กนย.ยืนยันยางพาราไทยยังมีคุณภาพสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710960

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่าบริษัทผู้ประกอบการยางรถยนต์รายใหญ่ของโลกไม่รับซื้อน้ำยางจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลังพบมีการใช้กรดซัลฟูริก ได้รับการชี้แจงจากภาคเอกชนว่าเป็นเพียงข้อห่วงใยของผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ได้ต้องการให้ราคายางตก เพียงแต่แสดงความเป็นห่วง ซึ่งปัจจุบันมีทั้งการใช้ยางที่มีส่วนผสมของกรดซัลฟูริก และกรดฟอร์มิก โดยเป็นไปตามความต้องการของตลาด

“กรดฟอร์มิกเป็นกรดที่ต้องนำเข้า ผมให้ฝ่ายวิจัยและพัฒนาไปดูว่าจะทำอย่างไร ไม่ให้เป็นการผูกขาดการนำเข้า ซึ่งต้องคุมทั้งกรดฟอร์มิกและกรดซัลฟูริก ต้องดูการแก้ปัญหาในเชิงมหภาค ด้วยว่ามีการนำเข้ามาเท่าไหร่ และใช้ไปเท่าไหร่ เพราะประเทศไทยยางแต่ละประเภทใช้ต่างกัน ยืนยันว่าวันนี้ยางประเทศไทยยังเป็นยางที่มีคุณภาพสูง”

นายธีธัช สุดสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า มีข้อเสนอให้เอกชนผู้รับ ซื้อยางพารากำหนดราคารับซื้อยางที่มีส่วนผสมของสารเคมี 2 ชนิดให้แตกต่างกัน เนื่องจากยาง พาราที่ใช้ส่วนผสมของกรดฟอร์มิกเป็นที่ต้องการของตลาดยางพาราคุณภาพสูง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยผลิตยางพาราป้อนให้กับตลาดนี้แค่เพียง 17% เท่านั้น ยังมีโอกาสที่จะเพิ่มผลผลิตในตลาดนี้ได้มากขึ้น และการใช้กรดฟอร์มิกถือว่าเป็นผลดีต่อสุขภาพเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมมากกว่า.

 

นายกฯ กำชับ ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญเด็ดขาด อย่าหวั่นเกรงอิทธิพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 20:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710740

 

นายกฯ กำชับเจ้าหน้าที่ ทำคดีทัวร์ศูนย์เหรียญให้เด็ดขาด อย่าหวั่นเกรงอิทธิพล ลั่น ต้องสาวให้ถึงต้นตอ ด้าน แอตต้า เจรจาบริษัทรถทัวร์ ให้ลดค่าเช่า จากวันละ 4,500 เหลือ 3,500 บาท เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ให้ผ่านไฮซีซั่นไปได้อย่างไม่มีปัญหา…

วันที่ 2 ก.ย.59 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังจากการเข้าจับกุมตัวกรรมการบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทต้นทางของทัวร์ศูนย์เหรียญรายใหญ่ที่สุดในไทย และผู้ต้องหาได้ขอประกันตัวเพื่อต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะต้องทำคดีให้เด็ดขาดและรัดกุม พร้อมขอให้สาวไปถึงต้นตอของขบวนการให้ได้ เพราะความเสียหายต่อประเทศมีมูลค่าสูง เพื่อทำให้สังคมประจักษ์ว่า เราจะไม่ยอมให้มีทัวร์ศูนย์เหรียญเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

ทั้งนี้ กรณีที่มีผู้วิตกกังวลว่า ผลจากการจับกุมบริษัททัวร์รายใหญ่ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง ว่า ไม่อยากให้ด่วนสรุปเช่นนั้น โดยทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ และอยากให้สังคมแยกแยะระหว่างการทำผิดกฎหมาย กับการคิดว่าทัวร์ศูนย์เหรียญช่วยสร้างรายได้ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มากับทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่ทั้งหมดถูกส่งกลับจีนผ่านนายหน้า และบริษัทนอมินีในไทยก็ไม่เคยชำระภาษีให้แก่รัฐ ซึ่งถือว่าเป็นการจงใจละเมิดกฎหมายนอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เจรจากับบริษัททัวร์รายอื่น เพื่อให้เข้ามารองรับนักท่องเที่ยวจีนที่ตกค้าง หลังจากบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต ถูกจับกุมด้วย

