ธปท.คุมเข้มแบงก์รัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701149

 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐของ ธปท.ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า ในส่วนของการกำกับดูแลนั้น ธปท.ได้เสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแก้ไขกฎเกณฑ์ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จำนวน 24 เรื่อง ทั้งในส่วนของความมั่นคงทางฐานะการเงิน ธรรมาภิบาล การตั้งผู้บริหารธนาคารรัฐและอื่นๆ โดยกระทรวงการคลังเห็นชอบมาแล้ว 1 เรื่อง คือการแยกบัญชีการดำเนินการในส่วนที่เป็นนโยบายของรัฐออกจากบัญชีปกติ ส่วนที่เหลือจะทยอยเห็นชอบต่อไป

สำหรับฐานะการดำเนินการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในภาพรวมมีสถานะที่ดีแต่อย่างที่รู้กันว่า มีจำนวน 2 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่กำลังประสบปัญหาขาดทุนและอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ

“ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจการเงินไทยมาโดยตลอด และสินทรัพย์ในวันนี้มีขนาดสูงกว่า 5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 25% ของระบบสถาบันการเงินไทย มีสาขารวมทั้งสิ้นเกือบ 2,500 แห่ง กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ส่วนแนวทางของการกำกับดูแลนั้น ธปท.จะใช้เกณฑ์กำกับดูแลที่ใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์ แต่จะปรับให้เหมาะสมกับพันธกิจ และการดำเนินงานของแต่ละแห่ง”.

 

คลังออกแพ็กเกจใหม่อุ้มคนจน เลิกใช้ ม.44 ลุยหนี้นอกระบบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701140

 

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะไม่เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 เพื่อดำเนินการจับกุมและลงโทษทางอาญาเจ้าของเงินกู้นอกระบบ เพราะล่าสุดทางกระทรวงยุติธรรม ได้เสนอแก้ไข พ.ร.บ.เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 โดยจะเพิ่มโทษทางอาญาให้มีความเข้มข้นมากขึ้นจากเดิมที่กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดโทษเพียงเล็กน้อยกล่าวคือ ปรับเป็นเงินไม่เกิน 1,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี เปลี่ยนเป็นปรับไม่เกิน 200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำและปรับ

“แนวคิดครั้งแรกคือ จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 เพื่อจับกุมและลงโทษทางอาญาคนปล่อยเงินกู้นอกระบบ พร้อมกับเปิดให้มีบริการพิโก้ ไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อรายจิ๋ว กรณีที่ต้องการกู้เงินฉุกเฉิน อัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บสูงไม่เกิน 36% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินกู้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ย 10-20% ต่อเดือนหรือประมาณ 50-60% ต่อปี แต่เมื่อกระทรวงยุติธรรมกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายที่มีลักษณะคล้ายๆกับสิ่งที่กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 44”

 

กดดันหอพักลดค่าไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701135

 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเรเตอร์) เปิดเผยระหว่างการสัมมนา เรื่อง “ไฟฟ้าไทย อย่างไรจะลงตัว” ที่จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ถึงกรณีประชาชน ที่เช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ ห้องเช่า ได้ร้องเรียนการถูกเจ้าของกิจการ คิดค่าไฟฟ้าสูงมาก เฉลี่ยต่อ สถานที่ หน่วยละ 8-9 บาทต่อเดือน สูงกว่าค่าไฟฟ้าบ้านที่อยู่อาศัย ที่คิดหน่วยละ 3.76 บาทว่า เรคกูเลเตอร์ เตรียมหารือร่วมกับ 2 การไฟฟ้า ที่จำหน่ายไฟฟ้าให้กับประชาชน คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (พีอีเอ) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เนื่องจากเรคกูเลเตอร์ ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ไปดูแลประชาชนที่พักอยู่อาศัยในหอพัก อพาร์ตเมนต์ ห้องเช่า เนื่องจากห้องพักกลุ่มนี้ ไม่มีเลขที่บ้านและไม่ได้เป็นผู้ยื่นขอมิเตอร์ไฟฟ้าด้วยตัวเอง เหมือนกับเจ้าของบ้านพักอาศัยทั่วๆไป หรือกรณีที่ประชาชนที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียม ที่แต่ละห้องจะมีมิเตอร์เป็นของตัวเอง

