ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 22,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710183

 

ราคาทองวันที่ 2 ก.ย. 59 เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450 ขายออกบาทละ 21,550 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 ขายออกบาทละ 22,050 บาท ขณะที่ ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์กปิดทรงตัว ที่ระดับ 2.0775 ดอลลาร์/ปอนด์ ตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ…

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450.00 บาท ขายออกบาทละ 21,550.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 บาท ขายออกบาทละ 22,050.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองแดงนิวยอร์กปิดทรงตัวเมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) ที่ระดับ 2.0775 ดอลลาร์/ปอนด์ ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนจับตาดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือน ส.ค. ของสหรัฐฯ ในวันนี้ โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบ่งชี้การตัดสินใจเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หลังจากที่ นายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟดได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานครั้งต่อไป จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

 

ททท.มั่นใจรายได้ท่องเที่ยวทะลุเป้า ชี้ต่างชาติยังมาไทยไม่หวั่นระเบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710033

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า มั่นใจว่าตลอดปี 2559 ประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศ รวม 2.58 ล้านล้านบาท เกินเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท โดยสร้าง รายได้เพิ่มขึ้น 14% แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18% และตลาดในประเทศ 860,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7%

ขณะที่ผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดในหลายจังหวัดภาคใต้ เมื่อช่วงเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ททท.คาดว่าจะทำให้ชาวต่างชาติมาไทยลดลง 100,000-200,000 คน แต่จนถึงขณะนี้สถานการณ์ตลาดต่างประเทศยังมีผลกระทบน้อยมาก โดยจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปเพียง 10,000 คน อย่างไรก็ตาม เมื่อส่งเสริมการตลาดมากขึ้นการท่องเที่ยวจะสามารถพลิกกลับมาได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ไตรมาสแรก (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2559 ประเทศไทยจะมีรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ 24.94 ล้านคน สร้างรายได้ 1.25 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% และนักท่องเที่ยวตลาดในประเทศ 111 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้ 629,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ไตรมาส 4 คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 698,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16% โดยมีนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศเดินทาง 9.01 ล้านคน เพิ่มขึ้น 15% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 468,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19% และนักท่องเที่ยวตลาดในประเทศ 42 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 230,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9%

 

มาสด้าทุ่ม 7 พันล้านเพิ่มกำลังผลิตรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710030

 

นายมาซาโตชิ มารุยามา กรรมการบริหาร ผู้รับผิดชอบส่วนงานการผลิตระดับโลกของมาสด้า มอเตอร์ คอปอร์เรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มาสด้าจะเพิ่มการลงทุนในไทย 22,100 ล้านเยน (หรือประมาณ 7,200 ล้านบาท) เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิตเครื่องยนต์ของโรงงาน ประกอบเครื่องยนต์ในโรงงานมาสด้า พาวเวอร์เทรน เมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (เอ็มพีเอ็มที) จ.ชลบุรี โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 122,000 เครื่อง ภายในครึ่งปีแรกของปี 2561 สำหรับกำลังการผลิตต่อปีของโรงงานประกอบเครื่องยนต์ที่เอ็มพีเอ็มทีซึ่งเริ่มสายการผลิตอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558 มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 30,000 หน่วยต่อปี โดยโรงงานแห่งนี้ประกอบเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล ขนาด 1.5 ลิตร และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 1.3 ลิตร เพื่อป้อนให้กับโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือเอเอที สำหรับทำการผลิตในรถยนต์มาสด้า 2

“มาสด้ายังได้ประกาศแผนลงทุนเพื่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ใหม่ โดยใช้เครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งจะมีกำลังการผลิตเทียบเท่ากับกำลังการผลิตของโรงงานประกอบเครื่องยนต์ในปัจจุบัน โดยจะเพิ่มสายการผลิตเครื่องยนต์เบนซินสกายแอคทีฟ ขนาด 2.0 ลิตร เพื่อส่งออกเครื่องยนต์ ไปยังฐานการผลิตในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย และเวียดนาม”

นายมารุยามากล่าวว่า มาสด้ามีความตั้งใจที่จะพัฒนาต่อยอดโรงงานเอ็มพีเอ็มทีให้กลายเป็นฐานการผลิตแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นสำหรับการส่งออกเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยยกระดับเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตระดับโลกของมาสด้า และส่งเสริมความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย.

