ประสบการณ์ช็อปออนไลน์ ‘OmniChannel’ สิ่งสำคัญที่ร้านค้าต้องตอบโจทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 10:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712693

 

ประสบการณ์การช็อปที่ต้องไม่ขาดช่วง และพร้อมต่อการจับจ่ายในทุกจังหวะ หรือ Omnichannel เรื่องที่ร้านค้าออนไลน์ยุคใหม่ต้องเข้าใจ เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้า ด้วยการเชื่อมออนไลน์และออฟไลน์เชื่อมกันตั้งแต่ขายจนถึงจัดส่งสินค้า…

ทุกวันนี้ลูกค้าไม่ได้สนใจว่าจะต้องซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์หรือซื้อตามห้าง หากมีดีลที่ถูกใจ ช็อปสะดวกในจังหวะที่ใช่ ลูกค้าก็พร้อมที่จะช็อปได้เสมอ ไม่ได้รอว่าต้องไปซื้อถึงร้านค้า หรือกลับไปซื้อทางเว็บไซต์ คำว่า “Omnichannel” อาจไม่มีความหมายกับลูกค้ามากนัก แต่กลับเป็นสิ่งที่แบรนด์และห้างร้านต่างต้องนำมาปรับใช้ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้คนที่ต้องการ ช็อปได้ทุกที่ ทุกเวลา จากทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการช็อปออนไลน์จากหน้าทีวี ในรถไฟฟ้า ในที่ทำงานหรือแม้ขณะกำลังเดินเลือกชมสินค้าในห้าง รวมถึงการช็อปออฟไลน์ที่ศูนย์การค้าหลังจากที่ได้เลือกสินค้านั้นแล้วจากออนไลน์ ดังนั้นการช็อปของผู้คนในปัจจุบันจึงยากจะแบ่งขอบเขตว่าเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ได้ชัดเจน แต่กลับถูกขมวดรวมเป็นประสบการณ์การช็อปที่ต้องไม่ขาดช่วงและพร้อมต่อการจับจ่ายในทุกจังหวะ (Omnichannel)

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทย ปี 2558 อยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท และคาดว่าในปี 2559 อาจสูงถึง 2.2 ล้านบาท ทำให้ห้างร้านและแบรนด์ต่างต้องปรับกลยุทธ์ดิจิทัลให้เก็บเกี่ยวสัดส่วนการขายผ่านดิจิทัลให้มากที่สุด เมื่อซิตี้แบงก์ระบุว่าการชำระเงิน และโอนเงินผ่านออนไลน์ของไทยขยายตัวเฉลี่ยปีละ 36% คิดเป็นมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาทจึงกระตุ้นให้ธุรกิจต่างต้องขยายโอกาสสู่ออนไลน์ให้ครอบคลุมที่สุด

นางสาวอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น บริษัท มายรัม (ประเทศไทย) จำกัด ได้อธิบายว่า ความสำคัญที่ว่า ลูกค้าเป็นคนเดียวกันไม่ว่าจะเริ่มช็อปจากออนไลน์หรือออฟไลน์ ลูกค้าคนเดิมนี้ยังคงคาดหวังประสบการณ์ในการซื้อที่ดีทุกช่องทาง เพราะหากบริการไม่ถูกใจ หรือไม่สามารถสร้างประสบการณ์ในการเลือกชมสินค้าจนพอใจ ลูกค้าคนนั้นก็พร้อมผละไปซื้อแบรนด์คู่แข่งหรือร้านอื่นได้เสมอ ธุรกิจจึงต้องสร้างประสบการณ์ดิจิทัล (Digital Experience) ที่ตอบโจทย์การช็อปของลูกค้าไม่ว่าจะมาจากช่องทางใด โดยคำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานที่ลูกค้าจะได้รับเป็นหลัก


นางสาวอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล

ข้อมูลวิจัยจากกูเกิลระบุว่า 82% ของลูกค้าจะใช้โมบายในการค้นหาข้อมูลสินค้าก่อนจะมาถึงสโตร์ โดย 61% ของนักช็อปออนไลน์เริ่มจากอุปกรณ์แรกแต่จะไปสิ้นสุดการจับจ่ายที่อุปกรณ์อื่น และ 34% ของการซื้อออนไลน์เกิดขึ้นที่โมบาย โดยลูกค้าจะเริ่มต้นไอเดียสิ่งที่ต้องการด้วยการค้นหาข้อมูลผ่านจากเสิร์ชเอนจิน จากโซเชียลมีเดีย หรือจากอินฟลูอินเซอร์ จึงจำเป็นอย่างมากที่แบรนด์ต้องนั่งอยู่ในใจนักช็อป ด้วยการจัดเตรียมข้อมูล เรื่องราวและบริการต่างๆ ในเว็บไซต์หรือแอพฯ ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้า

การออกแบบต้องคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User Centered Design) ใช้งานสะดวก เน้นการเข้าถึงผ่านโมบาย และควรสนับสนุนการค้นหาผ่าน Location-Based ที่ให้ข้อมูลจากบริเวณใกล้เคียง เช่น ศูนย์บริการหรือสาขาที่อยู่ใกล้ลูกค้าที่กำลังค้นหาข้อมูลอยู่ ข้อมูลและฟังก์ชั่นควรถูกออกแบบให้พร้อมต่อการเปรียบเทียบและตัดสินใจ การสั่งซื้อสินค้าและการชำระเงินต้องง่ายและสะดวก มีขั้นตอนที่น้อยที่สุด โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเป็นกังวลในการใช้งานและรับบริการจากแบรนด์

ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น กล่าวต่อว่า ในทุกจังหวะที่ลูกค้าเริ่มมีไอเดียการช็อป เริ่มค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบและตัดสินใจ ไม่ว่าจะเริ่มจากช่องทางใดแบรนด์ต้องอยู่แค่ปลายนิ้วสัมผัส และพร้อมสร้างประสบการณ์การจับจ่ายที่ลูกค้าพึงพอใจ ข้อมูลจากออนไลน์และออฟไลน์ต้องเชื่อมต่อกัน แบรนด์ต้องเข้าใจถึง Customer Journey เพื่อสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีและตรงความต้องการลูกค้าในทุกช่องทาง


นางสาวอุไรพร กล่าวอีกว่า โซลูชั่นด้านเทคโนโลยีการตลาดดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นอย่างมาก ได้ช่วยปิดช่องว่างในการสื่อสารและติดตามลูกค้าซึ่งออฟไลน์ทำไม่ได้ เทคโนโลยีเหล่านี้มีความหลากหลายในการนำมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในการซื้อสื่อ การบริหารจัดการคอนเทนท์ โซเชียลและการดูแลลูกค้า การขายและการบริหารจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าในเชิงลึก (Consumer Insight) รวมถึงการนำเสนอข้อมูลเฉพาะสำหรับกลุ่มลูกค้า (Personalization) ดิจิทัลเทคโนโลยีเหล่านี้มีบทบาทมากขึ้นเพื่อช่วยให้แบรนด์เข้าใจและ Engage กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจจึงควรศึกษาและนำเอาเทคโนโลยีการตลาดดิจิทัลเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทุกช่องทางการขายและการสื่อสาร

ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากการสือสารและการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ธุรกิจควรคำนึงถึงการเชื่อมต่อในทุกช่องทางนับจากระบบการจัดการสินค้า การจัดซื้อ การจัดเก็บ การแพ็คเกจจิ้ง การจัดส่ง การชำระเงิน การส่งคืนและบริการหลังการขาย ซึ่งต้องมีการเชื่อมต่อกันระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า เช่น การที่ห้างร้านสามารถระบุได้ว่ามีสินค้าที่สาขาไหนหรือพร้อมจัดส่งได้จุดไหนเวลาใด นับเป็นจังหวะสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า

การวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเพื่อให้องค์กรพร้อมต่อการรับมือการขายและการบริการในทุกช่องทาง และการวางกลยุทธ์ด้าน Omnichannel จึงควรเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ นับแต่การสื่อสารจัดเตรียมคอนเทนท์ การติดต่อหรือ Engage กับลูกค้าและผู้สนใจ การทำโปรโมชั่น การขายและการชำระเงิน รวมถึงการบริหารการจัดส่งสินค้า จุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างออนไลน์และออฟไลน์เป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนำหน้าคู่แข่งได้ในสมรภูมิใหม่ที่ต้องไม่ถูกละเลย.

