กะเทาะแนวคิดธุรกิจ ‘โก ไบค์’ เกาะไลฟ์สไตล์คนเมืองทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692806

 

จะว่าด้วยกระแสสตาร์ตอัพแรง พฤติกรรมลูกค้ากำลังมา หรือเห็นช่องว่างทางธุรกิจที่ยังมีอีกมากก็แล้วแต่ วันนี้มีบริษัทใหม่เกิดขึ้นนั่นคือ “โก ไบค์” แอพพลิเคชั่นรับส่งผู้โดยสารและพัสดุ ที่เคลมว่าถูกกฎหมาย หวังตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง

อะไรทำให้ โก ไบค์ เกิดขึ้นได้ ท่ามกลางความสนใจของสังคม หลังจากก่อนหน้านี้ เคยมีบริการในลักษณะคล้ายกันมาแล้ว แต่ต้องยุติไปโดยปริยายในเวลาไม่นาน หลังจากถูกต่อต้านโดยบางกลุ่ม และถูกชี้ว่าไม่ถูกกฎหมาย ซึ่ง “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปหาคำตอบจาก “คุณอัฏฐพล สิทธิชัยอารีกิจ” ผู้ร่วมก่อตั้งโก ไบค์


“อัฏฐพล สิทธิชัยอารีกิจ” ผู้ร่วมก่อตั้งโก ไบค์

ย้อนเส้นทางกว่าจะเป็น “โก ไบค์”

โก ไบค์ ก่อตั้งพร้อมกับการพัฒนาระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์ เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 มีการใช้ระบบปฏิบัติการทดสอบครั้งแรก เมื่อเดือน เม.ย. 2559 สามารถใช้งานจริงในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

แอพพลิเคชัน+วิน จยย. = บริการ

โก ไบค์ เป็นบริการรับส่งผู้โดยสารและพัสดุ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่หวังจะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ และสังคมส่วนรวม ด้วยนวัตกรรมในการขนส่งเชื่อมโยงให้ประชาชนเดินทางปลอดภัย และรวดเร็วด้วยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดปัญหาทางสังคมเกี่ยวกับการเดินทางอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงโครงสร้างของรายได้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างโดยถูกกฎหมาย ตลอดจนส่งมอบบริการครบวงจรในการขนส่งให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่ และผู้บริโภค ซึ่งหวังจะให้กลายเป็นบริการที่คนทั้งประเทศต้องพูดถึงกันอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย จนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งบริการรับส่งผู้โดยสารและพัสดุ


โก ไบค์เปิดบริการรับส่งผู้โดยสารและพัสดุ

มั่นใจไร้ปัญหา ไม่ใช่วิน จยย.เถื่อน

จุดเด่นคือ คอนเซปต์ Better Life, Better City เพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ การร่วมมือกันกับสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง จะยิ่งทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ทุกๆ ผู้ขับขี่โก ไบค์ ได้ถูกลงทะเบียนเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะอย่างถูกกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก และได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี ทำให้ไม่มีปัญหาอื่นๆ เช่น เรียกค่าโดยสารไม่เป็นธรรม หรือทิ้งผู้โดยสารกลางทาง เป็นต้น ซึ่งด้วยนโยบายในส่วนของสมาคมฯ ก็ต้องการหาวิธีการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก โดยการเพิ่มรูปแบบการให้บริการกับลูกค้า เมื่อวัตถุประสงค์ของทั้ง 2 ฝ่ายไปในทิศทางเดียวกัน ทั้ง 2 องค์กรจึงกลายมาเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ

ชูบริการตลอด 24 ชม. ดั่งเซเว่นฯ

นอกจากนั้น Go Messenger ยังจะเป็นอีกหนึ่งบริการ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคตลอด 24 ชั่วโมง เช่น แม่ค้าออนไลน์ต้องการส่งของให้ลูกค้าก่อนเที่ยง โก ไบค์ สามารถช่วยได้ หรือถ้ารู้สึกหิวช่วงดึก โก ไบค์ สามารถไปรับอาหารที่สั่งซื้อไว้ให้ได้ เริ่มต้นค่าบริการที่ 50 บาท


บริการ 24 ชั่วโมง จับตลาดรับส่งอาหารกลางดึกด้วย

ณ ปัจจุบัน โก ไบค์ มีพนักงานด้านไอทีจำนวน 8 คน และพนักงานในฝ่ายปฏิบัติการ 15 คน วางแผนจะขยายทีมงานให้เป็น 40 คน เนื่องจากเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี ดังนั้นทีมงานหลักจึงเป็นคนไอที เพื่อรองรับการใช้แอพพลิเคชั่นให้มีประสิทธิภาพ

