กสทช.ขู่ขอ”ซิมใหม่”ต้องสแกนลายนิ้วมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698534

 

กำชับค่ายมือถือล้อมคอกให้ลูกค้าแสดงตัว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังหารือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและผู้เสียหายที่ถูกปลอมซิมมือถือแล้วขโมยเงินไปจากธนาคารว่า สำนักงาน กสทช.จะทำหนังสือด่วนที่สุด กำชับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้มีการตรวจสอบตัวตนของลูกค้าในการขอซิมโทรศัพท์มือถือเลขหมายใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขโมยซิมมือถืออีก ซึ่งในอนาคตอาจใช้การสแกนลายนิ้วมือ เพื่อยื่นขอซิมมือถือด้วย เพื่อป้องกันปัญหาอีกระดับหนึ่ง เพราะปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินมีมากขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น หาก กสทช.จะจัดทำให้มีประกาศเพื่อใช้การสแกนลายนิ้วมือจริง ก็ต้องเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน เพื่อให้ครอบบคลุมทุกประเด็นมากที่สุด “กรณีที่มีความเสียหายจากปัญหาการขโมยซิมมือถือของทรู ตามที่เป็นข่าวนั้น กสทช.จะตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากรณีนี้”

ด้านนายพันธุ์สุธี มีลือกิจ ผู้เสียหาย กล่าวว่า อยากฝากถึงค่ายมือถือ ขอให้เพิ่มมาตรการรัดกุมมากกว่านี้ เพราะเบอร์โทรศัพท์เปรียบเหมือนกุญแจเซฟ ทุกคนควรดูแลเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองให้ดี

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า กรณีนี้คนร้ายใช้สำเนาบัตรประชาชนของผู้เสียหายขอเปิดซิมมือถือใหม่ ซึ่งถือว่าผิด เพราะต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้น “ผมอยากเตือนประชาชนว่า ตอนนี้บัตรประชาชนจะมีแถบบาร์โค้ดด้านข้างคนร้ายสามารถใช้โปรแกรมสแกนบาร์โค้ด โดยโหลดจากแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ สแกนเลข 13 หลักได้ ทุกคนควรทราบเรื่องนี้และระมัดระวัง”

ด้านนายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรูมูฟ ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด กล่าวว่า กรณีซิมหายแล้วแจ้งขอซิมมือถือใหม่มีเพิ่มขึ้นทุกวัน กรณีที่เป็นข่าวทรูถือเป็นอุทาหรณ์และจะเข้มงวดมากกว่านี้.

 

เล็งโละทิ้งมันเส้นสต๊อกรัฐ 3.4 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698523

 

หลังพบเน่าเสียหายอื้อหวังลดค่าใช้จ่าย

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าจะออกประกาศเงื่อนไขหลักเกณฑ์ (ทีโออาร์) การระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (มันเส้น) ในสต๊อกรัฐบาล จากโครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลังปี 51/52, ปี 54/55 และปี 55/56 รวม 340,000 ตัน เพื่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และการประมูลทั่วไป โดยจะขายให้ได้ราคาเหมาะสมที่สุด เพื่อลดความเสียหายให้กับรัฐบาล คาดจะเปิดให้เอกชนเสนอราคาได้ต้นเดือน ก.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันองค์การคลังสินค้า (อคส.) มีมันเส้นในสต๊อกจากโครงการแทรกแซงราคาปี 55/56 ฝากเก็บไว้กับคลังของเอกชน 35 ราย ใน 13 จังหวัด ปริมาณ 250,000 ตัน โครงการปี 54/55 ฝากเก็บกับ 14 ราย ใน 8 จังหวัด รวม 99,000 ตัน และโครงการปี 51/52 ฝากเก็บกับ 12 ราย ใน 6 จังหวัด รวม 34,000 ตัน มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเดือนละ 11 ล้านบาท ก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ที่มี พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการ อคส. (บอร์ด) เป็นประธาน ได้เจรจากับโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ ให้รับซื้อมันเส้นปี 51/52 ปริมาณ 31,400 ตัน เพื่อทำเชื้อเพลิง เพราะสภาพเน่าเสียหายมาก ประเมินว่า น่าจะได้ราคาตันละ 400 บาท จากราคาปัจจุบันที่ตันละ 5,840 บาท.

 

กฟผ. ต้อนรับอบอุ่น ฮีโร่นักยกน้ำหนักโอลิมปิก 2016 ริโอเกมส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 23 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698193

 

กฟผ. เปิดบ้านต้อนรับฮีโร่ ริโอเกมส์ 2016 และทัพนักยกลูกเหล็กทีมชาติไทยอย่างอบอุ่น พร้อมตกรางวัลพิเศษ เป็นขวัญกำลังใจนักกีฬา ยืนยันเตรียมหนุนหลังสมาคมยกน้ำหนักฯ ต่อเนื่อง ในการจัดทัพสู้ศึกโอลิมปิก 2020 ณ ประเทศญี่ปุ่น




การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับคณะนักกีฬายกน้ำหนัก สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ กลับจากการแข่งขันโอลิมปิก 2016 “ริโอเกมส์” ที่ประเทศบราซิล ซึ่งนักยกลูกเหล็กไทยทำผลงานคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง สร้างความสุขให้คนไทยได้สำเร็จ โดยมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการ กฟผ. นายชลธี ยังตรง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. ส่วนราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. และประชาชนร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. บางกรวย นนทบุรี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา


นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. เป็นผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ มาตั้งแต่ปี 2547 รวมงบประมาณสนับสนุนตลอด 12 ปี กว่า 154 ล้านบาท และในฐานะที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ กฟผ. ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬายกน้ำหนักที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในเวทีโอลิมปิก 2016 ด้วยผลงาน 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และความมุ่งมั่นตั้งใจของนักกีฬายกน้ำหนักทุกคนที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ กฟผ. ขอขอบคุณนักกีฬาและผู้ฝึกสอนทุกคนที่ได้อดทนเสียสละฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อสร้างความสุขให้กับคนไทย


นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. กล่าวว่า การก้าวขึ้นไปรับรางวัลระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ก็ทำให้คนไทยมีความสุขเสมอมา โดยเฉพาะปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของสมาคมฯ ในหลายด้าน เช่น การได้โควตาเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกสูงสุดถึง 9 คน และเป็นปีที่ประสบความสำเร็จในโอลิมปิกมากที่สุด คือได้ถึง 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง นับตั้งแต่เอเธนส์เกมส์ 2004 ซึ่งเป็นปีแรกที่ กฟผ. ให้การสนับสนุนสมาคมฯ ที่ไทยได้ 2 เหรียญทอง 2 เหรียญทองแดง ดังนั้น กฟผ. จึงภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันตั้งแต่ต้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กีฬายกน้ำหนักเป็นความหวังและความสุขของคนไทย