 

ประชารัฐร่วมใจ เทสโก้ โลตัส จับมือกรมปศุสัตว์ จูงใจคู่ค้า พัฒนา “ไข่ออร์แกนิก” รับกระแสสุขภาพโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 5 ก.ย. 2559 10:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712858

 

ภายใต้โครงการ “เทสโก้ โลตัส ประชารัฐ ร่วมใจ” เทสโก้ โลตัส ผนึกกำลัง กรมปศุสัตว์ และคู่ค้าไข่ไก่ อัครา กรุ๊ป พัฒนา “ไข่ออร์แกนิก” คุณภาพดี ราคาคุ้มค่า ออกจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “อัครา เอคโคโลยี” ทุ่มพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ออร์แกนิก คุมเข้มทั้งกระบวนการ จนถึงมือผู้บริโภค ยกระดับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ขานรับตลาดอาหารปลอดภัย คนหันใส่ใจสุขภาพโต พร้อมวางแผนขยายฟาร์มไก่อินทรีย์-การตลาดเพิ่ม

นางสาวพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “โครงการพัฒนาไข่ออร์แกนิกร่วมกับคู่ค้าอย่าง อัครา กรุ๊ป แสดงให้เห็นถึงการทำงานและเติบโตร่วมกันกับคู่ค้าของเทสโก้ โลตัส สำหรับโครงการนี้ มีความพิเศษที่เป็นหนึ่งใน 22 โครงการประชารัฐอีกด้วย เพราะนอกจากจะเป็นการร่วมพัฒนาระหว่างเทสโก้ โลตัส และอัครา กรุ๊ปแล้ว ภาครัฐอย่างกรมปศุสัตว์ได้ให้การสนับสนุนในเรื่องของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ให้คำปรึกษาและแนะนำตลอดกระบวนการพัฒนาจนกระทั่งขอรับรองสำเร็จ”



“ปัจจุบันกระแสใส่ใจสุขภาพมีมากขึ้น ลูกค้าหันมาเลือกรับประทานอาหารปลอดภัยกันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มออร์แกนิก ตลาดมีความต้องการสูง แต่ความหลากหลายของสินค้าและการผลิต ที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทำให้มีสินค้าที่ผ่านการรับรองน้อย ตลาดยังมีช่องว่าง เทสโก้ โลตัส จึงมองหาคู่ค้าที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันได้ ผู้บริหารของแสงทองฟาร์ม มีวิสัยทัศน์และความสนใจในการพัฒนาและต่อยอดสินค้าอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันพัฒนาฟาร์มไข่ไก่ออร์แกนิกแห่งนี้ โดยเริ่มเรียนรู้และปฏิบัติด้วยกันตั้งแต่การวางแผนสร้างโรงเรือน จัดสรรสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระ ในเบื้องต้นเราคาดว่าน่าจะใช้เวลา ประมาณ 2-3 ปี ในการพัฒนาจนถึงได้รับการรับรอง แต่เมื่อได้รับคำแนะนำและความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ให้ความรู้ที่ชัดเจนด้านมาตรฐานไข่อินทรีย์ ทำให้สามารถได้รับรองสำเร็จภายในเวลา 7 เดือนเท่านั้น โดยไข่ไก่ออร์แกนิก ภายใต้แบรนด์อัครา จะวางจำหน่ายที่เทสโก้ โลตัส เป็นแห่งแรก”




นายธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ รองประธานกรรมการ อัครา กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า แสงทองฟาร์ม ทำงานและเติบโตเคียงคู่กับเทสโก้ โลตัสมาตลอด 5 ปี ตั้งแต่ไม่มีมาตรฐานอะไรเลย ที่ผ่านมาเราได้รับคำแนะนำดีๆ จากเทสโก้ โลตัสอย่างมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนามาตรฐานสินค้าให้ก้าวสู่ความปลอดภัยยิ่งขึ้น เดิมเป็นห้องแถว 5 คูหา พัฒนาจนได้ GMP, HACCP และต่อมาได้รับรอง ISO2200 โครงการล่าสุดร่วมกันพัฒนาไข่ไก่ออร์แกนิก ซึ่งตลาดยุคนี้มีความต้องการสูง ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก

“ฟาร์มไก่ไข่ ของเราเป็นระบบอินทรีย์ที่ได้รับรองมาตรฐานในพื้นที่ 22 ไร่ 4 โรงเรือน ไก่ของเราจะมีพื้นที่เดินเล่น เป็นอิสระ จะไม่เบียดกันเหมือนทั่วไป ใน 1 ตารางเมตรจะมีไก่ไข่เฉลี่ย 4 ตัว บริโภคอาหารที่เป็นออร์แกนิก ทั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ หมายถึง วัตถุดิบอาหารไก่ก็ต้องออร์แกนิก ขณะที่บริเวณโรงเรือนก็จะปลูกหญ้า พืชออร์แกนิก เพื่อให้ไก่จิกกิน และทำแปลงปลูกพืชสมุนไพร อาทิ ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน เพื่อใช้ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา ไก่ที่ฟาร์มนี้จึงถูกเลี้ยงอย่างมีความสุข เดินเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่เครียด ไม่มีการปนเปื้อน เพื่อให้ไก่ออกไข่เป็นพรีเมียมควอลิตี้และออร์แกนิกอย่างแท้จริง ทุกวันนี้เรามีไก่ 4,000 ตัว ผลิตไข่ออร์แกนิกได้ 3,500 ฟองต่อวัน ถ้าผ่านกระบวนการคัดแยกแล้วได้ 2,800 ฟองต่อวัน ส่งให้กับเทสโก้ โลตัส และในอนาคต มีแผนที่จะพัฒนากำลังผลิตเพิ่มเป็นวันละ 20,000 ฟอง”


นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีส่วนร่วมในการดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าของผลิตผล ผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี เพิ่มการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ รวมทั้งให้มาตรฐานและระบบการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และนำไปสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของสินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล อีกทั้งเป็นการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล


“เช่นเดียวกับ การทำฟาร์มไก่ เพื่อผลิตไข่ออร์แกนิก ของอัครา กรุ๊ป ซึ่งไม่ง่ายเลยสำหรับผู้ประกอบการ แต่ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ประกอบการมีความตั้งใจและศึกษารายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงาน ที่ต้องผ่านการตรวจสอบตลอด อาทิ พื้นที่การทำฟาร์มต้องห่างไกลจากแปลงเกษตรที่ใช้สารเคมี โรงเรือนต้องมีลักษณะให้ไก่ได้เดินออกกำลัง มีที่เดินเล่น และต้องเป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ นอกจากนี้วัตถุดิบที่นำมาทำเป็นอาหารยังต้องเป็นออร์แกนิกด้วย ซึ่งผลผลิตจากฟาร์มไก่ไข่ออร์แกนิก จะได้ไข่น้อยกว่าปกติ คือจะได้ผลผลิตราว 60% เท่านั้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมีความอดทน และเข้มงวด เพื่อผลผลิตไข่ออร์แกนิกปลอดภัยอย่างแท้จริง”

