บอร์ด รฟม. เล็งปรับลดราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง หวังกระตุ้นคนใช้บริการเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 10:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700133

 

ประธานบอร์ด รฟม. เรียกประชุมด่วน บ่ายนี้ (24 ส.ค.) เล็งปรับลดราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง ลดค่าจอดรถลง หวังกระตุ้นคนใช้บริการเพิ่มขึ้น…

วันที่ 24 ส.ค.59 พลเอกยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยระหว่างเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการของโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สีม่วง) เพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาของการเปิดให้บริการและวางมาตรการกระตุ้นยอดของผู้ใช้บริการให้เพิ่มขึ้น ว่า หลังจากรถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวันนี้ต้องการตรวจสอบปัญหาของการให้บริการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบการเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อ ทั้งรถเมล์นั่งรถไฟ รวมทั้งปัญหาการให้บริการบนสถานีและการเดินรถ โดยถือเป็นการติดตามสภาพปัญหาหลังจากเปิดให้บริการ 15 วัน

ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายมีข้อเสนอให้มีการปรับลดราคาค่าโดยสาร เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้บริการมากขึ้นนั้น เบื้องต้นจะมีการหารือใน 3 แนวทาง คือ ปรับลดค่าโดยสารลง 40% คงค่าแรกเข้า 14 บาท ขับรถใช้บริการต่อสถานีลงจาก 2 บาท เหลือเพียง 1 บาทต่อสถานี และปรับลดราคาเหลือ 10 บาทตลอดสาย ทั้งนี้จะเป็นแนวทางใด ภายในบ่ายนี้จะได้ข้อสรุป โดยจะพิจารณาให้มีความเหมาะสมมากที่สุด

นอกจากนี้ บอร์ด รฟม. จะพิจารณาในเรื่องของการปรับลดราคาค่าที่จอดรถ ที่มีการจัดเก็บอยู่ที่อัตรา 2 ชั่วโมง 10 บาท อยู่ในปัจจุบัน เพื่อมีการจูงใจแก่ผู้ใช้บริการ ส่วนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ เช่น รถจอดแต่ประตูไม่ตรงกับทางขึ้นลง ในส่วนนี้ได้สอบถามไปยังเอกชนผู้วางระบบแล้ว พบว่า ซอฟต์แวร์ของระบบเดินรถยังมีข้อบกพร่องเล็กน้อย ซึ่งหากมีการปรับปรุงแก้ไขระบบซอฟต์แวร์ของการเดินรถอัตโนมัติ ก็จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งระหว่างนี้จะลองพิจารณาว่าจะสามารถเดินรถด้วยระบบแมนนวล ได้หรือไม่ โดยจะคำนึงถึงปัญหาความปลอดภัยของการให้บริการเป็นหลัก.

 

ทองเปิดตลาด ปรับลด 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,450

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700043

 

ราคาทองวันที่ 24 ส.ค. เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,850 ขายออกบาทละ 21,950 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,451.40 ขายออกบาทละ 22,450 บาท ส่วนภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์กปิดปรับตัวลง รับแรงกดดันจากเงินดอลลาร์แข็ง…

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,850.00 บาท ขายออกบาทละ 21,950.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,451.40 บาท ขายออกบาทละ 22,450.00 บาท

ส่วนสัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (23 ส.ค.) เพราะได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็คสันโฮลในวันศุกร์นี้

สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ก.ย. ลดลง 2.5 เซนต์ หรือ 1.2% ปิดที่ 2.115 ดอลลาร์/ปอนด์.

 

ครม.ปรับทัพเพิ่มแข่งขันประเทศ คลอด 4 กฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699739

 

หวังทุ่มซื้อใจทุนไทย-ทุนนอก

ครม.คลอดกฎหมาย 4 ฉบับ หนุนลงทุน จัดทัพลดงดภาษีเต็มพิกัด ลดอุปสรรคเอาใจนักลงทุนต่างชาติ ผ่านกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษร่าง พ.ร.บ.การนิคม แก้ พ.ร.บ.บีโอไอเพิ่มสิทธิประโยชน์สูงลิ่ว ตั้งกองทุน 10,000 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เว้นภาษีนิติบุคคล 15 ปี หนุนวิจัยพัฒนา

