ยุคอาชญากรการเงินเฟื่องฟู ธปท.เตือนรับมือช่วงเปลี่ยนผ่านดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699689

 

ผู้ว่าการ ธปท.สะกิด ช่วงเปลี่ยนผ่านระบบการเงินดิจิตอล เปิดช่องให้อาชญากรการเงินเฟื่องฟู แต่ภาพรวมถือเป็นเรื่องดี ช่วยลดต้นทุน สร้างความโปร่งใส หลังประเทศต้องจ่ายเบี้ยคนชราที่เสียชีวิตไปแล้ว 2 แสนคน เตือนต้องปรับตัว มีสติ รอบคอบขึ้น ทั้งลูกค้า แบงก์ ค่ายมือถือ และฝ่ายกำกับดูแล

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นเกี่ยวกับ “ธุรกรรมการเงินยุคดิจิตอล” ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีของประเทศ ทั้งในเรื่องของการเข้าถึงการให้บริการทางการเงินของผู้มีรายได้น้อย ความโปร่งใสของระบบการจ่ายเงินสวัสดิการของประเทศ รวมทั้งการลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด เพราะที่ผ่านมาต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสดของไทยสูงถึง 16,000 ล้านบาท โดยต้นทุนของการเบิกเงินสดที่เคาน์เตอร์ธนาคารอยู่ที่ 75 บาทต่อเงินสด 10,000 บาท การกดเอทีเอ็มอยู่ที่ 26-27 บาทต่อเงินสด 10,000 บาท แต่ถ้าเป็นการโอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ต้นทุนจะถูกลงมาก ทำให้ธนาคารยินดีที่จะเร่งระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์และลดค่าธรรมเนียมการใช้บริการลง “ช่วงของการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ของทุกฝ่าย อย่างเช่น ในช่วงที่มีการปรับข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อรองรับระบบพร้อมเพย์ ทำให้พบว่า ที่ผ่านมาเราจ่ายเงินให้กับผู้ชราที่เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 200,000 คน โดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเงินจำนวนนี้หายไปไหน”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวถึงกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการหลอกลวงผ่านระบบโซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่ผ่านมา รวมทั้งการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของสถาบันการเงินด้วยว่า ในเรื่องนี้ ธปท.ได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายต่อลูกค้าที่ใช้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพราะในช่วงต่อไปอาจจะมีความพยายามในการกระทำความผิดเพิ่มขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายเองก็ต้องมีการปรับตัวและสร้างความปลอดภัยของตัวเองมากขึ้น

โดยส่วนแรกที่ตัวผู้ใช้บริการที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบและมีสติ เพราะหลายกรณีถ้าผู้ใช้บริการไม่ให้รายชื่อบัญชี (Username) และพาสเวิร์ด รวมทั้งไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับมิจฉาชีพ โอกาสที่จะถูกหลอกลวงก็จะลดลง นอกจากนั้น ในช่วงที่ผ่านมายังพบการหลอกลวงจากคนใกล้ชิดหรือผู้มีชื่อเสียงมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการหาประโยชน์จากคนที่ต้องการผลตอบแทนการลงทุนสูงๆ เช่น กรณีการระดมทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ที่เป็นข่าว

สำหรับส่วนที่ 2 ที่ต้องตระหนักเรื่องความปลอดภัยในการให้บริการทางการเงิน คือ ธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องหาหนทางใหม่ๆ ที่จะดูแลความปลอดภัยในการให้บริการ เช่น อาจจะถามข้อมูลส่วนตัวที่ลึกมากขึ้น ในการขอเปลี่ยนพาสเวิร์ด หรือการขอทำธุรกรรมการเงินที่มีความเสี่ยง เช่น แทนที่จะขอเลขที่บัตรประชาชน อาจจะขอลึกไปถึง ร.ร.มัธยมที่เรียน หรืออาจจะมีระบบสแกนลายนิ้วมือ หรือม่านตา ในกรณีที่ทำธุรกรรมในกรณีจำนวนเงินสูงๆ

ส่วนที่ 3 คือ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ซึ่งขณะนี้เป็นช่องทางของการให้บริการทางการเงิน รวมทั้งกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ ( E-wallet) จึงต้องคิดเรื่องความปลอดภัยของการเข้าถึงซิมมือถือด้วย เช่น ระบบการตรวจบัตรประชาชน หรือการสแกนเป็นลายนิ้วมือ และส่วนที่ 4 คือ ฝ่ายกำกับดูแล ทั้ง ธปท.และหน่วยงานอื่น ที่จะต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง กำกับให้มีการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ และป้องกันมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆอย่างต่อเนื่อง.