 

ดัน รพ.ไทยสู่ความเป็นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710028

 

งานสัมมนาไทยแลนด์โฟกัสที่ตลาดหลักทรัพย์ ร่วมกับ บล.ภัทร และธนาคารแห่งอเมริกาเมอร์ริลลินช์ จัดขึ้นเป็นวันที่ 2 มีการเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจเรื่อง “การพัฒนาธุรกิจสุขภาพของไทยไปสู่ความเยี่ยมยอด” โดย นพ.ชาตรี ดวงเนตร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงแรกระหว่างปี 2011-2016 บริษัทมีกลยุทธ์เน้นการขยายธุรกิจ และความสามารถในการดำเนินงานจากการมีโรงพยาบาลในเครือ 18 แห่ง จนถึงวันนี้มี 43 แห่งแล้ว ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรก็เพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนระยะที่ 2 ซึ่งจะเริ่มปีหน้า จะเน้นการปรับธุรกิจในแนวดิ่ง ปรับปรุงคุณภาพบริการ และความสามารถในการให้บริการมากขึ้น กลยุทธ์ที่สำคัญคือ สร้างศูนย์แห่งความเป็นเลิศระดับภูมิภาคและระดับโลกผ่าน co-branding ทั้งในงานวิจัย การรักษา และถ่ายโอนความรู้ให้แก่กัน
และกัน ซึ่งผู้ที่บริษัทเลือกร่วมงานด้วยในลักษณะ co-branding ก็เช่น ศิริราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย โรงพยาบาลจุฬาฯ หรือโรงพยาบาล/ศูนย์สุขภาพในต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้านต่างๆกัน

“ที่ผ่านมาบริษัทได้พยายามขยายเครือข่ายให้มีโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รวมทั้งไปตั้งโรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพในประเทศเพื่อนบ้าน โดยโรงพยาบาล 43 แห่ง มีอยู่ 9 แห่งได้รับเลือกให้เป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศซึ่งจะรองรับผู้ที่มารับการรักษาในด้านต่างๆกันไป รวมทั้งดึงดูดคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามารับการรักษานอก จากนี้ยังจะพัฒนาให้เป็นทั้งโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ หน่วยงานวิจัยพร้อมๆกันไปด้วย” ขณะที่ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งแรกที่ได้รับการรับรองคุณภาพจาก JCI นับเป็นความพยายามในการปรับคุณภาพเพื่อไปสู่ความเป็นเลิศโดยปีหน้า คาดว่าจะสามารถรับผู้ป่วยนอกได้ราว 400,000 คน และผู้ป่วยในราว 15,000 คน.

 

สุดล้ำ! “ตู้ขายทองคำอัตโนมัติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710025

 

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่าขณะนี้ บริษัทฯได้นำเสนอด้านการขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับทองคำแบบใหม่ในประเทศไทย กับ “ตู้ขายทองคำอัตโนมัติ” (Gold express) โดยมีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน ที่มีไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่นับวันเน้นความสะดวกสบาย รวดเร็วมากขึ้น โดยตู้ขายทองคำอัตโนมัตินี้จะมาเติมเต็มด้านความสะดวก รวดเร็วได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่ตั้งใจจะเดินทางมาซื้อทองที่ร้าน แต่ต้องประสบปัญหาด้านการจราจรติดขัด หรือมาถึงที่ร้านแล้วแต่ต้องรอนาน เนื่องจากที่ร้านมีลูกค้าใช้บริการอยู่เนื่องแน่น เป็นต้น บริษัทฯมั่นใจว่าตู้ขายทองคำอัตโนมัตินี้จะมาเป็นทางเลือกให้ลูกค้าซื้อทองได้รับบริการที่สะดวกมากขึ้น

“ฮั่วเซ่งเฮง ถือเป็นเจ้าแรกของเมืองไทยที่นำระบบตู้ขายทองคำอัตโนมัติมาใช้ ซึ่งทำให้การซื้อทองคำเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยวิธีการใช้บริการลูกค้าเพียงเสียบบัตรประจำตัวประชาชน และบัตรเดบิต (ธนาคารกรุงเทพ) ใช้ควบคู่กัน และทำรายการจากนั้นตู้ก็จะออกใบฝากทองคำยืนยันการซื้อ ซึ่งมีค่าเสมือนทองคำจริง ทั้งนี้ราคาซื้อขายของตู้จะเป็นแบบเรียลไทม์ด้วย สำหรับด้านความปลอดภัยของตู้นั้น มีมาตรฐานเดียวกับตู้กดเงินสด (ตู้เอทีเอ็ม) ของธนาคารต่างๆถือว่ามีความปลอดภัยสูง และที่สำคัญเราไม่ได้ใส่ทองคำของจริงเอาไว้ที่ตู้ ซึ่งจะต่างกับโมเดลที่ต่างประเทศ อาทิ ที่ประเทศดูไบ มีการนำทองจริงๆไปใส่และขายผ่านตู้อัตโนมัติเลย”

