‘อภิรดี’ สั่งพาณิชย์จังหวัด คุมเข้ม ห้ามกักตุนสินค้าช่วงน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 21:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700829

 

รมว.พาณิชย์ สั่งพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่น้ำท่วม คุมเข้มสินค้าไม่ให้เกิดการกักตุน ยัน ราคายังทรงตัว ปริมาณสินค้าเพียงพอ พร้อมมีแผนช่วยเหลือประชาชนแล้ว …

วันที่ 24 ส.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัดขณะนี้ ว่า ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในเขตพื้นที่น้ำท่วม ดูแลไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้า และเกิดภาวะขาดแคลน ซึ่งได้รับรายงานว่า ราคาจำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพในพื้นที่น้ำท่วม ยังคงทรงตัว ปริมาณสินค้ามีเพียงพอ ไม่มีการฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และไม่พบการกักตุนสินค้า หากจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร กระทรวงฯ จะดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเข้มงวด ซึ่งมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่พบว่ามีการฉวยโอกาส สามารถแจ้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนราคาสินค้า สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดมาตรการดูแลสถานการณ์สินค้าและราคาในช่วงเกิดสาธารณภัยไว้ เป็น 2 ช่วง คือ ช่วงภาวะสาธารณภัย และช่วงหลังสาธารณภัย ดังนี้ ช่วงภาวะสาธารณภัย กำหนดแผนการช่วยเหลือประชาชน เช่น จัดหาสินค้าที่จำเป็นในช่วงภาวะที่เกิด สาธารณภัย ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าอาหารที่จำเป็นเพื่อการยังชีพ ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง น้ำดื่มบรรจุขวด เป็นต้น กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ที่จำเป็น ได้แก่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน กระดาษชำระ ผ้าอนามัย เป็นต้น และกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ ปูนซีเมนต์ ทราย กระสอบทราย อิฐบล็อก เหล็ก ไม้ และแผ่นสังกะสี เป็นต้น รวมทั้ง จัดรถจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ (Mobile Unit) โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่มบรรจุขวด นมสดพร้อมดื่ม และไข่ไก่ เป็นต้น

สำหรับช่วงหลังการเกิดสาธารณภัย กำหนดแผนให้ความช่วยเหลือประชาชน อาทิ จัดงานธงฟ้า เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนในพื้นที่ประสบภัย หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง รวมทั้งประสานขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้จำหน่ายสินค้าที่จำเป็นในการฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัย เช่น สินค้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า และยารักษาโรค เป็นต้น อีกทั้ง ประสานขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจ เอกชนและสถาบันการศึกษา ในการให้บริการตรวจเช็กและซ่อมแซมที่พักอาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ ในราคาถูกพิเศษ เป็นต้น

 

พาณิชย์ เชื่อ คนร่วมงานบางกอกเจมส์ 3 หมื่นราย เงินสะพัด 1.5 หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 19:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700784

 

พาณิชย์ ตั้งเป้าเงินสะพัดงานบางกอกเจมส์ 1.5 หมื่นล้านบาท เชื่อทั่วโลกแห่ร่วม ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย หลังคลังยกเว้นภาษีสินค้าที่จำหน่ายในงาน ด้านเอกชน มองส่งออกภาพรวมกลุ่มอัญมณี ติดลบ 1% …

วันที่ 24 ส.ค. 59 นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ หรืองาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 58 ระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย. ณ อิมแพค เมืองทองธานีว่า คาดจะมีผู้เข้าร่วมงานจากในประเทศและต่างประเทศ ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย และมีเงินสะพัดจากการซื้อขายในงานกว่า 15,000 ล้านบาท จากที่มีผู้ประกอบการนำสินค้ามาจัดแสดง 2,100 บูธ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สนับสนุนการจัดงาน ด้วยการออกประกาศให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานและได้รับหนังสือรับรองจากกรมฯ จะได้รับสิทธิยกเว้นอากรศุลกากรอัญมณีและเครื่องประดับที่นำเข้ามาจัดแสดงและจำหน่ายในงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการไทยและผู้ซื้อ ที่จะซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง

สำหรับภาพรวมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับปี 59 คาดว่าจะมีมูลค่า 7,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 284,000 ล้านบาท เติบโต 5-10% ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอันดับ 12 ของโลก และเป็นผู้จัดงานแสดงอัญมณีและเครื่องประดับอันดับ 5 ของโลก รองจากฮ่องกง อิตาลี สหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยกรมฯ ได้เตรียมแผนปรับการจัดงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี จะติด 1 ใน 3 ของผู้จัดงานใหญ่โลก

“แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อาจกระทบต่อยอดซื้ออัญมณี กรมฯ จะปรับการจัดงานให้สอดคล้องและเจาะตลาดเฉพาะมากขึ้น ซึ่งเตรียมทำแผนผลักดันเครื่องประดับสำหรับตลาดผู้สูงวัย เครื่องประดับผู้ชาย เครื่องประดับสัตว์เลี้ยง และเครื่องประดับเพื่อโชคลาภ เพราะกำลังเป็นที่นิยมของตลาดที่มีอัตราเติบโตสูง” นางมาลี กล่าว

ด้าน นายวิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย กล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังปี 59 การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในรูปเงินเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะติดลบประมาณ 1% แต่ในรูปเงินบาทยังเป็นบวก 1% เพราะวัตถุดิบเงินและทองคำมีราคาสูงขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ปัญหาการก่อการร้าย และเหตุระเบิดในประเทศ มีผลกระทบด้านลบ และอาจทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ทั้งปี 59 ติดลบ 1% จากเป้าหมาย ขยายตัว 10%

 

บอร์ด กคช. ชง ‘ธัชพล กาญจนกูล’ นั่งผู้ว่าการเคหะแห่งชาติคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 18:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700672

 

บอร์ด กคช. ชง ‘ธัชพล กาญจนกูล’ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส กลุ่มยุทธศาสตร์ นั่งผู้ว่าการเคหะแห่งชาติคนใหม่ ขณะที่ ‘พล.ต.อ.อดุลย์’ ปัดลดบทบาทสลับ ‘นภา เศรษฐกร ‘ไปนั่งเป็นรองปลัดพม. แต่ปรับเพื่อให้เหมาะสม

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) คนใหม่ แทนนายกฤษดา รักษากุล ที่ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อเดือน พ.ย.2558 โดยมีนางอุบลวรรณ สืบยุบล รองผู้ว่า กคช. มารักษาการแทนผู้ว่า กคช.จนถึงปัจจุบันว่า

ล่าสุดคณะกรรมการสรรหาผู้ว่ากคช.ซึ่งมี พล.อ.สุชาติ หนองบัว เป็นประธานฯ ได้พิจารณาเห็นชอบเสนอดร.ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส กลุ่มยุทธศาสตร์ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่า กคช. โดยขณะนี้ผ่านการเห็นชอบจากบอร์ด กคช.ซึ่งมี ดร.พิชิต อัคราทิตย์ เป็นประธานเรียบร้อยแล้ว จากนี้อยู่ระหว่างเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ให้ความเห็น แล้วนำกลับมาให้พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาประมาณเดือน ก.ย.นี้

สำหรับ ดร.ธัชพล กาญจนกูล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (อส.) อาวุโส กลุ่มยุทธศาสตร์ อายุ 54 ปี จบการศึกษาปริญญาเอก ดุษฎีบัณฑิต ด้านการวิจัยการเงิน Ph.D (Fin. Research) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 57, หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 17 สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 2 ซึ่งดร.ธัชพลยังเคยเป็นรักษาการผู้อำนวยการอส.ในปี 2557-2558 และยังเคยเป็นเต็งหนึ่งในฐานะลูกหม้ออส.สมัครเข้าชิงผู้อำนวยการ อส.ในปี 2557 แต่ก็พลาดไป