ด้าน นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ทางแอตต้าได้ประชุมร่วมกับบริษัทรถทัวร์รายอื่นๆ ซึ่งสามารถรวบรวมรถทัวร์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวจีน ในกรณีถ้ารถทัวร์ของบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ตถูกอายัด โดยจะหาได้ประมาณ 2,000 คัน ซึ่งเพียงพอ และจะลดราคาค่าเช่าลงเหลือวันละ 3,500 บาท จากปกติวันละ 4,500 บาท เพื่อให้ผ่านช่วงไฮซีซั่นหรือฤดูท่องเที่ยวไปได้อย่างไม่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารบริษัททัวร์ขนาดใหญ่ของไทย ซึ่งรับนักท่องเที่ยว จีนและที่ผ่านมาเคยใช้บริการของบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ได้เข้าพบ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว (ผบก.ทท.) เนื่องจากมีความกังวลว่าจะถูกจับไปด้วย ในฐานะเป็นเครือข่ายของบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต

อย่างไรก็ตาม ผบก.ทท. ได้ยืนยันว่า จะจับเฉพาะผู้ที่เป็นเครือข่ายจริงๆ เท่านั้น ส่วนบริษัททัวร์ที่ใช้บริการจะไม่ถูกจับ แต่ขอให้บริษัททัวร์ทุกรายเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้มีรายงานแจ้งด้วยว่า บริษัททัวร์ขนาดใหญ่ที่รับนักท่องเที่ยวจีนเป็นกรุ๊ปใหญ่ กำลังอยู่ระหว่างหาทางเอาตัวรอดในภาวะนี้ไปให้ได้ เนื่องจากได้ทำสัญญารับนักท่องเที่ยวจีนไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อไม่ได้ใช้บริการรถทัวร์ของโอเอ ทรานสปอร์ตที่คิดราคาถูกหรือฟรี และไม่ได้ส่วนแบ่ง 40% จากการพานักท่องเที่ยวจีนไปแวะร้านค้าเครือข่ายของบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จึงทำให้ต้องขาดทุนอย่างรุนแรง.

 

คมนาคม เล็งสร้างที่จอดรถใต้ดินราชดำเนิน แก้ปัญหาจราจร-รองรับ นทท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710715

 

คมนาคม ประสานเสียง กทม.-สนข. เร่งศึกษาสร้างที่จอดรถใต้ดิน ถนนราชดำเนิน บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์เพิ่ม 4 จุด หวังรองรับรถนักท่องเที่ยว-ประชาชนทั่วไปกว่า 1,400 คัน …

วันที่ 2 ก.ย.59 นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง ประชุมแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรและขนส่งระยะเร่งด่วน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ว่า จากที่มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ พบว่า ขณะนี้ มีปริมาณรถนักท่องเที่ยว และรถประชาชนทั่วไปที่มาบริเวณดังกล่าวประสบปัญหาการจราจรและไม่มีที่จอดรถ ประกอบกับมีสถานที่ราชการสำคัญจำนวนมาก

ดังนั้น กระทรวงคมนาคม จึงได้หารือร่วมกับ กทม. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ที่จะศึกษารายละเอียดการใช้พื้นที่ใต้ดิน เพื่อมาเป็นที่จอดรถ เบื้องต้นสรุปว่า จะทำการศึกษาก่อสร้างใน 4 จุดสำคัญ คือ 1. บริเวณสวนรมณีนาถ หรือ คุกเก่าโดยบริเวณนี้ จะก่อสร้าง 2 จุดคือ บริเวณหน้าสวน กับบริเวณใต้ดิน 2. บริเวณราชนาวีสโมสร 3. สนามม้านางเลิ้ง และ 4. บริเวณสี่แยก จปร.ถนนราชดำเนิน ถึงคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อรองรับปริมาณรถได้มากกว่า 1,400 คัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่ทางกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในการสร้างที่จอดรถ 2 จุด ในขณะนี้ คือ บริเวณสวนนครภิรมย์ บริเวณท้ายพระบรมมหาราวัง ริมถนนมหาราช ซึ่งจุดนี้ ได้ก่อสร้างเป็นชั้นจอดรถ 4 ชั้น ใต้ดิน โดยสามารถรองรับปริมาณรถได้ถึง 700 คัน และบริเวณสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ถนนราชดำเนินกลาง)