“เรคกูเลเตอร์ พยายามหาทางแก้ปัญหา เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ว่า จะมีแนวทางใดดูแลได้บ้าง เพราะตามหลักกฎหมายแล้ว เรคกูเลเตอร์ ดูแลเฉพาะที่อยู่อาศัยที่มีเลขที่บ้านที่มีการขอหม้อมิเตอร์ไฟฟ้า แต่ห้องพัก ในอพาร์ตเมนต์ ห้องเช่า ไม่มีมิเตอร์เป็นของตัวเอง จะใช้จากส่วนกลางของหอพัก และเจ้าของหอพัก เป็นผู้คิดค่าไฟฟ้า”

นายวีระพล กล่าวว่า เรคกูเลเตอร์ จะยังเดินหน้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2015) ที่ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะมีความเข้มงวดในการบริหารเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน แต่ต้องยอมรับว่าการพยากรณ์ ความต้องการใช้ไฟฟ้า ตามแผนพีดีพี เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดพลังงานทดแทน ส่งผลให้ปัจจุบัน กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เริ่มหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองจึงไม่ได้นำตัวเลขการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว เข้ามาคำนวณในระบบ.

 

ปณท.บริการเช็กเครดิตบูโร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701129

 

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า ไปรษณียไทยได้ร่วมมือกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (จำกัด) หรือเครดิตบูโร ได้เปิดช่องทางอำนวยความสะดวก ให้ประชาชนเข้าถึงบริการการตรวจสอบข้อมูลด้านสินเชื่อของบุคคลธรรมดาก่อนการยื่นขอสินเชื่อหรือการยื่นกู้ต่อธนาคาร บริษัทเงินทุนและสถาบันการเงินต่างๆ

โดยประชาชนสามารถยื่นขอรับบริการได้ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัด 121 แห่ง และในอนาคตจะให้บริการทั่วประเทศ ทั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่พยายามจะหาบริการใหม่มาให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกสบาย ในการใช้บริการ ขณะเดียวกันไปรษณีย์ไทยถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล เพื่อนำประเทศไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

“ประชาชนที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลสินเชื่อของตัวเองเพียงนำบัตรประชาชนมา เสียบเข้าเครื่องอ่านข้อมูล ณ ที่ทำการไปรษณีย์ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็ทราบผลการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรแบบสรุปได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่ต้องการทราบรายงานเครดิตบูโรฉบับเต็ม สามารถแจ้งความประสงค์ผ่านที่ทำการไปรษณีย์ที่ให้บริการ จะมีค่าบริการ 150 บาท โดยจะได้รับรายงานดังกล่าวกลับภายใน 7 วัน ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน”.

 

เผยเพศที่ 3 แชมป์ติดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701124

 

“เอ็ตด้า” ระบุคนไทยจ้องหน้าจอวันละ 6.4 ชั่วโมง

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA (เอ็ตด้า) เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในปี 2559 ระบุ คนไทยใช้งานอินเตอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวันต่ำลงที่ 6.4 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 45 ชั่วโมง จาก 6.9 ชั่วโมงเมื่อปีที่ผ่านมาเนื่องจากฐานการสำรวจข้อมูลกว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม การสำรวจพบว่าสัดส่วนการใช้งานอินเตอร์เน็ตของคนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมีความแตกต่างกันน้อยมาก โดยคนกรุงเทพฯใช้งาน 48.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนคนต่างจังหวัดใช้งาน 44.6. ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าการเดินหน้านโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น น่าจะไม่ไกลเกินเอื้อม

ทั้งนี้ เอ็ตด้าทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยจากกลุ่มตัวอย่าง 16,661 คน รวมเพศชาย หญิง และเพศที่ 3 ซึ่งผลปรากฏว่าเพศที่ 3 เป็นเพศที่ชื่นชอบการใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดที่ 48.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เทียบกับผู้ชาย 45.3 ชั่วโมง และหญิง 44.7 ชั่วโมง

