ปิดตายโรงฆ่าสัตว์เถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708674

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้ผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.การควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ฉบับใหม่ ซึ่งจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาปลายปี 59 โดยปัจจุบันมีโรงฆ่าสัตว์ได้รับใบอนุญาตให้ตั้งโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์และการฆ่าสัตว์ (ฆจส.2) 2,235 แห่งทั่วประเทศ เป็นโรงฆ่าของภาครัฐ 507 แห่ง และภาคเอกชน 1,728 แห่ง แบ่งเป็นขนาดใหญ่ 239 แห่ง ขนาดกลาง 618 แห่ง และขนาดเล็ก 1,378 แห่ง

นายสรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เร่งชี้แจงทำความเข้าใจให้ผู้ประกอบการ โรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต (ฆจส.2) เพื่อปรับปรุงโรงฆ่าสัตว์ให้ได้มาตรฐานขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด โดยตั้งเป้าภายในปี 60 ต้องไม่มีโรงฆ่าสัตว์เถื่อน นอกจากนี้ ยังได้เร่งตรวจสอบสุขอนามัยโรงฆ่าสัตว์ทุกแห่งอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หากไม่ผ่านเกณฑ์สุขอนามัยจะถูกแจ้งเตือน พักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต มีการกำหนดเป้าหมายให้โรงฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่พัฒนาสู่มาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดี ในการผลิตอาหาร (GMP) ทั้งหมดภายในปี 63

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ โดยสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้การรับรอง “ปศุสัตว์ OK” ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า เนื้อสัตว์มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่มีมาตรฐานและผลิตจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ซึ่งปัจจุบันรับรองสถานที่ จำหน่ายเนื้อสัตว์ (ปศุสัตว์ OK) 2,616 แห่ง

“แผนการดำเนินงานระยะต่อไป จะจัดกลุ่มจำแนกโรงฆ่าสัตว์แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 โรงฆ่าสัตว์ที่พัฒนายกระดับสู่มาตรฐาน GMP/HACCP เทียบเท่ามาตรฐานสากลและส่งออกได้ 80 แห่ง กลุ่มที่ 2 มีศักยภาพความพร้อมพอที่จะเข้าสู่มาตรฐาน GMP ภายในประเทศ 159 แห่ง กลุ่มที่ 3 ปรับปรุงเข้าสู่ มาตรฐานสุขอนามัยแต่ต้องให้การสนับสนุนปรับปรุง 618 แห่ง โดยกลุ่มที่ 2 และ 3 มีเป้าหมายพัฒนา 2-3 ปี และกลุ่มที่ 4 มีศักยภาพน้อย 1,378 แห่ง ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงให้ผ่านมาตรฐานสุขอนามัย การฆ่าสัตว์ขั้นพื้นฐาน หากไม่สามารถปรับปรุงได้จะยกเลิกใบอนุญาต”.

 

แห่ร่วมงาน “ไทยแลนด์ โฟกัส” นักลงทุนมั่นใจประเทศไทย ธปท.เตือนเอกชนรับมือบาทผันผวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708669

 

(ภาพจาก:เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร และธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ จัดงานไทยแลนด์ โฟกัส (Thailand Focus) ครั้งที่ 10 โดยมีผู้จัดการกองทุนทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากมาร่วมรับฟังข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทยจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยได้รับเกียรติจากนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาร่วมให้ข้อมูล นโยบายทิศทางของประเทศไทย

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพโอกาสการลงทุนในไทย แก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก ปีนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติเข้าร่วมงาน 112 ราย กองทุนต่างชาติเหล่านี้มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกัน 370,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีผู้ลงทุนสถาบันภายในประเทศเข้าร่วมงานอีก 98 ราย สะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุน ยังเชื่อมั่นและสนใจลงทุนในไทย ขณะที่มีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มาร่วมให้ข้อมูลผู้จัดการ กองทุน 140 บริษัท ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 11.75 ล้านล้านบาท หรือ 77% ของมูลค่าตลาดรวม ฯลฯ