‘อดุลย์’ ปัดลดบทบาท ‘นภา’ แต่ปรับให้เหมาะสม

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของพม. ซึ่งผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสลับตำแหน่งนางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ไปเป็นรองปลัด พม.แทนนายวิทัศน์ เตชะบุญ ที่ขึ้นแท่นเป็นอธิบดี ดย.ที่ถูกมองเป็นการลดบทบาทนางนภาลงว่า ตนเป็นข้าราชการมาก่อน ทุกตำแหน่งมีความสำคัญและมีศักดิ์ศรีทั้งหมด อยู่ที่ตัวเราที่จะไปทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และกระบวนการรับราชการมีการสั่งสมประสบการณ์ที่เตรียมไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ขอให้คิดว่าทุกตำแหน่งมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ ขอให้กำลังใจทุกคน อย่ามองเป็นการประเมินผลงานแล้วไม่ผ่าน แต่อยากให้มองว่าเป็นการพัฒนาบุคลากรเพื่อปรับให้เหมาะสม ซึ่งตำแหน่งอธิบดีและรองปลัดก็อยู่ในระดับเดียวกัน ส่วนที่ให้นายวิทัศน์มาเป็นอธิบดี ดย.ตนมองว่าทุกคนก็มีโอกาสทำงานได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะให้เวลา 4-6 เดือนประเมินการทำงานในทุกกรมอีกครั้ง ส่วนตำแหน่งผู้ตรวจราชการ พม.ซึ่งว่าง 4 ตำแหน่งนั้นต้องรอให้นายไมตรี อินทุสุต ปลัดพม.ประเมินผู้เหมาะสมและเสนอชื่อมาที่ตนพิจารณา

ด้าน นายวิทัศน์ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าจะได้รับมอบหมายให้มาอยู่ดย.ถือว่ารมว.พม.ให้โอกาสในการทำงาน ซึ่งไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งไหนก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ซึ่งตนเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพราะงาน พม.โดยเฉพาะเรื่องเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญที่พม.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง ต้องมีเครือข่ายร่วมกันทำงานเพื่อให้เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีและเก่งในอนาคต

 

หุ้นไทยสดใส ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 7.49 จุด ดัชนีแตะ 1,547.55 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700740

 

หุ้นไทยสดใสปิดตลาดเพิ่มขึ้น 7.49 จุด ดัชนีแตะ 1,547.55 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 60,222.05 ล้านบาท บลจ.กสิกรไทย มองแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ช่วงครึ่งปีหลัง อาจมีข้อจำกัด หลังปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก ขณะที่ หุ้นขนาดกลาง-เล็ก มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ดีกว่า …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 24 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.49 จุด ดัชนีแตะ 1,547.55 จุด คิดเป็น 0.49% มูลค่าการซื้อขายตลอดทั้งวัน 60,222.05 ล้านบาท

สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุดประจำวัน ได้แก่ 1. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 4. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ด้าน นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีดัชนีหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติซึ่งมียอดเข้าซื้อสุทธิกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายนที่มีแรงซื้อเข้ามาค่อนข้างมาก และยังไหลเข้าต่อเนื่องภายหลังผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญผ่านเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ เมื่อเทียบดูข้อมูล 3 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2556-2558 พบว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิออกจากตลาดหุ้นไทยกว่า 4 แสนล้านบาท จึงมองว่า หากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป เม็ดเงินลงทุนอาจมีโอกาสไหลกลับเข้ามาได้อีก และถ้าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง อาจทำให้ SET Index สามารถปรับตัวสูงขึ้น จากที่ปัจจุบันคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1,550 จุด ในช่วงปลายปีได้

“การปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นไทยในปีนี้ นำโดยการปรับตัวของหุ้นขนาดใหญ่ เห็นได้จากดัชนี SET 50 ที่สามารถปรับตัวเอาชนะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index)  เนื่องมาจากฟันด์โฟลว์ที่เข้ามาซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ ประกอบกับการฟื้นตัวของราคาน้ำมันส่งผลให้หุ้นในกลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ อาจมีจำกัดเนื่องจากปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่ หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก มองว่าน่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ดีกว่า โดยตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ออกมา มีหุ้นขนาดกลางและเล็กหลายตัวที่มีผลประกอบการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ด้วยจำนวนของหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีอยู่มากกว่า 500 ตัว ทำให้ผู้จัดการกองทุนมีโอกาสคัดเลือกหรือแสวงหาหุ้นที่มีความน่าสนใจ อาทิ หุ้นที่ยังมีมูลค่าไม่แพงแต่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี หรือหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ราคาปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น หรือสามารถเติบโตกลายเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในอนาคตได้ นอกจากนี้ จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พบว่าหุ้นขนาดกลางและเล็ก สามารถให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า SET Index อยู่ที่ประมาณ 6%” นางสาวธิดาศิริ กล่าว

สำหรับกองทุนหุ้นขนาดเล็กของ บลจ.กสิกรไทย คือ กองทุนเปิดเค Mid Small Cap หุ้นทุน (K-MIDSMALL) นั้น มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 14.50% เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ซึ่งอยู่ที่ 11.03% ส่วนผลการดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือน ให้ผลตอบแทนที่ 23.10% เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 16.56% และผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ให้ผลตอบแทนที่ 27.05% เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 11.58% (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ส.ค. 2559) ส่วนกองทุนกองทุนเปิดเค Mid Small Cap หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KMSRMF) สามารถสร้างผลดำเนินงานที่โดดเด่นเช่นเดียวกัน โดยให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน อยู่ที่ 13.29% เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 11.03% และให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน อยู่ที่ 21.83% เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 16.56% (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ส.ค. 2559)

 

ดีเดย์ 1 ก.ย.! รฟม. ไฟเขียว ลดค่าโดยสารสายสีม่วง ตลอดสายเหลือ 29 บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 18:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700712

 

บอร์ด รฟม. ไฟเขียวลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน ลงสถานีละ 1 บ. จากเดิมตลอดสาย ราคาอยู่ที่ 42 บ. ลดเหลือ 29 บ. ดีเดย์ 1 ก.ย.นี้ หวังจูงใจประชาชนใช้บริการ คาดเพิ่มยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% …

วันที่ 24 ส.ค. 59 พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการการ (บอร์ด) รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน มากขึ้น ทาง รฟม. จึงได้เรียกประชุมบอร์ดวาระพิเศษ กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อหามาตรการจูงใจ โดยบอร์ด รฟม. มีมติว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 59 นี้ รฟม. จะปรับลดค่าโดยสาร แต่ละช่วงสถานีลง 50% หรือจากเดิมที่มีราคาเฉลี่ย 2 บาทต่อสถานี ให้ปรับลดเหลือ 1 บาทต่อสถานี

ส่วนราคาค่าแรกเข้า 14 บาท ยังคงไว้เช่นเดิม เนื่องจากเป็นเกณฑ์กำหนดทุกโครงการรถไฟฟ้าแล้ว ส่งผลให้เฉลี่ยราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน จากเดิมตลอดสายจะมีราคาอยู่ที่ 42 บาท ปรับลดเหลือ 29 บาท ซึ่งอัตราค่าโดยสารดังกล่าว จะมีผลกำหนดใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปิดให้บริการจุดเชื่อมต่อเตาปูน-บางซื่อแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ราคาที่กำหนด จะใช้สำหรับระบบค่าโดยสารที่จ่ายผ่านบัตรโดยสารเท่านั้น เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อผู้โดยสาร และผลักดันการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหันมาเลือกใช้บริการบัตรโดยสารอีกด้วย นอกจากนี้ บอร์ดยังมีมติให้ รฟม. ทำการปรับลดค่าจอดรถบริเวณอาคารจอดแล้วจร (พาร์คแอนด์ไรท์) เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเลือกใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น โดยคาดว่า มาตรการจูงใจดังกล่าวจะส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารของรถไฟฟ้าสายสีม่วง เพิ่มขึ้นราว 30% จากปัจจุบันมีปริมาณเฉลี่ย 20,000 คนต่อวัน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บอร์ด รฟม. เล็งปรับลดราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง หวังกระตุ้นคนใช้บริการเพิ่ม

