เงินเฟ้อ ส.ค. บวก 0.29% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 5 คงเป้าทั้งปี 0-1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709360

 

พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อ เดือน ส.ค. สูงขึ้น 0.29% ต่อเนื่องเดือนที่ 5 แต่เฉลี่ย 8 เดือนยังลด 0.03 พร้อมคงประมาณการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 59 ไว้ที่ 0.0-1.0% สินค้าอาหารยังดาหน้าเพิ่ม ทั้งข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ผักและผลไม้…

วันที่ 1 ก.ย. 59 นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน ส.ค. 59 ว่า เท่ากับ 106.64 สูงขึ้น 0.29% เทียบกับ เดือน ส.ค. 58 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 นับจาก เดือน เม.ย. 59 ที่เพิ่มขึ้น 0.07% แต่เมื่อเทียบ เดือน ก.ค. 59 ลดลง 0.04% ขณะที่ เฉลี่ย 8 เดือน (เดือนม.ค.-ส.ค.) 59 ลดลง 0.03% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อ เดือน ส.ค.สูงขึ้น 0.29% เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 1.88% สินค้าสำคัญที่ราคาแพงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ 1.88% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 2.16% ผักและผลไม้ 7.41% เครื่องประกอบอาหาร 0.87% อาหารบริโภคในบ้าน 1.09% อาหารบริโภคนอกบ้าน 1.02% ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.59% จากการลดลงของน้ำมันเชื้อเพลิง 6.02% ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าหอพัก 1.32% แต่มีสินค้าที่ราคาแพงขึ้น เช่น หมวดยาสูบและแอลกอฮอล์ เพิ่ม 13.09% หมวดการรักษาและบริการส่วนบุคคล เพิ่ม 0.92%

ทั้งนี้ เมื่อแยกสินค้า 450 รายการที่ใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ พบว่า มีสินค้าที่ราคาสูงขึ้น 153 รายการ เช่น ไข่ไก่ ราคาเพิ่มขึ้น 1.09% ผักคะน้า เพิ่ม 19.44% ผักชี เพิ่ม 35.67% นมข้นหวาน เพิ่ม 0.22% น้ำมันพืช เพิ่ม 1.03% น้ำตาลทรายเพิ่ม 0.53% โซดาเพิ่ม 1.71% น้ำอัดลมเพิ่ม 0.17% กับข้าวสำเร็จรูปเพิ่ม 0.10% บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 0.31% ข้าวราดแกงเพิ่ม 0.36% เป็นต้น ขณะที่สินค้าราคาไม่เปลี่ยนมี 203 รายการ และสินค้าราคาลดลง 94 รายการ เช่น นมเปรี้ยว ลด 0.31% ครีมเทียมลด 1.65% กาแฟผงสำเร็จรูป ลด 0.26% อาหารสำเร็จรูป/แพ็กพร้อมปรุง ลด 0.20% เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงประมาณการณ์เงินเฟ้อทั้งปีไว้ที่ 0.0-1.0% ภายใต้สมมติฐาน คือ เศรษฐกิจประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวที่ 2.8-3.8% แต่ได้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบใหม่ จากเดิมที่เคยคาดว่า น้ำมันดิบตลาดดูไบเฉลี่ยทั้งปี 59 จะอยู่ที่ 30-40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปรับใหม่เป็น 35-45 เหรียญฯ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเดิมคาดการณ์ที่ 36-38 บาท/เหรียญสหรัฐ ปรับใหม่เป็นแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในช่วง 35-37 บาท/เหรียญฯ

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (หักรายการสินค้าอาหารสดและพลังงาน) เดือน ส.ค. 59 เท่ากับ 106.80 สูงขึ้น 0.79% เทียบกับเดือน ส.ค. 58 และสูงขึ้น 0.07% เทียบกับเดือน ก.ค. 59 ส่วนเฉลี่ย 8 เดือน สูงขึ้น 0.74% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

สนามบินดอนเมืองเจ๋ง! เพิ่มบริการ Valet Parking ลดความแออัดที่จอดรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 12:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/709174

 

