คสรท. ค้าน ก.แรงงาน ขึ้นค่าจ้างรายจังหวัด ชี้ ควรปรับเท่ากันทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/708005

 

คสรท. ยื่นค้าน ก.แรงงาน เตรียมปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพียง 13 จังหวัด ย้ำต้องปรับ 77 จังหวัด อัตราเดียวกันทั่วประเทศ จวกอนุกรรมการค่าจ้างหลายจังหวัด ดึงเวลาไม่เสนอปรับขึ้น ขณะที่แรงงานกำลังจะอดตายเพราะค่าครองชีพสูงขึ้น …

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายชาลี ลอยสูง รักษาการประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และเครือข่ายแรงงาน เดินทางมายื่นหนังสือถึง ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง คัดค้านการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายจังหวัด มีนายปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นตัวแทนรับเรื่อง

นายชาลี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงแรงงาน ออกมาพูดถึงแนวทางการปรับค่าจ้างในปี 2560 ว่า อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอปรับค่าจ้างเพียง 13 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ สกลนคร พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี กระบี่ ภูเก็ต นราธิวาส สระบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร อ่างทอง ส่วนอีก 64 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ ไม่เสนอปรับขึ้น โดยให้ทุกจังหวัดกลับไปพิจารณา เพื่อนำเสนอในที่ประชุมบอร์ดค่าจ้างในวันที่ 15 ก.ย. เรื่องนี้เครือข่ายแรงงานไม่เห็นด้วย เพราะมติของอนุกรรมการค่าจ้างไม่ได้สะท้อนค่าครองชีพ และมติที่แท้จริงของลูกจ้าง ที่เรียกร้องมาตลอดหลายปี ให้มีการปรับเท่ากันทั่วประเทศ

นายชาลี กล่าวว่า ขอให้บอร์ดค่าจ้าง ทบทวนแนวทางการให้อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากมีการเสนอให้ปรับเพียง 13 จังหวัด ในอัตรา 4-60 บาท อยากถามว่าทำไมอีก 64 จังหวัด ไม่ได้รับการเสนอปรับ ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท มาหลายปีแล้ว จะอยู่รอดได้อย่างไร ที่ผ่านมา คสรท. ได้สำรวจอัตราค่าครองชีพและพบว่า ค่าจ้างขั้นต่ำควรจะอยู่ที่วันละ 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ แต่บอร์ดค่าจ้างยื้อไปยื้อมาดึงเวลา เอาอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเป็นข้ออ้างไม่เสนอปรับ โดยอ้างว่าในจังหวัดนั้นไม่เดือนร้อน มีการให้กลับไปพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก จนไม่มีการปรับขึ้นมานานกว่า 6 เดือน หากบอร์ดยังพิจารณาตามที่อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอ จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงาน เพราะรายรับไม่พอกับรายจ่าย จึงเรียกร้องให้ปรับในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ เพราะค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ไม่แตกต่างกัน หากมีมติปรับค่าจ้างเป็นรายจังหวัด คสรท.จะออกมาเคลื่อนไหวแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ปรับเงินเดือนให้ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รัฐวิสาหกิจ จึงไม่ควรเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ลดความเป็นธรรม แรงงานภาคเอกชนไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติ

ด้าน นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชุมชนเมืองที่มีโรงงานอุตสาหกรรม มีความเป็นอยู่และค่าครองชีพไม่ต่างกัน ค่าจ้างจึงควรเท่ากัน มีที่ไหนจังหวัดอยู่ใกล้กัน ค่าครองชีพเท่ากัน แต่ได้ปรับขึ้นแค่จังหวัดเดียว เพราะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไม่เสนอให้ปรับขึ้น จึงไม่ควรมีอนุกรรมการ เพราะมีแล้วคอยถ่วง ไม่มีเสนอให้ปรับตามความเป็นจริง แต่ก็มีหลายจังหวัดที่มีการเสนอขึ้น แต่เมื่อคณะกรรมการค่าจ้างจากส่วนกลางไม่เห็นด้วย การเสนอปรับก็ไม่เป็นผล อย่าไปมองว่าหากปรับขึ้นค่าจ้าง สินค้าจะปรับราคาสูงขึ้น เพราะทุกวันนี้ไม่ต้องปรับขึ้นค่าจ้าง ค่าครองชีพก็สูงอยู่ดี เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของภาครัฐ ที่ต้องไปดูแลแก้ไขให้อยู่รอดได้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนุกรรมการค่าจ้างฯ ชงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 13 จว. – กทม. คงที่ วันละ 300

 