 

กรุงไทย ยัน ระบบเอทีเอ็มปลอดภัย ขอ ปชช.มั่นใจการใช้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700611

 

ธนาคารกรุงไทย ยัน ระบบเอทีเอ็มมีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ลงโปรแกรมแปลกปลอมกับเครื่อง ระบุ ธนาคารได้แยกระบบเอทีเอ็มออกจากระบบคอมฯ ที่เก็บข้อมูลเงินฝาก-สินเชื่อลูกค้า ขอ ปชช.มั่นใจในการใช้บริการ…

วันที่ 24 ส.ค.59 ดร.วิเทศ เตชางาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานเทคโนโลยี ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตามที่ธนาคารออมสินได้ปิดให้บริการเครื่องเอทีเอ็มบางส่วน เพื่อป้องกันความเสียหาย เนื่องจากมีการโจรกรรมเงินในกล่องเงิน โดยเป็นเอทีเอ็มยี่ห้อ NCR และธนาคารกรุงไทยมีเครื่องเอทีเอ็มยี่ห้อดังกล่าวนั้น ทางธนาคารขอให้ประชาชนมั่นใจระบบรักษาความปลอดภัย ในการใช้บริการจากเครื่องเอทีเอ็ม ซึ่งทุกธนาคารต่างให้ความสำคัญ โดยธนาคารกรุงไทย มีการลงระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ไม่อนุญาตให้ลงโปรแกรมแปลกปลอมที่เครื่องเอทีเอ็ม รวมทั้งมีระบบป้องกันไม่ให้มีการสั่งจ่ายเงินที่ศูนย์ควบคุมเอทีเอ็ม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธนาคารได้ลงทุนในระบบเกี่ยวกับการป้องกันทั้งที่ตัวเครื่องและระบบของส่วนกลางมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเครื่องเอทีเอ็มยี่ห้อ NCR อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งได้ดำเนินการลงโปรแกรมเพื่อป้องกันโปรแกรมที่แปลกปลอม เช่นเดียวกับตู้เอทีเอ็มยี่ห้ออื่นๆ และที่ผ่านมาหากเกิดเหตุการณ์ทุจริตในระบบเอทีเอ็มทั้งในและต่างประเทศ ธนาคารและบริษัทผู้ผลิตเครื่องเอทีเอ็มและบริษัทเจ้าของซอฟต์แวร์ จะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาสาเหตุและวิธีป้องกัน

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงไทย ได้แยกระบบเอทีเอ็มออกจากระบบคอมพิวเตอร์หลัก ที่เก็บข้อมูลด้านเงินฝากและสินเชื่อของลูกค้า จึงขอให้ประชาชนสบายใจและมั่นใจในการใช้บริการ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คนร้ายส่ง ‘มัลแวร์’ แฮกตู้ ATM ออมสิน สูญเงิน 12 ล้าน ไม่กระทบเงินฝาก

 

กังวลต้นทุนผลิตสูง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ก.ค. ลดลงเดือนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 14:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700339

 

ส.อ.ท. เผย ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 84.7 ปรับตัวลดลงเดือนที่ 2 จากปัจจัยความกังวลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก คาด 3 เดือนข้างหน้า ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 100.7 แนะรัฐเร่งเบิกจ่ายงบช่วงปลายปี แก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุนของผู้ประกอบการ …

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกรกฎาคม 2559 อยู่ที่ระดับ 84.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.3 ในเดือน มิ.ย. ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ทั้งนี้ เกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ รวมถึงปัจจัยลบ จากความกังวลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบ รวมทั้งการแข่งขันด้านราคา และปัญหาขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ขณะที่ ผู้บริโภค ยังมีความระมัดระวังการใช้จ่าย

นอกจากนี้ ปัญหาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก ยังเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 100.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 99.8 ในเดือน มิ.ย.