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จำนวน 4 ฉบับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่และอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ประกอบไปด้วย 1.ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่…) พ.ศ… แก้ไขเพิ่มเติมจากปี 2520 ซึ่งมีสาระสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่ช่วยลดปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามกฎหมายเดิมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน

โดยขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์สูงสุดแก่นักลงทุน ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็นเวลา 13 ปี สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมขั้นสูง การวิจัยและพัฒนาในการผลิต และให้ธุรกิจสามารถขอลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในสัดส่วน 50% เพิ่มเติมอีกไม่เกิน 10 ปี หรือหากไม่ได้สิทธิในการงดเว้นหรือลดหย่อนภาษีก็สามารถหักเงินลงทุนได้ในสัดส่วน 70% ของกำไรสุทธิ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี นับจากวันที่ มีรายได้ ขณะเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้มีการยกเว้นอากรขาเข้า สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาใช้ในการวิจัยและพัฒนา

นอกจากนั้น ยังแก้ปัญหาในการบริหารจัดการ โดยกำหนดว่าในกรณีที่คณะกรรมการในบอร์ดบีโอไอมีการครบวาระ และยังไม่สามารถจัดตั้งกรรมการชุดใหม่มาแทนได้ กำหนดให้คณะกรรมการชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อไม่ให้การอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนของประเทศมีการหยุดชะงักหรือเกิดสุญญากาศในการบริหาร รวมทั้งการแก้ปัญหาการตีความเรื่องภาษีต่างๆจากกรมสรรพากร โดยกำหนดให้การคำนวณกำไรและขาดทุนสุทธิ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากรเพื่อป้องกันปัญหาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกทั้งกำหนดให้มีการประเมินผลบีโอไออย่างน้อยทุก 4 ปี เพื่อที่จะได้รู้ว่าการส่งเสริมการลงทุนที่ทำไปได้ประโยชน์และคุ้มค่าอย่างไรบ้าง

2.พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สำหรับส่งเสริมการจัดตั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศต้องการส่งเสริม โดยจัดตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันวงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อจะส่งเสริมการดึงดูดการลงทุน สำหรับบริษัทเป้าหมายสำคัญที่ต้องการให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยจะมีคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมาย แนวทางในการเจรจา สิทธิประโยชน์ โดยสิทธิประโยชน์ที่จะเพิ่มขึ้นจากการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอคือ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี และสามารถให้เงินสนับสนุนการ ลงทุนวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม และ การพัฒนาบุคลากร

ทั้งกฎหมายฉบับที่ 3 ที่ ครม.ให้ความเห็นชอบ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยกำหนด นิยามของเขตเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด สงขลา หนองคาย นราธิวาส เชียงราย นครพนม และกาญจนบุรี มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะ กรรมการนโยบายบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดพื้นที่และสิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

โดยการบริหารงานในเชิงพื้นที่กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จัดตั้งศูนย์ บริการเบ็ดเสร็จ (One stop service) เพื่ออำนวย ความสะดวกให้แก่นักลงทุน พร้อมให้อำนาจบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 9 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองสำหรับการ อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่อง จักรและกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนพาณิชย์

ร่างกฎหมายสุดท้าย ฉบับที่ 4 ที่อนุมัติในการประชุมครั้งนี้ คือ ร่าง พ.ร.บ.การนิคมแห่งประเทศไทย แก้ไขเพิ่มเติมจากปี 2522 กำหนดให้ผู้ว่าการนิคมแห่งประเทศไทยมีอำนาจเช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการใช้อำนาจบังคับตามกฎหมาย 9 ฉบับ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เป็นพื้นที่ของ กนอ. ตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จในพื้นที่นิคมฯ และยังได้กำหนดให้ กนอ.สามารถดำเนิน ธุรกิจเพิ่มเติมได้ เช่น การตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และการตั้งบริษัทบริหารท่าเรืออุตสาหกรรม เป็นต้น.