ทั้งนี้เหตุผลที่ตู้ขายทองคำอัตโนมัติยังใช้บริการได้เฉพาะลูกค้าที่ถือบัตรเดบิตธนาคารกรุงเทพ เนื่องจากทางบริษัทฯได้ทำสัญญาข้อตกลงกับทางธนาคารกรุงเทพเอาไว้ก่อน โดยทางธนาคารกรุงเทพ มีส่วนช่วยในเรื่องอุปกรณ์ระบบตู้ ซึ่งในอนาคตก็จะขยายให้รองรับบัตรเดบิตของธนาคารอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

ปัจจุบันบริษัทฯ มีตู้ขายทองคำอัตโนมัติอยู่ทั้งหมด 4 ตู้ โดยจะยังตั้งให้บริการบริเวณสาขาต่างๆของบริษัทฯ ที่สาขาเยาวราช, สาขาอาคารยูไนเต็ดสีลม และสาขาซีคอนสแควร์ และมีแผนวางเพิ่มตู้อีก 4 ตู้ภายในปีนี้ โดยจะนำไปติดตั้งในห้างสรรพสินค้าใกล้สถาบันธนาคาร นอกจากนี้ยังจะพัฒนาระบบการใช้งานเพิ่มฟังก์ชันต่างๆ เพิ่มไปในตู้อีกด้วย.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ จับตาตัวเลขจ้างงานเดือน ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 06:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710055

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น ในขณะที่นักลงทุนกำลังรอการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานประจำเดือน ส.ค. …

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 1 ก.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 18.42 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 18419.30 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.09 จุด หรือไม่ถึง 0.01% ปิดที่ 2170.86 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 13.99 จุด หรือ 0.27% ปิดที่ 5227.21 จุด

ตลาดสหรัฐฯ ลดลงในช่วงแรกของการซื้อขาย แต่ฟื้นตัวปิดตลาดโดยมีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยมีข่าวดีคือ ตัวเลขผู้ขอรับสิทธิประโยชน์คนว่างงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์ก่อนยังคงต่ำ ซึ่งอาจเป็นการบอกใบ้ล่วงหน้าเกี่ยวกับตัวเลขจ้างงานประจำเดือน ส.ค.

อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับผลกระทบ จากรายงานของสถาบันจัดการอุปทาน (ไอเอสเอ็ม) ที่ระบุว่ากิจกรรมภาคการผลิตของสหรัฐฯ ประจำเดือน ส.ค. ลดลง ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนผู้นำชาติจี 20 ว่า เศรษฐกิจโลกเสี่ยงตกอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ (low-growth trap) หากชาติเศรษฐกิจชั้นนำ ไม่มีมาตรการเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้มากกว่านี้

 

กำลังซื้อของคนไทยหืดจับ อัตราเงินเฟ้อ 8 เดือนยังลดลง 0.03%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710020

 

พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อ ส.ค. สูงขึ้น 0.29% ต่อเนื่องเดือนที่ 5 แต่เฉลี่ย 8 เดือนยังลด 0.03% พร้อมคงประมาณการเงินเฟ้อทั้งปี 59 ไว้ที่ 0.0–1.0%

นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบาย และยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน ส.ค. 59 ว่า เท่ากับ 106.64 สูงขึ้น 0.29% เทียบกับเดือน ส.ค.58 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 นับจากเดือน เม.ย.59 ที่เพิ่มขึ้น 0.07% แต่เมื่อเทียบเดือน ก.ค. 59 ลดลง 0.04% ขณะที่เฉลี่ย 8 เดือน (เดือน ม.ค.-ส.ค.) 59 ลดลง 0.03% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อเดือน ส.ค.สูงขึ้น 0.29% เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.88% สินค้าสำคัญที่ราคาแพงขึ้นเช่น เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ 1.88% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 2.16% ผักและผลไม้ 7.41% เครื่องประกอบอาหาร 0.87% อาหารบริโภคในบ้าน 1.09% อาหารบริโภคนอกบ้าน 1.02% ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.59% จากการลดลงของน้ำมันเชื้อเพลิง 6.02% ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าหอพัก 1.32% แต่มีสินค้าที่ราคาแพงขึ้น เช่น หมวดยาสูบและแอลกอฮอล์ เพิ่ม 13.09% หมวดการรักษาและบริการส่วนบุคคล เพิ่ม 0.92%