“กฟผ. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ต่อไป เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่นทุ่มเทเต็มที่ของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และทีมงาน โดยต่อจากนี้จะได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการ กฟผ. พิจารณาถึงแนวทางการสนับสนุน เพื่อพัฒนานักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติ และจัดเวทีการแข่งขันในประเทศ เพื่อเฟ้นหานักกีฬาช้างเผือกมาประดับทีมชาติ เตรียมสู้ศึกโอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นในอีก 4 ปีข้างหน้าต่อไป” รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. กล่าว

โอกาสนี้ กฟผ. ได้มอบรางวัลพิเศษจำนวน 1,000,000 บาท แก่ น้องแนน โสภิตา ธนสาร เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก รุ่น 48 กิโลกรัมหญิง และน้องฝ้าย สุกัญญา ศรีสุราช เจ้าของเหรียญทองรุ่น 58 กิโลกรัมหญิง รวมถึงรางวัลพิเศษ 500,000 บาท ให้กับ น้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว เจ้าของเหรียญเงินรุ่น 58 กิโลกรัมหญิง และ 300,000 บาท ให้กับ เจ้าดุ่ย สินธุ์เพชร์ กรวยทอง ที่คว้าเหรียญทองแดงแรกของไทยจากนักยกน้ำหนักประเภทชายได้สำเร็จ สำหรับ เจ้าก๊อต จตุภูมิ ชินวงค์ และเจ้าบอม ศรัท สุ่มประดิษฐ ที่คว้าลำดับที่ 4 กฟผ. มอบรางวัลพิเศษให้คนละ 100,000 บาท เป็นขวัญกำลังใจแม้จะพลาดเหรียญจากโอลิมปิกครั้งนี้ก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อแสดงความชื่นชมนักกีฬาทุกคนที่ได้ทุ่มเทจนทำให้ทัพนักยกน้ำหนักไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม


http://www.egat.co.th

 

“คอปเปอร์คราวน์”ลุยรถเข็น! เร่งขายแฟรนไชส์”สตรีทคอฟฟี่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698514

 

นางจุฬาวัลย์ พงษ์สุทธิมนัส กรรมการบริหาร บริษัท คอปเปอร์ คราวน์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจกาแฟครบวงจร และเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟ “สตาฟ คอฟฟี่” เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายธุรกิจใหม่สู่แฟรนไชส์กาแฟรถเข็นแบรนด์ “สตรีท คอฟฟี่” (Street Coffee) เสริมทัพ หลังประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจร้านกาแฟ “สตาฟ คอฟฟี่” ที่ปัจจุบันมีจำนวนสาขาอยู่ 11 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และสิ้นปี 59 คาดว่าจะเปิดครบ 16 สาขา มียอดขายกาแฟสาขาละ 300-600 แก้ว โดยธุรกิจใหม่เป็นการบุกตลาดกาแฟรถเข็นรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยยกระดับกาแฟรถเข็นริมถนนให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีรสชาติเทียบชั้นกาแฟอินเตอร์แบรนด์ ขณะที่ราคาต่อแก้วจับต้องได้คือแก้วละ 30 บาททุกเมนู ซึ่งจะเป็นทั้งลงทุนเองและขายแฟรนไชส์ ใช้เงินลงทุนสาขาละ 99,000 บาท พร้อมรับประกันคืนทุนภายใน 3 เดือน

ทั้งนี้ จุดขายแรกจะเปิดให้บริการนำร่องที่ย่านอารีย์-สะพานควายเป็นสาขาที่ลงทุนเอง จากนั้นจะลุยเปิดสาขาแฟรนไชส์เต็มสูบ เพื่อให้สิ้นปี 59 มี 50-100 คันกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล เชื่อมั่นว่าธุรกิจนี้จะตอบโจทย์คนไทยที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ กลุ่มคนว่างงาน และผู้ที่ต้องการมีรายได้เสริมเป็นอย่างดี เพราะใช้เงินลงทุนไม่มาก ใกล้เคียงกับที่ผู้ประกอบการกาแฟรถเข็นทั่วไปลงทุนเอง แต่แฟรนไชส์ “สตรีท คอฟฟี่” จะได้รับอุปกรณ์รวมกว่า 40 รายการ รวมถึงรถจักรยานสามล้อไฟฟ้า ไม่มีการเก็บส่วนแบ่งยอดขาย พร้อมสนับสนุนแฟรนไชส์ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การชงกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ แนะนำด้านการลงทุน ช่วยดูทำเล นอกจากนี้ ยังให้สิทธิ์ลงทุนแบบผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% นาน 10 เดือน “ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมกาแฟรถเข็นมีกว่า 1,000 ล้านบาท เชื่อว่ายังมีโอกาสในการทำตลาดสูงตั้งเป้าธุรกิจใหม่จะช่วยผลักดันยอดรายได้รวมของบริษัท สิ้นปี 60 แตะ 300 ล้านบาท จากปี 59 ที่คาดว่าจะปิดรายได้ที่ 150 ล้านบาท เติบโต 50%”

 

พลิกที่ดินราชพัสดุให้เป็นเงินทอง ธนารักษ์ชู “แม่สอด” นำร่องเมืองการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698504

 

นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์จะเสนอคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อขอให้จัดตั้งเมืองการค้าชายแดน (Border Town) เป็นแหล่งการค้าขายแห่งใหม่ ตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านตามนโยบายนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ศึกษาเรื่องการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่เกิดจากการค้าขายในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่กรมธนารักษ์ในฐานะที่ดูแลที่ราชพัสดุทั่วประเทศ จะเป็นหน่วยงานในการกำหนดพื้นที่ที่ได้รับการยกเว้นภาษี

สำหรับเมืองการค้าชายแดนนั้น ในหลักการควรจะตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะกรมธนารักษ์ได้เวนคืนที่ดินตั้งแต่ 1,000-2,000 ไร่ และมีการออกโฉนดเรียบร้อยแล้วทั้งหมด 3 พื้นที่คือ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.สะเดา จ.สงขลา และ จ.สระแก้ว โดยพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก มีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นเมืองการค้าชายแดนขึ้นเป็นแห่งแรก มีขนาดพื้นที่ 600 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้รับสิทธิครอบครองพื้นที่ 2,000 ไร่ หากคณะกรรมการฯเห็นชอบ ก็ไม่น่ามีปัญหาเพราะเชื่อว่าเจรจาต่อรองกับ กนอ.ได้ ส่วนพื้นที่อื่นๆอีก 2 แปลง คือ อ.สะเดา จ.สงขลา และ จ.สระแก้ว ขนาดพื้นที่ 2,000 ไร่ ยังไม่มีการหารือกันว่าจะใช้พื้นที่เป็นเมืองการค้าชายแดนได้หรือไม่ ส่วนพื้นที่ จ.หนองคาย ที่อยู่ติดกับ สปป.ลาว นั้น ขณะนี้ก็ยังไม่ได้สำรวจความเป็นไปได้ที่จะนำที่ราชพัสดุมาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือเมืองการค้าชายแดนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากมีความชัดเจนแล้วก็จะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกครั้ง.