มิติใหม่ท่าอากาศยานดอนเมือง!! เปิดบริการรับจอดรถ Valet Parking เพื่อเพิ่มอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร ที่จะเดินทางทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นการลดความแออัดในเรื่องที่จอดรถ จราจรภายในสนามบิน ถือเป็นการบริการครั้งแรกของท่าอากาศยานในประเทศไทย…

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 ก.ย. ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง พล.อ.อ.มนัส รูปขจร สมาชิก สปท. พร้อมด้วยนายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง นายดุจวัจน์ นิรนทรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการโครงการให้บริการรับจอดรถยนต์ ท่าอากาศยานดอนเมือง ได้ร่วมพิธีเปิดโครงการรับฝากจอดรถ Valet Parking ภายในสนามบินดอนเมือง เนื่องจากความแออัดของการจราจรในพื้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ที่ปัจจุบันมีจำนวนเที่ยวบิน และจำนวนผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานแห่งนี้ได้เติบโตรวดเร็วแบบก้าวกระโดด และผู้โดยสารทั้งจากคนไทย และชาวต่างชาติมาใช้บริการจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาการให้บริการที่จอดรถ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่เกิดขึ้น


พล.อ.อ.มนัส รูปขจร ถ่ายรูปพร้อม ผอ.ท่าฯดอนเมือง

คณะผู้บริหารจึงมีแผนเสริมสร้างศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร และทางท่าอากาศยานดอนเมืองมุ่งมั่นที่ให้บริการ และอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสาร เพื่อให้เกิดความพึ่งพอใจอย่างสูงสุดในการใช้บริการ ที่ให้ได้ความสะดวก ดังนั้น การเปิด Valet Parking จึงเป็นหนึ่งในแผนที่จะลดปัญหาในเรื่องที่จอดรถที่คับคั่ง โดยการเพิ่มบริการรับจอดรถยนต์ น่าจะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารอีกทาง


พิธีเปิดใช้บริการValet Parking

“การบริการดังกล่าวจึงเกิดขึ้นมา นับเป็นความร่วมมือระหว่าง ท่าอากาศยานไทยจำกัด ท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัทรักษาความปลอดภัยพลังร่วมจำกัด โดยได้นำระบบการบริหารจัดการคมนาคม และการรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สิน พร้อมระบบบริหารด้วยทีมงานมืออาชีพ มาให้บริการรับจอดรถยนต์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของท่าอากาศยานดอนเมือง ให้ทัดเทียมกับท่าอากาศยานชั้นนำทั่วโลก และเป็นครั้งแรกที่ได้นำระบบบริการนี้มาใช้ยังท่าอากาศยานในประเทศไทย” นายดุจวัจน์ กล่าว


อัตราค่าบริการ

สำหรับการบริการจุดรับรถผู้โดยสาร อยู่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร Terminal 1 และ Terminal 2 และจุดติดต่อรับรถคืนที่ เคาน์เตอร์บริการ ระหว่างประตู 11-12 อัตราค่าบริการเริ่มต้นที่ 150 บาท เปิดให้บริการ 24 ชม. โดยจะเริ่มเปิดใช้บริการ 1 กันยายนนี้.

 

กฟน. เริ่มรื้อถอนเสาไฟฟ้า เปลี่ยนสายอากาศเป็นสายใต้ดินราชวิถี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708994

 

กฟน. เริ่มรื้อถอนเสาไฟฟ้าเปลี่ยนสายอากาศเป็นสายใต้ดิน ถนนราชวิถี รองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน ร่วม 4 หน่วยงาน เผย โครงการดังกล่าวช่วยเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สร้างทัศนียภาพสวยงาม …

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 59 การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมกับผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) จัดงานแถลงข่าวการรื้อถอนเสาไฟฟ้าบริเวณถนนราชวิถี ตามแผนงานโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ถ.ราชวิถี เพื่อเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม ณ บริเวณห้องประชุมอาคารแหล่งชุมนุมนายทหารโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถ.ราชวิถี


http://www.thairath.co.th/clip/68913

นายสมชาย โรจน์รุ่งวศินกุล ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า ตามที่ กฟน. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้า และสายสื่อสารโทรคมนาคมแบบสายอากาศเป็นระบบสายใต้ดิน เพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 4 หน่วยงาน เป็นผลให้การดำเนินงานดังกล่าว ประสบผลสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้ โดยการรื้อถอนเสาไฟฟ้าในวันนี้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของโครงการฯ

ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า ขั้นตอนการดำเนินงาน เริ่มจากการออกแบบ วางแผนงาน เข้าพื้นที่ ก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าแรงกลาง พร้อมติดตั้งสายไฟฟ้าใต้ดินแรงกลาง ก่อสร้างท่อสายไฟฟ้าแรงต่ำบนทางเท้าพร้อมกับการก่อสร้างท่อร้อยสายสื่อสาร เปลี่ยนระบบการจ่ายไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าอากาศเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดินเชื่อมต่อให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า ติดตั้งโคมไฟถนนใหม่ ไปจนถึงการรื้อถอนเสาสายไฟฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย กฟน. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ ด้วยดี โดย กรุงเทพมหานคร ให้การสนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระหว่างการดำเนินงาน

ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้การสนับสนุนการบริหารจัดการ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นเพื่อให้การจราจรเกิดความคล่องตัว และประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. เป็นผู้ให้การสนับสนุนการบริหารจัดการ และกำหนดนโยบายให้ผู้ประกอบการดำเนินการนำสายสื่อสารทั้งหมดลงใต้ดิน โดยมี บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างเพื่อรองรับการนำสายสื่อสารทั้งหมดลงใต้ดิน อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีปัญหาอุปสรรคในบางส่วน แต่การดำเนินโครงการถนนราชวิถีซึ่งเป็นโครงการต้นแบบในการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน จะทำให้ได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์ในการปรับปรุงการดำเนินงานในโครงการอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ การกำหนดกรอบการดำเนินการให้เสร็จภายใน 5 ปี ตามที่รัฐบาลกำหนดไว้นั้น กฟน. จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนดในพื้นที่ที่ไม่ติดปัญหา ยกเว้นพื้นที่บางส่วนที่ซ้อนทับกับโครงการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งจะต้องมีการประสานแผนทำงานร่วมกันต่อไป สำหรับโครงการที่จะดำเนินการต่อจาก ถ.ราชวิถี ในปี 2559 นี้คือ ถนนราชปรารภ ศรีอยุธยา โยธี เพชรบุรี และพระราม 1 ซึ่ง กฟน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วโดยให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

 

ทองราคาลดลงบาทละ 50 รูปพรรณขาย 22,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708944

 

ราคาทองวันที่ 1 ก.ย. 59 เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450 ขายออกบาทละ 21,550 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 ขายออกบาทละ 22,050 บาท ส่วนภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์กเพิ่มขึ้น 0.1 เซนต์ ปิดที่ 2.0775 ดอลลาร์/ปอนด์ รับตัวเลขจ้างงานเอกชนพุ่งเหนือคาดการณ์ …

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450.00 บาท ขายออกบาทละ 21,550.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 บาท ขายออกบาทละ 22,050.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองแดงนิวยอร์กปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (31 ส.ค.) หลังจาก ADP เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ ประจำเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 177,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 175,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้ออำนวยเศรษฐกิจสหรัฐฯ

สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบ เดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 0.1 เซนต์ ปิดที่ 2.0775 ดอลลาร์/ปอนด์

การเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เดือนส.ค.ที่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์นั้น ทำให้มีแนวโน้มว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน ส.ค. ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะรายงานในวันพรุ่งนี้ (2 ก.ย.) อาจเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และเป็นปัจจัยหนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนหน้า

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในวันนี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือน ส.ค.จากมาร์กิต, ค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือน ก.ค. และดัชนีภาคการผลิตเดือน ส.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM)

 

“เสธ.แดง” สั่งตัดโควตาหวย ลุยจับรายย่อยปั่นราคาเลขชุดแตะ 90 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708734

 

“เสธ.แดง” ประธานบอร์ดสลากฯ ออกมาตรการเข้ม ตัดโควตาพ่อค้าสลากขาย เกินราคา ส่วนรายย่อยไม่มีโควตาอ่วมหนัก ปรับ 10,000 บาท จำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ หลังจากราคาลอตเตอรี่เลขชุดแพงลิ่วคู่ละ 90 บาท