ทั้งนี้เมื่อแยกสินค้า 450 รายการที่ใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ พบว่ามีสินค้าที่ราคาสูงขึ้น 153 รายการ เช่น ไข่ไก่ ราคาเพิ่มขึ้น 1.09% ผักคะน้า เพิ่ม 19.44% ผักชี เพิ่ม 35.67% นมข้นหวาน เพิ่ม 0.22% น้ำมันพืช เพิ่ม 1.03% น้ำตาลทรายเพิ่ม 0.53% โซดาเพิ่ม 1.71% น้ำอัดลมเพิ่ม 0.17% กับข้าวสำเร็จรูปเพิ่ม 0.10% บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 0.31% ข้าวราดแกงเพิ่ม 0.36% เป็นต้น ขณะที่สินค้าราคาไม่เปลี่ยนมี 203 รายการ และสินค้าราคาลดลง 94 รายการ เช่น นมเปรี้ยว ลด 0.31% ครีมเทียมลด 1.65% กาแฟผงสำเร็จรูป ลด 0.26% อาหารสำเร็จรูป/แพ็กพร้อมปรุง ลด 0.20% เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีไว้ที่ 0.0-1.0% ภายใต้สมมติฐานคือ เศรษฐกิจประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวที่ 2.8-3.8% แต่ได้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบใหม่จากเดิมที่เคยคาดว่าน้ำมันดิบตลาดดูไบ เฉลี่ยทั้งปี 59 จะอยู่ที่ 30-40 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ปรับใหม่เป็น 35-45 เหรียญฯ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเดิมคาดการณ์ที่ 36-38 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ปรับใหม่เป็นแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในช่วง 35-37 บาท/เหรียญฯ

“ประมาณการเงินเฟ้อทั้งปี 59 ยังคงไว้เท่าเดิม คือ 0.0-1.0% โดยปัจจัยสนับสนุนเงินเฟ้อเป็นบวกมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มเข้าสู่สมดุลระหว่างปริมาณการผลิต และความต้องการใช้ ที่ในช่วงครึ่งปีหลัง ความต้องการเริ่มสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยเดือน ส.ค. อยู่ที่ 43.83 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ส่วนค่าเงินบาทเฉลี่ยเดือน ส.ค.แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 34.72 บาท/เหรียญ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพื่อมาผลิตในประเทศลดลง แต่ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาด ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจากนโยบายการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะกระทบรายได้ภาคส่งออกและภาคครัวเรือน”

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (หักรายการสินค้าอาหารสดและพลังงาน) เดือน ส.ค.59 เท่ากับ 106.80 สูงขึ้น 0.79% เทียบกับเดือน ส.ค.58 และสูงขึ้น 0.07% เทียบกับเดือน ก.ค.59 ส่วนเฉลี่ย 8 เดือน สูงขึ้น 0.74% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา.

 

“อุตตม” นัดจับเข่าสาธารณสุข ใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710015

 

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (2 ก.ย.) จะหารือกับ รมว.สาธารณสุข เพื่อร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลตามแผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิตอล โดยกระทรวงสาธารณสุขต้องการความร่วมมือและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อสาธารณสุข ซึ่งจะนำมาเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและเมื่อโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐเข้าถึงทุกหมู่บ้านแล้วจะสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ ยังหารือถึงการพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพประชาชน และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้านสาธารณสุข เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษา การโภชนาการของประชน รวมถึงการป้องกันโรคระบาดที่อาจขึ้นในอนาคตด้วย รวมถึงการพัฒนาบุคลากรที่จะมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งต้องร่วมมือกันกับสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคคล เพราะการวิเคราะห์ข้อมูลต้องการบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้วย.

 

ล้อมคอกขายออนไลน์ ผู้บริโภคจี้รัฐคุมเข้มกำหนดโทษแม่ค้าขี้ฉ้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710013

 

นายสมเกียรติ ตรีรัตน์พันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.59 สนค.ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ พบว่าคนไทย 56.87% เคยซื้อสินค้าออนไลน์ โดยสินค้าที่นิยมซื้อคือ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า แต่ยังมีอีก 43.13% ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ เพราะกลัวถูกผู้ขายสินค้าหลอกลวง และประชาชนในต่างจังหวัดใช้ อินเตอร์เน็ตไม่เป็น สำหรับเหตุผลที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ต เพราะซื้อง่าย สะดวก ส่วนใหญ่นิยมซื้อเฉลี่ยเดือนละ 1-2 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าต่อครั้ง 501-1,000 บาท ขณะเดียวกัน ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่กว่า 60% ไม่เคยประสบปัญหาซื้อสินค้าออนไลน์ แต่สำหรับผู้ตอบที่มีความถี่ในการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น มักจะพบปัญหาคือ คุณภาพ และลักษณะสินค้าไม่ตรงกับที่คาดหวัง, รับสินค้าช้า