จุดแข็งมีพันธมิตร ส.จยย.รับจ้าง

สำหรับแผนการตลาดนั้น โก ไบค์ อยู่ในตำแหน่งที่เข้มแข็งมาก โดยมี สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ จึงตัดสินใจจะให้บริการรับส่งผู้โดยสารในอัตราค่าบริการตามที่กระทรวงคมนาคมกำหนดไว้ และหลังจากที่แอพพลิเคชั่นเป็นที่ยอมรับแล้ว มีความเชื่อมั่นว่า โก ไบค์ จะเป็นแอพพลิเคชันที่จะได้รับความสนใจ และมีผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนยังจะมีโปรโมชั่นต่างๆ ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้บริการ ซึ่งจะเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถเพิ่มยอดผู้ใช้บริการได้ ทั้งส่วนของรับส่งผู้โดยสาร และรับส่งพัสดุ ซึ่งมีคนเรียกใช้บริการมากกว่า 4,000 คนต่อวัน


ชูจุดขายไร้ปัญหากวนใจเนื่องจากร่วมมือกับสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง

ชูอีกจุดขายทางเลือก “หนีรถติด”

ทั้งนี้ ถ้าคุณนั่งรถส่วนตัวหรือรถเมล์ แล้วรถติดอยู่บนถนน โก ไบค์ เป็นตัวเลือกหนึ่งที่คุณจะโดดขึ้นมานั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายให้ทันเวลา โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องรถติด อย่างไรก็ตาม ฝากแอพพลิเคชั่น โก ไบค์ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 02-016-9968, 02-105-4454.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

พบ“ทุเรียน”ลักลอบอื้อ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713543

 

“ฉัตรชัย” สั่งเข้ม มกอช.แก้ปัญหาส่งออก

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2559 ว่า ที่ประชุมได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช.เร่งรัดจัดตั้งคณะทำงานวิชาการ เพื่อจัดทำมาตรฐาน เพื่อแก้ปัญหาส่งออกทุเรียนแช่เยือกแข็ง หลังทุเรียนแช่เยือกแข็งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวจีนมาก ทำให้มีการลักลอบส่งออกทุเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานและขาดสุขลักษณะ มกอช.จะต้องเร่งออกมาตรฐานมารองรับการส่งออกทุเรียน ก่อนเกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์การส่งออกทุเรียนของไทย ปี 2558 ภาพรวมการส่งออกทุเรียนมีปริมาณ 11,200 ตัน คิดเป็นมูลค่า 940 ล้านบาท

ด้าน น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ที่ประชุมให้ มกอช.จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีก 6 ชุด เพื่อจัดทำและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร ได้แก่ 1.มาตรฐานแอปเปิ้ล เพื่อรองรับการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี 2.มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (จีเอพี) ในต้นพันธุ์มันสำปะหลัง เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศ 3.มาตรฐานจีเอพีในพืชสมุนไพร ตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข 4.มาตรฐานจีเอพีในยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก 5.มาตรฐานปลาร้า เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและแปรรูปมีการยกระดับการผลิตปลาร้าให้มีคุณภาพสูงขึ้น 6.มาตรฐานจีเอพีการเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสวยงาม เพื่อพัฒนามูลค่าตลาดให้สูงขึ้น หลังจากที่ มกอช.ได้ออกมาตรฐานจีเอพีสัตว์น้ำจืดสวยงามไปแล้ว.

 

ชงใช้ ม.44 ยึดทรัพย์ขายข้าวจีทูจี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713540

 

