ตามคาด ‘วิบูลย์ลักษณ์’ นั่งปลัดพณ. ลุยช่วยเกษตร ดันส่งออก ดูค่าครองชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699363

 

ครม.ไฟเขียวอนุมัติแต่งตั้ง ‘วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์’ ขึ้นแท่นปลัดกระทรวงพาณิชย์หญิงคนที่ 4 สานนโยบาย ‘อภิรดี’ รมว.ดูแลภาคเกษตร ดันการส่งออก กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมดูแลค่าครองชีพประชาชน พร้อมร่วมผลักเป็น ‘พาณิชย์ 4.0’

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งให้ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ แทน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.59 ซึ่งทำให้กระทรวงพาณิชย์มีปลัดกระทรวงเป็นผู้หญิงติดต่อกันเป็นคนที่ 4 และไม่ถือว่าผิดความคาดหมาย เพราะได้วางตัวไว้ล่วงหน้ามานานแล้ว

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ได้มีการทาบทาม น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ช่วงที่ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ให้กลับมาเป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน เพื่อที่จะรับช่วงเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ แทน น.ส.ชุติมา ที่ไปสมัครเป็นกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ขณะนั้น น.ส.ชุติมาไม่ได้รับการคัดเลือก จึงต้องรอให้ปลัดคนปัจจุบันเกษียณ และมีการแต่งตั้งในที่สุด

สำหรับ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ปัจจุบันอายุ 59 ปี จะมีเวลาทำงานในตำแหน่งปลัดกระทรวง 1 ปี ก่อนที่จะเกษียณในเดือนก.ย.60 โดยประวัติการทำงาน เติบโตมาในสายงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก เคยเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, กรมการค้าต่างประเทศ, กรมการค้าภายใน จากนั้นเป็นที่ปรึกษาการพาณิชย์ ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน และเป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำดับเบิลยูทีโอ และกลับมาเป็นอธิบดีกรมการค้าภายในอีกครั้ง

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่จะรีบดำเนินการ จะเน้นในเรื่องที่เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการดูแลเกษตรกร ทั้งข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ การดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ การผลักดันการส่งออก รวมถึงการผลักดันนโยบายใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะมุ่งไปสู่การเป็น ‘พาณิชย์ 4.0’ ตามนโยบายของนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ที่จะมีการปรับรูปแบบการทำงานให้เน้นทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น

 

หุ้นไทยปิดตลาดสดใส ดัชนีแตะ 1,540.06 จุด ซื้อขายกว่า 53,978.03 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/699333

 

หุ้นไทยปิดตลาดสดใส ดัชนีแตะ 1,540.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.82 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 53,978.03 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 23 ส.ค. 59 พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.82 จุด ดัชนีแตะ 1,540.06 จุด คิดเป็น 0.05% มูลค่าการซื้อขายตลอดทั้งวัน 53,978.03 ล้านบาท

สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุดประจำวัน ได้แก่ 1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

คนร้ายส่ง ‘มัลแวร์’ แฮกตู้ ATM ออมสิน สูญเงิน 12 ล้าน ไม่กระทบเงินฝาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 14:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698999

 

ธนาคารออมสิน ปิดให้บริการตู้ ATM บางส่วนชั่วคราว พบเงินหายจากกล่องเงินเครื่อง ATM จำนวน 21 เครื่อง รวม 12 กว่าล้าน ถูกโจรกรรมโดยใช้โปรแกรมมัลแวร์ ย้ำ ไม่กระทบกับบัญชี หรือเงินฝากของลูกค้า เร่งประสาน ตร.จับผู้กระทำผิด

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 59 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ได้ขอปิดให้บริการตู้ ATM บางส่วนเป็นการชั่วคราว (เฉพาะตู้บางรุ่นที่ต้องปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพของตู้ ATM) หลังพบเงินของธนาคารฯ ที่ใส่ในเครื่อง ATM หายไป ซึ่งไม่ใช่เงินของลูกค้า ไม่ได้กระทบบัญชีของลูกค้าแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ได้ทำการตรวจสอบ พบว่าเครื่อง ATM 1 ใน 3 ยี่ห้อ ที่ธนาคารออมสินใช้อยู่ เงินในเครื่องได้หายไป เริ่มแรกพบว่ามีจำนวน 5 เครื่องที่เงินหายไปเป็นจำนวน 960,000 บาท จึงได้ตัดสินใจปิดบริการเครื่องยี่ห้อนี้ทุกเครื่อง เพื่อสำรวจเงินทั้งหมดร่วมกับบริษัทเจ้าของเครื่อง และทำการตรวจสอบวิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้น