 

หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟ ‘อโรม่า กรุ๊ป’ สั่งสมประสบการณ์สู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690616

 

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า เบื้องหลังของกาแฟร้อนหอมกรุ่น หรือแม้กระทั่งกาแฟเย็นรสชาติดีและเครื่องดื่มแก้วโปรดแต่ละวันมาจากการคัดสรร ผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบโดยเครือ “อโรม่า กรุ๊ป” ผู้ประกอบธุรกิจกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่มครบวงจร  ในประเทศไทยอายุกว่า 60 ปี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากมายในทุกระดับ  โดยเฉพาะเกี่ยวกับกาแฟสด

อะไรทำให้อโรม่า กรุ๊ป โลดแล่นในธุรกิจ โดยเฉพาะกาแฟมาได้ยาวนาน และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปหาคำตอบจาก “คุณกิจจา วงศ์วารี” กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ อโรม่า กรุ๊ป รวมทั้งยังมีคำแนะนำดีๆ  ในการเปิดร้านกาแฟ ซึ่งเป็นธุรกิจในฝันของใครหลายๆ คนอีกด้วย

จากพ่อ…สู่ลูก ก่อเกิด “อโรม่า กรุ๊ป” 

อโรม่า กรุ๊ป เป็นธุรกิจของครอบครัว ตนเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 กำลังทำเจเนอเรชั่นที่ 3 ต่อ เริ่มต้นพ่อทำธุรกิจกาแฟและธุรกิจเกี่ยวข้องกับกาแฟมาตลอด เริ่มจากเป็นลูกจ้างในโรงงานคั่วกาแฟ เป็นกาแฟโบราณ กาแฟปี๊บส่งตามร้านค้าทั่วๆ ไป เมื่อสักประมาณ 60-70 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนประเทศไทยเป็นคลองเป็นแม่น้ำ ขับเรือส่งตามตรอก ซอก ซอย ตามแม่น้ำ ตามคลอง ถึงจุดหนึ่งก็แยกตัวออกมาทำเป็นเถ้าแก่เอง ซึ่งเถ้าแก่เก่าสนับสนุนให้ออกมาทำเอง เพราะแต่งงานมีครอบครัว โดยทำและขายกาแฟโบราณตราหัวสิงห์ 3 ดาว


“กิจจา วงศ์วารี” ผู้บริหารอโรม่า กรุ๊ป

หมดยุคกาแฟโบราณมุ่งกาแฟคั่วบด

โรงงานแรกอยู่ที่โชคชัย 4 ทำกาแฟโบราณมาตลอด กระทั่งถึงจุดที่มีการปลี่ยนแปลงเริ่มมีการพูดถึงกาแฟคั่วบด ช่วงนั้นเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี การส่งกาแฟต่างจังหวัดยาก  ขึ้น คนใช้น้อยลง เพราะกินกาแฟสำเร็จรูปมากกว่า จึงคิดว่าจะไปทางไหนยังไงดี เลยเริ่มติดต่อผู้ใช้กาแฟคั่วบด เมื่อก่อนกลุ่มใช้กาแฟคั่วบดไม่หลากหลายเหมือนทุกวันนี้  ทุกวันนี้กาแฟคั่วบดไปตรงไหนก็มี เมื่อก่อนมีในโรงแรม 5 ดาว โรงแรมดีๆ ฟาสต์ฟู้ด หรือ ฟู้ดเชน (ร้านอาหารที่มีหลายสาขา) จำพวกแบรนด์จากเมืองนอกที่ถูกบังคับว่าต้องมี พ่อก็ไปติดต่อ รวมทั้งพวกคอฟฟี่ช็อปตามสยามสแควร์ก็เป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ   ฟู้ดเชนอินเตอร์แรกๆ ก็ดังกิ้นโดนัท และทุกวันนี้ยังใช้อยู่ กลุ่มโรงแรมแรกๆ 5 ดาว เป็นลูกค้าเรา เช่น โอเรียนเต็ล และดุสิตธานี ทุกวันนี้ยังเป็นลูกค้าอยู่

จากไม่รู้สู้ไม่ถอยจนเชี่ยวชาญธุรกิจ

ขณะนั้น พ่อไม่รู้เรื่องกาแฟคั่วบดเลย เพราะเมื่อก่อนเป็นกาแฟปี๊บ ซึ่งเป็นกาแฟผสม  เมื่อมาเป็นกาแฟคั่วบดจึงงง ระหว่างเข้าไปเสนอขายกาแฟกลุ่มลูกค้าดังที่กล่าว ได้รับคำแนะนำจากลูกค้า ดังเช่น ที่โอเรียนเต็ลได้พบเชฟ ซึ่งพ่อพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อาศัยว่ามีล่ามจึงรู้เรื่อง โดยสอนพ่อเยอะ จนได้เข้าไปสู่วงการกาแฟคั่วบดเต็มตัว มีลูกค้าโรงแรมและฟาสต์ฟู้ดเป็นหลัก

ทั้งนี้ นับตั้งแต่พ่อเริ่มทำธุรกิจกาแฟ รวมเวลาประมาณ 60-70 ปี ตั้งแต่กาแฟปี๊บ คืออยู่ในวงการกาแฟมา 60-70 ปี อย่างไรก็ตาม ถามว่าเชี่ยชาญด้านกาแฟหรือไม่นั้น อโรม่า กรุ๊ป น่าจะเป็นบริษัทลักษณะสั่งสมประสบการณ์ วันนี้บอกว่า เชี่ยวชาญเรื่องของธุรกิจกาแฟดีกว่า มีความเชี่ยวชาญในการคั่วและในธุรกิจนี้มีประสบการณ์และโนว์ฮาวมากที่สุด ส่วนตัวคิดว่า ถ้าพูดถึงคำว่า เชี่ยวชาญจะเหมือนหมอเฉพาะโรค ที่เก่งผ่าตัด มาเจอหวัดอาจจะรักษาไม่ได้ แต่เราไม่ใช่ เราเป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจทั้งหมดจริงๆ


ผู้บริหารเจเนอร์เรชั่นที่ 2 ต่อจากคุณพ่อ

ก้าวต่อ! เปิดศักราชนำเข้าเครื่องชง

ทำไมถึงว่าเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้น หลังจากพ่อผลิตกาแฟคั่วบดมาสักระยะแล้ว คราวนี้เกิดเรื่องเครื่องชงกาแฟเข้ามา เพราะเมื่อก่อนเราซื้อจากรายอื่น แต่ยากลำบาก เพราะสมัยก่อนธุรกิจยังไม่ขยายตัวเหมือนทุกวันนี้ อุตสาหกรรมกาแฟคั่วบดไม่ได้ใหญ่ขนาด  นี้ ดังนั้นเวลาจะสั่งเครื่องบด เครื่องชง แต่ละครั้งยุ่งยากใช้เวลา ดังนั้นจึงตั้งบริษัทนำเข้าเครื่องเอง ชื่อบริษัท ไลอ้อน ทรี-สตาร์ จำกัด เริ่มนำเข้าเครื่องเอง