พาณิชย์ ดึงโรงสีเซ็น MOU ซื้อข้าวเปลือกช่วยเหลือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 14:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707940

 

รมว.พาณิชย์ เดินหน้าช่วยเกษตรกรปลูกข้าวนาแปลงใหญ่ ดึงโรงสี เซ็นเอ็มโอยู รับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกพร้อมกันทั่วประเทศ 19 ก.ย.นี้ พร้อมมอบปลัดพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง…

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมในการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ความร่วมมือการซื้อขายผลผลิตข้าวนาแปลงใหญ่ โดยจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2559 เวลา 14.00 น. ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี โดยมอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 15 จังหวัด เชิญผู้แทนโรงสีข้าว และประสานสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อคัดเลือกประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ในพื้นที่จำนวน 1 กลุ่ม มาลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ที่ส่วนกลาง

ส่วนจังหวัดที่เหลือ ให้พาณิชย์จังหวัดพิจารณาจัดทำเพิ่มเติมในจังหวัด ตามวันและเวลาเดียวกันพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อเป็นการรับประกันว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ จะมีที่ขายผลผลิตอย่างแน่นอน และขายได้ในราคาตลาด

นางอภิรดี กล่าวว่า กระทรวงฯ ยังได้มอบหมายให้ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าการดำเนินงานของศูนย์ข้าวนาแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบการดำเนินการของเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยล่าสุด ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ ระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งพบว่า การดำเนินงานมีความคืบหน้าในทุกด้าน และเกษตรกรมีความพึงพอใจ เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้จริง และเชื่อมั่นว่า ผลผลิตที่ออกมาจะสามารถขายได้ราคาดี หลังจากที่รัฐได้ทำการเชื่อมโยงผู้ซื้อผู้ขายเอาไว้แล้ว

ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ได้แจ้งว่ามีปัญหาด้านหนี้สิน ต้องการให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมีมาตรการช่วยเหลือ และให้ ธ.ก.ส. ปล่อยเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำตามจำนวนที่จำเป็น เพื่อดำเนินโครงการได้ตามศักยภาพ ส่วนนาข้าวในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากฝนทิ้งช่วง และอาจทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง ซึ่งได้แนะนำให้เกษตรกรทำประกันนาข้าวกับ ธ.ก.ส. เพื่อประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และให้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทำบัญชีครัวเรือนอย่างเข้มงวด และลด ละ เลิกอบายมุขต่างๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับการผลการลงพื้นที่ตรวจนาแปลงใหญ่ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอบ้านไผ่ บ้านโสกจาน หมู่ที่ 3 ตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านโนนชัย หมู่ที่ 5 ตำบลหนองบัว อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ บ้านโพนฮาด หมู่ที่ 12 ตำบลดงครั่งน้อย และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และศูนย์ข้าวชุมชนตำบลโนนสูง อำเภอยางตลาด จังหวัด พบว่าเกษตรกรมีต้นทุนในการเพาะปลูกข้าวลดลงจริง ขณะที่ผลผลิตที่จะออกมา ก็มีการเชื่อมโยงให้โรงสี และผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อในราคานำตลาดแล้ว.

 

ทองเปิดตลาด ปรับลด 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707559

 

ราคาทองวันที่ 31 ส.ค. เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,500 ขายออกบาทละ 21,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,117.88 ขายออกบาทละ 22,100 บาท ขณะที่ ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก ลดลง 0.25 เซนต์ ปิดที่ 2.0765 ดอลลาร์/ปอนด์ รับแรงกดดันจากเงินดอลล์แข็งค่า …

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,500.00 บาท ขายออกบาทละ 21,600.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,117.88 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท

สัญญาทองแดงนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (30 ส.ค.) 0.25 เซนต์ ปิดที่ 2.0765 ดอลลาร์/ปอนด์ โดยได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น หลังจากนายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า ข้อมูลการจ้างงานเดือนส.ค.และข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ในช่วงก่อนการประชุมเฟดเดือนหน้านั้น จะมีผลต่อการตัดสินใจของเฟดเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลก ต่างจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือน ส.ค.ของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ โดยคาดว่า ตัวเลขดังกล่าวจะบ่งชี้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด

 

การบินไทยรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ350-900 XWB ลำแรกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ส.ค. 2559 08:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707460

 

การบินไทยรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ350-900 XWB ลำแรก ณ เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส โดยจะบินมาถีงกรุงเทพฯ ด้วยเที่ยวบินพิเศษ TG8948 ในเวลา 09.30 น. วันนี้ (31 ส.ค.) ชูจุดเด่นทันสมัย ประหยัด บินไกล นั่งสบาย มีไวไฟตลอดเที่ยวบิน…