ส่วนหากเทียบตามอายุ พบว่าคนเจนเนอเรชั่น Y (อายุ ระหว่าง 16-35 ปีใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดสัปดาห์ละ 53.2 ชั่วโมง รองลงมาเป็นคนเจน X (อายุระหว่าง 36-51 ปี) สัปดาห์ละ 44.3 ชั่วโมง, คนเจน Z (อายุน้อยกว่า 16 ปี) 40.2 ชั่วโมง และคนยุคเบบี้บูม (อายุระหว่าง 52-70 ปี) 31.8 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าคนทุกวัยล้วนใช้อินเตอร์เน็ตในระดับสูง และวัยเริ่มไม่มีผลต่อการใช้งานและหากพิจารณาถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต พบว่าสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ยอดฮิต ด้วยสัดส่วนการใช้งาน 85.5%. รองลงมาเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 62% คอมพิวเตอร์พกพา 48.7% แท็บเล็ต 30% และสมาร์ททีวี 19.8%

นางสุรางคณากล่าวว่า กิจกรรมยอดฮิตของคนไทยบนอินเตอร์เน็ตได้แก่การเข้าโซเชียลมีเดีย, การเข้ายูทูบ YouTube, การค้นหาข้อมูล, การอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่ากิจกรรมของคนไทยจะเน้นเรื่องการบันเทิงเป็นหลัก โดยสังคมออนไลน์ยอดนิยมของคนไทยได้แก่ยูทูบ 97.3% เฟซบุ๊ก 94.8% ไลน์ 94.6% ขณะที่สังคมออนไลน์ที่ใช้มากที่สุด อันดับ 1 เป็นของเฟซบุ๊กตามคาดหมาย ตามด้วยไลน์และยูทูบ.

 

“ทีโอที-แคท” ยังต้านมติ คนร. แต่โดนจี้ให้เร่งสางปมทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701115

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้เสวนาวิชาการเรื่อง “ผ่าแผนโทรคมนาคมของชาติแคท-ทีโอที วิกฤติหรือโอกาส?…ประเทศไทย” โดยนายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพฯแคทกล่าวว่า การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ เพื่อรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและความเห็นจากพนักงานเกี่ยวกับมติคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่ให้แคทและทีโอที แยกธุรกิจออกเป็น 4 บริษัท ดังที่ทราบกันซึ่งหลังจากรับฟังความเห็นแล้ว จะนำเสนอแนะและความเห็นไปยังรัฐบาลในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ จะรวบรวมข้อเสนอแนะและทางออกเสนอไปยังรัฐบาล รวมถึง ข้อดีและข้อเสียด้วย เนื่องจากพนักงานแคทและทีโอที ต่างไม่เห็นด้วยกับ แนวทางของ คนร. เพราะเห็นว่าไม่ใช่ทางออกที่ดี ที่จะสร้างรายได้และความยั่งยืนให้องค์กร อีกทั้งยังจะนำไปสู่การแปรรูปในอนาคตด้วย ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอความเห็นและทางออก ทางสหภาพฯ ก็พร้อมจะรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและพนักงานเพื่อเสนอรัฐบาล

นางรสา กาญจนสาย ผู้อำนวยการกองพัฒนารัฐวิสาหกิจ 2 สำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวทางของ คนร.ถือเป็นแนวทางที่จะทำให้ทีโอทีและแคทรอดได้ ดังนั้น ในภาวะที่ทั้งสององค์กรขาดทุนและก่อนที่จะล่มสลาย ก็ควรจะปรับตัว ปรับปรุงประสิทธิภาพ ส่วนปัญหาการทุจริตนั้น สังคมรับรู้ พนักงานรับรู้ ก็ช่วยเป็นหูเป็นตาพบ เห็นก็ร้องเรียนไปยังหน่วยงานตรวจสอบมาช่วยตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ล่าช้า เพราะองค์กรเสียประโยชน์ เท่าที่ทราบกระแสเงินสดของทีโอทีเหลือ น้อยมาก จะจ่ายเงินเดือนพนักงานได้อีกราว 20 เดือนเท่านั้น.