สำหรับไข่ไก่ออร์แกนิกที่พัฒนาขึ้นนี้ เกิดขึ้นภายใต้แบรนด์ “อัครา” เป็น Best Quality by Tesco ในคอนเซ็ปต์ Feel the Nature ซึ่งผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่าปลอดภัยจากสารเร่งฮอร์โมน เร่งสี และยาปฏิชีวนะ ขายราคา 10 ฟอง 89 บาท


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทสโก้ โลตัส

เทสโก้ โลตัส ผู้นำวงการค้าปลีกในประเทศไทย ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมดประมาณ 1,800 สาขาทั่วประเทศ โดยมีร้านค้า 5 ฟอร์แมตเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของลูกค้า ได้แก่ พลัส มอลล์, เอ็กซ์ตร้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ตลาด และ เอ็กซ์เพรส โดยให้บริการลูกค้ามากกว่า 15 ล้านคนในแต่ละสัปดาห์ นอกจากนั้น เทสโก้ โลตัส ยังมีช่องทางจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถึง 2 ช่องทาง คือ เทสโก้ โลตัส ช็อป ออนไลน์ ซึ่งมีสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ รวมถึงอาหารสด สินค้าอุปโภคบริโภค และร้านค้าของเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ลาซาด้า ซึ่งมีสินค้ามากกว่า 8,000 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม เป็นต้น

นอกจากนั้น เทสโก้ โลตัส สนับสนุนเกษตรกรไทยผ่านการซื้อผักและผลไม้โดยตรงจากเกษตรกรปีละกว่า 150,000 ตัน นอกจากนั้นยังให้การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสินค้าโอทอปอย่างต่อเนื่อง

 

ทองเปิดตลาด ราคาคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 22,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712703

 

วันที่ 5 ก.ย. 59 ทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาคงที่ ทองแท่ง ขายออกบาทละ 21,750 รูปพรรณขายออกบาทละ 22,250 …

วันที่ 5 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.18 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650.00 บาท ขายออกบาทละ 21,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท.

 

พาณิชย์ดีเดย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด จัดทัพยุทธศาสตร์การค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712568

 

พาณิชย์จับมือนิด้าทำแผนยุทธศาสตร์การค้ากลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม ระยะ 5 ปี หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับจังหวัด เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดทำแผนยุทธศาสตร์การค้ากลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด ระยะ 5 ปี (ปี 60-64) และได้เดินสายระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในกลุ่มจังหวัดต่างๆ เพื่อร่วมกันปรับปรุงแผน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นขั้นสุดท้ายในระดับผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การค้าให้ชัดเจน และมอบให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์นำไปปฏิบัติ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการตามแผนได้ตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้

ทั้งนี้ กระทรวงได้กำหนดให้การทำงานเป็น 18 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน) เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์, กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย น่าน พะเยา แพร่) เป็นศูนย์กลางการค้าและท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (ตาก พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์) เป็นศูนย์กลางการค้าและบริการสี่แยกอินโดจีน, กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 (นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี) เป็นศูนย์กลางธุรกิจข้าวและท่องเที่ยวมรดกโลก, กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1 (พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี) เป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 (ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง) เป็นฐานการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ

สำหรับกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง (สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก สมุทรปราการ) เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี) เป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม) เป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าประมงแปรรูป, กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เป็นศูนย์กลางผลไม้ออแกนิก อุตสาหกรรมไฮเทค

ส่วนกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี หนองคาย เลย หนองบัวลำภู บึงกาฬ) เป็นศูนย์กลางการค้าของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง, กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) เป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์, กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์) เป็นเมืองนวัตกรรมเกษตรและอาหาร, กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ) เป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์อารยธรรมขอมและกีฬา และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร) เป็นศูนย์กลางข้าวหอมมะลิโลก

ขณะที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวที่มีคุณภาพระดับโลก, กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรภาคใต้ และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน เป็นเมืองนวัตกรรมเกษตร.

 

จีนแบนเที่ยวไทย ไม่จริง! กงสุลใหญ่ การันตี ปีนี้ทัวร์มังกรทะลุ 10 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712103

 

คำกล่าวที่มีมาแต่โบราณ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย

中泰一家亲
จีน ไทย ใช่อื่นไกล เราพี่น้องกัน

“ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในอดีต ผมก็เห็นดั่งนั้น ปัจจุบันผมก็ยังคงเห็นเป็นเช่นนั้น
และในอนาคต ผมก็เชื่อมั่นว่า จะเป็นเช่นนั้นไปตลอดกาล!”

จริงหรือไม่…กระแสข่าว ชาวจีนไม่พอใจ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก่อหวอด เตรียม “บอยคอต” ไม่มาเที่ยวเมืองไทย

“ข่าวด้านลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ได้มีผลต่อการที่คนจีนจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เห็นได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่ยังคงเดินทางมาประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น กระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแต่อย่างใด”


นายหลี่ ชุนหลิน ที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำสหราชอาณาจักรไทย

นี่คือ คำตอบที่ชัดเจนและหนักแน่นประดุจหินผา ของ Mr.Li Chunlin (หลี่ ชุนหลิน) กงสุลใหญ่ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำราชอาณาจักรไทย นักการทูตหนุ่มอนาคตไกล อายุเพียง 40 ปีเศษ ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ผสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน ได้เพียง 3 เดือน ซึ่งได้ให้เกียรติสัมภาษณ์พิเศษ กับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เพื่อตอบทุกสารพัดกระแสข่าว ที่อาจกระทบต่อการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก 

เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย และขจัดข่าวร้ายทั้งหลายทั้งปวง ที่จะนำไปสู่การกระทบกระทั่งระหว่างสองประเทศมหามิตรที่ยั่งยืนมาเป็นเวลานาน!

และเพื่อเป็นการตอกย้ำข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ท่านกงสุลใหญ่ จึงได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์อีกว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในดินแดนสยามเมืองยิ้มของเราแล้ว ถึง 6 ล้านคน ทำให้คาดว่า ภายในสิ้นปี พ.ศ.2559 นี้ จะมีนักท่องเที่ยวแดนมังกรเดินทางเข้ามาซบไออุ่น The land of smiles สูงถึง 10 ล้านคน!

ย้ำอีกครั้ง

“นักท่องเที่ยวชาวจีน จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยทะลุ 10 ล้านคน ภายในปี 2559 นี้”

ฉะนั้น กระแสข่าวที่ว่า ชาวจีน จะบอยคอตไม่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมครับ? ทีมข่าวฯ เรียนถามย้ำอีกครั้ง

“ผม ขอยืนยันอีกครั้งว่า กระแสข่าวดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง!” ท่านกงสุลใหญ่ ย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้งเช่นกัน


นายหลี่ ชุนหลิน
เช่นนั้นแล้ว อะไรคือมนต์เสน่ห์ของประเทศไทย ที่ทำให้พี่น้องชาวมังกรอยากจะเดินทางมาเยือน?