 

ผู้ประกอบการเฮ! ดีใจทั่วหน้า ยกเว้นภาษีสินค้าอัญมณี งานบางกอก เจมส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 24 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698729

 

กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง ออกมาตรการทางภาษีสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่นำเข้ามาแสดงและจำหน่ายใน Bangkok Gems & Jewelry Fair งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย ครั้งที่ 58 ระหว่าง 7-11 กันยายนนี้ ส่งผลต้นทุนสินค้าอัญมณีถูกลง ตั้งเป้าดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางตลาดซื้อขายอัญมณีโลก

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ในเรื่องการปรับมาตรการทางภาษีสำหรับสินค้าประเภทอัญมณีและเครื่องประดับว่า “เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย จึงได้ร่วมกันหารือเพื่อหาแนวทางที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมดังกล่าวให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อที่จะมาร่วมงานบางกอก เจมส์ ครั้งที่ 58 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7-11 กันยายนนี้ ล่าสุดประกาศจากกระทรวงการคลัง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ Bangkok Gems and Jewelry Fair และได้รับหนังสือรับรองจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับสิทธิ์ยกเว้นอากรศุลกากรอัญมณีและเครื่องประดับที่นำเข้ามาจัดแสดงและจำหน่ายในงานดังกล่าวด้วย”

“นอกจากมาตรการภาษีดังกล่าวแล้ว ยังมีมาตรการทางภาษีอื่นที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านอัญมณีและเครื่องประดับในระยะยาว เช่น การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้ามาเพื่อการขายหรือการขายเพชร พลอย ไข่มุก และอัญมณีที่ยังมิได้เจียระไน ให้แก่ผู้นำเข้าหรือผู้ขายซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา รวมถึงการปรับลดอากรขาเข้าสำหรับสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักร และวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับอีกด้วย”

“เชื่อได้ว่า มาตรการทางภาษีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการไทยและผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับได้ในราคาที่ถูกลง รวมไปถึงยังช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในบ้านเรามีการเติบโตมากขึ้น และประเทศไทยจะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดโลกด้านอัญมณีและเครื่องประดับได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเสริม

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้นำเข้า-ส่งออก ผู้แทนจำหน่าย และผู้ที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเข้าร่วมชมงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 58 วันเจรจาธุรกิจระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2559 เวลา 10.00–18.00 น. และวันจำหน่ายปลีกระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2559 เวลา 10.00–18.00 น. และวันที่ 11 กันยายน 2559 เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจเข้าชมงานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจแฟชั่น (สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ) โทรศัพท์ 0-2507-8392-3 โทรสาร 0-2547-4286 อีเมล bkkgems@ditp.go.th

 

มนุษย์เงินเดือนมีเฮ! มีตังค์ให้ยิ้มยาวถึง 90

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 24 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698183

 

มีตำแหน่งหน้าที่การงานไม่อายใคร เงินเดือนไม่น้อยหน้าใคร ได้เที่ยวอย่างใจฝัน เจ็บไข้มีเงินจ่ายไม่เดือดร้อน เกษียณแล้วเป็นคนแก่ชิคคูลมีตังค์ใช้ ทุกอย่างดูเป็นไปตามสเต็ปชีวิตที่ลงตัวอย่างแรง และเป็นเรื่องที่บรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายมโนหนักมาก!!!