 

ตลาดหุ้นมั่นใจในระบบไอที ได้มาตรฐานปลอดภัย 2 ด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701105

 

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญกับระบบไอทีแม้ยังไม่มีกฎเกณฑ์มาบังคับใช้ แต่ระบบไอทีของตลาดหลักทรัพย์ได้รับมาตรฐาน ISO ถึง 2 มาตรฐานทั้งด้านการบริหารจัดการและด้านความปลอดภัยของระบบ รวมทั้งได้มาตรฐานตามที่ตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศควรมี ซึ่งล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับฟังความคิดเห็นเรื่องกรอบการกำกับดูแลและบริหารที่ดีโดยใช้ไอทีระดับองค์กร ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเกณฑ์ที่บังคับใช้สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ปัจจุบันระบบไอทีของตลาดหลักทรัพย์ได้มีการป้องกันทั้งจากการใช้งานภายในองค์กร และการเชื่อมโยงจากหน่วย งานภายนอกอยู่แล้ว

นางเกศรายังกล่าวถึงการจัดงานไทยแลนด์โฟกัสที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 ส.ค.-2 ก.ย.นี้ว่า เบื้องต้นมีนักลงทุนสถาบันต่างชาติยืนยันเข้าร่วมงานแล้วจำนวน 116 กองทุน โดยธีมหรือรูปแบบหลักที่จะนำเสนอให้นักลงทุนต่างประเทศ คือการเติบโตในอนาคตของประเทศไทย.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 25/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/701069

 

ประธานเจโทร กรุงเทพฯ แนะ 4 วิธี ไทยหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 22:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700794

 

ประธานเจโทร กรุงเทพฯ แนะไทย 4 วิธีหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ย้ำนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ถูกทางแล้ว เหตุไทยมีศักยภาพใช้นวัตกรรม-เทคโนโลยีพัฒนาประเทศได้ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมคนไทยลงทุน-ทำธุรกิจในญี่ปุ่น ยันโอลิมปิก 2563 ไทยรับงานก่อสร้าง-บริหารจัดการโรงแรมได้แน่ …

วันที่ 24 ส.ค. 59 นายฮิโรกิ มิทสึมาตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) และหัวหน้าผู้แทนประจำภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า ไทยยังติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และยังไม่สามารถก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูงได้ แม้เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้ แต่คงไม่เติบโตมากเหมือนที่ผ่านมา เพราะพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การส่งออกและเศรษฐกิจไทยย่อมได้รับผลกระทบตาม หากต้องการก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง จำเป็นต้องดำเนินการใน 4 ด้านคือ เสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม, ส่งเสริมการบริโภคภายใน, กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยออกไปลงทุน และทำธุรกิจในต่างประเทศให้มากขึ้น

สำหรับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่จะใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยนั้น ถือว่าถูกทางแล้ว แต่น่าจะจัดลำดับความสำคัญ และมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากกว่านี้ เช่น ในอีก 3 ปี หรือ 5 ปีข้างหน้าอยากเห็นอะไร และมียุทธศาสตร์ชัดเจนที่จะผลักดันไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเห็นความชัดเจนมากขึ้น และเกิดความสนใจที่จะมาลงทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ไทยก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้ เจโทรช่วยเหลือ และส่งเสริมให้นักธุรกิจ และนักลงทุนญี่ปุ่นร่วมมือกับไทยในการยกระดับอุตสาหกรรมตามที่รัฐบาลไทยต้องการส่งเสริม ทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร, อุตสาหกรรมที่ต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นต้น

นอกจากนี้ เจโทร ยังจะส่งเสริมให้คนไทยไปลงทุนในญี่ปุ่นให้มากขึ้น จากปัจจุบันยังน้อยมาก โดยการลงทุนโดยตรง (FDI) ของไทยในญี่ปุ่น ที่รวบรวมโดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ล่าสุดปี 57 มีมูลค่าเพียง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ FDI ของญี่ปุ่นในไทยอยู่ที่กว่า 50,000 ล้านเหรียญฯ

“เจโทรพร้อมช่วยเหลือคนไทยไปลงทุน หรือทำธุรกิจในญี่ปุ่นให้มากขึ้น ล่าสุด เพิ่งช่วยเหลือสปาระดับไฮ-เอนด์รายหนึ่งให้เข้าไปทำธุรกิจในญี่ปุ่นในลักษณะเป็นห้องพัก และมีบริการสปาที่อาริมะออนเซน เมืองโกเบ สำหรับอุตสาหกรรมของไทยที่มีศักยภาพจะไปลงทุนที่ญี่ปุ่นได้ เช่น อาหาร สุขภาพ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น สินค้าต่างๆ เป็นต้น”