ด้านข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือน ก.ค. คือ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ในช่วงปลายปีงบประมาณ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการ รวมทั้งควรมีการส่งเสริม การจัดหาช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในประเทศ-ต่างประเทศ และออกมาตรการจูงใจให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น

 

คลัง คาดเบิกจ่ายงบฯ ไตรมาส 4 ไม่ต่ำกว่า 8.07 ล้าน กระตุ้น GDP โต 2.8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 14:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700394

 

สศค. คาด ไตรมาส 4 ปี 59 จะมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 8.07 แสนล้าน กระตุ้น GDP โต 2.8% ส่วนทั้งปียังมั่นใจโต 3.3% เผย ครม.ไฟเขียว แผนเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐ ไตรมาส 4/59 วงเงิน 60,500 ล้าน …

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง คาดว่า ไตรมาส 4 ของปี 2559 จะมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 8.07 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าว ขยายตัวได้ 2.8% (เนื่องจากฐานสูง) ใกล้เคียง 3% ส่งผลให้ครึ่งปีหลังขยายตัวราว 3.3% และ ทั้งปีก็จะขยายตัวได้ที่ 3.3% ตามที่ สศค. คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ ล่าสุด ครม.วานนี้ (23 ส.ค.) มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการเบิกจ่ายของภาครัฐในไตรมาสที่ 4 ปี 2559 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ วงเงินรวมประมาณ 60,500 ล้านบาท จะช่วยให้การเบิกจ่ายภาครัฐในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 ไม่น้อยกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า เพื่อรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยประกอบด้วย 3 มาตรการย่อย ดังนี้ 1. มาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2560 (Front Load) วงเงิน 31,500 ล้านบาท 2. มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศ ให้มีการดำเนินมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กเช่นเดียวกับที่ได้ดำเนินการ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 โดยใช้งบฯ กลาง ในวงเงิน 23,000 ล้านบาท และ 3. มาตรการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรและองค์กร วงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 มาตรการดังกล่าวข้างต้น กระทรวงการคลัง คาดว่า จะสนับสนุนการเบิกจ่ายของภาครัฐในไตรมาสที่ 4 ปี 2559 และจะเป็นการรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เป็นห้างค้าปลีกห้างเดียว รับรางวัล “Thailand’s Top Corporate Brand 2016”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 24 ส.ค. 2559 13:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700218

 

นางสาวรำภา คำหอมรื่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และรองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับมอบรางวัล “Thailand’s Top Corporate Brand 2016” จาก ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานในพิธี โดยรางวัลดังกล่าว เป็นเกียรติคุณที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบให้แก่องค์กรเอกชนที่มีศักยภาพ ธรรมาภิบาล และมูลค่า แบรนด์องค์กรสูงสุดจาก 17 หมวดธุรกิจในประเทศไทยในปี 2559 โดยบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เป็นห้างค้าปลีกห้างเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

 

ทำความรู้จัก “พร้อมเพย์” ถ้าในโลกนี้ “มี” และ “ไม่มี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 24 ส.ค. 2559 11:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700053

 

“พร้อมเพย์” กำลังจะมาในเร็ววันนี้ แต่หลายคนยังลังเลจะผูกบัญชีหรือเปิดบัญชีใหม่ไว้ดีหรือไม่ เพราะไม่แน่ใจในสิ่งที่จะได้รับ ทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะมาภายหลัง และเพื่อเข้าใจพร้อมเพย์มากขึ้น มาทำความรู้จักกันอีกครั้ง

ไม่พร้อมเพย์

การเสียค่าธรรมเนียม โอนจ่ายต่างธนาคาร 25-35 บาทต่อรายการ หากโอนผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารจะเริ่มต้นที่ 50 บาทต่อรายการ