“บริเวณที่จอดรถราชนาวีสโมสร ถนนมหาราช นั้น มีพื้นที่ก่อสร้างที่จอดรถกว่า 8 ไร่ ซึ่งติดกับท่าเรือท่าช้าง โดยจะปรับปรุงให้มีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น โดยให้รถบัสโดยสารจอดในระดับพื้นดิน ให้รถยนต์ส่วนบุคคลจอดชั้นใต้ดิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมายังพระบรมมหาราชวัง ส่วนสวนรมณีนาถ พื้นที่ 5 ไร่ อาจจะให้จอดเฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคล ส่วนพื้นที่จอดรถสี่แยก จปร.นั้น เพื่อรองรับรถนักท่องเที่ยวที่จะไปยัง พระที่นั่งอนันตสมาคม รวมถึงเป็นที่จอดรถส่วนบุคคลด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาติดต่อราชการบริเวณราชดำเนิน” ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าว.

 

พาณิชย์ เปิดระบายมันสำปะหลัง 3.44 แสนตัน ชี้แจงทีโออาร์ 5 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 19:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710643

 

พาณิชย์ เตรียมเปิดระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสต็อกรัฐ ครั้งที่ 1 ปี 59 รวม 3.44 แสนตัน นัดชี้แจงทีโออาร์ 5 ก.ย.นี้ ก่อนเปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติ 9 ก.ย. ยื่นซองเสนอราคา 13 ก.ย.

วันที่ 2 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศหลักเกณฑ์ เงื่อนไข (ทีโออาร์) การระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไป และเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/59 รวม 344,554 ตัน แบ่งเป็น การประมูลทั่วไป 117,809 ตัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากโครงการแทรกแซงราคาปี 54/55 และปี 55/56 และเข้าสู่อุตสาหกรรม อีก 226,745 ตัน จากโครงการแทรกแซงราคาปี 51/52, ปี 54/55 และปี 55/56 โดยจะเปิดให้ผู้สนใจยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 9 ก.ย.59

ส่วนวันที่ 13 ก.ย. จะประกาศผลผู้ผ่านคุณสมบัติ พร้อมกับเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาในช่วงเช้า และเปิดซองราคาช่วงบ่าย อย่างไรก็ตาม จะเปิดชี้แจงทีโออาร์วันที่ 5 ก.ย.นี้ ที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.

 

คมนาคม ปรับรูปแบบร่วมลงทุน PPP ไฮสปีดเทรน จูงใจเอกชนร่วมประมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710703

 

คมนาคม ปรับรูปแบบร่วมลงทุน PPP รถไฟความเร็วสูง “กรุงเทพฯ-ระยอง, กรุงเทพฯ-หัวหิน” เป็นสัมปทาน ทั้งโครงการก่อสร้าง เดินรถและพัฒนาที่ดิน เป็นสัญญาเดียว หวังจูงใจเอกชนร่วมประมูล…

วันที่ 2 ก.ย.59 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ในการประชุมโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบในหลักการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐฯ (พีพีพี) โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ตามที่ สนข.ศึกษา ซึ่งประเด็นสำคัญของข้อเสนอคือ ปรับเปลี่ยนแผนเปิดประมูลพีพีพี ใหม่จากเดิม ให้เอกชนเข้ามายื่นเสนอขอลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และระบบรางเท่านั้น แต่เงื่อนไขข้อเสนอใหม่ จะเปิดให้เอกชนยื่นประมูลสามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบราง และมีสิทธิ์พัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ตามแนวเขตสถานีรถไฟได้ด้วย ซึ่งรวมถึงการสร้างชุมชน เมืองใหม่ในเขตสถานี และหากพบว่าเอกชนรายใดมีข้อเสนอที่จะส่งผลให้รัฐฯ ลงทุนน้อยที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะสิทธิ์

