ลุ้นจีนลงทุนแซงหน้าญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710003

 

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลัง นายฉง ซู่เฟิง รองประธานสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำมณฑลเจียงซู ประเทศจีน พาคณะนักลงทุนรายใหญ่ของจีน 10 ราย เข้าพบ ว่า นักลงทุนจีนได้ขอรับทราบนโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งได้ชี้แจงถึงนโยบาย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดสิทธิประโยชน์รองรับแล้ว รวมทั้งเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะทำให้เกิดพื้นที่อุตสาหกรรม การค้า บริการแห่งใหม่ของอาเซียน ซึ่งนักลงทุนจากจีนให้ความสนใจอย่างมาก

ทั้งนี้ ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนจากมณฑลเจียงซูเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วรวม 87 ราย และหากดูภาพรวมการลงทุนของจีนในไทยในช่วง 7 เดือนของปีนี้ พบว่ามีการลงทุน จากนักลงทุนจีนเข้ามาในประเทศไทยรวม 55 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท ส่วนแผนการชักชวนนักลงทุนจีนในปี 60 นั้น จะเน้นทำกิจกรรมเพื่อเจาะนักลงทุนที่มีศักยภาพเป็นรายบริษัท ตั้งเป้าชักจูงการลงทุนให้ได้ 80 บริษัท อุตสาหกรรมที่ต้องการให้เข้ามาลงทุน คือ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ รถไฟฟ้า

ด้านนางวัชนี ถิ่นธานี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศ นครเซี่ยงไฮ้ บีโอไอ กล่าวว่า นักลงทุนจากจีนถือเป็นเป้าหมายหลักการเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวสูงโดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยติดอันดับ 1 ใน 5 และในช่วง 7 เดือนของปีนี้ มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน 21,000 ล้านบาท เป็นรองญี่ปุ่นอันดับ 1 อยู่ที่ 27,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงต้องคิดว่าจีนจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นจนสามารถแซงญี่ปุ่นได้หรือไม่ และวันที่ 7 ก.ย.นี้ จะมีนักลงทุนจีนจากมณฑลซานตุงประเทศจีนเข้ามาเจรจาหาลู่ทางการลงทุนในประเทศไทยเป็นครั้งแรกด้วย.

 

ได้ฤกษ์บีบแตรให้บริการรถเมล์ไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709995

 

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวภายหลังการสัมมนาระดมสมองการส่งเสริมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการขนส่งสาธารณะว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งผลักดันการนำระบบยานยนต์ไฟฟ้าไปสู่การใช้งานของระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งการลดใช้พลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมีนโยบายให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เร่งจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน มาให้บริการประชาชน นอกจากนั้น สนข.มีแนวคิดว่าเพื่อให้รถเมล์ไฟฟ้าลดปัญหาสิ้นเปลืองไฟฟ้าในแบตเตอรี่ระหว่างการเดินรถ ดังนั้น อาจจำเป็นต้องจัดเลนเฉพาะให้รถเมล์ไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งานรถประเภทนี้

ขณะที่ระยะยาวยอมรับว่า สนข.มีแนวคิดหลายเรื่อง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเมื่อระบบขนส่งมวลชนทั้งรถเมล์โดยสารและโครงข่ายรถไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 65 ดังนั้น จึงอาจมีแนวทางที่จะต้องควบคุมปริมาณรถเข้าเมือง เช่น เก็บค่าภาษีรถเข้าเมือง ที่ขณะนี้ได้ปฏิบัติแล้วใน 2 เมืองคือ สิงคโปร์และลอนดอน อย่างไรก็ตาม ต้องศึกษารายละเอียดเมื่อ นำระบบดังกล่าวมาใช้ในไทยแล้วจะประสบผลสำเร็จหรือไม่