น.ส.อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นกว่า 21% หากดูในมุมของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแล้ว 26% กระแสเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดีกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค และยังเป็นแหล่งลงทุนที่โดดเด่น ด้วยนโยบายเศรษฐกิจ แบบเปิดรับผู้ลงทุนต่างชาติที่เน้นกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนสถาบันต่างชาติหลายแห่ง เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆนี้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การที่นักลงทุนจากทั่วโลกเข้าร่วมงานมากกว่าทุกๆปี สะท้อนให้เห็นว่ามีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตว่าจะปรับตัวดีขึ้น และรัฐบาลก็มีโครงการผลักดัน นโยบายเศรษฐกิจอีก 3 เรื่องใหญ่ๆ อาทิ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการขนส่งทุกรูปแบบ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นการลงทุน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ยืนยันว่าขณะนี้ค่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่าอยู่คนเดียวในภูมิภาค แต่แข็งค่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค และอยู่ในระดับกลางๆ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น 4.5% จากต้นปี ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคมีค่าเงินแข็งกว่ามาก เช่น มาเลเซีย ริงกิตแข็งค่าขึ้น 9% และ ธปท.ได้ ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเห็นว่าภาคเอกชนสามารถปรับตัวได้ดี

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส สายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องยอมรับกับความผันผวนของเงินบาท ที่จะมีสูงขึ้นในอนาคต และหาทางรับมือไว้ ซึ่งความผันผวนของค่าเงินจะอยู่คู่กับเราไปอีกนาน ที่ผ่านมาทุกฝ่ายก็รับทราบ เพราะเป็นผลกระทบจากตลาดต่างประเทศที่ผันผวน ซึ่งการส่งออกล่าสุดในเดือน ก.ค. ที่กลับมา ขยายตัวติดลบ 4.5% ก็ไม่ได้เป็นผลหลักๆ ที่มาจากการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนั้น.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 01/09/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708650

 

รฟม. ชวนใช้บัตร MRT Plus สะดวกเดินทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง-น้ำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 04:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708730

 

รฟม. ชวนใช้บัตร MRT Plus สะดวกในการเดินทางเปลี่ยนระบบสายฉลองรัชธรรม-เฉลิมรัชมงคล ขยายเวลาฟรีค่าธรรมเนียมออกบัตรโดยสารทุกประเภทถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 …

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ว่า รฟม. ชวนใช้บัตร MRT Plus สะดวกในการเดินทางเปลี่ยนระบบสายฉลองรัชธรรม และเฉลิมรัชมงคล ยกเว้นค่าแรกเข้าระบบ (14บาท) ภายในระยะเวลา 60 นาที รวมถึงใช้ชำระค่าบริการจอดรถ ในอาคารจอดรถของรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรมได้

ทั้งนี้บัตรโดยสาร MRT Plus มีทั้งหมดทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ บัตรบุคคลทั่วไป, บัตรนักเรียน/นักศึกษา, บัตรเด็ก และบัตรผู้สูงอายุ ราคาพิเศษ 150 บาท (มูลค่าการเดินทาง 100 บาท ค่ามัดจำบัตร 50 บาท และฟรีค่าธรรมเนียม 30 บาท จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559) โดยบัตรเด็กอายุไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์ และผู้สูงอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% จากอัตราค่าโดยสารปกติ และบัตรนักเรียน นักศึกษา ที่อายุไม่เกิน 23 ปี และ/หรือ ไม่เกินวันเกิดอายุครบ 23 ปี ในสังกัดสถาบันการศึกษา จะได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 10% จากอัตราค่าโดยสารปกติ มีจำหน่ายบนสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ทั้ง 16 สถานี โดยใช้เป็นบัตรเติมเงินเพื่อชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม และสายเฉลิมรัชมงคลได้