ป.ป.ช.จ่อชี้มูลความผิดคนเกี่ยวข้องเพิ่มอีก

“พาณิชย์” ถก “วิษณุ” ขอใช้ ม.44 กำหนดผู้มีอำนาจสั่งยึดทรัพย์นักการเมืองขายข้าวจีทูจี 2 หมื่นล้าน เหตุกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ใครมีอำนาจ ส่วนยึดทรัพย์ข้าราชการ เป็นหน้าที่ปลัดและอธิบดีอยู่แล้ว เผยนักการเมือง–ข้าราชการอีกหลายรายจ่อคิวถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดขายข้าวจีทูจีเพิ่มอีก 8 สัญญา และขายมันสำปะหลังจีทูจีของรัฐบาลก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สาเหตุที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ยังไม่ลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รวม 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่าราว 20,000 ล้านบาท จากทั้งนักการเมือง และอดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ รวม 6 คน เพราะยังติดปัญหาข้อกฎหมายบางประการ โดยเฉพาะหน่วยงานใดจะเป็นผู้ยึด หรืออายัดทรัพย์นักการเมือง หากไม่สามารถชำระค่าเสียหายได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดๆกำหนดไว้ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแรก และมีความเสียหายสูงมาก จึงต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้องและรอบคอบที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆนี้กระทรวงพาณิชย์ได้นำประเด็นนี้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกร่วมกันว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจยึดทรัพย์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ในการหารือดังกล่าว กระทรวงได้เสนอให้ใช้มาตรา 44 ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดตัวบุคคลที่จะมีอำนาจสั่งยึด หรืออายัดทรัพย์ และนำทรัพย์นั้นมาขายทอดตลาดในส่วนของนักการเมือง เพราะการให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึด หรืออายัดทรัพย์ไม่ได้ เนื่องจากกรณีนี้เป็นเรื่องความรับผิดทางละเมิด ไม่ใช่หน้าที่ของ ปปง. ซึ่งนายวิษณุเห็นด้วย แต่มีข้อท้วงติงว่า หากใช้มาตรา 44 นายกรัฐมนตรีอาจถูกโจมตีจากนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้ว่า ใช้อำนาจกลั่นแกล้ง

ส่วนข้าราชการที่ต้องชดใช้ความเสียหายร่วมด้วยนั้น กฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่กำหนดชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของปลัด กระทรวง หรืออธิบดีต้นสังกัด เป็นผู้มีอำนาจสั่งยึดและอายัดทรัพย์ อย่างไรก็ตาม หากไม่ใช้มาตรา 44 ยังมีทางออกอีกทางคือ อาจให้ศาลปกครองออกคำสั่งบังคับออกมา เพราะฝ่ายนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้องต้องเข้ากระบวนการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งมาตรการบังคับทางปกครองภายหลังจากได้รับหนังสือบังคับทางปกครองอยู่แล้ว

สำหรับนักการเมืองและข้าราชการ 6 คนที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 20,000 ล้านบาท ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ คาดต้องจ่ายค่าเสียหาย 1,770 ล้านบาท, นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 2,300 ล้านบาท ส่วน พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์, นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศและ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ต้องจ่ายคนละ 4,000 ล้านบาท

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง ถือเป็นกรณีแรกของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่การซื้อ ขายปกติ จึงจำเป็นต้องดูให้รอบคอบ ต้องเป็นไปตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่ลงนาม เพราะมีหน้าที่ต้องลงนาม ถ้าทุกอย่างชัดเจนแล้ว และมั่นใจว่าจะดำเนินการได้ก่อนที่จะหมดอายุความในเดือน ก.พ.60 “การซื้อขายข้าวจีทูจีที่เกิดขึ้น รัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาแก้ไข และนำกลับเข้าสู่ความถูกต้อง ที่ผ่านมาได้ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว และขอให้เชื่อมั่นในการดำเนินการของรัฐบาล ขอให้อดทนรอ เพื่อความถูกต้อง เพื่อที่จะไม่สร้างปัญหาต่อไปในอนาคต”

สำหรับประเด็นที่ยังเป็นปัญหา และต้องทำให้เกิดความชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นประเด็นทางข้อกฎหมาย เพราะต้องดำเนินการด้วยความถูกต้อง รัดกุม และไม่ให้เกิดข้อร้องเรียน หรือข้อคัดค้านขึ้นมาในภายหลัง จึงต้องมีการหารือกับนักกฎหมาย เพื่อหาทางออกและปิดช่องโหว่ที่เป็นจุดเสี่ยงให้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า สำหรับการทุจริตขายข้าวจีทูจีนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ 4 สัญญา ปริมาณ6.2 ล้านตันเท่านั้น ในสมัยนายบุญทรง เป็น รมว.พาณิชย์ ยังได้อนุมัติขายอีก 8 สัญญา รวมทั้งหมด 12 สัญญา ซึ่งในส่วนของ 8 สัญญาหลัง ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ และได้เชิญผู้เกี่ยวข้องไปให้ปากคำแล้ว คาดว่าน่าจะสรุปผลการตรวจสอบในเร็วๆนี้ และน่าจะชี้มูลความผิดบุคคลอื่นเพิ่มเติมได้อีก นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบการขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจีทูจีของกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลก่อนอีกด้วย คาดว่าจะสรุปผลได้เร็วๆนี้ และน่าจะชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักการเมืองและข้าราชการอีกหลายราย