ท่านหลี่ ชุนหลิน ขอตอบคำถามนี้ ในฐานะผู้แทนประชาชนชาวจีน ว่า ความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ชาวจีนและชาวไทยมีความรู้สึกต่อกันประหนึ่งพี่น้อง หรือ ญาติสนิท มิตรสหาย และแน่นอน ทัศนียภาพทางธรรมชาติที่สวยงามของประเทศไทย และที่สำคัญที่สุดคือ มนต์เสน่ห์แห่งสมญานาม “สยามเมืองยิ้ม” ดินแดนแห่งผู้คนจิตใจโอบอ้อมอารี ซึ่งลือเลื่องไปทั่วโลก ทำให้ประชาชนชาวจีน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่ต่างพร้อมใจกัน

“ขอเลือกมาท่องเที่ยวที่ ประเทศไทย เป็นสถานที่แรก”

ฟังกันชัดๆ ให้ชื่นใจ อีกครั้งพร้อมๆ กัน

“ชาวจีนที่มีโอกาสจะไปท่องเที่ยวในต่างแดนครั้งแรก ส่วนใหญ่ล็อกเป้า เลือกมาท่องเที่ยวในประเทศไทยของเรา เป็นที่หมายแรก!”

แล้วสินค้าของประเทศไทยอะไรบ้าง ที่นักท่องเที่ยวจากดินแดนมังกร นิยมชมชอบต้องซื้อกลับประเทศมากที่สุด?

ท่านหลี่ ชุนหลิน กล่าวขึ้นทันทีว่า นักท่องเที่ยวชาวจีน มีความชื่นชอบที่จะเดินทางมาช็อปปิ้งที่ประเทศไทยมากเป็นพิเศษ เท่าที่ทราบ สินค้ายอดนิยม คือ ทุเรียนทอด นมอัดเม็ด หมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ยางู เครื่องประดับอัญมณี กระเป๋าหนังจระเข้ พระเครื่อง และรังนก เป็นต้น

โดยเฉพาะ นมอัดเม็ด สินค้ายอดนิยมของชาวจีนนั้น ท่านกงสุลใหญ่ เล่าให้ทีมข่าวฯ ฟังด้วยว่า ท่านเอง เมื่อเดินทางมาเมืองไทย ก็พยายามหาซื้อรับประทานและซื้อฝากครอบครัวด้วยเช่นกัน แต่ด้วยความที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมากจากชาวจีน ทำให้ท่านสามารถหาซื้อได้เพียงครั้งเดียว! และซื้อได้เพียง 1 ซองเท่านั้น ที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ทำให้ต้องอดลิ้มลองความอร่อย เพราะต้องนำไปฝากให้ลูกของท่านได้รับประทานแทน และเมื่อพยายามออกไปหาซื้ออีกครั้ง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถหาซื้อได้อีกเลย…

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมีการกำชับนักท่องเที่ยวชาวจีนด้วยว่า การไปเลือกซื้อสินค้า ณ สถานที่ใดในประเทศไทย ควรซื้อสินค้าจากร้านที่ได้มาตรฐาน เพราะได้สินค้าที่มีคุณภาพสมดั่งที่ตั้งใจ แถมยังเป็นการป้องกันการถูกหลอกลวงอีกด้วย!


ที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่ สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำสหราชอาณาจักรไทย ให้เกียรติสัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์
สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตสำหรับพี่น้องชาวจีน ในประเทศไทย?

ท่านกงสุลใหญ่ ให้คำตอบกับทีมข่าวฯ ว่า จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า 5 สถานที่ ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมากที่สุด เมื่อเดินทางมาประเทศไทย ได้แก่…

1.ภูเก็ต
2.กรุงเทพมหานคร
3.เชียงใหม่
4.พัทยา
5.หมู่เกาะพีพี

โดยที่นิยมไป จ.ภูเก็ต เมืองพัทยา และหมู่เกาะพีพี นั้น ส่วนตัวผมคิดว่า เพราะชาวจีนอยากไปสัมผัสกับทัศนียภาพที่สวยงามของทะเลไทย ส่วนที่เลือก กรุงเทพมหานคร ก็เพื่อเยี่ยมชมสถานที่ที่สวยงามและมีชื่อเสียง อย่าง พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว เป็นต้น ด้าน จ.เชียงใหม่ นั้น เป็นเพราะอยากไปสัมผัสกับเสน่ห์แห่งความสงบ และบรรยากาศสบายๆ ไม่เร่งรีบ อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเหนือของประเทศไทย

แล้วสำหรับส่วนตัว ท่านกงสุลเอง อยากไปท่องเที่ยวสถานที่ใดในประเทศไทยบ้าง?

เชียงใหม่! อ.ปาย อ.หัวหิน เกาะช้าง และ จ.ภูเก็ต

Mr.Li Chunlin ออกเสียงอย่างชัดเจน เมื่อได้ยินคำถามนี้!

แต่ด้วยความที่เพิ่งมารับหน้าที่เพียง 4 เดือน จึงยังไม่มีโอกาสเดินทางไปยังสถานที่เหล่านั้น แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีโอกาสได้ไปยังสถานที่ดังกล่าว เพื่อจะได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สำหรับการหาทางส่งเสริมความร่วมมือทางการท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-จีน ต่อไปในอนาคตด้วย…

“สำหรับ ส่วนตัวผมเอง เมื่อทราบว่า ต้องเข้ามารับตำแหน่งทำงานที่ประเทศไทย ผมอยากจะเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทยเร็วๆ และเมื่อได้มาถึง ก็อยากจะทำงานที่ประเทศไทยต่อไปอีกนานๆ เพราะ…ผมชื่นชอบประเทศไทยและคนไทยเป็นอย่างยิ่ง”


นายหลี่ ชุนหลิน นักการทูตหนุ่มอนาคตไกล ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ผสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน

ฉะนั้นแล้ว…เพื่อให้พี่น้องชาวมังกรรู้สึกประทับใจสมดั่งที่พวกเขาเหล่านั้นมุ่งมาดปรารถนา เราในฐานะเจ้าบ้านที่ดี ควรทำอย่างไร? และอะไรคือปัญหาของนักท่องเที่ยวจีน ที่มาประสบพบเจอในประเทศไทย จนสร้างความผิดหวังกลับไปบ้าง?

ท่านกงสุลใหญ่ นิ่งไปสักครู่ ก่อนตอบคำถามนี้ว่า…

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า มีนักท่องเที่ยวชาวจีนร้องเรียนเรื่องปัญหาการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยพอสมควร โดยที่พบมากที่สุดตอนนี้คือ ทัวร์แบบประหยัด ที่มีการแฝงบังคับซื้อสินค้า และการทิ้งลูกทัวร์ นอกจากนี้ ก็จะเป็นปัญหาเที่ยวบินล่าช้า ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบพบว่า เกิดจากพนักงานของสายการบินโลว์คอสต์นัดหยุดงานประท้วงบ้าง หรือ เครื่องบินมีปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง เป็นต้น

แต่ที่น่าเป็นกังวลจริงๆ ตอนนี้คือ ปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวจีน เนื่องจากปัจจุบันพบว่า มีชาวจีนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์และทางเรือจำนวนมาก รวมไปจนกระทั่งถึง การถูกลักทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการถูกกระชากกระเป๋าเพื่อขโมยทรัพย์สิน ที่ในระยะหลังๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก ในส่วนนี้ จึงอยากวิงวอนให้ทางการไทยเพิ่มความเข้มงวดในการจัดชุดออกลาดตระเวนในพื้นที่ที่เกิดเหตุบ่อยครั้ง รวมถึงปรับปรุงคุณภาพของอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย หรือ จัดให้มีป้ายเตือนต่างๆ เป็นภาษาจีนให้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน อยากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว มาลงโทษตามกฎหมายให้ได้มากขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวจีนได้อย่างแท้จริงต่อไป

อะไรคือ แชมป์แห่งการถูกร้องเรียนเรื่องบริการยอดแย่ในประเทศไทย สำหรับชาวจีน?