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ณ ศูนย์ส่งมอบเครื่องบินของแอร์บัส (Airbus Delivery Centre) เมืองตูลูส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยได้จัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี รวมจำนวน 12 ลำ โดยเป็นการสั่งซื้อ 4 ลำ และเช่าซื้อ 8 ลำ เครื่องบินแอร์บัส เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี เป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดของโลก และยังเป็นเครื่องบินรุ่นล่าสุดของตระกูลเครื่องบินลำตัวกว้างที่ทรงประสิทธิภาพ มีความสะดวกสบายและทันสมัย โดยการบินไทยจะนำมาบินในเส้นทางบินข้ามทวีป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฝูงบินด้วยการจัดหาเครื่องบินใหม่ ทดแทนการปลดระวางเครื่องบินที่มีอายุการใช้งานมานาน และเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของบริษัทฯ ตลอดจนใช้ทำการบินเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในเส้นทางที่มีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น อันจะเป็นเสาหลักให้กับการบินไทยในอนาคต


แอร์บัส เอ350-900 XWB ลำแรกถึงไทยแล้ว

เครื่องบินแอร์บัส เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี ลำแรกของการบินไทย นามพระราชทาน “วิเชียรบุรี” ได้ติดตั้งเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ รุ่นเทรนท์ เอ็กซ์ดับเบิลยูบี (Rolls-Royce Trent XWB) การออกแบบลำตัวและปีก ทำจากวัสดุคอมโพสิตแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบา โครงสร้างปีกภายในจะถูกปรับขนาดเพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละตัวแปร ส่งผลให้ประสิทธิภาพทางการบินดีขึ้น ลดเสียงรบกวน อีกทั้ง ยังปรับปรุงกลไกสำหรับสปอยเลอร์บนปีกโดยคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินจะดำเนินการผ่านการคำนวณค่าของตัวแปรต่างๆ ที่จะถูกปรับให้เหมาะกับเงื่อนไขของแต่ละเที่ยวบินที่มีความแตกต่างกันทั้งสภาพอากาศ ระยะทาง น้ำหนักระวางบรรทุก สภาพของสนามบินปลายทาง


http://www.thairath.co.th/clip/68514

โครงสร้างของลำตัวเครื่องบินประกอบไปด้วยวัสดุโลหะน้ำหนักเบา เช่น ไททาเนียมและโลหะผสมอะลูมิเนียมที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการรับและทนต่อแรงต่างๆ ขณะทำการบิน นอกจากนั้น ยังใช้วัสดุที่แข็งแกร่งทนทาน Reinforced Plastic (CFRP) ซึ่งเป็นวัสดุประเภทคาร์บอนไฟเบอร์ใหม่ทั้งหมด ทำให้ลำตัวของเครื่องบินมีความคงทนแต่มีน้ำหนักเบาขึ้น ทำให้การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง รวมถึงการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ รุ่นเทรนท์ เอ็กซ์ดับเบิลยูบี (Rolls-Royce Trent XWB) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการเผาผลาญเชื้อเพลิงได้อย่างคุ้มค่า ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 25% และช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงมากกว่าเครื่องบินในขนาดเดียวกันถึง 25% จึงช่วยลดต้นทุนในการบำรุงรักษาอย่างมาก


การบินไทยรับเครื่องบินลำใหม่

เครื่องบินแอร์บัส เอ 350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี มีการตกแต่งห้องโดยสารด้วยแนวคิดแบบไทยร่วมสมัย (Thai Contemporary) และมีระบบแสง ที่สามารถปรับได้ตามบรรยากาศ (Mood Lighting) ด้วยแสงแอลอีดีที่สร้างเฉดสีได้ถึง 16.7 ล้านเฉดสี พื้นที่เหนือศีรษะถูกขยายสัดส่วนเพื่อลดความอึดอัด ส่วนการปรับความดันภายในห้องโดยสารก็ทำให้ผู้โดยสารสบายและไม่อ่อนเพลีย เพราะจะเท่ากับระดับความสูงประมาณ 6,000 ฟุต ต่างจากเอ 330-300 รุ่นก่อนหน้าที่มีการปรับความดันภายในห้องโดยสารเท่ากับความสูง 8,000 ฟุต