 

คลอดแล้วกฎหมายปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699729

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ…(ร่างกฎหมายพัฒนารัฐวิสาหกิจ) และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาต่อไป โดยร่าง กฎหมายฉบับนี้จะมุ่งเน้นการปฏิรูปและสร้างกลไกการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการให้บริการสาธารณะที่มีคุณภาพแก่ประชาชน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินของประเทศ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีมาตรฐานระดับสากล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการองค์กร โดยยึดหลักธรรมาภิบาลและปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่รับผิดชอบ ซึ่งการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการลงทุน ของประเทศไห้อย่างยั่งยืนต่อไป

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ร่างกฎหมายพัฒนารัฐวิสาหกิจ มีจุดประสงค์ตามชื่อของกฎหมายที่เน้นการพัฒนาทำให้ดีขึ้น ในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานของประเทศให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในกฎหมายเขียนชัดว่ายังคงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้และนายกรัฐมนตรีฝากย้ำด้วยว่า ไม่ใช่กฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นกฎหมายที่จะมายกระดับการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง มีสาระสำคัญดังนี้ 1.จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ขึ้นมาเป็นคณะกรรมการระดับชาติขึ้นตามกฎหมาย เพื่อกำกับดูแล รัฐวิสาหกิจให้ดำเนินงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 2.ให้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุ 5 ปี 3.มีกลไกสร้างความโปร่งใส โดยเปิดเผยข้อมูลและให้ประชาชนได้มี ส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง 4.มีกระบวนการคัดเลือกกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจที่โปร่งใสและได้มาตรฐาน 5. พัฒนาระบบประเมินผล 6.จัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซุปเปอร์โฮลดิ้ง ทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจและพัฒนาในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุกใน 12 รัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่.

 

“พาณิชย์” มึนราคาข้าวในประเทศทรุดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699723

 

เรียกโรงสี-ผู้ส่งออกถกเครียดรับมือด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ราคาข้าวสารและข้าวเปลือกในประเทศได้ปรับตัว ลดลงต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มากกว่าตันละ 2,000 บาท โดยราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% วันที่ 1 ส.ค.59 (กรุงเทพฯ) ตันละ 9,000 บาท ราคาซื้อขายที่ จ.ชัยนาท ตันละ 9,200-9,300 บาท แต่ราคาวันที่ 22 ส.ค.59 ข้าวเปลือกเจ้า 5% (กรุงเทพฯ) ตันละ 7,800 บาท ราคาซื้อขายที่ จ.ชัยนาท ตันละ 8,000-8,200 บาท ซึ่งราคาลดลงตันละ 1,000-2,000 บาท ขณะที่ราคาข้าวขาว 5% (ข้าวสาร) วันที่ 1 ส.ค.59 ตันละ 13,900-14,000 บาท ปรับลดลงมา 2,000 บาทเช่นกัน โดยราคา ณ วันที่ 22 ส.ค.59 เหลือตันละ 11,800-12,000 บาท

สำหรับสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบการโรงสีและผู้ส่งออกข้าว เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อประเมินสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดที่ลดลงมา โดยในที่ประชุมได้ชี้แจงว่า เป็นเพราะผู้ซื้อต่างประเทศไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา ทำให้ผู้ส่งออกข้าวบางรายได้เสนอขายล่วงหน้าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน จนกระทบต่อราคาปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นผลทางจิตวิทยาจากการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาล ที่จะเปิดประมูลเป็นการทั่วไปและเข้าอุตสาหกรรมอีกประมาณ 1 ล้านตัน ในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ทำให้ผู้ซื้อชะลอการซื้อข้าวในตลาด เพื่อรอประมูลในสต๊อกรัฐบาล.

 

รวมเล่มภาษีสรรพสามิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699709

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ซึ่งเป็นการปฏิรูประบบภาษีสรรพสามิตครั้งใหญ่ของประเทศไทย นำกฎหมายทั้งหมด 7 ฉบับมารวมกันในกฎหมายฉบับเดียว ประกอบด้วย กฎหมายภาษีสรรพสามิต, กฎหมายเรื่องไพ่, กฎหมายเรื่องสุรา, กฎหมายเรื่องยาสูบ, กฎหมายพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต, กฎหมายการจัดสรรเงินจากภาษีสรรพสามิต และกฎหมายการจัดสรรเงินจากภาษีสุรา และได้ยกเลิกกฎหมายเดิมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 46 ฉบับ

“ในอดีตมีความลักลั่นและมีกฎหมายหลายฉบับมาก พอถึงเวลาจะเก็บภาษีเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องไปดูกฎหมายหลายฉบับ บางครั้งไม่เกิดความสอดคล้องและใช้ประโยชน์ยากลำบาก ซึ่งในเวลาปกติจะไม่สามารถแก้ไขกฎหมายจำนวนมากได้ขนาดนี้ เหมือนกับครั้งนี้ที่ถือโอกาสปฏิรูปกฎหมายสรรพสามิตครั้งใหญ่”