ผู้โดยสารที่ใช้บัตรโดยสาร MRT Plus และเดินทางเปลี่ยนระบบ ภายในระยะเวลา 60 นาที รฟม. จะยกเว้นค่าแรกเข้าระบบ (14บาท) รวมถึงใช้ชำระค่าบริการจอดรถในอาคารจอดรถของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรมได้ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ อาคารจอดรถสถานีบางรักน้อยท่าอิฐ อาคารจอดรถสถานีสามแยกบางใหญ่ และอาคารจอดรถสถานีคลองบางไผ่

ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถนำบัตร MRT Plus ไปสมัครใช้บริการจอดรถรายเดือนได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ที่ห้องออกบัตรรายเดือน ณ อาคารจอดรถทุกแห่ง ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 และ เฟซบุ๊กแฟนเพจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

 

จัดระเบียบรถตู้ ขอเวลาประเมิน 6 เดือน รู้ผลลดไม่ลดค่าโดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ย. 2559 02:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708649

 

จัดระเบียบรถตู้ดีเดย์ 25 ต.ค.นี้ ส่อแวววุ่น เหตุประชาชนไม่ได้รับความสะดวก ค่าโดยสารไม่ลดราคาตามที่คุย ด้าน บขส. ประสานงาน ขสมก. จัดรถรับส่งผู้โดยสารจาก “จตุจักร-เอกมัย-สายใต้ใหม่” เข้าอนุสาวรีย์ โวทำให้จราจรคล่องตัว วิ่งได้เร็วขึ้นในชั่วโมงเร่งด่วน …

นายดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ จากการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ทหาร ตำรวจ กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) เพื่อเตรียมความพร้อมจัดระเบียบรถตู้และทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการรถตู้ รวมถึงประชาชน ก่อนที่จะย้ายรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ไปที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร 3 แห่งคือ สถานีจตุจักร สถานีสายใต้ใหม่ และสถานีเอกมัย ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ ซึ่งจะมีรถตู้โดยสารที่จะถูกจัดระเบียบกว่า 4,205 คันนั้น

เบื้องต้น ผู้ประกอบการรถตู้ พร้อมที่จะย้ายจุดจอดรถตามที่คณะทำงานดำเนินการเสนอ พร้อมยอมรับว่า ผู้โดยสารอาจจะไม่ได้รับความสะดวกเหมือนเคย ส่วนเรื่องค่าโดยสารที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า หากจัดระเบียบรถตู้ อาจจะปรับค่าโดยสารลงนั้น ในเรื่องนี้เบื้องต้นค่าโดยสารจะยังไม่ปรับลดลง โดยกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอประเมินผลดี ผลเสีย ผลกระทบ ภายใน 6 เดือน ตั้งแต่ พ.ย.59-1 พ.ค.60 ถึงจะพิจารณาว่า ค่าโดยสารจะปรับลดค่าโดยสารลงหรือไม่

ทั้งนี้จากการรายงานพบว่า หากมีการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะทั้ง 3 จุดจอดรถแล้ว จะทำให้ปริมาณการจราจร รอบๆ อนุสาวรีย์ชัยภูมิ และพื้นที่โดยรวมรอบกรุงเทพฯ มีความคล่องตัวมากขึ้น จากเดิมมีความเร็วเฉลี่ยที่ 36.4% จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ในชั่วโมงเร่งด่วน นอกจากนั้น ทางกระทรวงคมนาคม ได้มีการประสานงานไปยัง ขสมก. และ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. จัดรถเมล์ ขสมก. มารับส่งผู้โดยสารจากทั้ง 3 สถานี มายังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และขอยกเว้นค่าผ่านทางด่วน ระยะเวลา 6 เดือน ให้กับรถเมล์ ขสมก. ที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารจาก 3 จุดจอดรถ

พ.อ.สมบัติ ธัญญะวัน เสนาธิการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าว ผู้ประกอบการรถตู้โดยสาร มีความกังวลว่าหากปรับจุดจอดรถ จะทำให้รายได้ลดลง จึงได้ขอให้ กระทรวงคมนาคม และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ 4 แนวทางด้วยกัน คือ 1.ขอให้พิจารณาปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้น 2.พิจาณาปรับลดอัตราค่าเบี้ยประกันรถ 3.จัดหาสถาบันการเงินให้กับผู้ประกอบการ 4.จัดหาเชื้อเพลิงราคาถูกให้กับผู้ประกอบการ โดยทางคณะทำงานขอเวลาพิจารณาปัจจัยต่างๆภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากย้ายจุดจอดรถทั้ง 3 จุด