จำเลขบัญชีไม่ได้ ต้องจดหรือโน้ตเลขบัญชีไว้ในโทรศัพท์ และต้องทวนซ้ำทุกครั้ง ไม่ให้โอนเงินผิดพลาด

ค้าขายเปิดหลายบัญชี พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องเปิดอย่างน้อย 2 บัญชีเพื่อความสะดวกของลูกค้า แต่ในกรณีไม่มีบัญชีตรงกัน ลูกค้าต้องเสียค่าโอน

สินค้าและบริการต้นทุนสูง การค้าขายด้วยรูปแบบเงินสด จะมีต้นทุนจากค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน ค่าเช่าพื้นที่ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน สุดท้ายแล้วราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจึงสูงขึ้นตามด้วย

สวัสดิการรัฐไม่ถึงมือ บ่อยครั้งเกิดปัญหาเงินช่วยเหลือจากรัฐไม่ถึงมือผู้รับ อาทิ ปัญหาทุจริตเมื่อจ่ายผ่านองค์กรปกครองท้องถิ่น หรือจ่ายให้ผิดคน หรือจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุให้คนที่เสียชีวิต

รัฐเพิ่มต้นทุน พิมพ์ธนบัตรทุกปีเพื่อป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งพบการใช้เทคโนโลยีใหม่ปลอมแปลงให้ง่ายขึ้น และขณะนี้มีการใช้เงินสดในจำนวนมหาศาล ประมาณ 4,813 ล้านฉบับ หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 1.399 ล้านล้านบาท

ธนาคารพาณิชย์เพิ่มต้นทุน ขยายสาขาและตู้เอทีเอ็มให้เพียงพอต่อการให้บริการ แก้ปัญหาตู้เอทีเอ็มไม่พอ หรือคนรอรับบริการเป็นเวลานาน ซึ่งล่าสุดปี 2559 คนไทยเปิดบัญชีเงินฝากไว้มากถึง 88 ล้านบัญชี รวมเงินรับฝากราว 11 ล้านล้านบาท

โลกออนไลน์เติบโต สวนทางโลกเศรษฐกิจ คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่โครงสร้างพื้นฐานในระบบดิจิตอลไม่ได้รับการพัฒนา จึงไม่เกิดการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้

ช่องว่างเก็บภาษี ประชากรไทยมีกว่า 68 ล้านคน แต่รัฐสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ราว 10 ล้านคน เพราะยังมีช่องว่างที่ทำให้หลายคนเสียโอกาสทางการเงิน อาทิ ฟรีแลนซ์ หลายคนลืมยื่นภาษีเงินได้ ส่งผลให้ต่อการกู้เงินกับธนาคารยากขึ้น เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นผู้มีรายได้จริง

เสี่ยงอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานสถิติการเกิดคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ในปี 2558 รวม 49,056 คดี ส่วนใหญ่เป็นการลักทรัพย์มากถึง 41,450 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ 47,345 คดี เป็นความเสี่ยงจากการพกเงินสด

พร้อมเพย์

ค่าธรรมเนียมโอนจ่ายถูกลง ไม่ว่าจะโอนต่างธนาคาร ข้ามเขต หรือข้ามจังหวัด เริ่มที่ไม่เกิน 5,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม จะกี่ครั้งก็ได้

ลืมเลขบัญชีก็โอนได้ เพียงบอกหมายเลขโทรศัพท์ หรือเลขบัตรประชาชนที่ผูกบัญชีพร้อมเพย์

ธุรกิจออนไลน์ค้าขายดี เจ้าของร้านผูกบัญชีพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขโทรศัพท์ ลูกค้าก็โอนเงินง่าย เพราะไม่เสียค่าธรรมเนียม