พ.ท.หนุน ศันสนาคม กรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ด) เปิดเผยภายหลังจากการประชุมบอร์ดที่มี พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ (เสธ.แดง) ประธาน กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดมีมติเห็นชอบให้ฝ่ายบริหารสำนักงานสลากฯดำเนินการแก้ไขการจำหน่ายสลากเกินราคาด้วยความเข้มงวด หลังจากที่บอร์ดได้รับรายงานว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มี ประชาชนโทรศัพท์ร้องเรียนสลากเกินราคาวันละ 20-30 ครั้ง จากเดิมเฉลี่ยวันละ 6-7 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าการจำหน่ายสลากเกินราคากลับมาระบาดอีกครั้ง หลังจากที่เคยสงบนิ่งไประยะหนึ่งแล้ว

“สลากที่ขายเกินราคาในช่วงนี้ เนื่องจากผู้ค้าสลากสามารถปรับตัวกับกลยุทธ์ใหม่ที่สำนักงานสลากฯดำเนินการไปก่อนหน้านี้ได้แล้ว โดยราคาสลากที่ขายเกินราคา เกิดจากการรวมเลขชุด 5 คู่ และ 10 คู่ โดยราคาขายจะพุ่งขึ้นเป็นคู่ละ 90 บาท ถึง 100 บาท ส่วนสลากที่ขายเป็นใบๆ ที่ไม่ได้รวมเป็นเลขชุดยังมีราคาขายคู่ละ 80 บาท และมีสัดส่วนมากถึง 70-80% จึงถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ต้องใช้มาตรการรุนแรง เพราะเกรงว่าการจำหน่ายสลากเกินราคาจะทวีความรุนแรงมากขึ้นและไม่สามารถควบคุมได้ในอนาคต”

สำหรับมาตรการที่บอร์ดให้ความเห็นชอบแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1.ผู้ค้าสลากรายย่อยทั่วไป ที่ไม่มีโควตา หากจำหน่ายสลากเกินราคาจะถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด คือ ปรับเป็นเงินไม่เกิน 10,000 บาท จำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำและปรับ และ 2.คือ กลุ่มที่ได้รับโควตาจากสำนักงานสลากฯ ในปัจจุบันจากยอดพิมพ์ทั้งหมด 120 ล้านฉบับ หรือ 60 ล้านคู่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.กลุ่มที่ได้รับโควตาเดิม จากสำนักงานสลากฯ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 28 ล้านคู่ โดยโควตาในส่วนนี้ สำนักงานสลากฯกระจายให้แก่องค์กรการกุศล มูลนิธิต่างๆ และรายย่อยเดิมคนละ 5 เล่ม และ 2.กลุ่มโควตาใหม่อีก 32 ล้านคู่ ที่สำนักงานสลากฯ จำหน่ายธนาคารกรุงไทย ตู้เอทีเอ็ม และอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ด้วยวิธีการซื้อตรงและจองซื้อที่เปิดขายประจำในแต่ละงวด

พ.ท.หนุนกล่าวว่า การกำหนดบทลงโทษผู้ค้าสลากรายย่อยแยกออกจากผู้ค้าสลากที่ได้รับโควตา เพราะผู้ค้าสลากรายย่อยบางคนไม่มีโควตาเป็นของตนเอง จึงจำเป็นต้องลงโทษทันทีที่จับกุมได้ ส่วนกรณีผู้ค้าที่ได้รับโควตาจากสำนักงานสลากฯนั้น จะลงโทษด้วยการปรับจับแล้วยังถูกตัดโควตาสลากที่ได้รับคนละ 5 เล่มอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน สลากฯสามารถตรวจสอบหมายเลขสลากย้อนหลังไปถึงต้นขั้วได้ และยังทราบรายชื่อของผู้รับโควตารายนั้นๆ ด้วย ซึ่งล่าสุดสำนักงานสลากฯได้ดำเนินการตัดโควตารายย่อยเดิมไปแล้ว 152 ราย และรายย่อยใหม่ที่ซื้อตรงและจองซื้อกับสำนักงานสลากฯอีก 13 ราย นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายร้อยรายที่สำนักงานสลากฯอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ส่วนสลากที่จำหน่ายผ่านมูลนิธิและองค์กรการกุศลนั้น พบว่ามีการจำหน่ายสลากเกินราคา 35 แห่ง ซึ่งสลากที่ขายในกลุ่มนี้สำนักงานสลากฯจะใช้มาตรการที่ผ่อนปรนมากกว่า โดยจะตักเตือนครั้งแรกที่พบความผิดกรณีสมาชิกขององค์กรการกุศลจำหน่ายสลากเกินราคา โดยจะขอร้องให้สมาชิกขายสลากในราคาที่กำหนดคือไม่เกินคู่ละ 80 บาท แต่หากยังคงทำผิดเป็นครั้งที่ 2 ก็จะเตือนอีก ถือเป็นการลงโทษด้วยการให้ใบเหลือง และหากยังพบว่าสมาชิกรายนั้นยังขายเกินราคาเป็นครั้งที่ 3 จะถูกลงโทษด้วยการให้ใบแดง คือตัดโควตาทันที