สำหรับรถตู้โดยสารหมวด 2 ของ บขส. ทั้งหมด 4,205 คัน แบ่งเป็นการย้ายไปที่สถานีจตุจักร เส้นทางเดินรถสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ 97 สายทาง รวม 2,046 คันต่อคัน สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ 1,617 คัน และสถานีเอกมัย เส้นทางสายตะวันออก 542 คัน.

 

ไทยชนะประมูลขายข้าวให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ 1 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 20:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708554

 

“พาณิชย์” แจ้งข่าวดี ไทยชนะประมูลขายข้าวให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ 1 แสนตัน ดันราคาข้าวในประเทศขยับขึ้นทันที เหตุต้องใช้ข้าวใหม่ส่งมอบ ล่าสุดข้าวเปลือกเพิ่มเป็นตันละ 8.5-9 พันบาท ข้าวสารขยับขึ้นตันละ 200 บาท…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.59 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เปิดประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% ปริมาณ 250,000 ตัน โดยได้เปิดให้ 3 ประเทศเสนอราคาขายข้าว ได้แก่ ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งไทยเสนอราคาต่ำสุดที่ตันละ 424.85 เหรียญสหรัฐฯ ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งเป็นราคา CIF ที่รวมค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าขนส่งจนส่งถึงหน้าโกดังในฟิลิปปินส์ ขณะที่เวียดนามเสนอขาย 250,000 ตัน ตันละ 425 เหรียญฯ แต่หลังจากฟิลิปปินส์ต่อรองราคา เวียดนามยอมลดราคาขายลงมาเหลือเท่าไทยที่ตันละ 424.85 เหรียญฯ ทำให้การเสนอราคาขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ ไทยเป็นผู้ชนะการประมูล 100,000 ตัน และเวียดนาม 150,000 ตัน ในราคาเท่ากัน

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การที่ไทยชนะการประมูลขายข้าวให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ จะส่งผลดีต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศให้สูงขึ้น เพราะฟิลิปปินส์ต้องการให้ส่งมอบข้าวใหม่ หรือข้าวนาปี ปี 59/60 ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดในขณะนี้ ทำให้ล่าสุดราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 8,500-9,000 บาท และคาดว่าราคาจะขยับขึ้นไปอีก หลังจากที่มีการซื้อข้าวเปลือกในตลาดเพื่อการส่งมอบ

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การชนะประมูลข้าวฟิลิปปินส์ 100,000 ตันของไทย จะส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น เพราะฟิลิปปินส์ต้องการข้าวใหม่ และมีระยะเวลาส่งมอบ 2 เดือน คือเดือนก.ย.และ ต.ค.นี้ ซึ่งหลังจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศจะนำออเดอร์ดังกล่าวมาให้สมาคมฯ จัดสรรให้กับสมาชิกเพื่อหาข้าวในตลาดส่งมอบ

“ยอมรับว่าราคาที่ไทยชนะประมูลทำให้เอกชนที่จัดหาข้าวส่งมอบต้องขาดทุน แต่เอกชนก็เต็มใจ เพราะต้องการช่วยหาตลาดข้าวให้กับภาครัฐ โดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ เป็นการช่วยเหลือภาครัฐ คาดว่าจากนี้โรงสีก็คงปรับขึ้นราคาข้าวเพื่อขายให้ผู้ส่งออก” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าว.

 

ร.ฟ.ท. ปัดอนุมัติ 1.4 แสนบาท ให้ นศ.สถาบันพระปกเกล้าขึ้นขบวนพิเศษฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708309

 

การรถไฟฯ ปฏิเสธ ไม่ได้มีการอนุมัติ 1.4 แสนบาท ให้ นศ.สถาบันพระปกเกล้าขึ้นขบวนพิเศษฟรี เผย อยู่ระหว่างการพิจารณาตามระเบียบของ ร.ฟ.ท.