ล่าสุด ได้รับแจ้งจากบริษัทว่าเป็นลักษณะการโจรกรรมเงินในกล่องเงินเครื่อง ATM เฉพาะที่ติดตั้งนอกสถานที่ (Stand Alone) โดยใช้โปรแกรม Malware ซึ่งธนาคารอยู่ระหว่างดำเนินแก้ไขให้เครื่องมีความปลอดภัยก่อนเปิดให้บริการ และระหว่างนี้ธนาคารออมสินได้เปิดบริการในจุดติดตั้งที่มีความปลอดภัยในเครื่อง ATM ยี่ห้อดังกล่าว 3,343 เครื่อง ตรวจสอบครบแล้วพบมีเงินหายไปจำนวน 21 เครื่อง เป็นเงินรวม 12,291,000 บาท

“ธนาคารออมสิน ต้องการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนและลูกค้าทราบสาเหตุที่ธนาคารฯ ต้องปิดให้บริการตู้ ATM บางรุ่น เพื่อตรวจสอบระบบ ATM ของธนาคาร และเป็นการป้องกันความเสียหายเงินของธนาคารที่อยู่ในตู้ โดยขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับบัญชีและเงินของลูกค้าแต่อย่างใด และจะเร่งดำเนินการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจับตัวผู้กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าว

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ปิดบริการตู้ ATM บางรุ่นดังกล่าว อาจทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวก โดยลูกค้าสามารถใช้บริการตู้ ATM ที่ติดตั้งอยู่หน้าสาขาของธนาคารออมสินได้ทุกสาขา รวมถึงตู้ ATM ที่อยู่นอกสาขาบางส่วน นอกจากนี้ ยังสามารถใช้บริการผ่านช่องทางอื่นๆ ของธนาคารได้ตามปกติ ได้แก่ บัตร ATM บัตรออมสิน วีซ่าเดบิต บริการ MyMo (Mobile Banking) และ Internet Banking หรือใช้บริการที่เคาน์เตอร์สาขาของธนาคารออมสิน ตามวันและเวลาเปิดทำการของสาขานั้นๆ และเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการ ATM ลูกค้าสามารถใช้บริการที่ตู้ ATM ได้ทุกธนาคารในเขตพื้นที่เดียวกัน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการทำรายการตลอดระยะเวลาที่ปิดบริการดังกล่าว

ด้านนายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้รับรายงานจาก ธนาคารออมสิน ตั้งแต่เริ่มพบความผิดปกติ จึงได้มีการประสานงานติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้อยู่ระหว่างดำเนินการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะเดียวกัน ธปท. ได้กำชับให้ ธนาคารออมสินเร่งปรับปรุงระบบให้มีความรัดกุมและปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ธปท. ได้มีการสื่อสารเหตุดังกล่าวไปยังสถาบันการเงินแห่งอื่น ผ่านกลุ่มความร่วมมือที่จัดตั้งภายใต้สมาคมธนาคารไทย เพื่อให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งได้ตระหนัก มีการประสานความร่วมมือเฝ้าระวัง และมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงของระบบ ATM ให้รัดกุมยิ่งขึ้น

พร้อมยืนยันความเสียหายดังกล่าวไม่กระทบต่อบัญชีลูกค้าแต่อย่างใด และยังคงมีตู้ ATM ของธนาคารออมสินส่วนใหญ่เปิดให้บริการตามปกติ ทั้งนี้ ในระหว่างที่มีการหยุดให้บริการตู้ ATM บางส่วนของธนาคารออมสิน ลูกค้าของธนาคารออมสินสามารถใช้บริการตู้ ATM ในเขตพื้นที่เดียวกันของทุกธนาคารได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม สำหรับช่องทางอื่น เช่น สาขา Internet/Mobile Banking ยังคงให้บริการได้ตามปกติเช่นเดียวกัน