E-Commerce เติบโต เกิดการแข่งขัน ผู้บริโภคมีทางเลือกในสินค้าและบริการที่ถูกลง

สวัสดิการรัฐเบิกจ่ายแม่นยำ ลดขั้นตอนเปิดบัญชีใหม่เพื่อใช้รับเงิน ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ตามเลขบัตรประชาชน

รัฐลดต้นทุน จัดพิมพ์ธนบัตร เพราะประชาชนใช้จ่ายเงินสดลดลง

ธนาคารพาณิชย์ลดต้นทุน เพราะสามารถลดจำนวนตู้เอทีเอ็มที่ตอนนี้มีราว 61,839 ตู้ และลดจำนวนสาขาที่ตอนนี้มี 9,664 แห่ง

เศรษฐกิจดิจิตอล เกิดอุตสาหกรรมใหม่ในโลกดิจิตอล สร้างการแข่งขันทางธุรกิจเพื่อดึงดูดผู้บริโภค ทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโต พร้อมแข่งขันนานาประเทศ

ลดต้นทุนเงินสด ในสินค้าและบริการ จะมีการบวกค่าบริหารจัดการเงินสด อาทิ ตู้เอทีเอ็ม ที่คิดค่าธรรมเนียมโอนจ่าย เพื่อใช้จัดการระบบระหว่างธนาคาร จัดการระบบความปลอดภัยของเงินในตู้ รวมทั้งระหว่างการขนส่งเงิน หากมีการใช้พร้อมเพย์มากขึ้น คือใช้เงินในระบบ e-payment แทนการจ่ายเงินสด สินค้าและบริการจะถูกลง เพราะถูกลดในต้นทุนส่วนนี้

ลดการเกิดอาชญากรรม เพราะคนถือคนเงินสดไม่มาก เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ระบบความปลอดภัยสูง ตามกฎหมายธนาคารไม่มีสิทธิเปิดเผยข้อมูล เช่นเดียวกับระบบทะเบียนราษฎร์ของรัฐ ซึ่งอยู่บนเครือข่ายปิด

ผู้บริโภคมีทางเลือก สิทธิในการเลือกกลับไปอยู่ในมือของผู้บริโภค เลือกทำธุรกรรมกับธนาคารใดก็ได้ ไม่ต้องคำนึงถึงค่าธรรมเนียมในการโอน และไม่ได้บังคับ ให้เลือกใช้ตามความสมัครใจ ในระยะแรกอาจทดลองใช้เพราะโปรโมชั่น หรือใช้เพราะได้ประโยชน์จริงๆ เช่นเดียวกับเมื่อใช้พร้อมเพย์แล้ว ก็สามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนธนาคารตามต้องการได้เช่นกัน

โลกของพร้อมเพย์ จึงมีขึ้นมาเพื่อจัดการส่วนต่างให้กับระบบการเงินไทย เริ่มตั้งแต่ลดค่าธรรมเนียมโอนจ่ายที่เคยเสียไป ลดความยุ่งยากที่ต้องขอเลขที่บัญชีพร้อมเบอร์โทรศัพท์ไว้แจ้งยืนยันการโอน ส่วนธนาคารก็ได้ลดต้นทุนบริหารจัดการ ถ้าถึงวันที่ลดการใช้เงินสดลงได้ ก็สามารถลดจำนวนตู้เอทีเอ็มหรือสาขาย่อยลงได้ ขณะที่ในระดับประเทศก็สามารถลดงบประมาณจัดพิมพ์ธนบัตรและอีกด้านก็เป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอล เพื่อให้พร้อมแข่งขันกับนานาประเทศอีกด้วย

มาถึงตรงนี้หากให้สรุปก็บอกได้ว่า พร้อมเพย์มีประโยชน์ในตัวของมัน เลือกผูกไว้ใช้เพื่อไม่ให้เสียค่าธรรมเนียมก็ได้ เพื่อความอุ่นใจ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ธนาคารกรุงไทย-http://www.ktb.co.th/ktb/th/promotion-all-detail.aspx?promotion=OZRVFrHpiyP8A6BLBEbBWA%3D%3D