ดึงสติกันสักนิด แล้วกลับมาสู่โลกของความเป็นจริงของตัวเอง… มนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรารู้กันดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่คิดอยากจะมี อยากจะใช้กัน มี “เงิน” เกี่ยวข้องทั้งนั้น อย่า “อยู่ อย่าง อยาก” มาทำให้ความอยากทั้งหลายเบาบางลง ด้วยการลงมือ “ทำ” เริ่มสเต็ปง่ายๆ จัดการชีวิตกันแบบเบาๆ ให้มีเงินติดตัวอยู่ในกระเป๋าตลอด ให้ฉีกยิ้มได้ยาวๆ แทนที่กระเป๋าจะฉีก

3 เรื่องคุ้ม ให้ชีวิตมีเงินใช้แบบยาวไปๆๆๆๆ

• คุ้มครองชีวิตด้วยการออม เรื่องเสี่ยงของมนุษย์เงินเดือน คือ มีรายได้มาจากแหล่งเดียว ชีวิตกลายเป็นเรื่องไม่แน่นอนขึ้นมาทันที เริ่มต้นเก็บเงินให้คิดเผื่อ “เหตุฉุกเฉิน” ไว้ก่อน ใช้จ่ายเงินให้เข้ากับรายได้ตัวเอง อดออมตามกำลัง ไม่ใช่อดอยาก แบ่งเงินไว้เก็บสัก 10% วิธีหักดิบโดยให้หักจากบัญชีเงินเดือนโดยอัตโนมัติ… รู้ตัวอีกที มีเงินในบัญชีให้อุ่นใจ ฉีกยิ้มได้ยาวๆ

• คุ้มครองชีวิตด้วยการลงทุน การลงทุนไม่จำเป็นต้องเป็นการทุ่มทุนใหญ่โต แบ่งเงินมาลงทุนเบาๆ ให้เงินงอกเงยได้หลายวิธี ทั้ง LTF, RMF, กองทุนรวมต่างๆ

• คุ้มครองชีวิตด้วยประกันชีวิต การทำประกันชีวิตและสุขภาพ สามารถใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการออมเงิน ที่สำคัญ ช่วยลดภาระความเสี่ยงในชีวิต ทั้งเจ็บป่วย บาดเจ็บ เสียชีวิต ตัวเองก็ไม่ต้องกังวลร้อนใจเรื่องค่ารักษา คนข้างๆ ก็ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องความเป็นอยู่ เพราะได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันที่ทำไว้


3 เรื่องคุ้มกับ “ประกันชีวิตจ่ายเบา ยิ้มยาวถึง 90” ธนาคารกสิกรไทย

• ออมเงินเบาๆ กับเบี้ยประกันเริ่มต้นแค่เดือนละ 1,200 บาท เก็บไปเรื่อยๆ จนครบ 5 ปี รับความคุ้มครองชีวิตยาวไปถึงอายุ 90 ปี (สำหรับผู้เอาประกันเพศชายอายุ 28 ปี ทุนประกัน 100,000 บาท)

• ลงทุนเบาๆ ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน รับเงินจ่ายคืนทุกปี! ทั้งนี้เบี้ยประกันชีวิตที่ชำระยังสามารถนำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากรอีกด้วย

• รับเงินชดเชยรายวัน เมื่อต้องนอนโรงพยาบาล โดยสามารถรับความคุ้มครองได้ถึงอายุ 65 ปี (เงื่อนไขและข้อยกเว้นเป็นไปตามที่ระบุในกรมธรรม์)

สมัครได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา จะได้ #ยิ้มยาวววถึง90 เพิ่มเติมคลิก http://www.kasikornbank.com/TH/PromotionPrivileges/Pages/Insurance90.aspx

 

ติดป้ายร้านค้าขายอุปกรณ์ไฟฟ้าชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699679

 

นายธวัช ผลความดี เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.เตรียมเปิดโครงการร้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ในวันที่ 2 ก.ย.นี้ โดยจะมีการคัดเลือกร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าได้คุณภาพมาตรฐาน มีตราสัญลักษณ์ มอก.ที่ สมอ.กำหนด อาทิ ปลั๊กไฟ เต้าเสียบเต้ารับ สายไฟฟ้าสำหรับพ่วงการใช้งาน ฯลฯ เนื่องจากต้องการให้ประชาชนมีทางเลือกซื้อสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งจะคัดเลือกร้านค้านำร่องจากร้านโมเดิร์นเทรด 5 แห่ง รวม 431 สาขา และในปี 2560 จะคัดเลือกร้านค้าทั่วไป โดยตั้งเป้าหมาย 5 ปี ต้องมีร้านค้าเข้าร่วมร้านสินค้าที่มีตรา มอก.ทั่วประเทศ 10,000 แห่ง

โดยยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ของ สมอ.มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถไล่ตรวจจับร้านค้าทั่วประเทศได้ จึงดำเนินการโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย สาเหตุที่เริ่มจากร้านค้าโมเดิร์นเทรด เพราะส่วนใหญ่ประชาชนจะเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าโมเดิร์นเทรด หลังจากเริ่มโมเดิร์นเทรดแล้ว ปีหน้าก็จะเริ่มสำรวจร้านค้าทั่วไปต่อไป โดยระหว่างนี้ สมอ.จะประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปรู้ว่า การเลือกซื้อสินค้าจากร้าน มอก.มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างเข้มข้น

สำหรับร้านค้าโมเดิร์นเทรดที่ผ่านมาตรฐานร้านค้า มอก. เช่น บริษัทเอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม (เทสโก้ โลตัส) จำกัด จำนวน 173 สาขา, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด จำนวน 98 สาขา, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด จำนวน 78 สาขา, บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด จำนวน 42 แห่ง, บริษัท โกลบอล เฮ้าส์ จำกัด จำนวน 40 สาขา โดยการคัดเลือกร้านค้า ได้แก่ เลือกร้านที่จำหน่ายสินค้า มอก. และจะมีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง.

 

เร่งเครื่องค้าชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698484

 

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ กรมจะเร่งกระตุ้นการค้าตามชายแดนให้มากขึ้น เพื่อให้การค้าชายแดนปีนี้มีมูลค่าถึง 1.7 ล้านล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยจะให้ความสำคัญกับการค้าตามด่านการค้ารองให้มากขึ้น จากเดิม ที่เน้นตามด่านการค้าชายแดนหลักๆ รวมทั้งเน้นการจัดมหกรรมการค้าชายแดนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจะเน้นการเชื่อมโยงการค้าจากประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ประเทศที่ 3 โดยเฉพาะอินเดีย จีน เพื่อสร้างมูลค่าการค้าชายแดนให้สูงขึ้น

“ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา การค้าชายแดนไทยมีมูลค่ากว่า 680,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถือว่าคิดเป็นสัดส่วนเพียง 40% ของเป้าหมายมูลค่า

การค้าชายแดนปีนี้ ที่ตั้งไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น กรมจะเร่งกระตุ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ให้มากขึ้น โดยมีแผนจะจัดงานมหกรรมการค้าชายแดน ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้เป็นต้นไป ล่าสุด วันที่ 26-30 ส.ค.นี้ จะจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนที่รัฐฉาน เมียนมา ถือเป็นมหกรรมการค้าชายแดนครั้งแรกที่ออกไปจัดในประเทศเพื่อนบ้าน แทนที่จะจัดงานในไทย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย และการรับรู้ศักยภาพของสินค้าไทยได้อย่างต่อเนื่อง และในเดือน ก.ย. จะไปจัดงานที่พระตะบอง กัมพูชา โดยเป็นการจัดงาน 3 แผ่นดิน ร่วมกันระหว่างไทย กัมพูชา และเวียดนามด้วย&rdqurdquo;.

 

ซีคอนสแควร์จัด “สุโค่ย Japan” ฟินอิ่มช็อปกับบรรยากาศญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699678

 

นายจรัญ ผู้พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ สำนักสื่อสารการตลาดและองค์กรสัมพันธ์ บริษัทซีคอนดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดงาน “สุโค่ย Japan ฟินอิ่มช็อปกับบรรยากาศ ญี่ปุ๊น…ญี่ปุ่น” ระหว่างวันที่ 26 ส.ค.-4 ก.ย.นี้ ณ ลานน้ำพุ ชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์ เพื่อตอบรับเสียงเรียกร้องของลูกค้าชาวกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก และบริเวณใกล้เคียง ที่ต้องการซึมซับมนต์เสน่ห์ความเป็นที่สุดแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงญี่ปุ่น โดยเนรมิตความเป็นที่สุดของญี่ปุ่นมาไว้ในงานเดียว ทั้ง โคมยักษ์ วัดอาซากุสะ, พระใหญ่ไดบุทสึ แห่งวัดโคโตกุอิน, ก็อตซิลลา สัตว์ประหลาดในตำนาน, โอะนิยักษ์น้ำเงินยักษ์แดง ผู้พิทักษ์หุบเขานรกเมืองฮอกไกโด เป็นต้น