ในด้านการออกแบบช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ (Overhead Bin) มีขนาดใหญ่ขึ้น ขนาดของบานกระจกหน้าต่างกว้างขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง นอกจากนั้น ยังถูกออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นในทุกระดับชั้นของการบริการ โดยพื้นที่สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจกว้างขวางนั่งสบายมากขึ้น และที่นั่งในชั้นประหยัดยังเพิ่มพื้นที่ในการวางเท้าได้มากกว่าเครื่องบินในระดับชั้นเดียวกัน


คณะผู้บริหารการบินไทย ซีไอที และแอร์บัส ภาพจาก เฟซบุ๊กการบินไทย

แอร์บัสเอ 350-900 ของการบินไทย รองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด 321 ที่นั่ง แบ่งเป็น ที่นั่งรอยัล ซิลค์ คลาส (Royal Silk Class) ที่นั่งผู้โดยสารชั้นธุรกิจ จำนวน 32 ที่นั่ง ได้รับการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกสบายแบบส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ โดยจัดวางให้มีระยะห่างระหว่างแถวที่นั่ง 41-46 นิ้ว แต่ละที่นั่งมีความกว้าง 21 นิ้ว สามารถปรับเอนนอนราบได้ 180 องศา การเดินเข้า-ออก จากที่นั่งสามารถทำได้อย่างเป็นอิสระในทุกที่นั่ง ซึ่งจะไม่รบกวนผู้โดยสารในที่นั่งติดกัน รวมทั้งทุกที่นั่งมีการติดตั้งจอโทรทัศน์ระบบสัมผัสขนาด 16 นิ้ว ซึ่งสามารถเชื่อมต่อระบบสาระบันเทิงที่ทันสมัย เพื่อการฟังเพลง ชมภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และเล่นเกม รวมถึงบริการ Wi-Fi เพื่อผู้โดยสารสามารถใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารของตนเอง อีกทั้งยังมีพอร์ตยูเอสบี และปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

ส่วนที่นั่งชั้นประหยัด (Economy Class) มีจำนวน 289 ที่นั่ง มีระยะห่างระหว่างแถวที่นั่ง 32 นิ้ว แต่ละที่นั่งมีความกว้าง 18 นิ้ว ติดตั้งจอโทรทัศน์ระบบสัมผัสขนาด 11 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อระบบสาระบันเทิงที่ทันสมัย เพื่อการฟังเพลง ชมภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และเล่นเกม รวมถึงบริการ Wi-Fi เพื่อผู้โดยสารสามารถใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารของตนเอง อีกทั้งยังมีพอร์ตยูเอสบี และปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

ทั้งนี้ การบินไทยมีแผนที่จะนำเครื่องบินแอร์บัส เอ 350 เอ็กซ์ ดับเบิลยูบี ลำดังกล่าวไปทำการบินในเส้นทางบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้ ปัจจุบันการบินไทยมีเครื่องบินตระกูลแอร์บัสประจำการในฝูงบินที่เป็นเครื่องบินใหม่ รวมจำนวน 23 ลำ ได้แก่ แอร์บัส เอ 320-200 แอร์บัส เอ 330-300 แอร์บัส เอ 380-800 และล่าสุดคือ แอร์บัส เอ 350-900XWB

แอร์บัส เอ 350-900XWB ถือเป็นรุ่นล่าสุด ที่มากับเทคโนโลยีใหม่ภายในห้องนักบินเป็นแบบกลาสค็อกพิต มีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6 หน้าจอ แต่ละจอสามารถโยนข้อมูลหากันได้ตลอดเวลา ด้วยการออกแบบที่เน้นการบิหารจัดการนักบิน ให้มีการพูดคุยปรึกษากันในการทำการบิน เพื่อตัดสินใจร่วมกัน ขณะเดียวกันยังคงเอกลักษณ์ ด้วยการควบคุมบนไซด์สติ๊กคอนโทรล เหมือน แอร์บัส เอ 320-200 แอร์บัส เอ 330-300 แอร์บัส เอ 380-800 โดยยังมีแป้นคีย์บอร์ดที่อยู่บนโต๊ะพับหน้าที่นั่งนักบิน เพื่อให้นักบินใช้ทำงานเพิ่มเติม


แอร์บัส เอ350-900 XWB ภาพจาก เฟซบุ๊กการบินไทย

แอร์บัส เอ 350XWB ออกแบบให้ใช้การควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้เครื่องมีน้ำหนักเบา และยังมีประสิทธิภาพในการบินระยะไกล เช่น กรุงเทพ-ลอสแองเจลิส กรุงเทพ-นิวยอร์ก หรือ กรุงเทพ-ซีแอตเติลได้อย่างสบาย เพราะมีเเครื่องยนต์ใหม่ที่มีความเงียบ ประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ การที่แอร์บัสออกแบบให้ เอ 350 เป็นเหมือนดังมีดพับทหารสวิส หรือ สวิสอาร์มีไนค์ฟ ที่อเนกประสงค์ จึงใช้งานได้ทั้งระยะใกล้หรือระยะไกล โดยยังคงประหยัดค่าใช้จ่าย

สำหรับเที่ยวบินพิเศษ TG8948 เฟซบุ๊กแฟนเพจการบินไทย แจ้งว่า ได้เดินทางจากตูลูส ประเทศฝรั่งเศสแล้ว และจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิในเวลา 09.30 น. วันนี้ (31 ส.ค. 2559).