ด้าน พ.ต.อ.สมพร แดงดี รอง ผบก.ปอท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ บก.ปอท.กำลังตามแกะรอยคดีคนร้ายก่อเหตุโจรกรรมทางการเงินออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ในส่วนคดีธนาคารออมสิน หรือ ธนาคารกสิกร กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งทางฝ่ายสืบสวน บก.ปอท.ใช้วิธีแกะรอย โดยใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่มีทำการสืบค้นหาต้นต่อ เหมือนหาหลักฐานและร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ แบบหลักการทำคดีของเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องความปลอดภัยของระบบธนาคารในประเทศไทย เท่าที่ทราบไม่น่าห่วง เพราะสถาบันการเงินแต่ละแห่ง มีระบบป้องกันการเข้าะระบบแน่นหนา

“ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพ ที่เป็นอาชญากรทางออนไลน์ หรือกลุ่มแฮกเกอร์ มีการพัฒนา และหาช่องทางที่อ่อนไหวของระบบสถาบันการเงินอยู่ตลอดเวลา เมื่อสบโอกาส กลุ่มนี้จะโจมตีทันที อยากให้สถาบันการเงินในประเทศไทยมีการปรับตัว และพัฒนาปิดช่องโหว่ หรือจุดอ่อนไหวให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นกว่าเก่า นอกจากนี้ ฝากเตือนพี่น้องประชาชน อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือการทำธุรกรรมใดๆ ทางออนไลน์ ควรเก็บไว้เป็นความลับ เนื่องจากอาจถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่เข้ามาก่อเหตุกับธนาคารออมสิน จากรูปพรรณสัณฐานคนร้าย คาดว่าจะเป็นชาวยุโรปตะวันออก อาทิ แก๊งรัสเซีย หรือยูเครน ส่วนวิธีการที่กลุ่มแฮกเกอร์ดังกล่าวใช้คือ การเจาะเข้าระบบธนาคารที่มีช่องโหว่ ก่อนปล่อยมัลแวร์ หรือไวรัสเข้าไป หลังจากนั้นทำการใช้วิธีรีโมต ด้วยการลิงก์ตู้เอทีเอ็มกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์แท็บเล็ต ก่อนป้อนคำสั่งให้ตู้เอทีเอ็มเป้าหมายจ่ายเงินออกมา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา (สบ.10) ได้สั่งการทุกหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในการแกะรอยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และจะมีประชุมในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 26 ส.ค.นี้ ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ.

 

ทองเปิดตลาด ราคาคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 22,450

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 09:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698744

 

ทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาคงที่ ทองแท่ง ขายออกบาทละ 21,950 รูปพรรณขายออกบาทละ 22,450…

วันที่ 23 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,850.00 บาท ขายออกบาทละ 21,950.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,451.40 บาท ขายออกบาทละ 22,450.00 บาท.

 

ลุ้น! ผ่าน-ไม่ผ่านเอียซ่า 13 ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698554

 

“จุฬา” ส่งสัญญาณไอเคโอจ่อปลดธงแดงปี 60

คมนาคมลุ้น! 13 ก.ย.นี้ รู้ผลไทยสอบผ่านไม่ผ่าน “เอียซ่า” พร้อมประเมินไอเคโอปลดล็อกธงแดงปีหน้า เดินหน้าจี้ สนามบิน ทย. 28 แห่ง เร่งออกใบรับรองสนามบิน-ผู้จัดการสนามบิน ภายใน เม.ย.60 นี้ ขณะที่ “จุฬา” เร่งเครื่องสางปมปัญหาการบิน ลุยตรวจสอบ 27 สายการบินที่ค้างมานาน