http://www.thairath.co.th/clip/68893

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า การจัดหา รถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ขสมก.จะมีการสรุปทีโออาร์การจัดหารถภายในเดือนตุลาคมนี้ หลังจากนั้นจะใช้เวลา 3-4 เดือนจัดหารถ เชื่อว่าลอตแรกจะเข้ามา ต้นปี 60 วงเงินจัดหารถทั้งหมดกว่า 3,200 ล้านบาท จำนวนดังกล่าวมีการรวมค่าติดตั้งระบบเติมไฟฟ้าในอู่ 4 แห่ง คือ อู่บางเขน, พระราม 9 ใต้ทางด่วน, สาธุประดิษฐ์ และหมอชิต ใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากการนำรถเมล์ไฟฟ้ามาให้บริการในหลายเส้นทาง พบว่าต้นทุนเชื้อเพลิงของรถเมล์ไฟฟ้าถูกกว่ารถเมล์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลประมาณ 3 เท่า เช่น รถเมล์สายเอ 1 ที่ใช้ไฟฟ้า ค่าเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1,0006.32 บาท/คัน/วัน เฉลี่ยค่าเชื้อเพลิง 3.47 บาท/กม. ขณะที่รถเมล์ใช้เชื้อเพลิงดีเซล ค่าเชื้อเพลิงอยู่ที่ 3,892.12 บาท/คัน/วัน เฉลี่ยค่าเชื้อเพลิง 10.58 บาท/คัน อย่างไรก็ตาม การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะประหยัดกว่าการใช้นํ้ามันดีเซล และเอ็นจีวีแน่นอน แต่ราคารถก็สูงกว่ารถที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันถึง 3 เท่า เช่นเดียวกัน แต่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลดีในระยะยาวแน่นอน.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 02/09/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709965

 

“สมคิด” ไล่จี้ตลาดทุน-ก.ล.ต. หวังหนุนส่งเศรษฐกิจประเทศไทยสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709990

 

“สมคิด” สั่งตลาดหลักทรัพย์–ก.ล.ต.ทำแผนงานให้สอดรับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เน้นเชิงรุกจูงใจธุรกิจที่รัฐสนับสนุนมาระดมทุนเข้าตลาด พร้อมแนะตั้งตลาดใหม่มารองรับธุรกิจสตาร์ทอัพ อีกทั้งนำข้อมูลการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปโรดโชว์ให้ต่างชาติรับรู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้เรียก ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนร่วมประชุมด่วนเพื่อหารือถึงทิศทางการทำงานของตลาดทุนให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล โดยมีนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ รวมทั้งตัวแทนจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเข้าร่วมประชุมด้วย

นายสมคิดเปิดเผยหลังการประชุมว่า ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Engines Growth) ที่จะยกระดับให้ประชากรมีรายได้สูงขึ้น โดยรัฐบาลสนับสนุนให้เกิดธุรกิจใหม่ๆในประเทศ ดังนั้น ตลาดทุนไทยต้องช่วยส่งเสริมให้ประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วย จึงให้ตลาดหลักทรัพย์ทำ แผนงานเชิงรุก เพื่อจูงใจให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนในตลาด เพื่อให้องค์ประกอบของบริษัท หรือธุรกิจที่อยู่ในตลาด สะท้อนทิศทางอนาคต ประเทศ รวมทั้งหาแผนงานรองรับธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ไม่สามารถเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ เพราะยังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก

“ตลาดต้องมีส่วนในการสร้างสตาร์ทอัพ เมื่อสร้างเสร็จแล้วบริษัทเหล่านี้จะมาอยู่ในส่วนไหนของตลาด หรืออาจสร้างตลาดใหม่ขึ้นมารองรับ เพราะคนที่ใส่เงินลงทุนให้สตาร์ทอัพในช่วงแรก กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการขายหุ้นเมื่อบริษัทเริ่มเติบโต ก็ต้องมีตลาดมารองรับ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางออกให้นักลงทุน จึงขอให้ตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต.เข้ามาวางแผนงานส่วนนี้ นอกจากนี้ตลาดมีเงินกองทุนที่สามารถนำไปช่วยสร้างประโยชน์หรือร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพได้ เพราะนี่คือการสร้างสตาร์ทอัพเพื่อไปสู่ประเทศไทย 4.0”

นายสมคิดกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังขอให้ตลาดคิดแผนงานเพื่อผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นแหล่งระดมทุนของภูมิภาคซีแอลเอ็มวี และเออีซี เพิ่มช่องทางให้ธุรกิจไทยมีโอกาสลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์นำข้อมูลเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัว และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมทั้งเรื่องกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ อนาคตประเทศไปเผยแพร่ให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างประเทศด้วย

“ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัว และกำลังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า ทั้งรถไฟฟ้า ถนน รถไฟ และโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด เฟส 2 ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยดีขึ้น และตลาดหลักทรัพย์จึงน่าจะมีการวางแผนโรดโชว์ และเวลานั้น ผมเชื่อว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศ ที่กระทรวงการคลังออกแบบไว้น่าจะออกมาแล้ว ดังนั้น การไปโรดโชว์สามารถที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า นอกจากนี้ ได้บอกให้ตลาดหุ้นใช้พลังของตลาดทุนไปร่วมประชารัฐเต็มที่ ซึ่งทางนี้พร้อมแล้วที่จะแสดงพลัง ส่วนที่ว่าอยากเห็นแผนงานทั้งหมดที่ขอให้ตลาดหลักทรัพย์ทำมาเสนอเมื่อไรนั้น เรื่องนี้ทุกคนรู้ว่าผมใจร้อน”

ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า จะนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายไปเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานและกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ปี 2560 ส่วนการไปโรดโชว์ต้องรอให้การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเสร็จสิ้นก่อน คาดว่าจะเป็นช่วงปลายปี 2559 หรือต้นปี 2560 ส่วนการสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งการให้ความรู้และการช่วยเหลือเรื่องเงินทุน ส่วนการใช้เงินกองทุนเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพนั้น ต้องทำแผนงานที่ชัดเจน เพื่อเสนอคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ต่อไป ขณะที่การตั้งช่องทางใหม่เพื่อรองรับ สตาร์ทอัพนั้น ก็มีแผนอยู่แล้ว ซึ่งการที่นายสมคิด ได้ให้นโยบายในครั้งนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนในตลาดทุนทำงานร่วมกัน

“เรื่องการตั้งช่องทางรองรับธุรกิจสตาร์ทอัพต้องดูก่อนว่าจะออกมาในรูปแบบใด ไม่ใช่ตั้งตลาดใหม่ อาจเป็นแหล่งหรือระบบหรือช่องทางก็ได้ เบื้องต้นยังให้รายละเอียดไม่ได้เพราะยังทำงานอยู่ เราทำอยู่แล้วเกิดผลอยู่แล้วแต่ไม่ได้ประกาศ ส่วนการเจาะจงธุรกิจที่ภาครัฐให้การสนับสนุนมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น จริงๆ แล้วเราไปดูบริษัทเหล่านั้นแล้ว แต่ต้องใช้เวลาเพราะธุรกิจเหล่านี้เพิ่งเริ่มต้น ต้องมีการสนับสนุนให้เขาโตขึ้น”.

 

พณ. ยันไม่ห้ามนำเข้าเศษกระดาษ-อลูมิเนียม-เหล็ก หวั่นกระทบผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 20:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709619

 

พาณิชย์ ยันไม่ห้ามนำเข้าเศษกระดาษ เศษอลูมิเนียม เศษเหล็ก หวั่นกระทบผู้ประกอบการในประเทศ หลังพบนำเข้าปีละหลายล้านตัน แต่จะออกประกาศห้ามนำเข้า เฉพาะขยะมูลฝอยที่เก็บจากแหล่งชุมชน…

วันที่ 1 ก.ย.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมฯ ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร กรมอนามัย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ฯลฯ เพื่อยกร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดให้สินค้าขยะมูลฝอย ที่เก็บรวบรวมจากชุมชน เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามที่กรมควบคุมมลพิษมีหนังสือร้องขอ เพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการอนุสัญญาบาเซล โดยการห้ามนำเข้าสินค้าดังกล่าว กรมควบคุมมลพิษ ต้องการให้รวมไปถึงเศษกระดาษ เศษอลูมิเนียม และเศษเหล็ก แต่ไม่รวมถึงของที่ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า และรองเท้าที่ใช้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ มีข้อท้วงติงจากภาคเอกชน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และกลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียมว่า หากกรมฯ ออกประกาศห้ามนำเข้าขยะมูลฝอยจากชุมชน ที่รวมไปถึงเศษกระดาษ เศษอลูมิเนียม และเศษเหล็ก ตามที่กรมควบคุมมลพิษร้องขอแล้ว จะทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 3 ได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะปัจจุบัน ทั้ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมนำเข้าเศษกระดาษ เศษอลูมิเนียม และเศษเหล็กจากต่างประเทศปีละหลายล้านตัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า

“ที่ประชุม มีมติเห็นชอบให้กำหนดนิยามขยะมูลฝอยที่ห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร คือ ขยะมูลฝอยที่เก็บจากแหล่งกำเนิดจากชุมชน ตามพิกัดศุลกากรที่ 3828.10.00 เท่านั้น ซึ่งไม่ได้รวมถึงเศษกระดาษ เศษอลูมิเนียม และเศษเหล็ก หมายความว่า จะไม่ห้ามนำเข้าสินค้าทั้ง 3 ชนิดนี้แน่นอน โดยคาดว่า กรมฯ น่าจะออกประกาศดังกล่าวได้ในเร็วๆ นี้” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าว.