ทีมข่าวฯ เรียนถามเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ท่านกงสุลใหญ่ หัวเราะเบาๆ ก่อนหันไปที่ คุณ Qian Rong (เฉียน หรง) Second Secretary&Consul เลขานุการโท ประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่ให้เกียรติมาร่วมในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เพื่อให้ท่านนักการทูตสาวผู้นี้ เป็นผู้ตอบคำถามนี้ด้วยตนเอง

“TAXI”  

สำเนียงอังกฤษอย่างชัดเจนของเธอ คือ คำตอบ

จากนั้น ท่านเลขานุการโทสาวสวย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เธอได้พบเจอด้วยตัวเอง กับทีมข่าวฯ ว่า

บ่อยครั้งเหลือเกิน ที่พบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมาร้องเรียนเรื่อง TAXI ไม่ยอมเปิดมิเตอร์ และแม้แต่ตัวเธอเองและเพื่อนร่วมงานในสถานทูตฯ ต่างก็เคยเจอมาแล้วว่า TAXI ไทยแลนด์แดนสยามของเรา ปฏิเสธที่จะเปิดมิเตอร์ เพื่อเรียกเก็บค่าโดยสารในราคาแพงกว่าความเป็นจริง! ซึ่งสำหรับตัวเธอและเพื่อนๆ เดือนๆ หนึ่ง อาจจะเจอประมาณ 1-2 ครั้ง เวลาที่เรียกแท็กซี่จากสนามบินสุวรรณภูมิ มา สถานทูตจีน ที่ถนนรัชดาภิเษก จะเจอเรียกเงินค่าโดยสาร 700-800 บาท!

แม้กระทั่ง เจ้าหน้าที่ด้านการทูต ยังเจอประสบการณ์ ถูกเรียกเก็บค่าโดยสารเกินจริง จาก TAXI ประเทศไทย!

คุยกันมาถึงตรงนี้…ท่านหลี่ ชุนหลิน จึงรีบกล่าวขึ้นทันทีว่า “แต่อย่างไรก็ดี…ผมเชื่อว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น จึงไม่ใช่ภาพสะท้อนโดยรวมของการให้บริการ TAXI ในประเทศไทยแต่อย่างใด”


ที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่ สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำสหราชอาณาจักรไทย ให้เกียรติสัมภาษณ์พิเศษ กับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

แล้วสำหรับท่านกงสุลใหญ่ เคยต้องพบเจอประสบการณ์เลวร้ายแบบนี้หรือไม่? ทีมข่าวฯ สอบถามโดยพลัน

ท่านหลี่ ชุนหลิน หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอ่อนโยนว่า…

“สำหรับผม เพิ่งมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย ได้ประมาณ 3 เดือน เวลาเดินทางไปที่ไหนส่วนใหญ่มักจะไปโดยรถยนต์ส่วนตัว จึงยังไม่เคยต้องพบเจอประสบการณ์แบบนี้”

“แต่ก็เหมือนกับที่คุณ Qian Rong กล่าว ต้องยอมรับว่า ปัญหาเรื่อง TAXI ได้รับการร้องเรียนจากชาวจีนที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยพอสมควร แต่ส่วนตัวยังเชื่อว่า ผู้ที่ให้บริการลักษณะนี้ในประเทศไทย ยังมีอยู่จำนวนน้อย และไม่ใช่ว่าจะมีเพียงในประเทศไทยเท่านั้น เพราะในประเทศอื่นๆ ก็คงพบผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ได้เช่นเดียวกัน” ท่านกงสุลใหญ่ ย้ำอีกครั้ง

การตอบสนองของหน่วยงานราชการในประเทศไทย ต่อข้อร้องทุกข์ของนักท่องเที่ยวแดนมังกร?

เมื่อได้ยินคำถามนี้ ท่านกงสุลใหญ่ รีบตอบแบบหนักแน่นทันทีว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่ ผมมีความรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่จะกล่าวว่า ที่ผ่านมา เวลามีนักท่องเที่ยวชาวจีนร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานใดของประเทศไทย ก็จะได้รับความเอาใจใส่ และให้ความสำคัญในสิทธิประโยชน์ของชาวจีนทุกคน โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะรีบให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวของเราอย่างทันท่วงที เท่าที่สามารถจะทำได้

“ซึ่งตรงจุดนี้ พวกเราจึงอยากขอชื่นชมและขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง” ท่านหลี่ ชุนหลิน กล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน


นักการทูตหนุ่มอนาคตไกล อายุเพียง 40 ปีเศษ ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ผสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน

สนทนามาถึงช่วงนี้ ทีมข่าวฯ จึงขอเรียนถาม ท่านกงสุลใหญ่ ถึงประเด็น

การแอบแฝงตัวของชาวจีนบางกลุ่ม เพื่อเข้ามาทำธุรกิจท่องเที่ยวอย่างผิดกฎหมายในประเทศไทย…?

ท่านหลี่ ชุนหลิน ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนตอบว่า ผมได้รับทราบจากรายงานข่าวที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนต่างๆ แต่ในรายละเอียดอื่นๆ นั้น ส่วนตัวยังไม่ทราบข้อมูลมากนัก อย่างไรก็ดี ล่าสุดทราบว่า ทางรัฐบาลไทยได้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อจัดการบริษัททัวร์ที่กระทำการผิดกฎหมายแล้ว ซึ่งในจุดนี้ ทางรัฐบาลจีน ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ธุรกิจการท่องเที่ยวไทย-จีน มีการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับผลประโยชน์โดยรวมของทั้งสองประเทศต่อไป

มาตรการการคัดกรองบริษัททัวร์จีน ที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย?

“ขอให้สบายใจได้ครับ เพราะรัฐบาลจีนมีการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบปฏิบัติตามมาตรฐาน ในการคัดกรองบริษัททัวร์ที่จะไปประกอบกิจการในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ตามสถานทูตจีนต่างๆ ที่อยู่ทั่วโลก จะมีการประชาสัมพันธ์กำชับไปถึงชาวจีนทุกคนว่า เวลาที่จะไปทำธุรกิจในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ อย่างเคร่งครัด”

ทั้งนี้ ตลาดการท่องเที่ยวของทั้งจีนและไทยต่างมีการพัฒนาไปในทางที่ดีและมั่นคง สอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของสองประเทศ ที่ผ่านมา…ทางการจีนสนับสนุนทางการไทย ในการใช้กฎหมายปรับปรุงมาตรฐานและระเบียบเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวมาโดยตลอด และหวังว่าแนวทางของรัฐบาลไทยจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวของทั้งสองฝ่าย…


ที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่ สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำสหราชอาณาจักรไทย
คำแนะนำสำหรับบริษัทไทย ที่จะเข้าทำธุรกิจท่องเที่ยวจีน-ไทย?

สำหรับบริษัทไทย ที่จะเข้าไปทำธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศจีน สิ่งสำคัญเลยคือ ต้องให้ความเคารพต่อกฎหมายของทั้งสองประเทศ การวางโปรแกรมการเดินทางอย่างเหมาะสม รวมถึงจะต้องเน้นคุณภาพด้านการให้บริการเป็นสำคัญ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ และมีความสุขตลอดการเดินทาง

“ผมใคร่…ขอยกตัวอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นจริงมาแล้ว นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ถูกบริษัททัวร์ไทยทิ้งเอาดื้อๆ ไม่พาไปท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่มีการเสนอขาย ซ้ำร้าย ยังทิ้งให้อยู่ในล็อบบี้โรงแรม ไม่ได้ให้เข้าห้องพักเสียอีก ซึ่งหากยังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ก็อาจจะสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในอนาคตได้ต่อไป”

“ฉะนั้น จึงอยากจะให้บริษัททัวร์ของประเทศไทย เน้นเรื่องคุณภาพการให้บริการ และให้ข้อมูลข่าวสารแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างครบถ้วน”

แจกคู่มือการท่องเที่ยวสำหรับทัวร์ชาวจีน เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศไทย?