ในส่วนของงานก่อสร้างโยธา รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีรถไฟ สนข.ศึกษาและพบว่า ตามแนวทางปฏิบัติเดิมที่จะเปิดให้พีพีพี โดยแยกสัญญาออกเป็น 2 ส่วน คือ เอกชนประมูลงานโยธา และเอกชนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์อาจเป็นข้อเสนอที่ไม่จูงใจเอกชนลงทุน เพราะด้วยวงเงินพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าสูง หากเอกชนได้สิทธิ์เพียงก่อสร้าง งานระบบ และตัวรถ อีกทั้งหากรัฐฯ จะเป็นฝ่ายลงทุนเวนคืนที่ดิน และโครงสร้างงานโยธาให้ก็ถือเป็นการลงทุนสูงในระดับแสนล้าน ที่อาจจะมีคำถามว่ารัฐฯ ต้องลงทุนสูงเช่นนั้นเพื่อซัพพอร์ตเอกชนหรือไม่ ดังนั้นการเปลี่ยนแผนรวมสัญญาเดียวจะเป็นแรงจูงใจผู้ลงทุนมากกว่า ซึ่งภาคเอกชนอาจจะรวมกลุ่มกันมาตามสายงานที่ถนัดก็ได้

ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทุนจากฝ่ายรัฐฯ จะเป็นผู้สนับสนุนเอกชนในด้านของการเวนคืนที่ดิน ปฏิรูปที่ดินตามแนวสถานีที่เอกชนพบว่ามีโอกาสการลงทุนสูงเท่านั้น

ส่วนความคืบหน้าของโครงการไฮสปีดเทรน พบว่า เส้นทางกรุงเทพฯ–ระยอง ระยะทาง 193.5 กิโลเมตร (กม.) กรอบวงเงินประเมินเบื้องต้น 1.52 แสนล้านบาท และเส้นทางกรุงเทพฯ–หัวหิน ระยะทาง 211 กม. กรอบวงเงิน 9.46 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณา ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบ เพื่อนำสู่ขั้นตอนเปิดประมูล.

 

‘สุวิทย์’ คาด ส่งออกปี 59 บวกลบไม่เกิน 2% เหตุ ​ศก.โลกโตต่ำสุดรอบ 7 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 17:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710668

 

รมช.พาณิชย์ คาด ส่งออกปี 59 บวกลบไม่เกิน 2% เหตุเศรษฐกิจโลกโตต่ำสุดรอบ 7 ปี ส่วนตัวเลขส่งออก ก.ค. ลบเพิ่มเป็น 6.4% จากการแถลงข่าวลบแค่ 4.4 เนื่องจากกรมศุลกากร ยกส่งออกยานยนต์ 370 ล้านเหรียญฯ ไปบันทึกเดือน ส.ค.แทน…

วันที่ 2 ก.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยปี 59 มีโอกาสขยายตัวบวกหรือลบไม่เกิน 2% จากปีก่อน ตามที่ภาคเอกชนคาดการณ์ ซึ่งขยายตัวเพิ่ม 2% จะมีมูลค่า 218,639 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากติดลบ 2% จะมีมูลค่า 210,064 ล้านเหรียญฯ ส่วนที่กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายส่งออกทั้งปีเติบโตไว้ 5% ยืนยันว่า เป็นเป้าหมายในการทำงาน ซึ่งการขยายตัวเป็นบวก หรือลบ 2% ถือว่าดีมากแล้ว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหา และคาดว่า ปี 59 เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% หรือต่ำสุดในรอบ 7 ปี

“คงต้องมองในภาพรวมเป็นหลัก ซึ่งเศรษฐกิจไทยภาพรวมยังคงแข็งแกร่ง จากตัวเลขที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 3.5% จากการลงทุนภาครัฐและเอกชน ท่องเที่ยว ภาคบริการ เว้นส่งออกที่ยังมีปัญหา เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวตามคาด แต่ไทยก็ยังรักษาส่วนแบ่งตลาดการส่งออกไปสินค้าหลักๆ ได้ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าบริการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูง”