ด้านนายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้นำมันสำปะหลังเส้นในสต๊อกจากโครงการแทรกแซงราคาปี 51/52, 54/55 และ 55/56 ปริมาณ 340,000 ตัน มาเปิด ประมูลทั่วไป 117,000 ตัน และเปิดประมูลเข้าสู่อุตสาหกรรม 226,000 ตัน ถ้าระบายได้หมดจะลดภาระการดูแลรักษาและค่าฝากเก็บเดือนละกว่า 50 ล้านบาท โดยจะเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นซองเอกสารเพื่อตรวจคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลทั้ง 2 แบบวันที่ 9 ก.ย.59 และเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาซื้อทั้ง 2 แบบวันที่ 13 ก.ย.59 เวลา 09.00-10.30 น. ที่กรมการค้าต่างประเทศ ก่อนจะเปิดซองประมูลวันเดียวกัน.

 

พณ. ชู ‘เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน’ สร้างเข้มแข็งธุรกิจ MOC Biz Club

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.ย. 2559 03:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713453

 

พาณิชย์ ใช้แนวคิด “เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน” สร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันแก่สมาชิก MOC Biz Club ให้มีความพร้อมเชื่อมต่อสู่ประชาคมโลก ภายใต้ งาน “สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club” พร้อมกระตุ้นสมาชิกเครือข่ายฯ สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศสู่สังคมThailand 4.0 ภูมิภาค

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club” ณ ศูนย์การค้า เจ เจ มอลล์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน “สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club” ขึ้น ระหว่างวันที่ 2 – 6 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นการรวมพลังเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club จากทั่วประเทศกว่า 9,000 ราย โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมการแสดงและจำหน่ายสินค้าของเครือข่ายสมาชิกฯ จำนวน 180 คูหา ประกอบด้วย ภาคเหนือ (17 จังหวัด) 20 คูหา, ภาคใต้ (14 จังหวัด) 28 คูหา, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (20 จังหวัด) 41 คูหา, ภาคตะวันออกและภาคกลาง (26 จังหวัด) 87 คูหา และสินค้าราชทัณฑ์ จากกรมราชทัณฑ์ จำนวน 4 คูหา

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) โดยได้เชิญ เทรดเดอร์มาพบผู้ผลิต ผู้ขายโดยตรง โดยคาดว่าจะมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 50 คู่ การบรรยายพิเศษเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สมาชิกฯ ได้แก่ “MOC Biz Club กับการขยายช่องทางการตลาดสมัยใหม่” “การออกแบบสินค้าเชิงสร้างสรรค์และแนวโน้มบรรจุภัณฑ์ในอนาคต” “ความรู้ด้านกฎหมาย การค้า การลงทุน ที่ผู้ประกอบการควรรู้” ปิดท้ายด้วยการเสวนา “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ MOC Biz Club ทั่วประเทศ” จากผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึง มีการแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ที่ผ่านมาด้วย


ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า การจัดงานฯ ครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน” (Stronger Together) และ “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” (Left No One Behind) ซึ่งเป็นหลักคิดหนึ่งของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการรวมพลังเครือข่ายสมาชิก MOC Biz Club สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจและความพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยกันของผู้ประกอบธุรกิจจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ภายใต้เครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ซึ่งจะสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันแก่เครือข่ายสมาชิกฯ ให้มีความเข้มแข็งจากภายใน (Strength from Within) ก่อนที่จะเชื่อมโยงสู่ระดับประชาคมโลก (Connect to the World) ในอนาคต

รวมทั้ง มีการกระตุ้นให้เครือข่ายธุรกิจฯ ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของตนเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวสู่สังคม Thailand 4.0 ทั้งในระดับประเทศ และในระดับภูมิภาค ซึ่งหากสัมฤทธิ์ผล จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เปลี่ยนจากทำมากได้น้อยเป็นทำน้อยได้มาก รวมถึง มีการแบ่งบันความเจริญร่วมกันเพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของประเทศในภาพรวมต่อไป

 

เร่งแก้ต่างด้าวแย่งอาชีพ ขู่เอาผิดเจ้าของห้างฯ-ตลาด หากปล่อยให้ค้าขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 19:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713165

 

คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานผิดกฎหมาย ออกแผนระยะสั้น-ยาว แก้ปัญหาคนต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย ตรวจเข้มพื้นที่ กทม.-ต่างจังหวัด ชี้เจ้าของตลาด-ห้างฯ ต้องมีส่วนรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.59 นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน แถลงถึงผลประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานผิดกฎหมาย (อกคร.) ว่า ที่ปะชุมได้กำหนดมาตรการป้องกันปัญหาแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยไว้ 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ตั้งแต่วันนี้ 5 ก.ย. – สิ้นปี 2559 ได้มอบให้กรมการจัดหางาน ประสานกับฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าติดตามตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ใน กทม.และต่างจังหวัด

ทั้งนี้ใน กทม. มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานคณะทำงาน และต่างจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะทำงาน พร้อมทั้งกำหนดการออกตรวจอย่างน้อย 20 ครั้งในระยะแรก ให้มีการจัดแผนและกำหนดพื้นที่เป้าหมายให้ชัดเจน ส่วนระยะยาว มอบให้หน่วยงานด้านความมั่นคง สกัดกั้นตามแนวชายแดน รวมทั้งทำแผนตรวจให้ชัดเจน ทั้งนี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาคนต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย เพราะส่งผลกระทบต่อคนไทยทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง


นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน

ด้าน นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาดังกล่าว จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น เจ้าของตลาด เจ้าของห้างสรรพสินค้า พ่อค้าแม่ค้าคนไทย รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องช่วยกันตรวจสอบดูแล โดยเฉพาะเจ้าของตลาดและห้างสรรพสินค้า ควรมีส่วนรับผิดชอบหากปล่อยให้คนต่างด้าวมาค้าขายในพื้นที่ คณะอนุกรรมการฯ จะเสนอแนวทางการแก้ปัญหาและบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานผิดกฎหมายพิจารณา รวมทั้งกรณีคนต่างด้าวใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้ามาทำงานหรือค้าขายในไทย ก็จะต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงพาณิชย์ วางแนวทางป้องกันและแก้ไข.

 

‘รมว.พาณิชย์’ ยันลงนามเรียกค่าเสียหายข้าวจีทูจี กับอดีตนักการเมืองแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 18:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713110

 

‘รมว.พาณิชย์’ ยันลงนามหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจากนักการเมือง-ข้าราชการ 6 คนก่อนหมดอายุความ ก.พ.60 นี้แน่ แต่ขอศึกษารายละเอียดกฎหมายให้รอบด้านก่อน เหตุเป็นคดีแรก

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกค่าเสียหายกรณีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รวม 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่าราว 20,000 ล้านบาท จากทั้งนักการเมือง และอดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ รวม 6 คน ถือเป็นกรณีแรกของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่การซื้อขายปกติ จึงจำเป็นต้องดูให้รอบคอบ ต้องเป็นไปตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่ลงนาม เพราะมีหน้าที่ต้องลงนาม ถ้าทุกอย่างชัดเจนแล้ว และมั่นใจว่า จะดำเนินการได้ก่อนที่จะหมดอายุความในเดือนก.พ.60

“การซื้อขายข้าวจีทูจีที่เกิดขึ้น รัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาแก้ไข และนำกลับเข้าสู่ความถูกต้อง ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว และขอให้เชื่อมั่นในการดำเนินการของรัฐบาล ขอให้อดทนรอ เพื่อความถูกต้อง เพื่อที่จะไม่สร้างปัญหาต่อไปในอนาคต”

สำหรับประเด็นที่ยังเป็นปัญหา และต้องทำให้เกิดความชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นประเด็นทางข้อกฎหมาย เพราะต้องดำเนินการด้วยความถูกต้อง รัดกุม และไม่ให้เกิดข้อร้องเรียน หรือข้อคัดค้านขึ้นมาในภายหลัง จึงต้องมีการหารือกับนักกฎหมาย เพื่อหาทางออกและปิดช่องโหว่ที่เป็นจุดเสี่ยงให้ได้

 

แรงเทขายทำกำไร กดหุ้นไทยร่วง 28.96 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,492.52 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 17:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713223

 

หุ้นไทยปรับตัวลดลง 28.96 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,492.52 จุด มูลค่าการซื้อขาย 83,872.58 ล้านบาท บลจ.วรรณ มองดัชนีปรับตัวลงลึก หลักๆ มาจากแรงขายทำกำไรหลังหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาก ประเมินกรอบสัปดาห์นี้ 1,480-1,530 จุด แนะให้ติดตามมาตรการผ่อนคลายทางการเงินในการประชุมธนาคารกลางยุโรป 8 ก.ย.นี้