“โควตาของมูลนิธิและองค์กรการกุศลที่สำนักงานสลากฯให้ไปนั้น จะต้องมอบให้สมาชิกเพื่อนำไปจำหน่ายด้วยตนเองเท่านั้น หากสมาชิกไม่จำหน่ายด้วยตนเองแต่นำไปขายต่ออีกทอดก็คือ ต้นเหตุของการรวมเลขชุดและเป็นการปั่นราคาสลาก อีกด้วย แต่เนื่องจากองค์กรการกุศลเหล่านี้ มีสมาชิกคนพิการและยากจน การลงโทษทันทีที่ทำผิดครั้งแรก บอร์ดมีความเห็นว่ารุนแรงเกินไปถึงผ่อนปรนให้ถึง 2 ครั้ง แต่หากยังทำผิดอีกเป็นครั้งที่ 3 จะตัดโควตา ของสมาชิกที่ทำผิดทันที คนละ 5 เล่ม หากมีทำความผิด 5 คนตัดโควตา 25 เล่ม ทำผิด 10 คนก็ตัด โควตา 50 เล่ม แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้องค์กรการกุศลนั้นส่งรายชื่อสมาชิกสำรองที่ยังไม่มีโควตามารับโควตาแทนคนที่ถูกตัดสินได้”

พ.ท.หนุนกล่าวว่า ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ สำนักงานสลากฯจะเชิญองค์กรการกุศลและมูลนิธิที่ได้รับโควตาจากสำนักงานสลากฯมารับฟังการชี้แจงทั้งหมดเพื่อให้เกิดความชัดเจน

ด้าน พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า สำหรับผู้ค้าสลากที่รับสลากไปจำหน่ายในงวดวันที่ 1 ต.ค.59 นี้ สำนักงานสลากฯจะปรับปรุงวันรับสลากไปจำหน่ายจากเดิมที่กำหนด 5 วัน จะปรับลดลงเหลือเพียง 3 วันเท่านั้น เพื่อทำให้การรวบเลขชุดทำได้ยากขึ้น.

 

หุ้นสหรัฐฯ ลดลง หลังราคาน้ำมันร่วงต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708790

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพุธ ถูกฉุดโดยหุ้นของบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียม หลังจากราคาน้ำมันลดลงติดต่อกันหลายวัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 31 ส.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 53.42 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 18400.88 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 5.17 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 2170.95 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 9.77 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 5213.22 จุด

เมื่อวันพุธ ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังพบว่าปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ส่งสัญญาณว่าอุปทานกำลังล้นตลาด ส่งผลให้หุ้นบริษัทปิโตรเลียมลดลง เช่น เอ็กซ์ซอนโมบิล ลบ 0.6%, เชฟรอน ลดลง 1.1% และชลัมเบอร์เจอร์ ลดลง 2.0%

 

“ซีพี” ผลิตตู้อาหารหยอดเหรียญเจนใหม่ ตอบรับสังคมยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708725

 

(ภาพจาก:เฟซบุ๊ก Foodie:D)

กลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และธุรกิจในเครืออย่าง CP All ตกเป็นข่าวในโลกโซเชียลอีกครั้ง เมื่อนำตู้อาหารหยอดเหรียญ พร้อมเตาไมโครเวฟเพื่ออุ่นอาหารได้ในตัวเองไปทดลองติดตั้งยังอาคารสำนักงานของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการแก่บรรดาพนักงานของบริษัทที่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ทำงานในบริษัทจนดึกดื่น โดยเฉพาะเมื่อผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทรูคอร์ป ต้องขอให้พนักงานจำนวนมากไปช่วยงานของรัฐบาลในโครงการสานพลังประชารัฐ

โลกโซเชียลได้กระจายข่าวกันสนั่นเมืองว่า กลุ่มซีพีกำลังเตรียมนำเครื่องขายอาหารกล่องหยอดเหรียญที่ผลิตมาราว 10,000 ตู้ ไปวางอยู่ตามจุดสำคัญๆต่างๆทั่วประเทศ ตั้งแต่สำนักงานไปจนถึงมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ การผลิตตู้ขายอาหารกล่องหยอดเหรียญดังกล่าว น่าจะทำให้กลุ่มซีพีมีรายได้เข้าบริษัทจำนวนมหาศาล ขณะที่ไม่ต้องมีต้นทุนที่ดิน หรือสถานที่ตั้งของร้านค้าเหมือน ซีพี เฟรชมาร์ท หรือร้านสะดวกซื้ออย่าง 7/11

ในโลกโซเชียลยังประเมินด้วยว่า ตู้ขายอาหารหยอดเหรียญนี้ จัดเป็นแนวคิดที่สอดรับกับพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนสมัยใหม่ ทั้งยังสามารถนำตู้ไปวางตามโรงพยาบาล วัด หรือโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลได้ด้วย ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ไปยังผู้บริหารในกลุ่มบริษัท ซีพี ได้รับคำตอบว่า ตู้นี้เรียกว่าตู้ CP RAM ขณะนี้ทำขึ้นเพื่อทดลอง 2 ตู้ และนำไปติดตั้งที่สำนักงานของทรู คอร์ป กับที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทดลองว่าเป็นที่น่าสนใจหรือไม่ และเหมาะจะนำมาใช้ในประเทศไทยเหมือนกับที่ญี่ปุ่นซึ่งมีตู้ที่ว่านี้จำนวนมาก “อย่าเพิ่งมองในแง่ไม่ดีว่าเราจะแย่งผู้คนทำมาค้าขายเลย เพียงแต่เราต้องปรับตัว แต่ก็ไม่คิดว่าง่ายที่จะเที่ยวไปวางที่ไหนก็ได้ในเมืองไทย แต่อาจวางยังโรงเรียนที่ห่างไกลเพื่อช่วยเรื่องอาหารกลางวันเด็กได้”.

 

หนุนใช้ไบโอพลาสติกใน 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708680

 

นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก เปิดเผยถึงแผนการพัฒนาคลัสเตอร์ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญ สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆอีกมากมาย ทั้งอุตสาหกรรมพื้นฐาน และเป็นส่วนประกอบใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล สถาบันจึงได้ให้การสนับสนุนให้เป็นหนึ่งในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ

สำหรับในคลัสเตอร์นี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ไบโอพลาสติก หรือพลาสติกชีวภาพ และพลาสติกที่มาจากวัตถุดิบปิโตรเลียม ซึ่งใน ปัจจุบันวัตถุดิบปิโตรเคมี ที่สำคัญของไทย คือก๊าซธรรมชาติเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ และอาจจะหมดไปในอนาคต จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตพลาสติกที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งไทยมีศักยภาพทางวัตถุดิบสูงมาก ทั้งนี้ ในแผนพัฒนาพลาสติกชีวภาพ มีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลาสติกชีวภาพแห่งที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และเป็นศูนย์กลางพลาสติกชีวภาพแห่งแรกของเอเชีย โดยได้กำหนดแผนการพัฒนาพลาสติกชีวภาพไว้ 2 ระยะ ในระยะแรกภายใน 5 ปี.