สำหรับมูลค่าการส่งออกในเดือน ก.ค. 59 ที่มีการปรับตัวเลขใหม่มาเป็นติดลบ 6.4% ด้วยมูลค่า 17,000 ล้านเหรียญฯ จากการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ติดลบ 4.4% มูลค่า 17,400 ล้านเหรียญฯ เพราะมีการยกมูลค่าการส่งออกในกลุ่มสินค้ายานยนต์ออกไปมูลค่า 370 ล้านเหรียญฯ เพราะหลังจากที่ตรวจสอบตัวเลขกับกรมศุลกากรแล้วพบว่า ยังไม่ได้นำตัวเลขนี้มารวม เพราะยังไม่มีการจ่ายใบขนสินค้า แม้จะมีการส่งออกจริงแล้ว ทำให้กรมศุลกากรจะนำมูลค่าการส่งออกยานยนต์มารวมไว้ในตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค.นี้

ส่วนการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ในช่วงจัดงานบางกอกเจมส์วันที่ 7-11 ก.ย.นี้ จะมอบนโยบายให้พาณิชย์ผลักดันขายสินค้านวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น เช่น กลุ่มสินค้าเครื่องจักรทางการเกษตร หุ่นยนต์ นอกจากนี้จะให้ผลักดันแบรนด์ไทยเข้าสู่ระดับ เช่น แบรนด์คาราบาวแดง ซึ่งเป็นสินค้าที่นิยมในตลาด.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วงแรง 18.23 จุด ดัชนีที่ 1,521.48 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 17:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710685

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 18.23 จุด คิดเป็น -1.18% ดัชนีอยู่ที่ 1,521.48 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 71,753.96 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 2 ก.ย. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 18.23 จุด คิดเป็น -1.18% ดัชนีอยู่ที่ 1,521.48 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 71,753.96 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน).

 

รมว.แรงงาน ชี้ปรับครม. ขึ้นกับนายกฯ เชื่อมั่นผู้บริหารชุดใหม่สานต่องาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 14:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710343

 

รมว.แรงงาน ชี้ ปรับ ครม. ขึ้นอยู่กับนายกฯ พร้อมยอมรับการตัดสินใจ เชื่อมั่นผู้บริหารชุดใหม่ของกระทรวง สานต่อนโยบายรัฐบาลได้ …

วันที่ 2 ก.ย.59 พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีรายชื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานติดโผด้วยว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้บอกแล้วว่า ไม่มีการปรับ ครม. จะต้องฟังนายกฯ เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนายกฯ หากมีการปรับ ครม. จริงก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ ซึ่งตนก็พร้อมยอมรับ และไม่รู้น้อยใจอะไร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังกล่าวถึงกรณี ครม. มีมติแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับ 10 ของกระทรวงแรงงาน ทั้งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กรมการจัดหางาน (กกจ.) และรองปลัดกระทรวง เนื่องจากทดแทนผู้บริหารที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้ ว่า เชื่อมั่นว่า ทุกคนที่ได้รับการแต่งตั้งสามารถสานต่องานจากผู้บริหารเดิมได้ และเชื่อว่า ผู้บริหารเดิมกับผู้ได้รับแต่งตั้งใหม่จะมีการพูดคุยเพื่อสานต่องานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ที่ตนได้มอบนโยบายไว้

 

ดีแทค พร้อมโชว์หลักฐานเก็บค่าโทรค้างชำระ 4 แสน นัดสืบพยาน 5 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 11:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710253

 

ดีแทค แจงกรณีลูกค้าอ้างทำงานที่ฟิลิปปินส์ ถูกเรียกเก็บค่าโทรศัพท์ 4 แสน ยัน ลูกค้าจดทะเบียนใช้จริง พบเป็นค่าใช้จ่ายจากการโรมมิ่ง และติดต่อกลับมาประเทศไทย ระบุ ได้มีการติดตามให้ชำระหนี้ แต่ลูกค้าปฏิเสธมาตลอด จึงดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อ ศาล จว.มุกดาหาร นัดสืบพยาน 5 ก.ย. นี้ …

วันที่ 2 ก.ย.59 ตามที่สำนักงาน กสทช. รายงานว่า มีลูกค้ามาร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณีไปทำงานอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ อ้างว่าไม่เคยเปิดเบอร์กับ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด และช่วงเวลาที่มีค่าใช้จ่ายก็อยู่ที่ฟิลิปปินส์ แต่มีการค้างชำระค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัทเป็นจำนวนเงินกว่า 4 แสนบาท โดยร้องเรียนให้ทางสำนักงาน กสทช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหมายเลขดังกล่าว (พ่อร้องสื่อ ลูกสาวเจอบิลค่ามือถือกว่า 4 แสน ยันไม่เคยใช้เบอร์นี้)

บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ขอชี้แจงตามรายละเอียด ดังนี้

1. กรณีที่ลูกค้าอ้างว่าไม่เคยจดทะเบียนเปิดเบอร์กับ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด นั้น บริษัทฯ พบว่า มีหลักฐานยืนยันว่าลูกค้ามาจดทะเบียนจริง ทั้ง 2 เลขหมาย คือ 094-994-5529 และ 094-994-5592 โดยใช้หลักฐานเป็นบัตรประชาชนในการจดทะเบียน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ที่สำนักงานดีแทค เดอะมอลล์ บางกะปิ เจ้าหน้าที่ดีแทคได้ทำการจดทะเบียนถูกต้องตามกระบวนการขั้นตอนของบริษัทฯ โดยขอยืนยันว่า ผู้มาเปิดใช้บริการได้นำบัตรประชาชนตัวจริงมายื่นแสดงกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอจดทะเบียนเบอร์ดังกล่าว (ดีแทค แจง บิลเรียกเก็บค่าโทร ลูกค้า 4 แสน มีการจดทะเบียนใช้งานจริง)

2. สำหรับค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกเก็บตามที่กล่าวอ้างนั้น จากการตรวจสอบบันทึกการใช้งานทั้ง 2 เลขหมาย ซึ่งลูกค้าเป็นผู้จดทะเบียนเปิดบริการนั้น พบว่าเป็นค่าใช้จ่ายจากการใช้งานบริการข้ามแดนอัตโนมัติ (โรมมิ่ง) ในประเทศฟิลิปปินส์ และการติดต่อกลับมาประเทศไทย โดยมีการเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนในการใช้งานที่เกิดขึ้นตามหลักฐานเจ้าของหมายเลขตามปกติ ทั้งนี้ในขณะที่ลูกค้ากำลังมีการใช้งานโรมมิ่งนั้น บริษัทฯ ตรวจพบในชั้นแรกว่ามีค่าบริการที่สูงเกิดขึ้นจากการใช้งานทั้ง 2 เลขหมายประมาณ 40,000 บาท บริษัทฯ จึงได้ติดต่อแจ้งเตือนไปยังลูกค้าเพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับอัตราค่าบริการ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนปกติ หากบริษัทฯ พบว่ามีการใช้งานและมีค่าใช้จ่ายที่สูงต่อเนื่อง แต่ลูกค้ายืนยันที่จะขอใช้บริการโรมมิ่งต่อไป โดยไม่ต้องการให้บริษัทฯ ทำการระงับบริการ โดยลูกค้าแจ้งว่าอยู่ต่างประเทศและรับทราบค่าบริการและค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะจำเป็นต้องใช้งาน

3. ลูกค้าได้มีการใช้งานต่อเนื่องและรับทราบวิธีการเปิด-ปิด ระงับสัญญาณโรมมิ่งที่สามารถทำได้ด้วยตนเองผ่านมือถือที่ใช้งาน โดยลูกค้ามีพฤติกรรมเปิด-ปิดระงับสัญญาณโรมมิ่งด้วยตนเองอีกหลายครั้ง และมีการใช้งานเลขหมายดังกล่าว จนมีค่าบริการเพิ่มถึงประมาณ 4 แสนบาท บริษัทฯ จึงทำการระงับบริการ ต่อมาลูกค้าได้ติดต่อมาแจ้งว่า จะขอชำระค่าบริการทั้งหมดในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

4. อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้มีการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ ซึ่งลูกค้าได้ปฏิเสธการชำระหนี้มาโดยตลอด บริษัทฯ จึงดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งต่อศาลจังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 และศาลได้กำหนดนัดวันสืบพยานในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559 ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยินดีและพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับทางสำนักงาน กสทช. จากกรณีดังกล่าว ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความถูกต้อง และหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป.