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 5 ก.ย.59 พบว่าหุ้นไทยปรับตัวลดลง 28.96 จุด เปลี่ยนแปลง -1.90 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,492.52 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 83,872.58 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ 5.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีโอกาสปรับตัวลดลง โดยหลักๆ มองว่า มาจากแรงขายทำกำไรหลังตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก ซึ่งส่งผลให้มูลค่าหุ้นไทยเริ่มแพง เมื่อเทียบผ่านระดับ PE กับค่าเฉลี่ยในภูมิภาค โดยปัจจุบัน ณ วันที่ 23/08/2016 ค่า PE ไทยอยู่ที่ 16.29 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 14.98 เท่า ประกอบกับก่อนหน้านี้มีความกังวลของนักลงทุนว่าจะเกิดแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้นไทย หลังจากที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เผชิญกับแรงขายนำในช่วงก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังคงมีความกังวลเรื่องธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. 59 แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payroll) จะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์และต่ำกว่าเดือนที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งยังเป็นประเด็นที่คงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะจะส่งผลต่อเม็ดเงินทุนต่างชาติ โดยคาดว่าดัชนี SET ในสัปดาห์นี้มีโอกาสปรับตัวในกรอบ 1,480-1,530 จุด ทั้งนี้ มองว่าหากดัชนีฯ ต่ำกว่าระดับ 1,500 จุด เป็นโอกาสในการทยอยซื้อสะสมในหุ้นไทยเพื่อลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้

“ในภาวะที่ตลาดยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ โดยนักลงทุนเริ่มเห็นแตกต่างกัน 2 ทาง คือ มีทั้งส่วนที่คาดว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. นี้และไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ก.ย. 59 ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวน อย่างไรก็ดี ด้วยตลาดที่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปอาจจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 8 ก.ย. นี้ ยังเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดได้บางส่วนซึ่งจะส่งผลต่อสภาพคล่องในระบบให้เพิ่มขึ้น”

สำหรับราคาน้ำมัน คาดว่าปัจจัยกดดันด้านราคาน้ำมันอาจผ่อนคลายลง เนื่องจากปริมาณการผลิตส่วนเกินน่าจะจำกัดมากขึ้นหลังประเทศรัสเซียเริ่มมีท่าทีเป็นผู้นำในการตรึงกำลังการผลิตในปัจจุบันและประเทศสหรัฐฯ น่าจะปรับลดปริมาณการผลิตลง 5-6 แสนบาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากจะส่งผลต่อการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯและทิศทางค่าเงินดอลลาร์ฯ เนื่องจากอาจกระทบต่อราคาน้ำมันดิบได้

 

‘พาณิชย์’ แจงทำTOR มันสำปะหลังเส้น เหมาะสมไม่กระทบราคาตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 16:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/713003

 

‘พาณิชย์’ เปิดชี้แจงทีโออาร์ประมูลมันสำปะหลังเส้น 3.4 แสนตัน ยันเป็นช่วงที่เหมาะสม ไม่กระทบราคาตลาด เหตุผลผลิตยังไม่ออก เผยหากระบายได้หมด จะช่วยลดภาระค่าจัดเก็บกว่าเดือนละ 50 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.59 นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยในการชี้แจงเงื่อนไขการประมูลผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเส้นในสต๊อกรัฐบาลว่า กรมฯ ได้นำมันสำปะหลังเส้นจากสต๊อกตั้งแต่ปีการผลิต 51/52 , 54/55 และ 55/56 ปริมาณ 340,000 ตัน ในคลังขององค์การคลังสินค้า (อคส.) มาเปิดประมูลเป็นการทั่วไป เพื่อเข้าสู่การบริโภค ปริมาณ 117,000 ตัน ใน 10 คลัง และเปิดประมูลเข้าสู่อุตสาหกรรม ปริมาณ 226,000 ตัน ใน 49 คลัง

“การนำออกมาเปิดประมูลในตอนนี้ เป็นช่วงที่เหมาะสม และไม่กระทบต่อราคามันสำปะหลังในตลาด เพราะผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.59 ถ้าระบายได้หมด จะช่วยลดภาระการดูแลรักษาและค่าฝากเก็บกว่าเดือนละกว่า 50 ล้านบาท โดยราคามันสำปะหลังเส้นปัจจุบันกิโลกรัม (กก.) ละ 5.60-5.90 บาท”