มาถึงคำถามนี้ ท่านหลี่ ชุนหลิน รีบหยิบแผ่นพับที่ทางสถานทูตฯ จัดทำไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางมาประเทศไทย มาเลคเชอร์ให้ทีมข่าวฯ ได้รับฟังอย่างใกล้ชิดทันที พร้อมกับกล่าวว่า…ปัจจุบัน กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้มีการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งตามหน้าเว็บไซต์ของสถานทูตต่างๆ ทั่วโลก และการแจกแผ่นพับจำนวนมาก ตามสนามบิน สถานที่ท่องเที่ยว และโรงแรมชื่อดังหลายแห่ง เพื่อให้ชาวจีนได้รับทราบถึง กฎระเบียบ ข้อควรระวัง วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละประเทศที่จะเดินทางไป นอกจากนี้ ยังได้มีความร่วมมือกับสื่อมวลชนอีกหลายแห่ง เพื่อจัดทำบทความต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนอีกด้วย

และสำหรับประเทศไทย มีการจัดทำข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม แม้กระทั่ง กฎจราจร เอาไว้อย่างละเอียด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวจีนได้รับทราบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสถานที่ที่ไปท่องเที่ยว รวมทั้งให้ความเคารพ และให้ความสำคัญกับธรรมเนียมปฏิบัติและความเคยชินของคนในพื้นที่ด้วย


นายหลี่ ชุนหลิน หยิบแผ่นพับที่ทางสถานทูต จัดทำไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางมาประเทศไทย มาเลคเชอร์ให้ทีมข่าวฯ ฟัง
เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศไทย ทำให้ชาวจีนไม่กล้าเดินทางมาเมืองไทยบ้างหรือไม่?

Mr.Li Chunlin กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า…”สำหรับเรื่องนี้ ต้องมองในสองมิติ มิติแรก ในส่วนของรัฐบาลจีน ก็จะต้องมีหน้าที่ในการประเมินว่าทางภาครัฐของไทย ณ ช่วงเวลานั้นๆ ยังสามารถให้การดูแลและคุ้มครองนักท่องเที่ยวชาวจีนได้หรือไม่ มิติที่สอง ในส่วนของตัวนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนนี้ แต่ละคนจะมีมาตรฐานส่วนตัวของแต่ละคนอยู่”

“ซึ่งทุกท่านก็คงจะเห็นคำตอบแล้วว่า ในช่วงที่ผ่านมา ชาวจีนยังคงหลั่งไหลเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และมีตัวเลขที่สูงขึ้นๆ ทุกๆ ปี โดยเฉพาะปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา ตามข้อมูลที่ได้รับ พบว่า นักท่องเที่ยวจีนเลือกเดินทางมาประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง”

“ย้ำอีกครั้ง ปี พ.ศ.2558 ชาวจีนเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง”

“ตัวเลขนี้ น่าจะเป็นคำตอบ ของคำถามที่คุณถามผมเมื่อสักครู่ได้นะครับ” นักการทูตหนุ่ม หันมายิ้มอย่างเป็นมิตรกับทีมข่าวฯ หลังสิ้นสุดคำตอบ

ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทย ทำให้ ภาพลักษณ์สยามเมืองยิ้มในใจชาวจีน เปลี่ยนไปหรือไม่?

ท่านกงสุลหนุ่มหัวเราะก่อนตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ผมขอติดคำถามนี้เอาไว้ก่อน เพราะ…คงตอบแทนใจชาวจีนทุกคนไม่ได้ แต่สิ้นปีนี้ คุณจะพบคำตอบเองว่า ด้วยสถิติการเดินทางมาท่องเที่ยวของชาวจีนในประเทศไทย พวกเขามีทัศนคติเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?…”

แต่เท่าที่ได้รับข้อมูล… ปี พ.ศ.2556 และ ปี 2557 มีนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ เดินทางมาประเทศไทย ประมาณ 4.63 ล้านคน ปี 2558 มีจำนวน 7.93 ล้านคน และอย่างที่ได้บอกไว้ข้างต้น ภายในปี พ.ศ.2559 นี้ คาดว่าจะมีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยทะลุ 10 ล้านคน!

“เพราะประเทศไทยคือ ดินแดนแห่งสยามเมืองยิ้ม ผมขอยืนยันข้อเท็จจริงนี้ด้วยตัวเอง”

ท่านกงสุลใหญ่สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำสหราชอาณาจักรไทย ปิดท้ายการให้สัมภาษณ์พิเศษ กับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ด้วยคำกล่าวนี้…


ที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่ สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำสหราชอาณาจักรไทย ให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกัน กับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน. 

 

ทีโอทีดึงเอกชนพัฒนาที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712555

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารทีโอที มีความเห็นพ้องร่วมกัน ให้นำที่ดินของทีโอที ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้องค์กร และให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดการขาดทุน ซึ่งปีนี้ทีโอทีคาดว่าจะขาดทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ได้กำหนดให้เอกชนที่ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สามารถเข้ามาสอบถามรายละเอียด เสนอแนวทางพัฒนาที่ดิน และผลประโยชน์ต่อแทนที่ทีโอทีจะได้รับ จนถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้

สำหรับอาคารและที่ดินที่ไม่มีการใช้งานในต่างจังหวัด 10 แห่ง ได้แก่ 1.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดขอนแก่น 2.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดยโสธร 3.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดนครสวรรค์ 4.ที่ดินชุมสายโทรศัพท์อำเภอแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 5.ที่ดินส่วนบริการลูกค้าจังหวัดภูเก็ต 6.ที่ดินชุมสายกะตะ จังหวัดภูเก็ต 7.ที่ดินชุมสายกะรน จังหวัดภูเก็ต 8.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดปราจีนฯ 9.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดแม่ฮ่องสอน 10.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีที่ดินและอาคารของทีโอทีในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เช่น สถาบันวิชาการทีโอที งามวงศ์วาน และชุมสายสายเพลินจิต เป็นต้น จะดำเนินการในลำดับต่อไป

อย่างไรก็ตาม วิธีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามแนวทางของบอร์ดและผู้บริหาร มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายเห็นด้วยมองว่าดีกว่าที่จะปล่อยให้ว่างเปล่าไม่เกิดประโยชน์ แต่ต้องบริหารจัดการให้ดี และต้องไม่เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่ดินของตัวเองไม่อยู่แต่ไปเช่าเอกชนอยู่ ส่วนไม่เห็นด้วยมองว่า แม้จะเป็นแนวทางหนึ่งในการหารายได้ แต่ไม่ควรจะมุ่งเน้นการดำเนินการมากกว่าธุรกิจหลักของทีโอที เพราะทุกวันนี้บอร์ดและผู้บริหารไม่ได้จริงจังที่จะสร้างรายได้จากการให้บริการโทรคมนาคมทั้งๆที่มีคลื่นความถี่ 2,300 เมกะเฮิรตซ์ คลื่น 2,100 เมกะเฮิรตซ์ และมีทรัพย์สินโครงข่ายเป็นของตัวเอง ทั้งที่ลงทุนเองและรับโอนจากสัญญาสัมปทาน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการใช้ประโยชน์จากทั้งคลื่นและโครงข่ายที่ได้รับมอบ.