 

ดัชนีอุตสาหกรรมร่วงแรงในรอบ 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ส.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707444

 

เดือน ก.ค.ติดลบ 5%เชื่อหลัง ส.ค.รอด

นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาหดตัว 5.1% ถือเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี คืออยู่ที่ระดับ 103.36 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.2558 ที่อยู่ที่ระดับ 108.91 เนื่องจากรัฐบาลประกาศให้มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันในหลายๆเทศกาล ประกอบกับค่ายรถยนต์มีการปรับรูปแบบรถยนต์รุ่นใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา และได้เร่งทำการตลาด ทำให้กำลังซื้อรถยนต์เร่งตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ รวมทั้งการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดตะวันออกกลางลดลง จากผลกระทบราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เดือน ก.ค.ภาพรวมการผลิตรถยนต์ลดลง 8.41%

นายวีรศักดิ์กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าวเชื่อว่าการหดตัวของเอ็มพีไอในเดือน ก.ค.จะเป็นการหดตัวเพียงระยะสั้นๆเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงอยู่ที่ 62.34% จากช่วงเดียวกับปีก่อนอยู่ที่ 66.43% แต่เดือน ส.ค. ไม่มีปัจจัยเรื่องวันหยุดยาว ทำให้ไตรมาส 3 ของปีนี้ สศอ. คาดว่าเอ็มพีไอจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมในช่วงที่เหลือ 5 เดือนของปีนี้ แนวโน้มเอ็มพีไอจะกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขยายตัวได้เดือนละ 2-3% ส่งผลให้เอ็มพีไอทั้งปีโตได้ 1-2% ตามที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ภาคการเกษตรยังได้อานิสงส์จากปริมาณน้ำฝนที่ตกตรงตามฤดูกาล ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาดได้ดี เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นผลดีต่อตลาดรถยนต์ เพราะเกษตรกรมีกำลังซื้อรถปิกอัพใช้ขนส่งผลผลิตตามมา อีกทั้งหากแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การส่งออกรถยนต์จะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ต้องจับตาธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ภาพรวมการส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย.

 

ท่องเที่ยวรับมือปัญหาทัวร์จีน! หลังจับเจ้าพ่อทัวร์ศูนย์เหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ส.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707439

 

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า องค์การส่งเสริมท่องเที่ยวของประเทศจีน (ซีเอ็นทีเอ) ได้ขอเข้าพบ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาวันที่ 19-22 ก.ย.นี้ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำตลาดและดูแลนักท่องเที่ยวร่วมกัน หลังมีการจับกุม บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ในข้อหา “ร่วมกันกระทำการเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล (อั้งยี่) และร่วมกันทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นบริษัทที่รับนักท่องเที่ยวจีน จากแทบทุกบริษัททัวร์ที่นำนักท่องเที่ยวจีนมาไทย และอาจกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนได้ นอกจากนี้ กระทรวงได้เตรียมมาตรการรองรับและชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ ได้แก่ การลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับซีเอ็นทีเอ เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวไทย-จีน และให้ข้อมูลแก่ฝั่งจีนเกี่ยวกับบริษัททัวร์ที่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ยังเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวจีนตกค้าง หากมีการอายัดทรัพย์สินบริษัทโอเอฯ ซึ่งมีรถทัวร์อยู่ในความครอบครองกว่า 3,000 คัน อีกทั้งจะแก้ไข พรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้อำนาจคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวฯกำหนดราคาขั้นต่ำของบริการท่องเที่ยว หากบริษัทใดขายราคาต่ำกว่ากำหนด สามารถเรียกมาตรวจสอบได้ทันที