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) กำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยภายหลังการหารือเมื่อวานนี้ (22 ส.ค.) ว่า ได้มอบหมายให้นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ กพท.ไปเร่งรัดการวางแผนงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่มีนัยสำคัญด้านความปลอดภัย (เอสเอสซี) เพื่อเตรียมรายงานให้กับกระทรวงคมนาคมของสหภาพยุโรป (อียู) หรือ DG Move : Directorate General Mobility and Transportations ซึ่งจะประชุมในวันที่ 13 ก.ย.59 นี้ ที่นครบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการรายงานความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาเอสเอสซีให้อียูรับทราบนั้น ถือเป็นงานที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นการรายงานที่จะมีผลต่อการพิจารณามาตรฐานการบินของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสหภาพยุโรป (เอียซ่า) ด้วย ซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมายังอยู่ในช่วงการตรวจบุคลากร เพื่อตรวจสอบสายการบิน ยังคงเป็นไปตามแผนงานเดิม โดยไทยจะตรวจสอบสายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศในวันที่ 12 ก.ย.นี้ โดยมั่นใจว่าไทยจะสอบผ่านการพิจารณาครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาก็ได้เดินหน้าแผนงานตามกำหนดแล้ว

“ตอนนี้ได้มอบหมายงาน ผอ.ใหม่แก้ไขปัญหาและต้องเห็นความก้าวหน้า เพราะที่ผ่านมาเราอยู่ในช่วงของการวางแผนและเตรียมกำลังคน แต่เอียซ่านัดประชุมวันที่ 13 ก.ย.นี้ ดังนั้น เราจะต้องตรวจสอบสายการบินตามกำหนดเช่นเดิมคือ 12 ก.ย.นี้ เพื่อให้เห็นความคืบหน้าของการทำงานตามแผน ซึ่งขั้นตอนแรกของการตรวจสอบสายการบินก็จะดำเนินการเชิญสายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศ 27 สายการบินเข้ามาหารือ และตรวจเอกสาร”

นายจุฬากล่าวว่า หากการรายงานผลดำเนินงานแก่ DG Move ครั้งนี้มีสัญญาณไม่ดีที่ต้องแก้ไข ในประเด็นร้ายแรงที่สุดตามลำดับขั้นตอนของผลกระทบ ก็จะส่งผลให้ไทยอยู่ในช่วงของความไม่ปลอดภัยด้านการบิน และทำให้สายการบินของไทยดูไม่ดีในสายตานักท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น อาจทำให้ผู้โดยสารไม่เลือกใช้สายการบินของไทย โดยปัจจุบันสายการบินของไทยที่บินในเส้นทางยุโรปมีสายการบินไทย และเอ็มเจ็ต ซึ่งถูกตรวจสอบมาตรฐานจากอียูแล้ว

ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาด้านการบิน เพื่อปลดล็อกธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) หรือไอเคโอ นั้น จะตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตสายการบินใหม่ (Re-AOC) 27 สายการบินในวันที่ 12 ก.ย.นี้ โดยจะเรียกแต่ละสายการบินมารับทราบข้อมูลรายละเอียดของการตรวจสอบ คาดว่าจะใช้เวลาสอบ 6 เดือน หรือแล้วเสร็จภายใน มี.ค.60 จากนั้นจะยื่นเอกสารเพื่อขอให้ไอเคโอเข้ามาตรวจสอบซ้ำในเดือน มี.ค.-เม.ย.60

“เป้าหมายที่จะนำไปสู่การปลดล็อกธงแดงเมื่อไหร่นั้น ตอนนี้ยังไม่อยากตั้งเป้าชัดเจนเพราะจะต้องรอไอเคโอเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งกำหนดช่วงเวลาไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการตั้งเป้าส่งหนังสือขอรับการตรวจสอบที่จะเกิดขึ้นมากกว่า หากไม่พบข้อบกพร่องจากการตรวจสอบของไอเคโอ แน่นอนว่าก็นำไปสู่การปลดล็อกธงแดงได้ทันที นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน เราก็จะให้กรมการบินพลเรือนแห่งสหราชอาณาจักร (CAAI) ที่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงทำการสุ่มตรวจ เพื่อเตรียมความพร้อม และสร้างความมั่นใจว่าเมื่อยื่นตรวจสอบแล้วจะไม่มีปัญหา”