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.59 สืบเนื่องจาก กรณีมีสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ ทำการเผยแพร่ข่าว กรณีนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 15 (ปรม.15) สถาบันพระปกเกล้า ทำหนังสือขอใช้บริการตู้โดยสารรถไฟ SRT Prestige จำนวน 4 ตู้ เพื่อนำนักเรียนในหลักสูตร จำนวน 75 คน เดินทางไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่โรงเรียนบ้านเกาะแก้ว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 3-4 ก.ย.นี้ พร้อมกับขอให้จัดอาหารและเครื่องดื่มให้บริการ และมีการอ้างว่า ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ลงนามอนุมัติ ตามคำขอของสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ในเรื่องนี้นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 15 (ปรม.15) สถาบันพระปกเกล้า ได้มีการทำเรื่องขอความอนุเคราะห์ยกเว้นค่าโดยสารและค่าธรรมเนียมเข้ามาที่การรถไฟฯ จริง แต่เรื่องยังไม่ได้มีการอนุมัติให้มีการยกเว้น หรือไม่คิดค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามที่กระแสข่าวระบุไว้แต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาตามระเบียบของการรถไฟแห่งประเทศไทย


อีกทั้ง ในวันที่คณะฯ จะเดินทาง (3 ก.ย.59) ได้มีคณะวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร วปอ.รุ่นที่ 54 ได้เช่าตู้โดยสารรถไฟ SRT Prestige จำนวน 4 ตู้ เพื่อเดินทางจากสถานีธนบุรี–สะพานแควใหญ่ ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว การรถไฟฯ จึงได้เสนอให้เช่ารถโดยสารชุดม่วง จำนวน 3 ตู้ ที่มีลักษณะรองลงมาจากรถ SRT Prestige แทน

ส่วนเรื่องการจัดหาอาหาร ทางนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 15 (ปรม.15) สถาบันพระปกเกล้า ขอให้การรถไฟฯ เป็นผู้จัดหาให้ แต่จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายด้านอาหารทั้งหมด ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่า ผู้ว่าการรถไฟฯ ใช้อำนาจอนุมัติทำให้การรถไฟฯ มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 140,000 บาท นั้น การรถไฟฯ ขอยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณา ยังไม่ได้อนุมัติ

ทั้งนี้ ระเบียบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 135 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1) ว่าด้วยการยกเว้นหรือลดค่าโดยสารรถไฟและค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้แก่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรสาธารณกุศล หรือบุคคล) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การขอความอนุเคราะห์ยกเว้น หรือลดค่าโดยสารรถไฟและค่าธรรมเนียมต่างๆ จะต้องเป็นกิจกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศ กิจกรรมเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติอย่างร้ายแรง ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนและมีความเสียหายจำนวนมาก กิจกรรมเพื่อการแข่งขันกีฬา แข่งขันความรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมด้านต่างๆ กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อการรถไฟฯ โดยให้ผู้ว่าการรถไฟฯ ทรงไว้ซึ่งสิทธิจะอนุมัติ หรือไม่อนุมัติการยกเว้นฯ โดยพิจารณาผลประโยชน์ของการรถไฟฯ เป็นสำคัญ โดยเมื่อยกเว้นหรือลดค่าโดยสารและค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้แก่หน่วยงานใดแล้ว ให้รายงานให้คณะกรรมการรถไฟฯ ทราบ

ดังนั้น ในกรณีนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 15 (ปรม.15) สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีกำหนดเดินทางไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่โรงเรียนบ้านเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จึงเข้าข่ายและมีสิทธิขอการยกเว้นค่าธรรมเนียมได้ และการรถไฟฯ จะพิจารณา โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ ความเหมาะสมตามระเบียบ และประโยชน์ที่สังคม รวมถึงการรถไฟฯ จะได้รับอย่างรอบคอบ และเป็นธรรม

“ตามหลักการทำงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบ โดยยึดหลัก ความซื่อสัตย์สุจริต มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมอย่างเคร่งครัด” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าว.