ทั้งนี้ ใน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ จะแบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ หมวดการจัดเก็บภาษี หมวดการออกใบอนุญาต และหมวดการกำหนดบทลงโทษ มีประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนฐานภาษี ซึ่งครั้งนี้จะกำหนดชัดเจนว่า ภาษีสรรพสามิตจะต้องเริ่มต้นคิดจากฐานราคาขายปลีกแนะนำ ซึ่งจะทำให้ตัวฐานภาษีมีฐานเดียวกัน.

 

หวั่น! รถไฟไทย-จีนเลื่อนยาว “บิ๊กตู่” ฉุนเคลียร์หน้าเสื่อไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699704

 

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามกระทรวงคมนาคมว่า โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร จะเริ่มต้นก่อสร้างได้ในเดือน ก.ย. ตามกำหนดเดิมหรือไม่ ซึ่งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ชี้แจงว่า อาจเริ่ม ก่อสร้างไม่ทันเดือน ก.ย. เพราะการเจรจารายละเอียด แผนการดำเนินโครงการยังไม่แล้วเสร็จ โดยวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา รมว.คมนาคม จะเดินทางไปร่วมประชุมรถไฟไทยจีน ครั้งที่ 13 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อหาข้อสรุป โครงการ “นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งเจรจา เพื่อให้ได้ ข้อยุติภายในรัฐบาลนี้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้ หากปล่อยให้การเจรจา ยืดเยื้อ อาจไม่ได้ก่อสร้างรถไฟเส้นทางดังกล่าวแน่นอน ขณะนี้ลาวก็รอโครงการก่อสร้างรถไฟของไทยอยู่ และบอกว่าลาวจะสร้างรถไฟไปทำไม ถ้าไทยสร้างทางรถไฟแบบด้วนๆ”

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบร่างกรอบความร่วมมือระหว่างไทย-จีน พัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เพื่อมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมนำกรอบความร่วมมือดังกล่าวไปหารือร่วมกับจีนวันที่ 24 ส.ค.นี้ พร้อมเร่งรัดให้มีการ หารือก่อสร้างไฮสปีดเทรนช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-แก่งคอย 133 กิโลเมตร ช่วงที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา 138.5 กิโลเมตร ก่อนภายในปีนี้ ส่วนช่วงที่ 2 แก่งคอย- มาบตาพุด ช่วงที่ 4 นครราชสีมา-หนองคาย ให้ดำเนินงานในระยะต่อไป.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ส.ค. 2559 06:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699924

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร แต่นักลงทุนยังคงซื้อขายอย่างระมัดระวัง ก่อนที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ จะกล่าวปราศรัยเรื่องเศรษฐกิจในช่วงสัปดาห์นี้…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 23 ส.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 17.88 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 18547.30 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.26 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 2186.90 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 15.48 จุด หรือ 0.30% ปิดที่ 5260.08 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดอื่นๆ ในยุโรป โดยได้รับแรงหนุนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อประจำเดือนส.ค. ของกลุ่มยูโรโซนที่ชี้ว่าจนถึงตอนนี้ การลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนมิ.ย. มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงระมัดระวังตัว และรอนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ จะแสดงทัศนะเกี่ยวกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

 

ชี้ฝรั่งเห็นไทยเป็นสวรรค์ลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699699

 

ธปท.ยันค่าเงินบาทไม่ได้แข็งโป๊กในภูมิภาค

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้ ซึ่งเริ่มมีนักธุรกิจจำนวนหนึ่งมองว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป และเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกว่า สถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทในขณะนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าสกุลอื่น แต่เป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดเห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯอาจยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วมากนัก โดยเงินบาท ณ ปัจจุบันเมื่อเทียบกับต้นปีที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นประมาณ 4% เทียบกับคู่ค้าคู่แข่งยังอยู่ในระดับที่กลางๆ ไม่ได้แข็งค่าขึ้นมาก ยังไม่ได้กระทบความสามารถในการแข่งขัน โดยเงินริงกิตของมาเลเซียแข็งค่าขึ้น 9%