สตาร์บัคส์จุดกระแสบูมกาแฟคั่วบด

ย้อนไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว หลังจากพ่อทำธุรกิจกาแฟได้ 30-40 ปี หลังจากนั้นตลาดเปลี่ยนชัดเจนแล้วว่า เป็นกาแฟคั่วบด เพราะขณะนั้นเริ่มมีแฟรนไชส์ใหญ่ๆ เข้ามาในประเทศไทย สตาร์บัคส์เข้ามาครั้งแรก ซึ่งตลาดตื่นเต้นมาก เพื่อนถามว่าสตาร์บัคส์เข้ามาจะทำอย่างไร คราวนี้พ่อมองต่าง เข้ามาสิดี เพราะอะไร คนไม่เคยกิน แต่ได้กิน ได้ลองของแปลกใหม่กลับดี ซึ่งก็เป็นปรากฏการณ์จริงๆ ว่า เมื่อสตาร์บัคส์เข้ามา มีแฟรนไชส์เข้ามาทำให้คนสนใจกาแฟคั่วบดมากขึ้น กินมากขึ้น และมีความฝันที่จะเปิดร้านกาแฟมากขึ้น ทำให้เกิดกระแสมาถึงปัจจุบันนี้ ช่วยพัฒนาตลาด ทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น จากเมื่อก่อนกาแฟคั่วบดจะอยู่ตามโรงแรม ตามฟู้ดเชนต่างๆ แต่ว่าตลาดใหญ่จริงๆ อยู่ที่คอนซูมเมอร์ เมื่อเชนร้านกาแฟเข้ามาปลุกความสนใจค่อนข้างมาก

ครบจบที่เดียวกาแฟคั่วบด, เครื่องดื่ม

อโรม่า กรุ๊ป ทำธุรกิจกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่มครบวงจร วันนี้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ  ถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคัดสรรจัดจำหน่ายวัตถุดิบชั้นดี จำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์คุณภาพ มีสถาบันสอนพัฒนาธุรกิจร้านกาแฟ และธุรกิจร้านกาแฟ ทั้งชาวดอยและ 94 COFFEE


นำเข้าเครื่องชงกาแฟอีกหนึ่งบริการที่มีให้ลูกค้า

ทั้งนี้ อโรม่า กรุ๊ป มี 5 บริษัทในเครือดำเนินธุรกิจดังกล่าว คือ 1. บริษัท เควีเอ็น ทำ เกี่ยวกับวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟคั่วบด หรือวัตถุดิบอื่นๆ ในร้านกาแฟ เช่น ชาและโกโก้ น้ำผลไม้ 2. บริษัท ไลอ้อน ทรี-สตาร์ นำเข้าเครื่องชงกาแฟและอื่นๆ เกี่ยวกับร้านกาแฟ 3. บริษัท อโรม่า ไฟน์ ฟู้ด ทำเกี่ยวกับเบเกอรี่ 4. บริษัท อัลติเมท เบเวอร์เรต โปรดักส์ ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟชาวดอย และ 94 COFFEE และ 5. บริษัท ฟู้ด แกลเลอรี่ จัดหาและนำเข้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้และอื่นๆ จากต่างประเทศ

ตรงนี้ ถามว่าครบวงจรหรือไม่ แต่ละบริษัทมีทิศทางการทำธุรกิจของแต่ละกลุ่มที่ไม่ได้คิดว่าต้องยังไง มองเป้าหมายของอโรม่า กรุ๊ป เป็นสำคัญ แต่ว่าถ้ามีโปรดักส์เดียวกันที่อยู่นอกกลุ่มมานำเสนอแล้วสามารถทำรายได้ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ถือว่าต้องพิจารณาเพื่อนำมาเป็นประสบการณ์ นำมาปรับปรุงบริษัทของเราเอง จะไม่ปิดกั้นจากภายนอกเข้ามา แต่หลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟมากๆ มี 2 บริษัทคือ เควีเอ็นและไลอ้อน ทรี-สตาร์

ขึ้นแท่นผู้นำผลิต-ขายกาแฟคั่วบด

ส่วนผลประกอบการของอโรม่า กรุ๊ป และบริษัทย่อยที่ทำรายได้หลักนั้น บริษัท เควีเอ็นและไลอ้อน ทรี-สตาร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟทำรายได้สำคัญ เพราะ 2 กลุ่มนี้เป็นโปรดักส์ไปด้วยกัน ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใหญ่มากขึ้น และยังมีอัตราการเติบโตสูงอยู่ ดังนั้น 2 บริษัทดังกล่าว จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของอโรม่า กรุ๊ป เป็นผู้นำในการผลิตวัตถุดิบและกาแฟ รวมทั้งอุปกรณ์ร้านกาแฟครบวงจร ต้องบอกว่า ที่เราเป็นนั้น เป็นบิสซิเนสพาร์ตเนอร์ วันนี้เราเป็นผู้ผลิต เป็นซัพพลายเออร์ของวัตถุดิบและอุปกรณ์เกี่ยวกับร้านกาแฟ ซึ่งเราไม่ได้ซัพพลายให้ร้านกาแฟเล็กๆ ทั่วไป แต่ซัพพลายดีลเลอร์ ซึ่งดีลเลอร์ก็มีหลายลักษณะ


วันนี้ อโรม่า กรุ๊ปเป็นผู้นำผลิตวัตถุดิบกาแฟคั่วบดและอุปกรณ์ร้านกาแฟครบวงจร

นอกจากนั้น ลูกค้าส่วนหนึ่งของเรายังเป็นผู้ผลิตกาแฟคั่วบดเหมือนกัน ที่มาใช้บริการเครื่องชง หรือเซอร์วิสของเรา หรือแม้กระทั่ง อโรม่า กรุ๊ป ทำโออีเอ็มเรื่องของกาแฟ หรือสินค้าอื่นๆ ให้แบรนด์อื่นๆ ด้วย โดยวันนี้เราเป็นผู้ผลิตเต็มตัว เป็นผู้ผลิตและนำเข้า ผู้จัดจำหน่ายอย่างเต็มตัว เป็นผู้นำในธุรกิจนี้

ภูมิใจใช้วัตถุดิบกาแฟในไทย 95%

ถามว่า วัตถุดิบ โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟนำเข้า หรือใช้ของในประเทศนั้น อโรม่า กรุ๊ป  นำเข้าน้อยมาก ซึ่งในส่วนนำเข้าจะเป็นลักษณะกาแฟเฉพาะจากประเทศนั้นๆ เช่น ถ้ากาแฟจากเคนยาต้องมาจากประเทศเคนยา แต่ลักษณะนี้ สัดส่วนไม่ถึง 5% พยายามพัฒนาโปรดักส์ในกลุ่มนี้มากขึ้น แต่นำเข้าน้อย ใช้กาแฟจากในประเทศเกือบทั้งหมด

ส่วนผลประกอบการปีที่ผ่านมา เติบโตน้อยกว่าปีก่อนๆ ต้องบอกด้วยภาวะเศรษฐกิจ หรือภาวะทางการเมืองอะไรก็ดี แล้วด้วยตัวฐานของยอดใหญ่ขึ้น ทำให้อาจโตได้ไม่เท่าปีที่ผ่านมา อโรม่า กรุ๊ป เติบโตอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งอัตราการเติบโตอาจจะน้อยกว่า แต่ถ้านับเป็นเม็ดเงินไม่ได้ด้อยกว่ากัน


อโรม่า กรุ๊ปใช้วัตถุดิบกาแฟ 95% ในประเทศ

จ่อแจ้งเกิดแคปซูลกาแฟร้อน-เย็น!