นอกจากนี้ เมื่อถามว่า ประชาชนทราบหรือไม่ว่าแหล่งที่ซื้อสินค้าออนไลน์จดทะเบียนพาณิชย์กับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่ 53.35% ตอบว่าทราบ แต่ประชาชนในต่างจังหวัด 68.05% ไม่ทราบ โดยประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นกับแหล่งซื้อที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์มากกว่าอย่างไรก็ตาม ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เห็นว่าภาครัฐควรมีบทลงโทษที่เหมาะสม กับผู้ขายสินค้าออนไลน์ที่ทำผิดกฎหมาย ภาครัฐควรแจ้งข้อมูลแหล่งขายสินค้าออนไลน์ที่มีปัญหา และยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ผู้บริโภคทราบอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควรเพิ่มช่องทางการแจ้งข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการค้าสินค้าออนไลน์ที่สะดวกสำหรับผู้บริโภคด้วย.

 

“ขาดเรียนครึ่งเดือน กลัวโดนทำร้าย..” สาวม.6 เหยื่อกล้องฟรุ้งฟริ้ง คดีติดตัว หวั่นอดเรียนต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706654

 

“หนูขาดเรียนไป 15 วัน เพราะมีคนโทรมาขู่ว่าจะดักทำร้ายหน้าโรงเรียน…” สาวน้อยวัย 18 ปีพูดตะกุกตะกักออกอาการวิตกกังวล

สัปดาห์ก่อน ‘เจ๊ดำ’ จากทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้นำเสนอเรื่องราวสุดปวดร้าวจากสาวมหาวิทยาลัยชื่อดัง ถูกมิจฉาชีพตัวแสบหลอกขายกล้องฟรุ้งฟริ้ง จนเธอมีคดีความติดตัวและสูญเสียเงินไปนับล้าน (‘อยากตาย เรื่องจะได้จบ…’ เหยื่อแฉทั้งน้ำตา ขายกล้องฟรุ้งฟริ้งผ่านไอจี สูญ 10 ล้าน) และหากจะนับครั้งนี้ ก็คงเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เจ๊ดำมีโอกาสได้พูดคุยกับเหยื่ออีกคนหนึ่งที่ถูกต้มเปื่อยจนสูญเงิน สูญเวลา สูญสุขไปกับธุรกิจค้ากล้องฟรุ้งฟริ้งเช่นกัน


ตัวกล้องกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่วัยรุ่น
สั่งแล้วได้ รีวิวเพียบ! สาว ม.6 ตกหลุมพรางแม่ค้าแสบ

เกด นักเรียนสาวชั้น ม.6 (ไม่สามารถระบุชื่อ-สกุลเต็มได้ เหตุติดเงื่อนไขทางกฎหมาย) เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวสุดขมขื่นให้เจ๊ฟังว่า “หนูเล่น ig ตามปกติ แล้วดันไปเจอร้านค้าร้านหนึ่งที่เขาขายกล้อง Fuji X-A2 ซึ่งราคาที่เขาขายคือถูกมาก ถูกกว่าราคาตามท้องตลาดทั่วไปประมาณ 4,000 บาท หนูเห็นราคาถูกแบบนี้ก็เลยสั่งเอาไว้ให้ตัวเอง 2 กล้อง รอประมาณ 3 วันก็ได้ของ บวกกับรีวิวของลูกค้าคนอื่นๆ ค่อนข้างเยอะ ทีนี้หนูก็เริ่มมั่นใจแล้วว่า ร้านนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือ”

จากความเชื่อใจที่มีต่อการซื้อขายในครั้งนี้ เกดจึงตัดสินใจสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายแบบ VIP (ค่าสมัครเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,000 บาท) ซึ่งเธอวาดหวังไว้ว่า จะหารายได้มาช่วยลดภาระของพ่อแม่ให้จงได้ สุดท้ายหลุมพรางของแม่ค้าตัวแสบที่ขุดเอาไว้ก็เป็นผล การซื้อขายระหว่างเกดและแม่ค้าตัวแสบได้เริ่มต้นขึ้น…