นายยุทธศักดิ์ สุภร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก ททท.สำนักงานพัทยาว่ายอดนักท่องเที่ยวจีนลดลง 20-30% จึงให้ไปตรวจสอบสาเหตุว่าเป็นเพราะการจับกุมทัวร์รายใหญ่ที่เข้าข่ายนอมินีหรือเพราะสาเหตุอื่น ต้องยอมรับว่าระบบทัวร์ศูนย์เหรียญจะเน้นให้บริการรถทัวร์ฟรี แลกกับการนำนักท่องเที่ยวไปแหล่งชอปปิ้งที่กำหนด ทำให้บริษัทนำเที่ยวประหยัดค่ารถได้ 50,000 บาทต่อกรุ๊ปทัวร์ ขณะที่นายสุรวัช อัครวรมาศ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า บริษัททัวร์ที่ทำตลาดจีนเริ่มกังวลและไม่กล้าขายแพ็กเกจทัวร์ หลังมีการจับบริษัททัวร์รายใหญ่ ภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการที่ทำทัวร์ถูกกฎหมายด้วย.

 

ปรับโฉม 17 ท่าเรือริมเจ้าพระยา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ส.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707434

 

นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ จท.อยู่ระหว่างปรับปรุงท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา 17 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพฯ และนนทบุรี เช่น ท่าเรือพระปิ่นเกล้า ท่าเรือสาทร ท่าเรือนนทบุรี ท่าเรือพระราม 7 ท่าเรือบางโพ ท่าเรือเทเวศร์ ท่าเรือพรานนก ท่าเรือราชวงศ์ และท่าเรือสี่พระยา เป็นต้น เพื่อให้สามารถรองรับการใช้บริการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง แข็งแรง และมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดต้นปี 60 สำหรับการพัฒนาท่าเรือให้ทันสมัย โดยนำระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติคล้ายกับสถานีรถไฟฟ้ามาใช้กับท่าเรือนั้น จท.อยู่ระหว่างจัดทำเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) คาดว่าจะแล้วเสร็จและออกประกาศเพื่อให้เอกชนยื่นข้อเสนอได้เดือน ก.ย.นี้ “การติดตั้งระบบในท่าเรือจะเปิดให้เอกชนรายเดียวเข้ามาติดตั้งในทุกท่าเรือเพื่อให้รวดเร็ว เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกมากขึ้น รวมทั้งจะรู้เวลาเรือเข้าออกจากท่าเรือที่ชัดเจนด้วย โดยตั้งเป้าหมายจะเริ่มเห็นการติดตั้งระบบในช่วงกลางปี 60” นายศรศักดิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การดำเนินการโครงการพัฒนาท่าเรือโดยสารสาธารณะในแม่น้ำเจ้าพระยาเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำให้สามารถเชื่อมต่อการขนส่งผู้โดยสาร แล้วเชื่อมโยงการขนส่งทุกประเภท ขณะเดียวกันก็เป็นการยกระดับท่าเรือโดยสารสาธารณะ จากท่าเทียบเรือเป็นสถานีเรือเช่นเดียวกับสถานีรถไฟฟ้า มีการพัฒนาระบบตั๋วร่วม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารจาก 40,000 คนต่อวัน เป็น 200,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ จท.ได้ออกประกาศให้ผู้ที่ต้องการขออนุญาตเดินเรือประจำทางในการขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าในเส้นทางฝั่งตะวันออก (พัทยา-สัตหีบ)-ฝั่งตะวันตก (ชะอำ-หัวหิน-ปราณบุรี) เสนอแผนธุรกิจ โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับอนุญาตให้บริการในเส้นทางดังกล่าว 10 ปี โดยจะเปิดให้ยื่นตั้งแต่ 19-23 ก.ย.และประกาศผล 30 ก.ย.59.

 

เลือกตั้งปลดล็อกเกณฑ์ลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707430

 

กสิกรฟันธงปี 60 เงินกองทุนฝรั่งทะลักเข้าแสนล้าน

นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า คาดว่าปีหน้าจะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยอีกกว่า 100,000 ล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกกฎหรือเงื่อนไขการลงทุนของกองทุนต่างชาติบางประเภทให้เข้ามาลงทุนในไทยได้ หลังก่อนหน้านี้ติดเงื่อนไขไม่สามารถมาลงทุนในประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหารได้

นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงกลางปีหน้า จะมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ลงนามในสัญญาก่อสร้างกว่า 500,000 ล้านบาท และจะเริ่มก่อสร้างได้ช่วงไตรมาส 2 ปี 60 จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เอกชนมีการลงทุนตามมา และทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดีขึ้นมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม และทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยปี 60 เพิ่มขึ้นได้ โดยคาดว่าจะมีกำไรเฉลี่ย 106 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะช่วยหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นไปได้ถึง 1,650 จุดได้ ซึ่งปัจจัยบวกทั้งหมดนี้ ถือว่าดีกว่าช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ที่ภาครัฐลงนามในสัญญาก่อสร้างเพียง 20,000 ล้านบาท แต่ยังทำให้เศรษฐกิจหรือจีดีพีขยายตัวขึ้นได้

