซึ่งถือเป็นปกติของการบริหารพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน เพราะหากจะให้สถาบันซื้ออย่างเดียวแล้วไม่ให้ขายก็ผิดหลักการลงทุน แต่มองหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นได้จากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรเติบโตดี และมีการปันผลงวดครึ่งปีแรกสูงกว่าช่วงปีก่อน ขณะที่การเมืองนิ่ง รัฐบาลมีความเข้มแข็ง มีการเร่งทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ระหว่างทางตลาดอาจปรับฐานลงได้ นักลงทุนจึงควรลงทุนอย่างมีสติ ไม่ลงทุนด้วยอารมณ์ “ต้องการให้นักลงทุนมีสติในการลงทุนให้มากขึ้น ไม่ตื่นตระหนก ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อ ต้องแยกอารมณ์กับเหตุผล ควรลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีและมีปันผล เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังเติบโตดี”

ขณะที่นางวรวรรณได้แถลงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า (พ.ย.59) อยู่ที่ 140.68 อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงเพิ่มขึ้น 9.22% จากเดือนก่อนและทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 22 เดือน เนื่องจากเงินต่างชาติไหลเข้าลงทุนต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค.59 หุ้นไทยปรับขึ้น 20.22% ต่างชาติซื้อสุทธิ 114,000 ล้านบาท.

 

ตั้งรับ “สภาวะปกติใหม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713545

 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในโอกาสที่สำนักงานได้ก่อตั้งครบรอบ 48 ปี หัวข้อเรื่อง “บทบาทธนาคารแห่งประเทศไทยในสภาวะปกติใหม่ (New Normal)” ว่า สภาวะปกติใหม่ หรือ New normal ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ต่างจากสังคมที่เราคุ้นชินในหลายมิติ เช่น เศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับต่ำ ห่วงโซ่การผลิตโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ระบบการเงินโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก จากสภาพคล่องส่วนเกิน เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำตามแรงกดดัน ขณะที่โครงสร้างประชากรไปสู่ภาวะสังคมผู้สูงวัย ทั้งในประเทศไทยและประเทศคู่ค้าหลักหลายประเทศ ซึ่งการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมีผลต่อทั้งพฤติกรรมการบริโภค การออม และตลาดแรงงาน

“การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างดังกล่าวนำไปสู่สภาวะที่มีความผันผวนสูง มีความไม่แน่นอนสูง คาดเดายาก ซับซ้อน และมีความไม่ชัดเจนของผลลัพธ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น หรือที่เรียกกันว่าเป็นภาวะ VUCA หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนเรือลำใหญ่ที่อยู่ในทะเลกว้าง เราจะเจอกับคลื่นจากเรือลำอื่นๆ และอาจโดนคลื่นลมจากสภาพอากาศแปรปรวน หรือเครื่องยนต์ของเรือลำอื่นที่แล่นได้เร็วกว่าซัดให้ถอยหลัง ในส่วนของ ธปท.มีหน้าที่อย่างน้อย 2 มิติสำคัญ เพื่อรับมือกับสภาวะปกติใหม่ คือ รักษาเสถียรภาพ ของเรือไม่ให้ถูกกระทบจากสภาวะภายนอกรุนแรง และช่วยหน่วยงานอื่นๆ ยกเครื่องเรือเศรษฐกิจไทย”.