นายจุฬากล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเอสเอสซี 33 ข้อ ขณะนี้ดำเนินการแก้ไขไปแล้ว 10 ข้อ เหลืออีก 23 ข้อ ในจำนวนนี้ มี 1 ข้อที่มีความคืบหน้าเพียง 50% และอีก 22 ข้อมีความคืบหน้า 75% โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะแก้ไขได้ครบถ้วนทั้งหมด ขณะเดียวกัน ก็จะทำควบคู่ไปกับการแก้ไขข้อบกพร่องอื่นๆ ซึ่งจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 8 เดือนนับจากนี้ ส่วนอีกงานสำคัญที่ กพท.ต้องเร่งดำเนินการคือการเตรียมความพร้อมรับการตรวจสอบโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยของไอเคโอ ซึ่งไทยได้เซ็นสัญญารับการตรวจสอบเรื่องนี้ไปแล้ว และอยู่ระหว่างรอแนวทางข้อสอบจากไอเคโอว่าจะตรวจสอบอะไรบ้าง เช่น กฎหมาย ซึ่ง กพท.อยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจัดทำคู่มือรับการตรวจสอบ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน เม.ย.60

สำหรับขั้นตอนของการตรวจสอบไอเคโอ พบว่า ที่ผ่านมามักจะส่งข้อสอบกลับมาภายใน 120 วัน จึงคาดว่าในช่วงต้นปี 60 ทางไอเคโอจะส่งคำถามมาให้ และจะเข้ามาประเมินความปลอดภัยของสนามบินประมาณปลายปี 60 โดยการเตรียมการของ กพท.ระหว่างนี้จะต้องตรวจสอบความปลอดภัยของสายการบิน สนามบิน คลังสินค้า และศูนย์ซ่อมชิ้นส่วนอากาศยาน และสนามบินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) อีก 28 แห่ง จะต้องยกระดับสนามบินให้ได้มาตรฐานภายในปีหน้า นำร่องจำนวน 3 แห่งที่เป็นท่าอากาศยานนานาชาติคือ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และอุดรธานี อีกทั้งไทยยังต้องเร่งออกใบรับรองสนามบิน และออกใบรับรองผู้จัดการสนามบินให้แล้วเสร็จก่อนรับการตรวจสอบด้วย.

 

ททช.เคาะประกันภัยนักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698553

 

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) ว่า ที่ประชุมอนุมัติหลักการการทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่เดินทางมาประเทศไทย โดยใช้เงื่อนไขการนำเงินรายได้จากค่าธรรมเนียมวีซ่ามาเป็นค่าเบี้ยประกัน โดยมองว่าการใช้เงินจากตรงนี้มีความเหมาะสม เพราะเป็นเงินที่เก็บมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และจะได้ไม่ไปกระทบกับงบประมาณของประเทศ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปเร่งหารือกับกระทรวง การคลังก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“ปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศต้องนำส่งรายได้จากการเก็บค่าวีซ่าราวปีละ 8,000 ล้านบาท ให้กระทรวงการคลัง ซึ่ง ททช.มองว่าหากจะนำเงินดังกล่าวมาทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวราวปีละ 180 ล้านบาทนั้น มีความคุ้มค่าแน่นอน เพราะที่ผ่านมาเมื่อนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุต่างๆ ภาครัฐก็ใช้งบประมาณช่วยเหลือดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่หากหลักเกณฑ์นี้ผ่าน รัฐไม่ต้องรับความเสี่ยงให้บริษัทประกันภัยเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆไป และหากในอนาคตเหตุการณ์ต่างๆของประเทศไทยสงบเรียบร้อย ก็อาจจะมีการลดการจ่ายเบี้ยประกันได้ในอนาคต”

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข หนึ่งในคณะกรรมการ ททช.ได้เสนอขอเงินรายได้จากค่าธรรมเนียมวีซ่า ซึ่งนอกเหนือจากการทำประกันภัยด้านอุบัติเหตุต่างๆให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มาทำประกันภัยค่ารักษาพยาบาลกรณีนักท่องเที่ยวเจ็บป่วยเมื่อพำนักอยู่ในประเทศไทย ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขใช้งบประมาณของกระทรวงดูแลให้ โดยจะขอวงเงินหัวละ 50 บาท จากนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯไปหารือกับกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้งเพื่อต่อวงเงินลงมา เนื่องจากมองว่าเป็นวงเงินที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเบี้ยประกันภัยนักท่องเที่ยวที่บริษัทประกันภัยสรุป คิดราคาที่หัวละ 6 บาท ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังอนุมัติหลักเกณฑ์แล้ว ก็จะยกเลิกการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ใช้งบประมาณปีละ 200 ล้านบาท โดยที่ผ่านมากองทุนมีข้อเสียคือเงินช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวได้ล่าช้า เพราะต้องอิงตามเกณฑ์ของภาครัฐ.