สำหรับแผนธุรกิจต่อไปขณะนี้ ทีมงานวางโพซิชันนิ่งเป็นผู้ผลิตและซัพพลายกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่ม รวมทั้งพวกอุปกรณ์ครบวงจรของธุรกิจกาแฟ ส่วนจะมีธุรกิจใหม่ๆ อะไรเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกาแฟนั้น สิ่งที่เป็นโปรเจกต์คือ ช่วงสิ้นปีนี้ จะเปิดตัวโฮเรก้าแคปซูล ตั้งชื่อคอนเซปต์คือ โฮเลแคป ย่อมาจาก โฮเรก้าบวกกับแคปซูล ซึ่งต้องบอกว่าเราน่าจะเป็นรายแรกในโลกที่มีตัวแคปซูลกาแฟ ซึ่งสามารถทำกาแฟเย็นได้ และยังสามารถทำกาแฟร้อนได้ โดยอยู่ในรูปแบบเครื่องชงในระบบเดียวกัน สินค้าตัวนี้ เป้าหมายหลักจะนำมาทำตลาดกลุ่มฟู้ดเซอร์วิส หรือร้านกาแฟทั่วๆ ไป ที่อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของบาริสต้า และต้องการให้มีมาตรฐานของการชง เพราะถ้าใช้แคปซูล แน่นอนทุกแก้วที่ออกมาคุณภาพจะเหมือนกัน

ตรงนี้ เราเป็นโคแพกเกอร์เต็มตัว โคแพกเกอร์นี้หมายความว่า ไม่ว่าใครจะมีกาแฟก็ส่งมาให้อโรม่า กรุ๊ป แพ็กเป็นแคปซูลแล้วนำกลับไปขายในแบรนด์ตัวเองได้ รวมทั้งยังโออีเอ็มได้ทั้งหมด ที่กล่าวมา เป็นโปรเจกต์ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเครื่องที่นำมาใช้กับตัวนี้ จะเป็นลักษณะเครื่องที่เป็น 1 หัวกรุ๊ป และ 2 หัวกรุ๊ป ที่เป็นเครื่องแบบมาตรฐานโปรเฟสชั่นนอลจริงๆ ไม่เหมือนแคปซูลกินตามบ้านทั่วไป เพราะระบบการทำงานภายในก็ต่างกัน ประสิทธิภาพก็ต่างกัน

ตัวนี้ ถ้าวันหนึ่งบอกว่าใช้คนแค่นี้ แล้วชงได้ 200 แก้ว ถ้าเปลี่ยนมาใช้แคปซูล 600 แก้วก็ใช้คนเท่าเดิม และมาตรฐานนิ่งเท่ากันหมด ดังนั้นเช้ามามั่นใจได้ว่าลูกค้ามากินกาแฟ จะได้กาแฟเหมือนเดิมทุกเช้า


คอกาแฟเตรียมลิ้มรสกาแฟร้อน-เย็นจากแคปซูลเร็วๆ นี้

ชี้เทรนด์กินกาแฟสดในบ้านกำลังมา

สัดส่วนการขายของอโรม่า กรุ๊ป ตามห้างน้อยมาก วันนี้โมเดิร์นเทรดยังขายน้อย คิดเป็นยอดขายในบริษัทยังค่อนข้างต่ำประมาณ 2-3% แต่ปีต่อไปจะหันมาดูตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น เพราะคอนซูมเมอร์เริ่มรู้จักกาแฟสดมากขึ้น และเริ่มหาทานในบ้านให้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะมาต่อจิ๊กซอว์ตัวกาแฟแคปซูลด้วย เพราะสามารถเข้าไปหาผู้บริโภคโดยตรงในบ้านได้มากขึ้น เพราะการกินแคปซูลง่ายกว่าซื้อกาแฟไปบดเองชงเอง เสียเวลา ทำงานไม่ทัน และตัวแคปซูลนี้ ยังถูกผลักดันแนะนำโดยแบรนด์ใหญ่ๆ มาแล้ว ยอมรับในจุดหนึ่งแล้ว แต่วันนี้ข้อจำกัดอยู่ในเรื่องต้นทุน เป็นต้นทุนในการนำเข้า ต้นทุนการผลิต ต้นทุนของลูกค้าเอง เมื่อซื้อแคปซูล 1 ชิ้น ราคายังค่อนข้างสูงอยู่ อาจจะไม่ต่างกับการเดินไปออฟฟิศแล้วกินกาแฟตามร้านที่ใช้เครื่องชงเครื่องละแสนกว่าบาทชง ซึ่งขณะนี้เป็นอย่างนั้น

ถามว่า ตลาดแคปซูลวันนี้มีไหม คือ มี แต่ตลาดยังเล็กอยู่ อโรม่า กรุ๊ป จึงนำเครื่องจักรผลิตแคปซูลเข้ามาผลิตในประเทศ เพื่อทำให้ภาษีนำเข้าทุกอย่างก็ไม่มี เพราะใช้กาแฟในประเทศทั้งหมด ถ้าเราทำราคาให้ต่ำลงมาได้ แต่คุณภาพไม่ต่ำ เพราะเวลาว่าแพงนี้ แพงภาษีนำเข้า อัตราภาษี 90% ดังนั้นนักการตลาดนักธุรกิจคิดแล้วว่า ถ้าแคปซูลนี้ราคาผลิตอยู่ที่ประมาณ 30 บาท เก็บภาษีอัตราที่กล่าวมา จริงๆ แล้วต้นทุนเท่าไร ดังนั้นถ้าราคาเหลือประมาณ 10 บาท เชื่อว่าทุกคนจะกิน เพราะวันนี้ไปกินกาแฟแต่ละครั้งตามคอนวีเนียนสโตร์ ราคาก็ 15-20 บาท ดังนั้นถ้าได้กินกาแฟสด ทำไมจะไม่กิน ซึ่งตัวนี้จะเป็นอีกตัวหนึ่งที่มาช่วยคอนซูมเมอร์ได้ นอกจากนั้น วันนี้เรายังพยายามออกโปรดักส์อื่นๆ เป็นนอนคอฟฟี่ให้เหมาะสมกับคอนซูมเมอร์ในตลาดกินที่บ้านให้มากขึ้นด้วย