“มีบางช่วงที่มีเงินไหลเข้ามามาก และค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว ซึ่ง ธปท.ติดตามดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเห็นว่าอาจจะไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่เท่าที่ดูยังไม่เห็นเงินต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไร ส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาในตลาดพันธบัตร โดยเหตุที่เรามีเสถียรภาพต่างประเทศในระดับที่ดี และมีเงินสำรองทางการฯสูง ทำให้ต่างชาติมองสกุลเงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีความปลอดภัยสูงสกุลหนึ่งของโลกในขณะนี้ ทำให้มี เงินไหลเข้ามาหาผลตอบแทนต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ความผันผวนในตลาดเงินโลกที่มีสูง ทำให้โอกาสที่เงินจะไหลออกและค่าเงินบาทอ่อนลงก็มีเช่นกัน ผู้เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนจึงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงตลอดเวลา”

ผู้ว่าการ ธปท.ยังกล่าวถึงเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังว่า จะเปรียบ เศรษฐกิจไทยเหมือนรถยนต์ ทางข้างหน้าก็เป็นหลุมเป็นบ่อ ทางขรุขระ และมีหมอกหนา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เกิดจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ข้อดีคือ ยังมีกันชนแหนบ โช้กอัพที่ดี เพราะมีเสถียรภาพในประเทศ และต่างประเทศที่ดีอยู่ ส่วนสิ่งที่คนไม่ชอบคือเครื่องยนต์ เพราะเศรษฐกิจไทยแล่นได้ช้า เนื่องจากมีปัจจัยปัญหาทางโครงสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่ได้แก้ไขเป็นเวลานาน และใช้มาตรการระยะสั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว.

 

ปตท.ดึงแฟรนไชส์-อาหารดันรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699694

 

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ปตท. เปิดเผยในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน ว่า ปตท.มีแผนเจรจาแฟรนไชส์ร้านอาหาร หรือการให้บริการอื่นๆ เข้ามาสร้างรายได้เสริมในอนาคต เพื่อผลักดันให้เป้ารายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (นอนออยล์) ที่ให้บริการสถานีน้ำมันมีสัดส่วน 50% ภายในปี 63 จากปัจจุบันที่มีรายได้เพียง 20% เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวโตต่อเนื่องเฉลี่ย 10-20% และมีโอกาสขยายตัวอีก ส่วนธุรกิจโรงแรมในสถานีน้ำมัน ล่าสุด เจรจากับเครือโรงแรมหลายราย โดยตั้งเป้าไว้มี 50 โรงแรมภายใน 5 ปี แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป “ปี 59 ปตทมีกำไรดีกว่าปี 58 เนื่องจากไม่มีปัญหาด้านการด้อยค่าบัญชี รวมถึงต้นทุนราคาก๊าซลดลงตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิกลุ่มธุรกิจก๊าซดีขึ้นชัดเจน และธุรกิจน้ำมันยังปรับตัวได้ดีจากราคาขายปลีกอยู่ในระดับต่ำทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น”

นายยงยศ ครองพาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงิน บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม กล่าวว่า บริษัทได้ปรับลดงบลงทุนปีนี้จาก 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯเหลือ 1,700 ล้านเหรียญฯ หลังบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น และยังลดความเสี่ยงธุรกิจด้วยการลดการขุดเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียมลง ส่งผลต่อการลงทุนปีนี้ลดลง 35% จากปี 57 และลดลง 10% จากปีก่อน นอกจากนี้ กำลังศึกษาการเข้าซื้อกิจการหลุมสำรวจที่มีการผลิตแล้วเพื่อเพิ่มกำลังผลิตรวม โดยเน้นซื้อกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง ด้าน น.ส.ภัทรลดา สง่าแสง ผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บมจ. ไทยออยล์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังศึกษาปรับปรุงประสิทธิภาพการกลั่นของไทยให้ดีที่สุดในโลก ทั้งด้านลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำ, การกลั่นน้ำมันดิบหนักๆได้มากขึ้นและผลิตสินค้ารองรับความต้องการของตลาดทั้งในไทยและอาเซียนได้อย่างเพียงพอ โดยปัจจุบันอาเซียนจะใช้น้ำมันที่มาจากโรงกลั่นสิงคโปร์และไทย คาดว่าจะมีข้อสรุปได้ไตรมาส 1 ปี 60.