 

ไทยพาณิชย์ แจง แอพฯ SCB Easy ขัดข้อง ปิดปรับปรุง เปิดบริการ 10 ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 19:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709673

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ขออภัยกรณีระบบ SCB Easy Application ขัดข้อง ขอแจ้งปิดปรับปรุงและขยายการให้บริการให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น พร้อมเปิดให้บริการอีกครั้ง 10 กันยายนนี้

ตามที่ระบบ SCB Easy Application ของธนาคารไทยพาณิชย์ได้เกิดความขัดข้อง อันเป็นผลเนื่องมาจากความนิยมในการใช้บริการทางการเงินผ่าน Application มากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวก จึงทำให้มีผู้เข้าใช้งานในปริมาณที่สูงมาก ส่งผลให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ธนาคารฯ ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงมายังลูกค้าทุกท่านที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับความสะดวกในครั้งนี้ ธนาคารฯ ขอยืนยันว่าระบบของธนาคารฯ มีความปลอดภัยสูงสุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ธนาคารฯ ขอปิดปรับปรุงระบบ SCB Easy Application เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันนี้ เพื่อยกระดับการให้บริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 10 กันยายน 2559 ในระหว่างนี้ ลูกค้ายังสามารถใช้บริการผ่านช่องทางอื่นๆ ของธนาคารฯ ได้แก่ เว็บไซต์ http://www.scbeasy.com ซึ่งทำได้ทั้งช่องทางเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ, สาขา และ ATM

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Call Center) โทร.0-2777-7777

 

พณ. เผย คนไทยส่วนใหญ่ชอบช็อปปิ้งออนไลน์ ซื้อเสื้อผ้า-รองเท้า มากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 19:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709543

 

พาณิชย์ เผย คนไทยส่วนใหญ่ 56.87% เคยซื้อสินค้าออนไลน์ พบนิยมซื้อเสื้อผ้า รองเท้า มากสุด ขณะที่อีก 43.13% ไม่เคยซื้อ หวั่นถูกหลอก พร้อมจี้ภาครัฐ ควรมีบทลงโทษผู้ขายที่ทำผิดกฎหมาย…

วันที่ 1 ก.ย.59 นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค.59 สนค. ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งพบว่า คนไทย 56.87% เคยซื้อสินค้าออนไลน์ โดยสินค้าที่นิยมซื้อมากที่สุดคือ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า แต่ยังมีอีก 43.13% ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ เพราะกลัวถูกผู้ขายสินค้าหลอกลวง และประชาชนในต่างจังหวัดใช้อินเทอร์เน็ตไม่เป็น

สำหรับเหตุผลที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต เพราะซื้อง่าย สะดวก และซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีบริการส่งสินค้าถึงที่ สินค้ามีความทันสมัย และมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ซึ่งผู้ตอบส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เฉลี่ยเดือนละ 1-2 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าต่อครั้ง 501-1,000 บาท และยังนิยมซื้อสินค้าจากแหล่งภายในประเทศ มากกว่าแหล่งต่างประเทศ โดยผู้ซื้อต้องชำระเงินผ่านทางการโอนเงินเข้าบัญชีผู้ขายเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่กว่า 60% ไม่เคยประสบปัญหาในการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่สำหรับผู้ตอบที่มีความถี่ในการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น มักจะพบปัญหาคือ คุณภาพ และลักษณะสินค้าไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้ รองลงมาคือ ได้รับสินค้าช้ากว่าที่กำหนดไว้ สินค้าเสียหาย เป็นต้น