 

กำไรตลาดหุ้นพุ่งสูงสุดในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698548

 

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยในไตรมาส 2 ว่าเป็นผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยมีกำไรสุทธิรวม 245,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.83% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 245,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.27% จากไตรมาส 1 ถือว่าสอดคล้องกับการขยายตัวของอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 3.5% และกำไรบริษัทหุ้นไทยถือว่าออกมาดีที่สุดในกลุ่มอาเซียน แต่จะช่วยกระตุ้นให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่องหรือไม่ ก็ยังมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะปัจจัยต่างประเทศ

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า บจ.ใน mai จำนวน 123 บริษัท จาก 128 บริษัท ปรากฏว่า มีกำไรจำนวน 88 บริษัท คิดเป็น 72% ของบริษัทที่ส่งงบการเงินทั้งหมด โดย บริษัทจดทะเบียน mai มียอดขายรวม 33,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 23.83% เป็น 25% ส่วนกำไรรวมเติบโตจาก 1,860 ล้านบาท เป็น 2,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.35% และในไตรมาส 2 มีหลายๆบริษัทสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆฟื้นตัว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้กำไรที่ออกมาดีกว่าที่ประเมินไว้

“หากจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม มี 4 กลุ่มที่มีการเติบโตของทั้งยอดขายและกำไรอาทิ กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มบริการ และยังมีธุรกิจที่มีการเติบโตของยอดขายและกำไรที่โดดเด่น ได้แก่ กลุ่มพลังงานทดแทน ที่เริ่มมีการรับรู้รายได้จากการลงทุน ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นกลุ่มที่มีรายได้จากค่าโฆษณา และรับจัดกิจกรรมทางการตลาด ที่ได้รับผลกระทบจากการลดค่าใช้จ่ายของลูกค้า”.

 

โยกย้ายบิ๊กอุตสาหกรรม ดัน “ปณิธาน” ไปกพร.สางปมเหมือง “ชาตรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698543

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 ส.ค.นี้ นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม จะเสนอรายชื่อการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง หรือข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ ครม.พิจารณา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง อาทิ นายปณิธาน จินดาภู รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพื้นฐานอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ (กพร.) แทนนายชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดี กพร. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 ก.ย.นี้ จากก่อนหน้านี้นายปณิธานเคยดำรงตำแหน่งอธิบดี กพร.มาก่อน ซึ่งการกลับไปรับตำแหน่งนี้อีกครั้ง นายปณิธานมีภารกิจที่ต้องเร่งสะสาง โดยเฉพาะการพิจารณาต่ออายุโรงโลหกรรม ของเหมืองแร่ทองคำชาตรี จังหวัดพิจิตร ของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด ที่ ครม.มีมติให้ปิดกิจการในสิ้นปีนี้ แต่บริษัทอยู่ ระหว่างขอความเป็นธรรมในการต่ออายุโรงโลหกรรมต่อ กพร. ทั้งๆที่บริษัทมีใบประทานบัตรหมดอายุปี 71

นอกจากนี้ ยังจะเสนอแต่งตั้งนายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แทนนายธวัช ผลความดี เลขาธิการ สมอ. ที่เกษียณอายุราชการ และนายกอบชัย สังสิทธิ์สวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการสรุปผลการจัดทำฐานข้อมูลภาคอุตสาหกรรมเพื่อการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระดับจังหวัดว่า ได้สั่งการให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ (สอจ.) จัดทำฐานข้อมูลให้เชื่อมโยงกับหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อเตือนภัยทางเศรษฐกิจให้กับนักลงทุน โดยพัฒนาระบบข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจ เพื่อเตือนภัยการตัดสินใจการลงทุนในอาเซียนและด้านอื่นๆ.