สำหรับการที่ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2563 นั้น ญี่ปุ่นจะมีการก่อสร้างสิ่งต่างๆ เช่น โรงแรม สนามกีฬา นั้น คนไทยมีศักยภาพที่จะเข้าไปรับงานอยู่แล้ว หรืออาจเข้าไปทำธุรกิจบริการ รับบริหารจัดการโรงแรมก็ได้

นายมิทสึมาตะ กล่าวต่อถึง สถานการณ์การเมืองของไทยว่า นักลงทุนญี่ปุ่นในไทย ต้องการเห็นรัฐบาลชุดนี้ ดำเนินการตามโรดแม็ป เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง ขณะเดียวกัน นักธุรกิจญี่ปุ่นต้องการให้รัฐบาลไทยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่อนคลายความเข้มงวดของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นต้น

 

พาณิชย์ เร่งพัฒนาร้านหนูณิชย์ สู่แฟรนไชส์ จ่อเซ็น MOU ขายในปั๊ม ปตท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 21:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700764

 

พาณิชย์ รับลูกนายกฯ เร่งขยายรถขายอาหารหนูณิชย์เคลื่อนที่ ขายอาหารปรุงสำเร็จราคาถูกไปทั่วประเทศ เล็งคัดเลือกสุดยอดร้านหนูณิชย์ ก่อนเข้าช่วยพัฒนา-ปั้นร้านที่แข็งแรงสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ จ่อเซ็น MOU กับ ปตท. ส่งร้านหนูณิชย์ขายในปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ …

วันที่ 24 ส.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ จะเร่งผลักดันให้มีจำนวนรถขายอาหารหนูณิชย์เคลื่อนที่ (Food Truck) เพิ่มขึ้น และส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายอาหารราคาถูกให้กับประชาชน ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ได้นำร้านหนูณิชย์โฉมใหม่ที่ได้รีแบรนด์และพัฒนาให้เป็นร้านหนูณิชย์ 4.0 ไปเปิดตัวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ยังคงคอนเซปต์เดิม คือ เป็นร้านขายอาหารปรุงสำเร็จ จาน/ชาม/ถุง ละไม่เกิน 35 บาท คุณภาพดี สะอาด รสชาติอร่อย

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ยังมีแผนพัฒนาร้านหนูณิชย์ในปัจจุบันที่มี 11,576 ร้านทั่วประเทศ แยกเป็นกรุงเทพฯ 3,737 ร้าน ภูมิภาค 7,839 ร้าน โดยจะคัดเลือกสุดยอดร้านอาหารหนูณิชย์ของประเทศ 25 ร้าน เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดในการทำธุรกิจ และจะช่วยพัฒนาไปสู่การเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อให้มีการขยายจำนวนร้านอาหารหนูณิชย์ ที่มีราคาถูกและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น

“กระทรวงฯ จะช่วยพัฒนาร้านที่ได้รับการคัดเลือกในด้านการพัฒนารสชาติอาหารให้อร่อยและมีเมนูเพิ่มขึ้น ออกแบบเมนูอาหารให้ถูกใจผู้บริโภคทุกกลุ่ม ช่วยตกแต่งร้าน ตกแต่งอาหาร เพิ่มช่องทางการจำหน่าย โดยช่วยวางระบบการสั่งซื้อออนไลน์ และบริการส่งถึงบ้าน และพัฒนาไปสู่การทำเป็นแฟรนไชส์ เพื่อขยายธุรกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ด้าน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯ จะช่วยพัฒนาร้านอาหารหนูณิชย์ให้มีความเข้มแข็ง และมีขีดความสามารถในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะพัฒนาร้านที่มีความพร้อมให้สามารถทำธุรกิจได้เพิ่มขึ้น เช่น พัฒนาไปสู่การรับจัดงานเลี้ยง

นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนที่จะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพื่อนำร้านอาหารหนูณิชย์เข้าไปจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของ ปตท. โดยจะนำร่องในสาขาเดิมที่มีอยู่กว่า 167 สาขา ส่วนในสาขาที่จะเปิดใหม่ กำหนดให้มีร้านอาหารหนูณิชย์ในทุกสาขา ซึ่งจะเพิ่มทางเลือกในการบริโภคอาหารราคาถูกให้กับประชาชนได้