จัดประกวดบาริสต้ายกระดับวงการ

กับประเด็นการยกระดับวงการธุรกิจกาแฟไทยนั้น อโรม่า กรุ๊ป ได้จัดประกวดบาริสต้า แนวคิดเริ่มจากจัดไทยแลนด์อินดี้บาริสต้าแชมเปียนชิพปีนี้เป็นปีที่ 8 ตั้งแต่ปีที่ 1 มีพัฒนาการเรื่อยๆ คราวนี้ถึงจุดหนึ่งที่จะต้องยกระดับตัวบาริสต้าไทย และแข่งขันให้ไปถึงระดับต่อไป เพราะที่ผ่านมา ตั้งชื่อไทยแลนด์อินดี้บาริสต้าแชมเปียนชิพ เพราะเราจะเน้นบาริสต้าที่เป็นร้านกาแฟอินดี้เป็นหลักคือ โดยปกติคนจะกลัวการแข่งขันกับเชน พวกเชนดังๆ สามารถจ้างบาริสต้า วันหนึ่งไม่ต้องทำอะไร ชงกาแฟให้เก่งเลยไปเอาชัยชนะมา ซึ่งไปไม่ได้ไกลเท่าไร เราอยากได้คนที่เป็นอินดี้มากกว่า เพราะเชื่อว่าคนกลุ่มนี้จะทำให้พัฒนาธุรกิจกาแฟและอุตสาหกรรมโตขึ้น ซึ่งวันนี้ได้ตอบโจทย์ เพราะกาแฟคั่วบดได้รับการตอบรับมากขึ้นเกิดจากร้านอินดี้ เราก็ดีใจ มาถูกทางช่วยพัฒนาวงการและอุตสาหกรรมให้ตรงกลุ่มที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมจริงๆ ที่นี้เมื่อถึงจุดหนึ่งคนแข่งอินดี้ก็อยากส่งเสริมให้ออกไปแข่งกับต่างประเทศได้ ที่ผ่านมาในอดีตไม่ค่อยได้ไปกัน


ด้วยวิสัยทัศน์จึงจัดแข่งขันบาริสต้ายกระดับวงการกาแฟไทย

เนื่องจากเรามีซัพพลายเออร์เป็นวัตถุดิบจำพวกเครื่องชงต่างประเทศ เลยคุยแนวคิดว่าจะทำยังไง เลยได้รับคำแนะนำว่า มีอีกสถาบันหนึ่งเป็นสถาบันอยู่ที่อิตาลี เป็นสถาบันด้านกาแฟโดยตรง เป็นสถาบันของกาแฟเอสเปรสโซ่ในอิตาลี เราสนใจ เรื่องนี้ถูกทำขึ้นมาในอิตาลี สถาบันนี้เกิดขึ้นมาเพราะว่า วันนี้คนกินเอสเปรสโซ่ ซึ่งเอสเปรสโซ่ก็มาจากอิตาลี เครื่องชงดีที่สุดในโลกและส่งออกมากสุดก็จากอิตาลี พอร์ตกาแฟของการเทรดใหญ่สุดก็อยู่ที่อิตาลี แต่วันนี้ มาตรฐานการแข่งขันหรือมาตรฐานของเอสเปรสโซ่กลับโดมิเนตโดยอเมริกัน ดังนั้นเราต้องไปเอาของออริจินอลจริงๆ มา คือ พื้นเพอยู่ตรงไหนเราไปร่วมมือกันตรงนั้น เลยได้ไลเซ่นส์การแข่งขัน ถือเป็นการยกระดับ ต่อไปนี้คนที่แข่งอินดี้บาริสต้าก็จะมีโอกาสได้ไปศึกษางาน ไปดูงาน ส่วนคนเข้ามาแข่งขันรายการเอสเปรสโซ่อิตาลีโนแชมเปียนชิพของเมืองไทย ก็จะได้โอกาสส่งไปแข่งขัน ได้มีประสบการณ์กับทั่วโลกที่อิตาลีทุกๆ ปี ทำให้มีทิศทางการเติบโตของบาริสต้าอย่างแท้จริง ได้ไปอยู่ในมาตรฐานของประเทศที่ทำเอสเปรสโซ่จริงๆ

ปรัชญาธุรกิจ “ไม่มีคู่แข่ง มีแต่คู่ค้า”

ที่ว่ามา หลักการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จคืออะไรนั้น ต้องวินวินทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ ดิสทริบิวเตอร์ และดีลเลอร์ อย่างวันนี้ อโรม่า กรุ๊ป เราโพซิชันนิ่งเต็มตัวเลยว่า เป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย เราไม่มีคู่แข่ง วันนี้มีแต่คู่ค้ากับคนที่ทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

เวลาสัมภาษณ์จะมีคนชอบถามถึงคู่แข่งธุรกิจนี้ ตลาดอีกเยอะมาก วันนี้อย่าไปมองว่า มาแข่งกันเองคือ ถ้าคุณมองว่าแข่งกับใครอยู่ก็เสียเงินแล้ว ช่วยกันดีกว่าไหม ช่วยกันทำให้อุตสาหกรรมใหญ่ขึ้นดีกว่า ใช้เงินสร้างอุตสาหกรรมดีกว่า อย่าเพิ่งแข่งกัน ดังนั้นวันนี้ ถามว่าเราเองก็จะมีคู่ค้ากับเพื่อนในอุตสาหกรรมเดียวกัน


อโรม่า กรุ๊ปจัดประกวดบาริสต้าต่อเนื่องปีนี้ เป็นปีที่ 8

ตรงนี้ อโรม่า กรุ๊ป เองทำอะไรในส่วนของการสนับสนุนอุตสาหกรรม ซึ่งทำจริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง และมีพาร์ตเนอร์มาก ไม่เช่นนั้นวันนี้คงไม่มีรายไหนมาจ้างเราคั่วกาแฟ ไม่มีรายไหนมาซื้อของ เห็นว่าเราทำตัวเป็นกลาง สนับสนุนทุกคนจริงๆ โดยการมาคั่วกาแฟ แต่ก็ให้ความไว้ใจซื้อเครื่องชงกาแฟจากเราไปขายดีกว่า

เชื่อว่า ตรงคำว่าพาร์ตเนอร์ชิพสำคัญ แต่ไม่ใช่แบบว่า มีดอยู่ข้างหลัง ทุกอย่างต้องอยู่บนโต๊ะหมด แล้ววันนี้เองเชื่อว่า พยายามพัฒนาศักยภาพของดีลเลอร์ หรือ อโรม่าช็อป หรือใครก็ตามที่ทำธุรกิจกับเรา ให้มีแนวทางการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ ที่เป็นโปรเฟสชั่นนอลมากขึ้น หรือเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลมากขึ้น

เชื่อธุรกิจกาแฟสดยังไม่ถึงจุดสูงสุด

สำหรับภาพรวมของธุรกิจเป็นอย่างไร และผ่านขาขึ้นจุดสูงสุดคนนิยมกินกาแฟสดหรือยังนั้น วันนี้ คนยังกินกาแฟสดน้อยอยู่ ส่วนใหญ่ยังคนละ 1 แก้ว อัตรายังน้อยอยู่ คือ ต้องกินให้เหมือนคนจีนกินชา ตรงนี้คือจุดสูงสุด แต่คงไปถึงยาก ถามว่า วันนี้ คนที่ยังไม่กินกาแฟเยอะ คนที่เข้าคอฟฟี่ช็อปเยอะขึ้นไม่เถียง แต่อัตราการกินก็ไม่ได้เยอะเท่าคนเข้า สมมติวันนี้ เปิดร้านกาแฟอยู่ อุตสาหกรรมเติบโต เปิดมา 10 ปี เมื่อก่อนขายได้ 10,000 บาท วันนี้ขายได้ 70,000-80,000 บาท แต่ถามวันนี้ที่ขาย 70,000 -80,000 บาท ดูหรือเปล่าว่ากินกาแฟเท่าไร เปรียบเทียบกับเมื่อก่อนขาย 10,000 บาท อาจขายกาแฟ 9,000 บาท จากทั้งหมด แต่วันนี้ขายกาแฟ 70,000-80,000 บาท อาจขายกาแฟได้แค่ 20,000 บาท แสดงว่ามีลูกค้าเข้ามา แต่กินกาแฟน้อยลง ดังนั้นต้องพยายามตอบโจทย์ ทำไมกินกาแฟน้อยลง ไปกินเครื่องดื่มอื่นๆ เพราะอะไร ยังไง ไปพัฒนาตรงนั้น


ปรัชญาธุรกิจไม่มีคู่แข่ง มีแต่คู่ค้า!