 

“พงษ์ภาณุ” เร่งแก้ไขแรงงานไทยตกชั้น ชี้ต้องยกระดับหวั่นเสียเปรียบต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712563

 

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อศึกษาวิจัยและทบทวนศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย รวมถึงให้ศึกษาการพัฒนาบุคลากรไทยให้สามารถแข่งขันได้กับบุคลากรของต่างชาติ หลังพบปัญหาบุคลากรไทยมีความล้าหลังมาก เป็นได้เพียงแรงงานระดับล่าง เด็กเสิร์ฟ คนขับรถส่วนระดับผู้บริหารไม่สามารถแข่งขันกับแรงงานต่างชาติ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่มีความได้เปรียบในเรื่องของภาษา จึงจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างหน่วยงานขึ้นมากำกับดูแลในเรื่องของบุคลากร และต้องมีการพัฒนาหลักสูตรเพื่อยกระดับการแข่งขันของคนไทย

“เมื่อไม่นานมานี้ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ มีการถามถึงระบบการกำกับดูแลบุคลากรด้านการท่องเที่ยว หลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อยกระดับการศึกษาของบุคลากรท่องเที่ยวให้แข่งขันกับสากลได้ ผมยอมรับว่า ผมตอบกรรมาธิการไม่ถูก เพราะเมืองไทยมีสถาบันการเรียนการสอน 40 หน่วยงาน เป็นสถาบันการศึกษา 30 หน่วยงาน แต่ไม่มีการกำกับดูแล ต่างคนต่างทำต่างคิดหลักสูตรเอง”

อย่างไรก็ตาม ในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน ในระยะเร่งด่วน จะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาชาติเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร พัฒนาหลักสูตรอบรมทักษะสายท่องเที่ยวโดยการเพิ่มช่องทางในการฝึกอบรมให้ครอบคลุมและเหมาะสม ปรับปรุงมาตรฐานทักษะอาชีพของบุคลากรในธุรกิจท่องเที่ยวให้ครอบคลุมความต้องการและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล.

 

สนามบินขอนแก่น เร่งสร้างงวงช้าง-ถ.เชื่อมต่อรันเวย์ ลดแออัดจราจรภาคพื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ย. 2559 19:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711400

 

สนามบินขอนแก่น เร่งสร้างงวงช้าง-ถนนเชื่อมต่อรันเวย์ ช่วยลดการแออัดจราจรภาคพื้น เผย ปีงบ 60 เร่งขยายหลุมจอดเพิ่มอีก 5 ลำ ยกระดับสนามบินภูมิภาค สู่สนามบินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ …

วันที่ 3 ก.ย.59 ว่าที่ ร.ต.อัธยา ลาภมาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น ตามแผนงบประมาณประจำปี 2559 เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการของสนามบินในระดับภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น หลังปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินพาณิชย์ที่เปิดให้บริการที่สนามบินขอนแก่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกเส้นทางในทุกภูมิภาคของประเทศไทย


ว่าที่ ร.ต.อัธยา กล่าวว่า จากจำนวนผู้โดยสารและสายการบินพาณิชย์ที่เปิดให้บริการและขอรับบริการกับทางสนามบินในปัจจุบันแยกเป็นจำนวนผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก มากกว่าวันละ 3,200 คน ขณะที่ การให้บริการของสายการบินพาณิชย์ที่มีจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางที่ขอนแก่น รวมทั้งหมด 4 เที่ยวบิน ประกอบด้วย สายการบินไทยสมายล์ ที่ทำการบินในเส้นทาง สุวรรณภูมิ-ขอนแก่น และ ดอนเมือง-ขอนแก่น, สายการบินไทยแอร์เอเชีย เส้นทางดอนเมือง-ขอนแก่น, เชียงใหม่-ขอนแก่นและขอนแก่น-หาดใหญ่, สายการบินนกแอร์ เส้นทางดอนเมือง-ขอนแก่น และสายการบินกานต์แอร์ เส้นทางเชียงใหม่-ขอนแก่น รวมทั้งหมด 17 เที่ยวบิน หากนับรวมไปและกลับ รวม 34 เที่ยวบิน เฉลี่ยการให้บริการชั่วโมงละ 2-4 เที่ยวบิน ครอบคลุมการให้บริการทุกชั่วโมง


ดังนั้น แผนการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการให้บริการ นอกจากการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 กรมฯ ยังคงอนุมัติ ให้มีการปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อในอาคารผู้โดยสารขาดออกประตูที่ 3 และการก่อสร้างสะพานเทียบเครื่องบินหรืองวงช้าง จุดที่ 2 ซึ่งแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้


นอกจากนี้ ยังคงการเร่งก่อสร้างถนนเชื่อมต่อรันเวย์และจุดจอด หรือ taxiway เพิ่มเติมในช่องทางที่ 4 หรือช่องทาง D ระยะทาง 350 เมตร เพื่อลดการแออัดในการจราจรภาคพื้น เนื่องจากในแต่ละชั่วโมงมีเครื่องบินทำการบินในทุกเส้นทางพร้อมกันหลายลำ ซึ่งเมื่อการก่อสร้าง taxiway แล้วเสร็จ ก็จะทำให้การจราจรภาคพื้นที่สัมพันธ์กับการจราจรทางอากาศของสนามบินขอนแก่นได้อย่างลงตัว โดย taxiway นี้จะแล้วเสร็จในเดือน ม.ค.ปีหน้า ซึ่งตรงตามแผนที่กรมฯ กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม สนามบิน ได้มีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการให้บริการลานจอดรถ 5 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านข้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 1 ซึ่งเป็นอาคารจอดรถ 5 ชั้นรองรับการจอดรถได้มากกว่า 500 คัน ซึ่งจะมีการปรับปรุงและจัดระบบการจอดรถที่สอดคล้องกับสภาพที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ที่มีรถเข้ามาใช้บริการตลอดทั้งวันมากกว่า 1,000 คัน โดยจะมีการติดตั้งเครื่องช่วยจอดอัจฉริยะ และการจัดระบบการจอดรถใหม่ทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร โดยจะสามารถเริ่มให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.


ผอ.สนามบินขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากเที่ยวบินพาณิชย์ที่เปิดให้บริการแล้วยังคงมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำ จากทุกภูมิภาคและเครื่องบินส่วนบุคคลทำการบินมาที่ขอนแก่น ทำให้บางครั้งมีอากาศยานจอดอยู่ในหลุมจอดจำนวนมาก ซึ่งงบประมาณปี 2560 นั้น สนามบินขอนแก่นได้รับงบประมาณก่อสร้างหลุมจอดเพิ่มเติมอีก 400 เมตร เชื่อมต่อจากหลุมจอดเดิมในฝั่ง 3L ซึ่งจะรองรับอากาศยานได้เพิ่มขึ้นอีก 5 ลำ ซึ่งหากหลุมจอดก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถรับอากาศยานพร้อมกันได้มากถึง 12 ลำ ตามขนาดของอากาศยานของแต่ละสายการบิน อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ จำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการที่สนามบินขอนแก่นมากกว่า 900,000 แล้ว ซึ่งสนามบินฯ เตรียมที่จะมอบรางวัลให้กับผู้โดยสารคนที่ 1,500,000 ในเร็วๆ นี้ อีกด้วย

 

ราคาทองพุ่ง เปิดตลาดขึ้น 250 รูปพรรณขายบาทละ 22,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ย. 2559 09:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/711110

 

ราคาทองวันที่ 3 ก.ย. 59 เปิดตลาดขึ้น 250 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650 ขายออกบาทละ 21,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 ขายออกบาทละ 22,250 บาท ขณะที่ ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดบวก 9.6 ดอลลาร์ หลังข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ น่าผิดหวัง

วันที่ 3 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.11 น. ปรับเพิ่มขึ้น 250 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650.00 บาท ขายออกบาทละ 21,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (2 ก.ย.) 9.6 ดอลลาร์ หรือ 0.73% ปิดที่ 1,323.20 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 151,000 ตำแหน่ง ในเดือน ส.ค.