และตื่นตาตื่นใจกับการโชว์แล่ปลาทูน่ายักษ์ขนาด 40 กิโลกรัม ส่งตรงจากญี่ปุ่นมาแล่ให้ชมกันแบบสดๆ โดยเชฟจากภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นโตไก พร้อมจำหน่ายในราคาพิเศษลด 50% และพบกับการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นมากมาย ภายในงานยังสามารถอิ่มอร่อยสุดฟินกับกิจกรรม 9 ร้านต้องโดน โดยให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารเมนูสุดพิเศษภายในงานได้ถึง 9 เมนูสุดฮอต จาก 9 ร้านสุดฮิต ในราคาสุดคุ้มเพียง 199 บาทเท่านั้น จากราคาเต็ม 499 บาท สิทธิพิเศษเพียง 30 ท่านแรกต่อวัน และยังสามารถเลือกช็อปสินค้าของที่ระลึกพร้อมอิ่มอร่อยกับร้านอาหารในสไตล์เจแปนนิชอีกกว่า 60 ร้านค้า.

 

กทค.ตีกลับแผนใช้คลื่นทีโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699674

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กลับไปทำแผนธุรกิจการใช้คลื่นความถี่ 2300-2400 เมกะเฮิรตซ์ฉบับใหม่ และส่งกลับมาให้บอร์ด กทค.พิจารณาอีกครั้งภายใน 90 วัน หลังประชุมบอร์ดกทค.ได้พิจารณาแผนธุรกิจของทีโอทีที่ส่งมาก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่มีรายละเอียดของการใช้คลื่นแต่อย่างใด ซึ่งบอร์ด กทค.ต้องการพิจารณาว่าทีโอทีมีแผนการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพและมีประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ ทั้งนี้ กทค.ได้อนุมัติให้ทีโอทีปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาตั้งแต่ ก.ค.58 แต่จนถึงขณะนี้ทีโอทีก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากคลื่นดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมบอร์ด กทค.ได้ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงพิจารณาแผนธุรกิจของทีโอที ซึ่งไม่มีรายละเอียดการใช้คลื่นแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน มองว่าคลื่นความถี่ 2300-2400 ของทีโอที ที่ครอบครองจำนวน 64 เมกะเฮิรตซ์นั้นมากเกินความจำเป็น จำนวนคลื่นที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 20 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้นเมื่อทีโอทียังไม่มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและไม่ใช้เต็มจำนวน ก็ให้คืนมายัง กสทช.เพื่อนำไปเปิดประมูล เพราะหากไม่มีการใช้ประโยชน์ถือว่าประเทศเสียโอกาสการใช้ทรัพยากรสื่อสารของชาติ.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 24/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699654

 

ประกันภัยข้าวนาปียังพลาดเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699669

 

คปภ.ลงพื้นที่ 8 จังหวัดให้ความรู้เกษตรกรเพิ่มยอด

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ยอดการรับประกันภัยโครงการประกันภัยข้าวนาปี 59 ล่าสุดถึง 22 ส.ค.59 มีเกษตรกรซื้อประกันภัยแล้ว 1 ล้านราย มีพื้นที่เอาประกันภัยเข้าโครงการ 17.51 ล้านไร่ คิดเป็นเบี้ยประกันภัย 1,751 ล้านบาท หรือ 58% ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ 30 ล้านไร่ เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจ จึงต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงโครงการประกันภัยข้าวนาปีมากขึ้น “คปภ.ได้เร่งโครงการอบรมความรู้ประกันภัย โดยเฉพาะการรับประกันภัยข้าวนาปี เงื่อนไขและความคุ้มครองให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ให้นำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรกว่า 1,200 คน ใน 8 จังหวัดใหญ่ เช่น พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี และนครศรีธรรมราช เชื่อว่าต่อไปจะเกิดความเข้าใจได้ผลดีขึ้น”

สำหรับการเข้าร่วมทำประกันภัยข้าวนาปี 59 ในส่วนเกษตรกรรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) ได้ปิดการซื้อกรมธรรม์ไปแล้ว แต่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังซื้อกรมธรรม์ได้ถึง 30 ส.ค.นี้ ส่วนเกษตรกรภาคใต้ยังซื้อกรมธรรม์ได้ถึง 15 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ กรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้และศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยจำนวนเงินคุ้มครอง 6 ภัยแรก อยู่ที่ 1,111 บาทต่อไร่ และภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาดอยู่ที่ 555 บาทต่อไร่