 

เตือน ปชช. ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกทำธุรกรรมผ่าน ATM

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708074

 

สมาคมธนาคารไทย เตือน ปชช. ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเงินกลับมาระบาด เผย ธนาคารไม่มีนโยบายในการโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูล-ติดตามหนี้ ให้ลูกค้าทำรายการผ่านเครื่องเอทีเอ็ม ขอให้ระมัดระวังการบอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัว-การเงิน …

วันที่ 31 ส.ค.59 สมาคมธนาคารไทย ขอแจ้งเตือนประชาชนว่า กลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้กลับมาหลอกลวงประชาชนในช่วงนี้มากขึ้น โดยคนร้ายจะใช้การโทรศัพท์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือ VOIP (Voice over IP) ที่สามารถแปลงสัญญาณเพื่อปลอมเป็นหมายเลขโทรศัพท์ในไทยเบอร์ใดก็ได้ แล้วอ้างชื่อว่าโทรศัพท์มาจากธนาคารพาณิชย์เรื่องสินเชื่อ รวมทั้งแอบอ้างเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้เหยื่อไปทำธุรกรรมใด ๆ ที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วหลอกให้ทำรายการโอนเงินหรือบางครั้งจะให้ถอนเป็นเงินสด แล้วฝากผ่านเครื่องฝากเงินสดอัตโนมัติเข้าบัญชีที่กลุ่มคนร้ายเปิดไว้

ทั้งนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมีกลวิธีที่หลากหลายในการหลอกหลวงเหยื่อ ทั้งการสร้างเรื่องให้ตกใจ หรือเกิดความคาดหวังในรางวัลและเงินคืนต่างๆ เช่น แจ้งว่าบัญชีถูกแอบอ้างไปทำเรื่องทุจริต, สินเชื่อได้รับการอนุมัติ, ติดตามทวงถามหนี้บัตรเครดิต, มีรายการใช้บัตรเครดิตผิดปกติ, ได้รับเงินคืนภาษี, การถูกรางวัล หรือการเข้าไปเกี่ยวพันกับแก๊งค้ายาเสพติด ฯลฯ โดยกลุ่มมิจฉาชีพเพิ่มความน่าเชื่อถือโดยใช้เทคโนโลยีมากำหนดให้เลขหมายที่แสดงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือไปตรงกับเลขหมายโทรศัพท์ขององค์กรที่แอบอ้าง ซึ่งสร้างความสูญเสียให้แก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก และมีผู้ที่ถูกหลอกลวงเป็นทั้งชาวบ้านทั่วไป ข้าราชการ นักธุรกิจ รวมถึงผู้ที่มีการศึกษาสูง

สมาคมธนาคารไทย ขอแจ้งว่า ธนาคารพาณิชย์ไม่มีนโยบายในการโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูล หรือติดตามหนี้ แล้วให้ลูกค้าไปทำรายการต่างๆ ผ่านเครื่องเอทีเอ็ม หรือเครื่องฝากเงินสดอัตโนมัติแต่อย่างใด ดังนั้นประชาชนควรระมัดระวังในการบอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการเงิน และไม่หลงเชื่อไปทำธุรกรรมผ่านเครื่องเอทีเอ็มหรือเครื่องฝากเงินสดอัตโนมัติตามที่ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์

ในช่วงที่ผ่านมาสมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญในการหาแนวทางป้องกันการทุจริตจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามจับกุมแก๊งดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการตั้งทีมงานควบคุมและป้องกันการทุจริตติดตามพฤติกรรม และหาวิธีป้องกันการทุจริตของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายใช้บัญชีของธนาคารในการกระทำการทุจริตต่อลูกค้าในรูปแบบใดๆ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวมักจะโทรศัพท์มาจากต่างประเทศ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวง และหน่วยงานที่นำมาแอบอ้างไปเรื่อยๆ ทำให้การติดตาม จับกุม และปราบปรามเป็นไปได้ลำบาก ดังนั้นหากลูกค้าได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่คุ้นเคยสอบถามข้อมูลการเงิน หรือสร้างเรื่อง ซึ่งอาจจะทำให้วิตกกังวลในการที่จะเข้าไปพัวพันกับคดีต่างๆ ขอให้ตั้งสติพิจารณาให้ดี อย่าได้รีบเร่งดำเนินการใดๆ และหากไม่แน่ใจหรือมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์เข้าไปสอบถามคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารพาณิชย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงทันที

นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนเก็บรักษาบัตรประชาชนให้ดี และระมัดระวังในการให้สำเนาบัตรประชาชนแก่ผู้อื่น อันอาจนำไปสู่การแอบอ้างเปิดบัญชี เพื่อเป็นบัญชีขารับเงินของมิจฉาชีพ ซึ่งการให้ความร่วมมือกับกลุ่มคนร้ายในการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากจะมีความผิดตามกฎหมาย

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 2.31 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,548.44 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708380

 

หุ้นไทยวันที่ 31 ส.ค. 59 ปิดตลาดบวก 2.31 เปลี่ยนแปลง +0.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,548.44 จุด มูลค่าการซื้อขาย 51,002.40 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 31 ส.ค. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 2.31 เปลี่ยนแปลง +0.15% ดัชนีอยู่ที่ 1,548.44 จุด มูลค่าการซื้อขาย 51,002.40 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 2. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

 

สนพ. มุ่งส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ตั้งเป้า 1.2 ล้านคัน ภายในปี 79

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707804

สนพ. เดินหน้าตามกรอบแผนบูรณาการพลังงานของประเทศ มุ่งส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ตั้งเป้า 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้เฉลี่ย ปีละ 1.7 หมื่นล้านบาท …

วันที่ 31 ส.ค.59 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นผลการศึกษา “โครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า” ว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และตามกรอบแผนบูรณาการพลังงานของประเทศ ในส่วนของการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ มีเป้าหมายไว้ที่ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579

ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไปตามแผนงาน สนพ. โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ร่วมกับ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อประเมินการประหยัดพลังงานจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการใช้พลังงานในระดับมหภาค รวมถึงประเมินผลจากการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าด้านเศรษฐศาสตร์และด้านพลังงานในภาคขนส่ง ซึ่งจากผลการศึกษาโครงการฯ พบว่าหากสามารถส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ให้ได้ตามแผนงานของกระทรวงพลังงาน จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ และจะยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง และประเทศสามารถประหยัดเชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งลงได้ ในช่วงปี 2575-2579 เฉลี่ยถึงปีละ 1.7 หมื่นล้านบาท

ด้าน ผศ.ดร.ภูรี สิรสุนทร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวผลการศึกษาเพิ่มเติมว่า ในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้แรงผลักดันจากทุกภาคส่วนและการส่งเสริมจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้า และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้ การส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยี การเพิ่มปริมาณและความหลากหลายในการผลิตภายในประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน และด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จและพัฒนาระบบการจ่ายไฟฟ้า เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตมีความมั่นใจในการหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งผลการศึกษาของโครงการฯ พบว่า หากรัฐบาลสามารถส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าได้ตามแผนงาน ภายในปี 2579 และภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยสามารถผลิตยานยนต์ไฟฟ้าใช้เองภายในประเทศได้ จะช่วยทดแทนและลดการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าได้แทบทั้งหมด หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมัน ปรับตัวลดลง ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อประเมินผลประหยัดพลังงานจากการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตตามแผนขับเคลื่อนฯ พบว่า ภายในปี พ.ศ. 2558 ถึง 2579 การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้ความต้องการการใช้พลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 608 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่สามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง 334 ล้านลิตรต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 5,417 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากเปรียบเทียบผลประหยัดเป็นหน่วยไฟฟ้าแล้ว พบว่า จะสามารถประหยัดพลังงานได้เฉลี่ย 2,323 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี

ดร.ทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้ รัฐบาลได้วางแผนและมาตรการในทุกมิติ เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้