 

แรงงานไทยเฮ! ญี่ปุ่นเตรียมเปิดตำแหน่งงาน พ่อครัว ฟันรายได้เดือนละแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 10:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710213

 

แรงงานไทยเฮ! ญี่ปุ่นเตรียมเปิดตำแหน่งงานให้โกยเงินเยน รองรับเจ้าภาพโอลิมปิก 2020 ระบุ อยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมาย คาดแล้วเสร็จ พ.ย. เผย งานพ่อครัว แม่ครัว ก่อสร้าง โอกาสสดใส รายได้เดือนละเป็นแสน แต่ห่วงติดปัญหาด้านภาษา…

วันที่ 2 ก.ย. 59 นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวถึงผลการเดินทางไปเจรจาหาตำแหน่งงานให้คนไทยในญี่ปุ่น ว่า ได้นำข้าราชกร และสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ 20 บริษัท ไปหารือกับ JITCO (Japan International Training Cooperation Organization) หน่วยงานกลางที่รับแรงงานไปทำงานในญี่ปุ่น 80 แห่ง และบริษัทเอกชนของญี่ปุ่นอีกกว่า 50 แห่ง ถึงการรับแรงงานไทยเข้าไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นแจ้งว่า มีความต้องการแรงงานไทยเข้าไปทำงานหลายด้าน แต่ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายขยายตำแหน่งงาน เพื่อให้คนไทยที่เดินทางสามารถเข้าไปทำอาชีพอื่นได้ นอกเหนือจากไปฝึกงาน ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ช่างกล เครื่องกลต่างๆ เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถ ให้กลับมาแล้ว สามารถทำงานในบริษัทของญี่ปุ่นที่มาลงทุนทำธุรกิจในไทยได้ โดยที่ผ่านมา ได้มีการส่งผู้ฝึกงานเทคนิคไปทำงานจนถึงเดือน ก.ค. 59 จำนวน 9,079 คน ในจำนวนนี้ จัดส่งโดย กกจ. 1,587 คน และบริษัทจัดหางาน 7,484 คน ต่อไปจะมีการเพิ่มงานดูแลผู้สูงอายุ ให้แรงงานไทยทำ คาดว่าการแก้ไขกฎหมายจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย.

นายอารักษ์ กล่าวว่า งานด้านการก่อสร้าง การโรงแรม ที่พัก และการท่องเที่ยว กำลังเป็นที่ต้องการมาก เพราะญี่ปุ่นต้องเตรียมรองรับการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันโอลิมปิก ปี ค.ศ. 2020 เมื่อแก้ไขกฎหมายเสร็จแล้ว ทางการญี่ปุ่นจะแจ้งถึงความต้องการแรงงานในแต่ละสาขาอาชีพมายัง กกจ.

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ เรื่องภาษา เพราะจะไปทำงานต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐาน แต่การเรียนภาษาญี่ปุ่นในไทยมีค่าใช้จ่ายสูง แรงงานไทยที่สนใจจะไปเรียนเพื่อรอทำงาน อาจจะยังไม่มั่นใจว่า เมื่อมีทักษะภาษาญี่ปุ่นแล้ว จะได้เดินทางไปทำงานในญี่ปุ่นหรือไม่ รวมทั้งขณะนี้ ทางญี่ปุ่นยังไม่ได้แจ้งสาขาอาชีพ และจำนวนความต้องการที่ชัดเจน กกจ. จึงได้ประสานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดหาแรงงานไทยไว้รองรับ

“งานพ่อครัวในญี่ปุ่นน่าสนใจมาก มีรายได้เดือนละเป็นแสน คนไทยเดินทางไปทำงานนี้ด้วยตัวเอง ปีละกว่า 500 คน กกจ. จะช่วยส่งเสริมพ่อครัวแม่ครัวไทยไปทำงานต่างประเทศ โดยจะร่วมมือกับโครงการไทยซีเล็คท์ ของกระทรวงพาณิชย์ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ญี่ปุ่นกำลังเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพกีฬา โอลิมปิกปี 2020 งานก่อสร้าง และพ่อครัว แม่ครัว จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น แรงงานไทยที่ต้องการไปทำงานจึงต้องเตรียมพร้อม และต้องรู้ภาษาพื้นฐาน” นายอารักษ์ กล่าว