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า แม้พื้นที่นาเข้ามาทำประกันภัยตอนนี้จะต่ำกว่าเป้าหมายแต่ก็ถือเป็นระดับที่น่าพอใจอยู่ เพราะสูงกว่าปีที่แล้วที่มี 1.5 ล้านไร่ ถึง 10 กว่าเท่าตัว และเชื่อว่าหลังจากนี้ชาวนาที่เป็นลูกค้าธ.ก.ส.จะเข้ามาทำประกันภัยเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าวันละ 1 ล้านคน เนื่องจากธ.ก.ส.มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ และมีระบบการเชื่อมโยงที่ดีมาก จึงประเมินว่าทั้งฤดูกาลนี้จะมีพื้นที่นาเข้าทำประกันได้ 25-28 ล้านไร่ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่ไม่กระทบต่อการรับประกัน และยังคงคิดเบี้ยประกันเท่าเดิม.

 

รับทรัพย์อู้ฟู่ เรือหรู พานักท่องเที่ยวแวะเกาะช้าง แค่วันเดียว 4 ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 21:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699534

 

เรือสำราญ Pacific Eden พานักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ กว่าพันคน แวะเกาะช้างอีกครั้ง แค่วันเดียว เงินสะพัด 4 ล้านกว่าบาท ทำผู้ประกอบการ ชาวบ้านยิ้มแก้มปริ ชี้เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวมีคุณภาพ กำลังจ่ายสูง สอดรับนโยบาย ททท.

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 23 ส.ค. 59 นายกำธร เวหน นายอำเภอเกาะช้าง กล่าวว่า นักท่องเที่ยวที่มากับเรือสำราญ Pacific Eden สัญชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นระดับไฮเอนด์ กลุ่มเศรษฐีจากยุโรป เช่น ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และอังกฤษ จำนวน 1,400 คน และลูกเรืออีก รวมทั้งหมด 2,000 คน โดยมีบริษัท อี.เอ.เอส.มาริไทม์เอเยนซี่ (ไทยแลนด์) จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการประสานนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทย ได้พามาแวะจอดลอยลำห่างจากเกาะช้าง ประมาณ 1,000 เมตร และได้ขึ้นฝั่งท่องเที่ยวบนแหล่งท่องเที่ยวเกาะช้าง กว่า 1,400 คน โดยมีนักท่องเที่ยวบางส่วนไม่ได้ลงมา เลือกที่จะพักผ่อนบนเรือสำราญ ซึ่งต้องขอขอบคุณหลายภาคส่วนที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว



ด้าน น.ส.วรรณประภา สุขสมบูรณ์ ผอ.ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลหลังเรือสำราญ Pacific Eden พานักท่องเที่ยวมาแวะที่เกาะช้างเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือน พบว่าในครั้งนี้นักท่องเที่ยวที่มากกว่า 20% ได้แสดงความประสงค์เข้าไปกินอาหาร เล่นน้ำ นอนอาบแดด และนวดสปา ภายในโรงแรมหลายแห่งในย่านหาดทรายขาวและใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งจะมีการใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 80 เหรียญ หรือประมาณ คนละ 3,000 บาท สร้างงานสร้างรายได้ให้กับไกด์ทัวร์ รถตู้โดยสาร รถโดยสารสองแถว ร้านอาหาร และร้านค้าของที่ระลึกบนเกาะช้าง รวมไปถึงคนในชุมชนใกล้เคียงได้นำสินค้าโอทอปมาตั้งโต๊ะจำหน่าย บริเวณท่าเทียบเรือจุดที่นักท่องเที่ยวขึ้น มีเงินสะพัดในวันเดียว 4,800,000 บาท


“ถือว่าสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ที่มุ่งขยายตลาดเรือสำราญ ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และมีกำลังจ่ายสูง ที่นักท่องเที่ยวเลือกไปก็คือย่านแหล่งท่องเที่ยวอย่างหาดทรายขาว คลองพร้าว ไก่แบ้ บ้านบางเบ้า และบ้านสลักเพชร เป็นต้น”