คนไทยกินกาแฟร้อนน้อย กินเอสเปรสโซ่น้อย เพราะอะไร ส่วนตัวอยู่ในอุตสาหกรรมมานานพบว่า ยังหาที่ทำกาแฟร้อนอร่อยน้อย ดังนั้นพยายามแตกไลน์สินค้าของกาแฟให้มีกาแฟที่ดีๆ กิน โดยกินกาแฟร้อนได้ง่าย กินเอสเปรสโซ่ได้ง่ายมากขึ้น ตรงนี้คิดว่าจะพัฒนากลุ่มคนกินกาแฟได้มากขึ้น ทุกวันนี้คนที่มาเริ่มกินกาแฟสั่งอะไร บางทีสั่งกาแฟปั่น โดยปั่นกับช็อกโกแลต ปั่นกับโอรีโอ ตกลงช็อกโกแลตกลิ่นกาแฟ หรือ กาแฟกลิ่นช็อกโกแลต เลยกลายเป็นไม่ใช่คอกาแฟ วันนี้ต้องพัฒนาคอกาแฟจริงๆ ก่อน ซึ่งการจะพัฒนาคอกาแฟได้ ต้องพัฒนาจากกาแฟร้อน

ตรงนี้เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งที่พยายามผลักดันรายการแข่งขันบาริสต้าแชมเปียนชิพด้วย เพื่อให้คนรู้จักการกินกาแฟร้อนมากขึ้นด้วย เพราะจะได้ดื่มด่ำกับรสชาติจริงๆ ถามว่าวันนี้ไปได้อีกเยอะไหมคือ ไปได้อีกเยอะ อุตสาหกรรมยังเล็กมาก ยังมีโอกาสโตได้อีกมาก

วันนี้ ร้านกาแฟมีอัตราการเปิดสูง แต่อัตราการปิดไม่ได้ต่ำมาก ไม่สูงจนเกินไปเหมือนกับร้านอาหาร เปิด 100 แห่ง ก็ต้องเจ๊ง 1-2 แห่ง คิดว่าก็เหมือนกัน ร้านกาแฟอาจจะเปิดเยอะ และมีจำนวนปิดเยอะเมื่อเทียบกับอัตราเปิด แต่ถามว่า สิ่งที่ต้องให้ความรู้คือ อย่ามองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่น่าทำ ที่บอกทำธุรกิจอะไรก็มีโอกาสเจ๊งหมด แต่ต้องดูว่าเจ๊งเพราะอะไร อันนี้คือสิ่งสำคัญที่มองว่า ในอุตสาหกรรมต้องช่วยกันให้ความรู้ลูกค้าเปิดร้านกาแฟ อย่าคิดว่าขายอย่างเดียว ไม่ใช่ ทำอย่างไรจะขายความสำเร็จยังไงมากกว่า


ธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟทำรายได้หลักให้อโรม่า กรุ๊ป

ปัจจุบันเหมือนกับขายได้แล้วเราสำเร็จ อาจจะต่างกัน ถามว่าวันนี้ สำหรับอโรม่า กรุ๊ป หรืออุตสาหกรรมกาแฟทั้งหมดจะไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร ตนว่าจุดสูงสุดคือ ทำให้คนที่เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือคนที่เปิดร้านกาแฟทุกคนทำให้ร้านอยู่ได้ มีอัตราการเติบโตได้ สร้างลูกค้าให้เข้าร้านมากขึ้นได้มากกว่า ไม่ใช่ยอดขายของตัวเอง

อ่านตรงนี้! ทำร้านกาแฟยังไงไม่เจ๊ง

กับคำแนะนำคนที่อยากเปิดร้านกาแฟแล้วไปรอด ซึ่งตนการันตีเลยว่า ถ้ามีเงินมีทุนไปทั้งเงินทั้งทุน คำแนะนำคือ 1. ต้องมีใจ ไม่ใช้รักอย่างเดียว เพราะรักได้ แต่อย่าหลงซึ่งหลงจะเจ๊งทุกราย ต้องทำธุรกิจจริงๆ ทั้งนี้ ธุรกิจร้านกาแฟเป็นธุรกิจที่คนชอบมาก หลงใหลเยอะ แต่เมื่อเข้ามาทำ ไม่ได้ลงมาทำจริงจังก็จะเหมือนธุรกิจทั่วไป เมื่อไรเจ้าของไม่ลงมาดูจริงจังปกติที่ต้องเจ๊ง เพียงแต่ว่าธุรกิจร้านกาแฟอาจจะลงทุนน้อย น้อยจนกระทั่งคิดว่า บางคนคิดว่าลงทุนทำเป็นธุรกิจเสริม จะเจ๊งเพราะเสริม ไม่มีธุรกิจเสริมไหนที่ได้ดี ส่วนใหญ่ที่จะไปก่อน คือ ทำเล่นๆ สำหรับธุรกิจร้านกาแฟเป็นธุรกิจเงินสด ดังนั้นเรื่องเงินสดต้องระวัง จะเก็บไม่ครบ อาจจะขายแล้วหาย สุดท้ายคนทำธุรกิจเมื่อทำไปแล้วไม่ได้เงินก็ไม่อยากทำ ไม่ใส่ใจ เมื่อไม่ใส่ใจก็ละลายหายไป

ดังนั้น ถ้าบอกอยากเปิดร้านกาแฟ อยากถามกลับว่า ชงกาแฟเป็นสักกี่คน คนที่อยากเปิดจะต้องชงเป็นก่อน อย่างน้อยลูกน้องผิดพลาดอะไรต้องเช็กได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องชงเพอร์เฟกต์ แต่จะต้องมีลักษณะเมื่อเดินเข้าไปในร้านแล้วดูได้ว่า อะไรถูกต้อง ไม่ถูกต้อง แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เข้าร้านไปจะถามว่า ขายได้กี่แก้ว ไม่เห็นใครเดินไปดูว่า วันนี้กาแฟลูกค้าเพอร์เฟกต์ไหม ซึ่งจริงๆ แล้วกี่แก้วต้องมาจากกาแฟที่ดีก่อน