“หนูเริ่มเป็นตัวแทนขายกล้อง ตั้งแต่รอบที่ 9 ซึ่งรอบที่ 9 ไม่มีปัญหาอะไร หนูได้กล้องมาครบถ้วน ส่วนรอบ 10-12 หนูไม่ได้กล้องค่ะ จากรอบก่อนๆ ที่เคยรอกล้องประมาณ 1 เดือนก็ได้ของแล้ว กลับกลายเป็นเดือนครึ่ง สองเดือน สามเดือนก็ยังไม่ได้ของ โดยตัวเจ้าของร้านก็อ้างว่า ผลิตไม่ทัน, กล้องมาแล้วแต่มาไม่ครบ, ติดปัญหาตรวจคุณภาพสินค้า, มาถึงด่านไทยแล้ว สารพัดสารพันที่เขาจะอ้าง” สาว ม.6 จดจำเรื่องราวสุดเจ็บช้ำได้ดี


น้องเกด สาวม.6
ปวดใจ! หนี้ตอนอายุ 18 = 3 ล้าน

“น้องเกดได้กำไรจากการเป็นตัวแทนขายกล้องเท่าไหร่คะ?” เจ๊ถามสาวน้อยตรงหน้า “หนูเริ่มเป็นตัวแทนในรอบที่ 9 และจะมีแค่รอบที่ 9 เพียงรอบเดียวที่ได้กล้อง ซึ่งรอบที่ 9 นี้หนูขายกล้องได้แค่ 1 กล้อง ส่วนรอบอื่นๆ ที่ขายได้เยอะก็ไม่ได้ของ เพราะฉะนั้น กำไรจากการที่หนูเป็นตัวแทนก็คือ 500 บาท 500 บาทเท่านั้นค่ะพี่” เกดตอบเสียงเศร้า

สาวน้อยวัย 18 ปี ขยายความต่ออีกว่า “ส่วนรอบอื่นๆ ที่ขายได้เยอะ แต่ไม่ได้กล้อง ไม่ได้กำไร ไม่ได้อะไรเลย คือ รอบที่ 10-12 ทั้งสามรอบนี้มีลูกค้าสั่งกล้องผ่านหนูเยอะมาก รวมเป็นจำนวนกล้องทั้งหมด 190 กล้อง คิดเป็นเงิน 3 ล้านบาท”


โปรโมชั่นร้อนแรง ชวนสนใจ
ดักทำร้าย ทำลายชื่อ! เด็กสาวกลัว ยอมไม่ไปเรียนนานครึ่งเดือน

ในช่วงที่เจ้าของร้านกล้องรายใหญ่ไม่ส่งสินค้ามาให้เธอนั้น เธอได้รับทุกข์ทรมานทั้งกาย และหัวใจอย่างมาก เพราะในทุกๆ ชั่วโมง ร่างกายและหัวใจของเธอต้องถูกใช้ไปกับการแก้ปมปัญหาเรื่องกล้อง มือของเธอต้องสัมผัสหน้าจอพิมพ์บอกเล่าเหตุผลสารพัด สมองต้องสั่งการหาทางออก และหัวใจของเธอต้องอดทนกับอารมณ์ของลูกค้าที่ไม่เข้าใจ

“ลูกค้าที่สั่งซื้อกล้องกับหนูบางคนเขาก็เข้าใจ แต่ลูกค้าบางคนเขาก็ไม่เข้าใจ บ้างก็โทรมาขู่ว่า จะดักรอหนูที่โรงเรียนแล้วลากตัวหนูไปประจานที่โรงเรียน , บ้างก็ขู่ว่าจะมาดักทำร้ายหน้าโรงเรียน, บ้างก็ไปแจ้งความ จนตำรวจโทรมาบอกให้หนูผ่อนจ่ายให้เขาเดือนละ 1,000-2,000 บาท ตอนนี้หนูกลัวจนไม่กล้าไปโรงเรียน ขาดเรียนไป 15 วันแล้ว เพราะกลัวว่าเขาจะมาดักที่หน้าโรงเรียน” สาวม.6 พูดเสียงสั่น พลาง กลั้นสะอื้นเอาไว้เต็มที่


เจ้าของร้านแถลงการณ์

เมื่อเรื่องราวเริ่มเลยเถิด ทางแม่ค้าตัวแสบก็ออกมาแถลงการณ์ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ โดยมีใจความคร่าวๆ ว่า เริ่มเรื่องมาจาก ทางร้านมีหนี้สินเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท จึงต้องเสาะหาวิธีเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ สุดท้าย ทางร้านใช้วิธีซื้อกล้องมาในราคาท้องตลาด แล้วนำมาขายต่อในราคาที่ถูกกว่าเดิม เพื่อเร่งหาเงินมาโปะหนี้ 200,000 บาท ทางร้านทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป็นรอบๆ โปะไปโปะมาจนเข้ารอบที่ 10 ก็ไม่สามารถหาเงินมาหมุนได้อีกต่อไป จากหนี้เพียง 200,000 บาท จึงพอกพูนมาเป็นหนี้จำนวน 10 ล้านบาทภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน และทางร้านได้สัญญาผ่านไลน์ไว้ว่า พวกเขาจะไม่หนีไม่หาย พร้อมชดใช้เงินให้แก่ทุกคน