“แต่ยังมองหุ้นไทยไตรมาส 3 มีโอกาสปรับฐานลง เพราะกังวลกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมทั้งประเด็นที่สหภาพยุโรปอาจไม่เพิ่มวงเงินหรือขยายเวลาการอัดฉีดเงินเข้าระบบตามมาตรการ QE และค่าเงินหยวนอาจอ่อนค่าลงได้ เมื่อถูกนำไปอยู่ในตะกร้าเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่ดัชนีหุ้นไทยจะไม่หลุด 1,490-1,500 จุด เนื่องจาก เดือน พ.ย.จะมีเม็ดเงินจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และเงินจากนักลงทุนสถาบันที่ขายหุ้นออกไปก่อนหน้านี้ กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกราว 70,000 ล้านบาท ช่วยหนุนให้ตลาดปรับขึ้นได้ โดยมองดัชนีปลายปีไว้ที่ 1,530 จุด”

ด้านนายธิติ ตันติกุลนันท์ ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุนและเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า บริษัทได้เปิดให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศแบบเรียลไทม์ โดยลูกค้าสามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นต่างประเทศได้ 31 ประเทศ 41 ตลาดด้วยตัวเองผ่านมือถือ.

 

ยุคใหม่รับจ่ายใบสั่งผ่านบัตรเครดิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707425

 

ตำรวจไฮเทคสนใจอี-เพย์เม้นท์ จับมือกรุงไทยให้ชำระค่าปรับ

นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขยายช่องทางรับชำระเงินค่าปรับจราจร สำหรับผู้ที่ได้รับใบสั่งจากกล้องของกองบังคับการตำรวจจราจร กองบังคับการตำรวจทางหลวง และสถานีตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล จากเดิมที่ต้องไปชำระที่สถานีตำรวจ โดยจะรับชำระสำหรับใบสั่งที่ออกตั้งแต่ 1 ก.ย.59 และมีแถบบาร์โค้ด ที่เคาน์เตอร์สาขากว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ และ KTB netbank ส่วนเครื่องเอทีเอ็มกว่า 9,000 เครื่อง รับชำระตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.เป็นต้นไป โดยจะขยายการรับชำระใบสั่งทุกประเภทจากทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ภายในเดือน ม.ค.60

ด้านพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการร่วมขับเคลื่อนนโยบาย National e-Payment (เนชั่นแนล อี-เพย์เม้นท์) ของรัฐบาล และมั่นใจว่าบริการนี้ จะช่วยลดขั้นตอน เวลา และภาระของประชาชน
และในเฟสต่อไปจะให้บริการรับชำระผ่านตัวแทนชำระเงิน (Banking Agent) และเพิ่มช่องทางชำระด้วยบัตรเดบิตและบัตรเครดิตบนเว็บไซต์ของ สตช.ด้วย

ขณะที่นายวรภัคกล่าวถึงแนวโน้มสินเชื่อในครึ่งปีหลังเพิ่มเติมว่า สินเชื่อภาครัฐเริ่มฟื้นตัว ขณะที่สินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่มียอดขายต่อปี 100 ล้านบาท จะมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก แต่ยังไม่สามารถชดเชยต่อการขยายตัวของสินเชื่อได้ เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรก อัตราการขยายตัวของสินเชื่อได้ติดลบ 4-5% ดังนั้น สินเชื่อของธนาคารในปีนี้จะขยายตัว 0-3% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 3-4% “สินเชื่อของธนาคารในปีนี้อาจไม่ขยายตัวเลย แต่มั่นใจว่าจะไม่ติดลบเหมือนธนาคารอื่น”

สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลของธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว โดยปีนี้ตั้งเป้าคุมเอ็นพีแอลไม่ให้เกิน 3.9% ของสินเชื่อรวม จากปัจจุบันเอ็นพีแอลอยู่ที่ 3.86% ขณะที่เอ็นพีแอลเดิม ทั้งสินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับบริษัท สหวิริยา สตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอสไอ และบริษัท สหฟาร์ม จำกัด ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้เสียครบแล้ว และได้ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้เอสเอสไอ แต่อุตสาหกรรมเหล็กยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาด ส่วนกรณีนายผยง ศรีวณิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่แทนตนที่จะครบวาระในเดือน พ.ย.นี้ จะมีการวางแผนธุรกิจปีหน้าร่วมกัน.