 

“ทีโอที” ตั้งเป้าขาดทุนปีนี้ 10,000 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698538

 

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้ทีโอที ต้องได้ข้อสรุป ในการเดินหน้าพาพันธมิตร ทางธุรกิจตามมติคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) รวมถึงการทำสัญญาเช่าเสาโทรคมนาคมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หากไม่ได้ข้อสรุป ทีโอทีจะประสบปัญหาการขาดทุนเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีรายได้เข้ามาเพิ่มเติม โดยปีนี้จะขาดทุน 10,000 ล้านบาท และทีโอทีจะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติการจัดตั้งกองทุนท่อร้อยสายใต้ดินภายในสิ้นปีนี้ด้วย เพราะขณะนี้ถือว่าล่าช้ากว่าแผนเดิม 4 เดือนแล้ว หากไม่มีอะไรคืบหน้าในปีหน้าทีโอทีจะขาดทุนมากกว่า 10,000 ล้านบาท

“ใน 1-2 เดือนนี้ ต้องมีข้อสรุป การจ้างที่ปรึกษาเพื่อมาศึกษารูปแบบ การจัดตั้งบริษัทตามมติ คนร.ใน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศ จำกัด, บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ จำกัด บริษัท ศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ต จำกัด บริษัท ค้าปลีกอินเตอร์เน็ตประจำที่ จำกัด และต้องหารือกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ด้วย เพราะมติ คนร.ให้ทีโอทีและแคทดำเนินการร่วมกัน”

สำหรับความคืบหน้าการหาพันธมิตรทางธุรกิจของคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ ล่าสุด ได้เจรจากับนักลงทุนจากประเทศจีน อินโดนีเซีย สหภาพยุโรป เพื่อชักชวนให้มาลงทุนสร้างโครงข่ายโทรคมนาคม ด้วยเทคโนโลยีแอลทีอี และทีดีดี แล้วนำความจุโครงข่าย จำหน่ายให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย ซึ่งจะไม่ใช่ลักษณะเดียวกันกับบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นคู่สัญญากับแคท เนื่องจากทีโอที ต้องการผู้ลงทุนสร้างโครงข่ายเท่านั้น แต่แคทต้องการเรื่องการลงทุนและจำหน่ายโครงข่าย
ที่มีความสัมพันธ์กันทางธุรกิจระหว่างกันด้วย

“ทีโอที อยู่ในยุคที่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หากไม่เปลี่ยนแปลงก็จะอยู่รอดยาก สิ่งที่กำลังดำเนินการมีอาทิ การปรับโครงสร้างธุรกิจ การปรับระบบการทำงาน ฯลฯ ก่อนหน้านี้ก็ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้จริงจัง เพราะมติ คนร.ชัดเจน ไม่มีบุญเก่าให้กินอีกแล้ว ผมเชื่อว่าพนักงานทุกคนรับรู้ที่จะปรับตัวแต่อาจล่าช้า ขณะที่เรื่องการลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ ปีนี้ ได้ตั้งเป้าว่าจะมีผู้สมัครใจลาออก 1,300 คน แต่ยื่นใบลาออกเพียง 700 คน จากปัจจุบันมีพนักงาน 17,000 คน”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ หลังราคาน้ำมันร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 06:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698629

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันจันทร์ หลังจากราคาน้ำมันโลกลดลง ฉุดหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่นักลงทุนรอแถลงการณ์ของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารสหรัฐฯ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 22 ส.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 23.15 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 18529.42 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 1.23 จุด หรือ 0.06% ปิดที่ 2182.64 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 6.22 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 5244.60 จุด

ในนิวยอร์ก ราคาน้ำมันดิบ เบนต์ นอร์ท ซี งวดจัดส่งเดือนต.ค. ลดลง 1.72 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลงไปอยู่ที่ 49.16 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนในนิวยอร์ก ราคาน้ำมัน เวสต์ เทกซัส งวดจัดส่งเดือนก.ย. ลดลง 1.47 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เหลือ 47.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนกำลังอยู่ในช่วงรอดู เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ และกำลังรอนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวปราศรัยที่เมือง แจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันศุกร์นี้