 

ชาวสวนรุมซื้อรถกระบะมือสอง หลังราคาสินค้าเกษตรเริ่มฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708689

 

นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารธนชาต เปิดเผยว่า ขณะนี้การขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จากลูกค้าเกษตรกรเริ่มฟื้นตัวแล้ว หลังจากสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย และราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น โดยส่วนใหญ่นิยมเข้ามาขอสินเชื่อไปซื้อรถกระบะมือสองในการใช้ขนส่งสินค้าเกษตร และปัจจัยการผลิตต่างๆ ส่งผลให้ตลาดรถยนต์มือสองจะกลับมาคึกคักมากขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง และทำให้ยอดการขอสินเชื่อรถมือสองปีนี้จะเติบโตได้ถึง 10-15% สวนทางกับสินเชื่อรถยนต์ป้ายแดงที่จะโตเพียง 2-3%

“ก่อนหน้าในช่วงที่เกิดภัยแล้ง เกษตรกรค่อนข้างอึดอัดไม่มีกำลังซื้อรถใหม่ แต่ตอนนี้หลายภาคเริ่มคลี่คลาย ทั้งชาวนา ชาวไร่ รวมถึงชาวสวนยางภาคใต้ที่ขณะนี้ราคายางกลับมาเป็น กก.ละ 50-60 บาท ทำให้กล้ากลับมาซื้อรถใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งบางรายหากไม่มีกำลังซื้อพอก็จะพาลูกหลาน คนในครอบครัวมารวมกันช่วยกันซื้อเพื่อนำไปใช้งาน ส่งผลให้ขณะนี้ธนชาตได้เร่งเจาะตลาดลูกค้าในภาคใต้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับตลาดรถยนต์มือสองก็มองว่าจะคึกคักต่อ เพราะลูกค้ารู้สึกว่าใช้รถมือสองและคุ้มค่า ประกอบกับราคารถยนต์มือสองเริ่มนิ่ง และมีเต็นท์รถมือสองกลับมาสต๊อกรถเพื่อไปขายต่อ”

ภาพรวมตลาดสินเชื่อรถยนต์ในขณะนี้ ธนชาตยังคงความเป็นผู้นำในตลาดอยู่ โดยมีพอร์ตสินเชื่อรถยนต์รวม 350,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายปีนี้จะปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ลูกค้ารายย่อยได้ 200,000 คัน หรือคิดเป็นวงเงิน 120,000 ล้านบาท โต 7-8% ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่ 2.59% แต่จากที่ธนาคารมุ่งบริหารคุณภาพสินเชื่อมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งปีนี้ยอดหนี้เสียน่าจะลดลงได้อีก ส่วนภาพ รวมตลาดรถยนต์ปัจจุบันมีสัญญาณที่ดีขึ้น ครึ่งปีแรกผ่านไป ยอดขายรถใหม่อยู่ที่ 360,000 คัน คาดว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ 740,000-750,000 คัน.

 

ขอเพิ่มอายุสัมปทาน 50 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708679

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และการจัดการอสังหาริมทรัพย์พื้นที่รอบสถานีรถไฟความเร็วสูงว่า ให้ไปตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนและเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในพื้นที่อีอีซี พร้อมให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปทำรายละเอียดของอีอีซี และจัดทำเป็นแผนแม่บทบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

“ที่ประชุมมอบให้กระทรวงการคลังประเมินวงเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ จึงจะต้องจัดทำรายละเอียดประเมินมูลค่า โครงการและรูปแบบการระดมทุน สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง อาทิ กรุงเทพฯ- ระยอง, กรุงเทพฯ-นครราชสีมา พร้อมให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำข้อมูล ทั้งจำนวนและที่ตั้งของสถานี เพราะเป็นส่วนสำคัญในการทำรายละเอียดจัดซื้อจัดจ้างที่เอกชนจะนำไปศึกษาก่อนเปิดประมูล”

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ที่ประชุมฯได้หารือถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง วงเงินลงทุน 150,000 ล้านบาท โดย สนข.จะศึกษาการเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงเส้นทางนี้ กับสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สนามบินอู่ตะเภา เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และมีข้อเสนอจากเอกชน ถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ที่ขอให้ขยายระยะเวลาสัมปทานจาก 30 ปี เป็น 50 ปี เพื่อ จูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน เพราะต้องใช้วงเงินลงทุนที่สูงมาก และเอกชนได้เสนอให้ปรับปรุงเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ เช่น การกำหนดให้มีพื้นที่ที่เพียงพอ ที่จะพัฒนาบริเวณรอบสถานีต่างๆรวม 1,000 ไร่.