นอกจากนี้ เมื่อถามว่า ประชาชนทราบหรือไม่ว่าแหล่งที่ซื้อสินค้าออนไลน์จดทะเบียนพาณิชย์กับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่ 53.35% ตอบว่าทราบ แต่ประชาชนในต่างจังหวัด 68.05% ไม่ทราบ โดยประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นกับแหล่งซื้อที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์มากกว่า ขณะเดียวกัน ในแง่ของการรับรู้กฎหมายที่กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์กับกระทรวงพาณิชย์นั้น ประชาชนในกรุงเทพฯ 51.68% เท่านั้นที่ทราบ แต่ประชาชนต่างจังหวัด 59.85% ไม่ทราบเลย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เห็นว่าภาครัฐควรมีบทลงโทษที่เหมาะสม กับผู้ขายสินค้าออนไลน์ที่ทำผิดกฎหมาย, ภาครัฐควรแจ้งข้อมูลแหล่งขายสินค้าออนไลน์ที่มีปัญหา และยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ผู้บริโภคทราบอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควรเพิ่มช่องทางการแจ้งข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการค้าสินค้าออนไลน์ที่สะดวกสำหรับผู้บริโภคด้วย

ทั้งนี้ สนค. จะเสนอผลสำรวจดังกล่าวข้อมูลดังกล่าว ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อนำไปหาแนวทางทำให้ผู้ขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค รวมถึงจะทำให้มีตัวตน เวลามีปัญหากับผู้บริโภค จะได้ทราบ และหาทางแก้ไขให้ได้.

 

ขสมก. เร่งจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน คาดลอตแรก ให้บริการ ปชช. ต้นปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 18:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709580

 

สนข. ดันนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะ ขณะที่ ขสมก. เดินหน้าจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน วงเงินกว่า 3,200 ล้านบาท คาด สรุปทีโออาร์ ต.ค. นี้ เชื่อ ลอตแรกจะเข้ามาต้นปี 60 …

วันที่ 1 ก.ย.59 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวภายหลังการสัมมนาระดมสมอง การส่งเสริมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อการขนส่งสาธารณะ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างเร่งผลักดันการนำระบบยานยนต์ไฟฟ้า ไปสู่การใช้งานของระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งการลดใช้พลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อม

ขณะนี้ มีนโยบายสำคัญ ที่มอบหมายให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เร่งจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน มาให้บริการประชาชน หลังจากนี้ ต้องติดตามว่า เมื่อมีการนำมาใช้บริการแล้วผลการใช้งานจะเป็นอย่างไร ซึ่ง สนข. มีแนวคิดว่า เพื่อให้รถเมล์ไฟฟ้า ลดปัญหาสิ้นเปลืองไฟฟ้าในแบตเตอรี่ระหว่างการเดินรถ ดังนั้น อาจจำเป็นต้องจัดเลนเฉพาะให้รถเมล์ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งานรถประเภทนี้

ส่วนประเด็นที่นายกรัฐมนตรี ให้นโยบาย สนข. วางกรอบการแก้ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างเร่งด่วน หลังจากปัจจุบันมีหน่วยงานระหว่างประเทศ ระบุถึงปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ที่จะส่งผลรุนแรงขึ้นนั้น ผอ.สนข. กล่าวว่า สนข. ได้ดำเนินการจัดทำแผนเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น กลาง และยาว โดยจะนำแผนดังกล่าว เสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในเดือนกันยายนนี้ โดยระยะสั้นเห็นว่า ควรมีการนำระบบเทคโนโลยีต่างๆ แก้ปัญหารถติด การนำระบบบัสเลนให้แก่รถเมล์ มีช่องวิ่งของตัวเองแก้ปัญหา หลังจากมีการใช้ระบบนี้ในอดีตและล้มเลิกไป ขณะเดียวกัน ต้องมีการกวดขันวินัยจราจรเด็ดขาด โดยทุกเส้นทางที่มีการติดตั้งกล้องซีซีทีวี หากมีการฝ่าฝืนนำรถมาจอดข้างทางที่ส่งผลต่อการจราจรก็ต้องมีโทษปรับและยกรถออกจากพื้นที่ทันที

ขณะที่ ระยะยาว ยอมรับว่า สนข. มีแนวคิดหลายเรื่องโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเมื่อระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถเมล์โดยสารและโครงข่ายรถไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2565 เมื่อถึงเวลาดังกล่าว ระบบขนส่งมวลชนจะตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน คือ ค่าโดยสาร เวลาการเดินทาง และความสะดวกสบาย ซึ่งอาจจำเป็นต้องพิจารณาควบคุมปริมาณรถเข้าเมือง เช่น เก็บค่าภาษีรถเข้าเมือง ซึ่งมีการใช้งาน 2 เมือง คือ สิงคโปร์และลอนดอน อย่างไรก็ตาม ต้องศึกษารายละเอียด เมื่อนำระบบดังกล่าวมาใช้ในไทยแล้ว จะประสบผลสำเร็จหรือไม่