สำหรับเงื่อนไขการเสนอซื้อเป็นการทั่วไป ได้เปิดกว้างให้คนทั่วไป นิติบุคคล รัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันเกษตรกร ที่ประกอบกิจการค้ามันสำปะหลังหรือผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหรือสินค้าเกษตร สามารถยื่นประมูลได้ ส่วนกรณีการระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม ผู้เสนอซื้อ จะต้องแจ้งวัตถุประสงค์และประเภทอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้และรับรองว่าจะไม่นำเข้าสู่การตลาดและการค้าปกติ เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ทุกรูปแบบรวมทั้งไม่นำไปปรับปรุงสภาพเพื่อการส่งออก โดยอคส. จะมีกลไกในการควบคุมและติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ จะเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าดูผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังได้ที่คลังแต่ละแห่งได้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.-8 ก.ย.59 ก่อนจะเปิดให้ยื่นซองเอกสารเพื่อตรวจคุณสมบัติเข้าร่วมประมูลทั้ง 2 แบบ ได้ในวันที่ 9 ก.ย.59 ตั้งแต่ เวลา 08.30-11.00 น. และจะเปิดรับยื่นซองเสนอราคาซื้อเป็นการทั่วไปและเข้าสู่อุตสาหกรรม ในวันอังคารที่ 13 ก.ย.59 เวลา 09.00-10.30 น. ก่อนจะเปิดซองประมูลในวันเดียวกันที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

 

เลิกลือ! ‘พาณิชย์’ ยันญี่ปุ่นไม่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรสารสกัดจากใบกระท่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 14:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712958

 

ก.พาณิชย์ เผยนักวิจัยญี่ปุ่นไม่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรสารสกัดจากใบกระท่อมในไทยอย่างที่เป็นข่าว ยันตาม กม.สิทธิบัตรไทย ไม่รับจดสารสกัดจากพืช และ กม.คุ้มครองพันธุ์พืช กำหนดใครจะเอาพันธุ์พืช สมุนไพรไทยไปใช้ ต้องขออนุญาต และต้องแบ่งปันผลประโยชน์ให้ด้วย

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีนักวิจัยญี่ปุ่นได้วิจัยใบกระท่อม และนำไปจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมทั้งในไทยว่า ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมของไทย ไม่อนุญาตให้มีการจดสิทธิบัตรพืช หรือสารสกัดจากพืช แต่ พ.ร.บ.สิทธิบัตรไทย จะรับจดเฉพาะกระบวนการ หรือวิธีการที่ใช้ในการสกัด ที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ หรือต่อยอดไปจากวิธีการเดิมทั่วๆ ไปเท่านั้น ไม่รับจดสิทธิบัตรสารสกัดใหม่ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ พ.ร.บ.สิทธิบัตรของไทยยังไม่อนุญาตให้บุคคลใดถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียว กับสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งกระท่อมเป็นพืชพื้นเมืองทั่วไป ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องกังวลว่าไทยจะรับจดสิทธิบัตรให้นักวิจัย ทั้งไทย และต่างชาติ และจากการตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่พบนักวิจัยญี่ปุ่นยื่นคำขอจดสิทธิบัตรสารสกัดใบกระท่อมในไทย อีกทั้ง กระท่อมอยู่ในบัญชีสารเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า จำหน่าย ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง หากจะดำเนินการต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีก่อน

สำหรับข้อกังวลเรื่องต่างชาติเอาพืชไทยไปพัฒนาต่อยอดโดยไม่ขออนุญาตก่อน และไม่แบ่งปันผลประโยชน์นั้น ไทยมีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำหนดว่าใครจะเอาพันธุ์พืชไทยไปใช้ต้องขออนุญาตก่อน และต้องเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งสอดรับกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biodiversity หรือ CBD) ซึ่งไทยเป็นสมาชิก

“ถ้าบริษัทยาข้ามชาติ ซึ่งเป็นสมาชิก CBD เช่น อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นต้น จะเอาใบกระท่อม ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของไทยไปพัฒนาต่อยอด ก็ต้องขออนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วต้องแบ่งปันผลประโยชน์ให้ไทย ในฐานะเป็นสมาชิก CBD เช่นกัน แต่บริษัทของประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถตั้งฐานการผลิตยาจากใบกระท่อมในไทย หรือส่งออกมาไทยได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจาก รมว.สาธารณสุข เพราะกระท่อม ซึ่งใบมีสารเสพติดให้โทษถือว่าห้ามผลิต จำหน่ายในประเทศ และห้ามนำเข้าด้วย”

อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมการรองรับการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศ ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ด้านการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมนั้น ไทยได้ร่วมกับประเทศกำลังพัฒนา ผลักดันให้มีการกำหนดเงื่อนไขการบอกแหล่งที่มา การขออนุญาตก่อนใช้ และแบ่งปันผลประโยชน์กับประเทศ หรือชุมชนเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรม กรณีการนำสมุนไพร ทรัพยากรพันธุกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ ก่อนยื่นขอรับจดทะเบียนสิทธิบัตร

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับไทยแล้ว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลพืชสมุนไพร ทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย เพื่อให้ภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใช้เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้ตามเงื่อนไขการขออนุญาตก่อนใช้ และแบ่งปันผลประโยชน์ให้ประเทศ/ ชุมชน ภายใต้ระบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ biothai.net ระบุว่า กรณีที่นักวิจัยญี่ปุ่นยื่นจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกระท่อมนั้น เป็นความร่วมมือในการศึกษาวิจัยของนักวิจัยญี่ปุ่น ร่วมกับนักวิจัยไทย โดยได้นำผลงานการวิจัยดังกล่าวไปยื่นขอจดสิทธิบัตรที่สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบัน ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วใน 2 ประเทศ ล่าสุด นักวิจัยญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการยื่นขอจดสิทธิบัตรผ่านสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (PCT) โดยยื่นขอจดที่ประเทศเดียว แต่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ในทุกประเทศที่เป็นสมาชิก PCT ซึ่งรวมถึงไทยด้วย

 

ชาวเทพาหนุน !! ยื่นหนังสือสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 5 ก.ย. 2559 10:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712750

 

ชาวบ้านจากตำบลต่างๆ ในอำเภอเทพากว่า 200 คน ยื่นหนังสือขอเร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าฯ โดยเร็ว เพื่อสนองความต้องการของคนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2559 ดร.พณวรรธน์ พงศ์ประยูร ประธานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ฮัจยีมานิต มุณี ผู้นำทางศาสนา และชาวบ้านจากตำบลต่างๆ ในอำเภอเทพากว่า 200 คน เดินทางไปยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)


นอกจากนั้นยังได้เข้าพบและหารือกับ พ.อ.คฑาวุธ ขจรกิตติยุทธ หน.ฝ่ายความมั่นคง ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี และนายพันศักดิ์ เจริญ ผอ.ส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน โดยแกนนำ (ดร.พณวรรธน์ พงศ์ประยูร) ได้นำเสนอให้ความมั่นใจกับภาครัฐในการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน คือ


1. เรื่องการย้ายถิ่นฐานว่ามีความมั่นใจหรือไม่ที่จะต้องมีการย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ ซึ่งกลุ่มยืนยันว่าไม่มีความกังวลใดๆ โดยเห็นว่าชาวบ้านในพื้นที่จะได้มีงานทำ

2. กรณีมีการปล่อยข่าวว่าหากมีการสร้างโรงไฟฟ้าฯ จะมีการย้ายมัสยิดและกุโบร์ ซึ่งกรณีดังกล่าวทาง กฟผ.ได้ดำเนินการชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาตลอด ซึ่งคนในชุมชนมุสลิมได้เข้าใจดี แต่มีกลุ่มที่คัดค้านได้นำประเด็นดังกล่าวมาโจมตีคัดค้าน ซึ่งคนในชุมชนมีความมั่นใจว่าจะไม่มีการย้ายมัสยิดและกุโบร์ ตามที่มีการปล่อยข่าวโจมตีของฝ่ายคัดค้าน และชุมชนคาดหวังว่าภาครัฐจะได้พัฒนามัสยิดให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

3. กลุ่มฯ ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมาก และขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดนี้เดินหน้าโครงการต่อไป

4.โครงการดังกล่าวทาง กฟผ.ได้มีการสนับสนุนด้านการศึกษาทางด้านช่างฝีมือให้กับวัยรุ่นในหมู่บ้านเป็นอย่างดี ทำให้วัยรุ่นไม่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

5. หากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินฯ เกิดขึ้น กลุ่มเชื่อว่าจะสร้างความมั่นคงในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแน่นอน

6. ขอฝากเรื่องดังกล่าวไปยัง นรม.ขอให้เร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าฯ ดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อสนองความต้องการของคนในพื้นที่และต้องการให้ นรม.ลงพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อให้กำลังใจชาวบ้านต่อไปและขอบคุณภาครัฐที่ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มได้มาแสดงจุดยืนและความต้องการ โดย พ.อ.คฑาวุธ ประธานที่ประชุม ได้กล่าวขอบคุณกลุ่มที่เดินทางมาสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าโครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นหรือไม่ พร้อมทั้งขอให้กลุ่มเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