“ในช่วงที่ผ่านมา หนูก็พยายามหาเงินมาชดใช้แทนไปบ้างแล้ว หนูเอากล้องสองตัวที่หนูมีไปขายหมดเลย เอาเงินค่าขนมที่เก็บมาทั้งชีวิตมารวม เอาเงินที่แม่ให้มาอีก 5,000 บาทมารวม นับๆ ดูแล้ว ขาดไม่กี่บาทก็เกือบแสนบาทแล้วที่หนูต้องเงินแทนเจ้าของร้าน แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่พอกับจำนวนเงิน 3 ล้าน แต่ตอนหลังเจ้าของร้านกล้องต้นเรื่อง ได้ทยอยคืนเงินมา 1.5 ล้านบาท เพราะฉะนั้น เงินที่ต้องคืนให้ลูกค้าเหลือ 1.4 ล้าน” ปากเธอบอกเล่า แต่แววตาเธอเศร้าและเจ็บปวดจนสังเกตได้


แม้ค้าตัวแสบ อ้างดีลเลอร์(ที่ไม่มีอยู่จริง)

แม่ค้าตัวแสบ อ้างไม่ได้กล้อง เพราะติดด่าน
สาว ม.6 ปล่อยโฮ! มีคดีติดตัว หวั่นชวดเรียนต่อมหา’ลัย

ในระหว่างที่เจ๊ฟังเรื่องราวของน้องเกด เจ๊ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เลยว่า ปัญหาที่เธอต้องเผชิญอยู่นั้น อาจจะมีผลกระทบต่อการเรียนไม่น้อย เจ๊จึงถามไถ่น้องเกดด้วยความเป็นห่วงถึงเรื่องดังกล่าว จนได้ความมาว่า โดยปกติแล้ว ผลการเรียนของเธอจะอยู่ที่ 3.3 ขึ้นไป เพราะเธอมีเวลาทบทวนหนังสือ เข้าเรียนทุกคาบ และมีเวลาทำการบ้าน แต่พอมีปัญหาเรื่องกล้องเข้ามาในชีวิต กิจวัตรของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป จากเดิมที่ทุ่มเทเวลาให้กับการเรียน ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นทุ่มเทเวลาให้กับปัญหาเรื่องการซื้อขายกล้องแทบทั้งหมด

“ไม่รู้ทำไม ปัญหาต้องถาโถมเข้ามาในช่วงที่หนูกำลังแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้หนูก็ไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ พอมีเวลาอ่านก็อ่านไม่รู้เรื่องอีก เพราะจะมีปัญหาเรื่องกล้องแวบเข้ามาในหัวตลอด แถมยังมามีคดีความติดตัวก่อนเข้ามหาวิทยาลัยอีก หนูกลัวว่ามหาวิทยาลัยเขาจะไม่รับหนูเข้าเรียน เพราะเรื่องนี้” เมื่อพูดถึงเรื่องเรียน เธอก็ปล่อยโฮออกมาไม่หยุด


สาว 18 เหยื่อกล้องฟรุ้งฟริ้ง
ชดใช้หรือไม่? คืบหน้าล่าสุด เจ้าของร้านกล้องรายใหญ่!

ล่าสุด เจ๊ดำได้ติดต่อไปยัง นายกันตเมธส์ จโนภาส ทนายของทางฝั่งเจ้าของร้านขายกล้อง โดยทางทนายได้กล่าวสั้นๆ ถึงความคืบหน้าของคดีดังกล่าวว่า “ทางเจ้าของร้านกล้องมีการเจรจากับทางลูกค้า เพื่อขอทยอยผ่อนจ่าย ซึ่งมีการจ่ายจริงไปบ้างแล้ว แต่ขอไม่เปิดเผยรายชื่อของผู้ที่ได้รับเงินคืนไปก่อนหน้านี้ และทางเจ้าของร้านพยายามขอเคลียร์กับลูกค้าที่ยังไม่ได้แจ้งความ หรือลูกค้าที่แจ้งความแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน ส่วนรายที่แจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน ก็ไปว่ากันที่ศาลทีเดียวเลย”


กล้องฟรุ้งฟริ้งยอดฮิต
5 ข้อ จับสังเกตร้านค้าออนไลน์ จอมขี้โกง!