ขณะที่ อัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.9% ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 180,000 ตำแหน่ง ในเดือน ส.ค. และอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 4.8% ส่วนภาคเอกชน มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 126,000 ตำแหน่ง ในเดือน ส.ค. ขณะที่ภาครัฐจ้างงานเพิ่มขึ้น 25,000 ตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ได้เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือน ส.ค. ส่วนตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 62.8% นักวิเคราะห์ เชื่อว่า ข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลให้เฟดชะลอการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดี การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำได้ถูกสกัดไว้จากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มีผลต่อความเคลื่อนไหวของตลาดนั้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า ตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงมากกว่าคาด ในเดือน ก.ค. โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 10 เดือน

ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีตัวเลขขาดดุลการค้าลดลง 11.6% ในเดือน ก.ค. สู่ระดับ 3.95 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากเพิ่มขึ้น 3 เดือนติดต่อกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จะขาดดุลการค้าลดลงสู่ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน ก.ค.

 

รัฐตั้งทีมไล่ล่าธุรกิจสีเทา! สัปดาห์หน้ารูดม่านคดี “เก๋-ม่านฟ้า” ระดมทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710965

 

หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐประสานมือ ตั้งทีมไล่ล่าธุรกิจสีเทา ภัยการเงิน ฉ้อฉลฉ้อโกงประชาชน ผนึกกำลังร่วมตรวจสอบการกระทำผิดที่ซับซ้อนแยบยล คาบเกี่ยวกฎหมายการเงินหลายฉบับ ขณะที่เตรียมรูดม่านปิดฉากคดีม่านฟ้า–เก๋ เลเดอเรอร์ กรณีชักชวนประชาชนระดมทุนผ่านโซเชียล ให้ผลตอบแทนสูง-ไร้เสี่ยง ต้นสัปดาห์หน้า

นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภายในต้นสัปดาห์หน้า สำนักงาน ก.ล.ต. จะสรุปและเปิดเผยผลการตรวจสอบกรณี น.ส.อรปภัตร จันทรสาขา หรือที่รู้จักกันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ไฮโซม่านฟ้า” และ น.ส.กันยกร ศุภการค้าเจริญ หรือ “เก๋ เลเดอเรอร์” กรณีประกาศเชิญชวนผ่านทางไอจี หรือโซเชียลมีเดีย ให้คนนำเงินมาร่วมลงทุนในธุรกิจสบู่หรือครีมของตนเอง โดยให้ผลตอบแทนสูงและการันตีว่าไม่มีความเสี่ยง หลังจาก ก.ล.ต.ได้เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 คนได้เข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงถึงการทำธุรกรรมดังกล่าวแล้ว โดย “เก๋ เลเดอเรอร์” ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเองที่สำนักงาน ก.ล.ต. ขณะที่ “ไฮโซม่านฟ้า” ส่งเอกสารชี้แจงเข้ามา

“ก.ล.ต.จะเปิดเผยข้อสรุปทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าการดำเนินการของทั้ง 2 กรณีนี้นั้น เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ก.ล.ต.หรือไม่อย่างไร รวมทั้งบทลงโทษกรณีที่ได้กระทำความผิด นอกจากนี้ จะมีการส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานอื่น เพื่อให้เข้าไปตรวจ สอบเพิ่มเติม กรณีที่พบพฤติกรรมหรือมีข้อมูลว่ามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายอื่น สำหรับข้อกฎหมายหรือประเด็นการพิจารณาของ ก.ล.ต.นั้น มีประเด็นที่ชัดเจนคือการระดมทุนต่อประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้รับอนุญาต”

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้อาจมีการส่งต่อให้ สศค.พิจารณาต่อไปว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การกู้ยืม อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือไม่ ซึ่งจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ต่อไป

นายสมชายยังเปิดเผยผลการประชุมหารือร่วมกับหลายหน่วยงานทางราชการ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นการหารือกันเพื่อยกระดับการตรวจสอบและการปราบปรามธุรกิจต่างๆที่มีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการระดมเงินทุนจากประชาชน ไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่อาจเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งถือเป็นภัยการเงินที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการกระทำความผิดที่มีความซับซ้อนแยบยล ทำให้มีความคาบเกี่ยวกับกฎหมายการเงินและการฉ้อโกงหลายฉบับ ซึ่งมีหลาย หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล

ทั้งนี้ ผลจากการที่ได้หารือกับหน่วยงานตรวจ สอบภาครัฐทั้งหมดแล้ว ได้มีข้อสรุปร่วมกันว่า นับจากนี้เป็นต้นไปกระบวนการตรวจสอบกรณีเหล่านี้ จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมช่วยกันดูว่า จะดำเนินการในส่วนของกฎหมายที่แต่ละฝ่ายมีอำนาจบังคับใช้ได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่ว่า ให้ ก.ล.ต. หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งกล่าวโทษต่อกรณีนั้นๆเสร็จ ก็จบกันไป แต่หน่วยงานรัฐอื่นๆ ก็จะมาช่วยพิจารณาต่อด้วยว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดที่หน่วยงานไหนต้องรับไปตรวจสอบต่อหรือไม่ โดยจะมีการประสานงานหรือทำงานเป็นทีมกันมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีกรณีการระดมทุนหลากหลายรูปแบบที่มีลักษณะเป็น “ธุรกิจสีเทา” เช่น การลงทุนไม้กฤษณา ระดมทุนเพื่อให้ลงทุนในสถาบันสอนพิเศษ การระดมเงินทุนเพื่อนำเงินมาลงทุนในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยกล่าวอ้างว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามอัตราที่กำหนด พร้อมทั้งคุ้มครองเงินต้น 100% หรือการระดม ทุนไปซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สุดท้ายกลายเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือเป็นแชร์ลูกโซ่ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวไอจีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศระดมทุนของ “ไฮโซม่านฟ้า” และ “เก๋ เลเดอเรอร์” พบว่า ไอจีของไฮโซม่านฟ้าได้ลบข้อความประกาศเชิญชวนระดมทุนทิ้งทั้งหมด ตั้งแต่มีข่าวออกสื่อและหน่วยงานรัฐได้ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเรียกระดมทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่มีความเสี่ยง ว่าอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดหรือหลอกลวงประชาชน จนในที่สุดสำนักงาน ก.ล.ต.ได้ทำหนังสือให้ทั้ง 2 คนเข้ามาชี้แจง แต่ไอจีของ “เก๋ เลเดอเรอร์” กลับยังคงมีการเชิญชวนให้คนมาลงทุนต่อเนื่อง แต่ได้เปลี่ยนถ้อยคำที่ใช้ในการเชิญชวนจากเดิมระบุว่า ให้นำเงินมาฝากลงหุ้น โดยให้ผลตอบแทนขั้นต่ำ 5,000 บาท จากเงินลงทุนเริ่มต้น 100,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยจะจ่ายผลตอบแทนและเงินลงทุนคืนทุกเดือน โดยไม่มีความเสี่ยงและไม่เคยมีการระบุว่า เงินที่ได้มาจะนำไปลงทุนในธุรกิจอะไร ทั้งนี้ “เก๋ เลเดอเรอร์” ได้เปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำในการเชิญชวนว่า เชิญร่วมลงทุนและจำหน่ายเครื่องสำอางเลเดอเรอร์ กับ “เก๋ เลเดอเรอร์” และยังมีระบุคำเตือนในตอนท้ายด้วยว่า “ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” จากเดิมที่ระบุมาตลอดว่าไร้ความเสี่ยงใดๆทั้งสิ้น.