 

แบงก์ยุคใหม่ทำใจสูญส่วนแบ่งตลาด-กำไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/707420

 

ฟินเทคฮุบลูกค้ารายย่อยใน 5 ปี

แบงก์ยุคใหม่รับสภาพ แข่งขันรันทด เจอทั้งศึกใน-ศึกนอก ทำใจคาดเสียฐานลูกค้ารายย่อยให้ฟินเทคภายใน 5 ปี เผย 3 ความเสี่ยงที่อาจสูญเสีย ทั้งส่วนแบ่งตลาด กำไร และภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ขณะที่แบงก์กรุงเทพพลิกวิกฤติ จับมือกลุ่มฟินเทคระดับโลกเสริมแกร่ง

นายบุญเลิศ กมลชนกกุล หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี และหัวหน้าสายงานธุรกิจการเงินและการธนาคาร บริษัท PwC ประเทศไทย (ไพร์ซ วอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์-พีดับบลิวซี) เปิดเผยรายงาน Customers in the spotlight : How FinTech is reshaping banking สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง ที่เชี่ยวชาญด้านการเงินและเทคโนโลยีจำนวน 163 รายจาก 46 ประเทศว่า หลังจากที่กระแสการตื่นตัวด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน หรือฟินเทค (FinTech) เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมการเงินทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ต่างกังวลว่าจะสูญเสียฐานลูกค้ารายย่อยให้แก่ธุรกิจฟินเทคโดยผลสำรวจพบว่า 73% ของผู้บริหารเชื่อว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า สายงานธุรกิจเพื่อลูกค้ารายย่อย (Consumer Banking) จะเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวและได้รับผลกระทบมากที่สุด

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารที่ตอบแบบสอบถามถึง 76% ยังยอมรับว่า ธุรกิจของตนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียผลประโยชน์ให้แก่ฟินเทค โดยมองว่า ส่วนแบ่งทางการตลาด, แรงกดดันด้านอัตรากำไรขั้นต้น และภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว เป็นความเสี่ยงสามอันดับแรกที่กังวล

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟินเทคสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยได้ดีกว่าธนาคาร เพราะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้แก่ลูกค้าได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านธนาคาร โดยฟินเทคนำเสนอโซลูชั่นทางเลือกที่คำนึงถึงลูกค้าเป็นหลัก ตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายย่อย ที่ส่วนใหญ่มีอำนาจการต่อรองน้อย หรือในบางกรณีที่ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ หรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้เท่าที่ควร “วันนี้นอกจากแบงก์จะต้องแข่งขันกันเองแล้ว ยังต้องปรับตัวกับการเข้ามาของผู้เล่นฟินเทคหน้าใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ดีกว่า”

จากแนวโน้มการเข้ามาของบรรดาฟินเทคและสตาร์ตอัพ (Start-up) ที่เพิ่มมากขึ้นในระบบ ทำให้ธนาคารต่างๆเริ่มปรับรูปแบบและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยหันมาเป็นพันธมิตรกับธุรกิจฟินเทคมากขึ้น โดยจากผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการธนาคารถึง 42% จับมือและจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน เพื่อลงทุนในบริษัทฟินเทค

ทั้งนี้ แม้บรรดาธุรกิจฟินเทคจะมีจุดแข็งด้านการพัฒนานวัตกรรมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบไร้รอยต่อ แต่ยังขาดระบบการรักษาความปลอดภัยด้านไอที (IT Security) ความเข้าใจด้านกฎระเบียบและการกำกับดูแล อีกทั้งการได้มาซึ่งแหล่งเงินทุน ขณะที่ธนาคารมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่เพียบพร้อมกว่า ซึ่งการร่วมมือกันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองฝ่ายได้

ทั้งนี้ ผลสำรวจระบุว่า 71% ของผู้บริหารยังประเมินว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ลูกค้ากว่า 60% จะหันมาใช้บริการทางการเงินผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถืออย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง และมากกว่า 90% คาดว่าอัตราการเติบโตของการใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือในกลุ่มแบงก์ จะสูงกว่าธุรกิจบริการทางการเงินประเภทอื่นๆ

วันเดียวกัน (30 ส.ค.) นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตร R3 (R3 Consortium) ซึ่งเป็นการร่วมตัวของพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านฟินเทคที่มีสถาบันการเงินชั้นนำของโลกกว่า 55 แห่งเป็นสมาชิก เพื่อการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า Distributed Ledger (รายการเดินบัญชี) รวมทั้งร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม แอพพลิเคชั่น และเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ รองรับอนาคต.