บทเรียนจากการซื้อ-ขายออนไลน์นั้น มีให้เห็นมากมายทั้งร้ายและดี ทีนี้ เจ๊ดำก็เลยอยากให้คนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ทุกคน ได้รู้ถึงวิธีจับสังเกตง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน หรือที่ไหนก็แล้วแต่เลยจ้า ทีนี้ พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) สารวัตรไฟแรง ได้แนะ 5 ข้อ จับสังเกตร้านค้าออนไลน์ตัวแสบไว้ดังนี้

1.อย่าโลภ! ของถูกและดีไม่มีในโลก เพราะฉะนั้น เมื่อคุณเห็นร้านค้าออนไลน์ที่ลดราคาสินค้าจากราคาปกติลงไปอย่างมาก คุณควรตรวจสอบราคาสินค้าจากร้านอื่นๆ เสียก่อน เพราะถ้าร้านนั้นๆ มีราคาต่ำกว่าร้านอื่นๆ มาก คุณควรตั้งข้อสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากลเอาไว้ก่อน

2.ก่อนซื้อ ก่อนสั่ง คุณควรนำชื่อร้าน ชื่อเจ้าของร้าน ชื่อเฟซบุ๊ก ชื่ออินสตาแกรม หมายเลขบัญชี หมายเลขโทรศัพท์มือถือ ไปค้นหาในอินเทอร์เน็ต เพื่อตรวจสอบประวัติการซื้อขายที่ผ่านมาว่า ร้านค้าออนไลน์นั้นๆ เคยมีคดีความ หรือพฤติกรรมฉ้อโกงหรือไม่ (คุณควรพิจารณาให้ดีเสียก่อนว่า ร้านนั้นๆ ไม่ได้ตั้งกระทู้ หรือสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาอวยตัวเอง)

3.การโพสต์บัตรประชาชนลงไปในหน้าโซเชียลเน็ตเวิร์กของร้าน นับว่าเป็นวิธีที่สร้างความน่าเชื่อถือได้ดีพอสมควร แต่อย่าลืมว่า หน้าบัตรประชาชนไม่ได้ระบุว่าใครเป็นคนดี-คนเลว และไม่ได้ระบุว่าบัตรประชาชนนั้นๆ คือเจ้าของร้านจริง


ทางร้าน ได้ชี้แจงว่าพยายามหากล้องอย่างเต็มที่แล้ว แต่ได้มาไม่ครบ

4.พรีออเดอร์ = เสี่ยง ซึ่งการสั่งซื้อสินค้าแบบพรีออเดอร์นั้น ย่อมเท่ากับว่า ทางร้านยังไม่มีสินค้าที่สามารถจัดส่งให้ลูกค้าได้ แต่ลูกค้ากลับต้องโอนเงินไปให้ทางร้านก่อน ดังนั้น หากเกิดปัญหาบางประการขึ้นมา ความยุ่งยากจะเกิดขึ้น เพราะเงินของเราอยู่ในมือเจ้าของร้านแล้ว

5.การรีวิวสินค้า ใครๆ ก็ปลอมขึ้นได้ บางร้านมีทีมงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปั้นแต่งรีวิวิวสินค้าโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น คุณอย่าหลงเชื่อข้อความจากการรีวิวเหล่านี้จนหมดหัวใจ

“ในอดีต เมื่อคนทั่วไปซื้อสินค้า เขาต้องได้เห็นสินค้า แต่คนสมัยใหม่เสพการซื้อสินค้าผ่านรูปภาพ และเชื่อในสิ่งที่ทางร้าค้าออนไลน์ส่งให้ดู ผมขอถามกลับไปว่า รูปภาพเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน เป็นรูปภาพของใคร ทางร้านถ่ายภาพเอง หรือไปเอามาจากเว็บไซต์อื่นๆ เพราะฉะนั้น คุณต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า สินค้าที่คุณได้มา อาจไม่ตรงกับรูปภาพที่คุณเห็น” พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ สารวัตรกองกำกับการ 1 ปอท. ทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วง

เหยื่อกล้อง คนแล้วคนเล่า เฝ้าทวงถาม
ความคืบหน้า มือโกง เป็นอย่างไร

ใครต่อใคร ว่าร้าย ฉันร่วมฉ้อ
โอละหนอ วันใด ทุกข์หมดสิ้น

โดนติฉิน นินทา แถมด่าทอ
อยากตัดพ้อ ขอให้ อภัยผิด


แต่เส้นทาง ภาคหน้า นั้นมืดมิด
ภาวนา ฟ้าลิขิต สุขสมใจ…

~ เจ๊ดำ ~


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