ด้าน นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า การจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ขสมก. จะมีการสรุปทีโออาร์การจัดหารถ ภายในเดือนตุลาคมนี้ หลังจากนั้นจะใช้เวลา 3-4 เดือนจัดหารถ เชื่อว่า ลอตแรกจะเข้ามาต้นปี 2560 วงเงินจัดหารถทั้งหมดกว่า 3,200 ล้านบาท จำนวนดังกล่าว มีการรวมค่าติดตั้งระบบเติมไฟฟ้าในอู่ 4 แห่ง คือ อู่บางเขน พระราม 9 ใต้ทางด่วน สาธุประดิษฐ์ และหมอชิต ใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 8.73 จุด ดัชนีที่ 1,539.71 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709567

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 8.73 จุด คิดเป็น -0.56% ดัชนีอยู่ที่ 1,539.71 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 58,141.70 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 1 ก.ย. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 8.73 จุด คิดเป็น -0.56% ดัชนีอยู่ที่ 1,539.71 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 58,141.70 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท โรงพยาบาลราชธานี จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

พลังงาน ปลื้ม! การใช้ไฟช่วงปิดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซฯ ต่ำกว่าที่คาด 2.3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 15:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709399

ก.พลังงาน ขอบคุณชาวใต้ ร่วมมือประหยัดไฟช่วงปิดซ่อมบำรุงประจำปี JDA-A18 รวม 12 วัน ระบุ จ่ายก๊าซเข้าสู่ระบบท่อส่งและโรงไฟฟ้าจะนะ ของ กฟผ. ตามปกติแล้ว ส่วนปริมาณการใช้ไฟสูงสุด อยู่ที่ 2,511.3 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าประมาณการ 2.3%…

วันที่ 1 ก.ย. 59 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่แหล่งก๊าซธรรมชาติพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย เจดีเอ-เอ 18 (JDA-A18) ปิดซ่อมบำรุงประจำปี ระหว่างวันที่ 20–31 สิงหาคม 2559 นั้น กระทรวงพลังงานได้รับรายงานจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า ผู้ผลิตแหล่งก๊าซในพื้นที่ JDA ดังกล่าว สามารถเริ่มจ่ายก๊าซเข้าสู่ระบบท่อส่งและโรงไฟฟ้าจะนะ ของ กฟผ. ได้ตามปกติแล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 เวลา 18.00 น. ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างกลับสู่สภาวะปกติ

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ขอบคุณชาวใต้ สำหรับความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาคอุตสาหกรรมและเอกชนที่ช่วยกันประหยัดไฟฟ้า ในช่วงการปิดซ่อมบำรุงประจำปี โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ (Peak) พีค เกิดขึ้นเพียง 2,511.3 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2559 เวลา 19.07 น. ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่กระทรวงพลังงานประมาณการไว้ ที่ระดับ 2,570 เมกะวัตต์

สรุปสถานการณ์ในช่วงปิดซ่อมบำรุงประจำปีแหล่งก๊าซเจดีเอ-เอ 18 (JDA-A18) ที่ผ่านมา พบว่า การดำเนินงานรับสถานการณ์ในช่วงดังกล่าวได้เป็นไปตามแผนงานของกระทรวงพลังงาน โดยโรงไฟฟ้าจะนะ ได้เปลี่ยนแผนการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ เป็นการใช้น้ำมันดีเซล โดยมีการใช้น้ำมันดีเซล รวม 24.1 ล้านลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับแผนที่ประเมินไว้ ในส่วนการบริหารจัดการก๊าซเอ็นจีวีเป็นไปตามแผนงานโดยไม่เกิดการขาดแคลน

สำหรับความคืบหน้าการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทางภาคใต้นั้น โรงไฟฟ้ากระบี่อยู่ระหว่างรอผลสรุปของไตรภาคี ส่วนโรงไฟฟ้าเทพา ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของสังคมไทย ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าใหม่ในภาคใต้มีความจำเป็น เพื่อรองรับการเจริญเติบโตที่จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 ทุกปี เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ

ดร.ทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณพี่น้องชาวภาคใต้ และทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันลดใช้พลังงานในช่วงการปิดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซดังกล่าวให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน มีความมุ่งมั่นและตั้งใจให้ประชาชนทุกพื้นที่ของประเทศมีไฟฟ้าใช้ และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