อโรม่า กรุ๊ปรับโออีเอ็มให้กับผู้ค้ากาแฟรายอื่นๆ ด้วย

การทำธุรกิจจะต้องเข้าใจถึงธุรกิจว่า ความสำคัญอยู่ที่ตรงไหน ไม่ใช่ขายได้กี่แก้ว แต่อยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ขายได้กี่แก้วก่อน ตรงนี้ทุกคนต้องช่วยกันในอุตสาหกรรม ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ทุกคนต้องช่วยกันตรงนี้

ฟันธงเปิดร้านกาแฟรวยได้ถ้าใส่ใจ

ฝากถึงผู้อ่านอยากจะให้ลองศึกษาดูธุรกิจนี้ วันนี้ธุรกิจร้านกาแฟยังเป็นธุรกิจดาวรุ่งของคนที่ต้องการเปิดธุรกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่อาจจะเงินเดือน หรือองค์กร ไม่ค่อยมั่นคง บอกได้เลยว่า ธุรกิจกาแฟเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จร่ำรวยได้ แล้วค่อนข้างมีโอกาสในอนาคตอีกเยอะ เพราะตลาดยังเล็กอยู่ ใหญ่ได้อีกเยอะ คุณสามารถสร้างฐานผู้บริโภค สร้างฐานลูกค้าประจำของร้านได้อีก เพียงแต่ใส่ใจกับมัน ถ้าคุณลงมาจริงๆ ธุรกิจนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีทางเจ๊ง ถ้าลงมาดูเอง.


ธุรกิจร้านกาแฟหากจริงจัง ใส่ใจ ไม่มีเจ๊ง ฟันธง!

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

“บีโอไอ” แจงยอดลงทุนกระหึ่ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698499

 

ธุรกิจผลิตเครื่องมือแพทย์ทะลัก 5,100 ล้านบาท

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายผ่านการสนับสนุนสร้างแรงจูงใจทั้งด้านภาษี การปรับกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน ได้ส่งผลให้มีการลงทุนในกลุ่มกิจการใหม่ๆ และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการผลิตในประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มกิจการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยในรอบ 7 เดือนแรกของปีนี้ มีการยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนรวม 5,100 ล้านบาท มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 252% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีมูลค่าการยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนอยู่ที่ 1,450 ล้านบาท

“กิจการที่บีโอไอได้พิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว และเป็นโครงการที่น่าสนใจ อาทิ กิจการชุดน้ำยาตรวจยีน ซึ่งเป็นชุดทดสอบเพื่อตรวจจับความเสี่ยง ในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติส่งเสริมลงทุนแก่โครงการผลิตเลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lenses) เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาในการมองเห็น ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตเลนส์แก้วตาเทียมในประเทศไทย โดยมีกำลังผลิตปีละ 50,000 ชิ้น คาดว่าจะออกวางจำหน่ายในเดือน ม.ค.2561”

ขณะเดียวกันในปลายเดือน ส.ค.นี้ จะมีพิธีเปิดโรงงานสำหรับผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งเป็นโครงการขยายการลงทุนโครงการที่ 2 ของบริษัท แบ็กซ์เตอร์ แมนูเฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่จังหวัดระยอง โดบบริษัทดังกล่าว เป็นผู้ผลิตในกลุ่มแบ็กเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2537 และมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าการลงทุนรวมของบริษัทอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท และสร้างรายได้จากการส่งออก 1,500 ล้านบาทต่อปี.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 23/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698464

 

กรมทางหลวง ระดมเจ้าหน้าที่ซ่อมสะพานน้ำตวง จ.น่าน ใช้ได้ตามปกติแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ส.ค. 2559 18:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698173

 

กรมทางหลวง ระดมเจ้าหน้าที่บูรณะซ่อมแซมสะพานน้ำตวง พร้อมสร้างสะพานเบลีย์ทดแทน หลังเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จ.น่าน พร้อมเปิดการจราจรได้แล้วตามปกติ …

วันที่ 22 ส.ค. 59 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักทางภาคเหนือบริเวณ อ.แม่จริม จ.น่าน เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้กระแสน้ำได้เซาะดิน จนเป็นเหตุให้คอสะพานน้ำตวงขาด (ทางหลวงหมายเลข 1168 ตอน น้ำใส–น้ำตวง ที่ กม.86+400 ด้านขวาทาง) ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรผ่านได้นั้น

กรมทางหลวง โดยแขวงทางหลวงน่านที่ 1 (หมวดทางหลวงแม่จริม) ซึ่งมีความพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องมือ และเครื่องจักร ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ดำเนินการสร้างประกอบสะพานเบลีย์ ซึ่งมีความแข็งแรงคงทน โดยได้ดำเนินการซ่อมแซมเป็นเวลา 2 วัน พร้อมทั้งให้ประชาชนสามารถข้ามและสัญจรผ่านได้แล้ว เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสิ่งกีดขวางบนทางหลวง และไม่สามารถสัญจรผ่านได้ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สำนักงาน ทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

 

‘สมคิด’ จ่อชงแผนพัฒนา 4 โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม เข้า ครม. ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ส.ค. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698129

 

“สมคิด” เร่งแผนพัฒนา ใช้ประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์ริมทางรถไฟเร็วสูง 4 สายทาง พร้อมผุดแผน ผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก คาด เสนอนายกฯ 31 ส.ค.นี้ ก่อนชง ครม. ภายใน ต.ค.

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกับกระทรวงคมนาคม ว่า จะนำเสนอรายงานการเดินหน้าโครงการ East Economic Corridor ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ก่อนนำเข้าที่ประชุม ครม. ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยจะมีโครงการลงทุน 4 โครงการสำคัญ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่ง ที่กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือขนส่ง และท่าเรือเฟอร์รี่ โดยอยากเห็นโครงการดังกล่าวในไตรมาส 4

ส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ PPP ก่อนนำเสนอ ครม. ขณะที่ สนามบินอู่ตะเภา และท่าเรือจุกเสม็ด มีกองทัพเรือเป็นเจ้าของโครงการ จะใช้งบประมาณของกองทัพเอง

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในวันที่ 31 ส.ค. จะนำเสนอภาพรวมโครงการ East Economic Corridor ในการใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง ศูนย์ซ่อมท่าอากาศยาน อู่ตะเภา การสร้างถนนที่ยังไม่ครบถ้วน การพัฒนาเมืองกับชุมชนเพื่อรองรับการเติบโต

นอกจากนี้ จะนำเสนอการพัฒนาการใช้พื้นที่สองข้างทางแนวรถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 เส้นทาง คือ กรุงเทพ-ระยอง กรุงเทพ-หัวหิน กรุงเทพ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ และ กรุงเทพ-นครราชสีมา แต่จะดำเนินการเส้นทาง กรุงเทพ-ระยอง ก่อน โดยมี 5 สถานีที่มีศักยภาพ ได้แก่ พัทยา ชลบุรี ศรีราชา ระยอง และ ฉะเชิงเทรา ซึ่งผลการศึกษาจะประเมินรายได้ หากนำพื้นที่ทั้งในสถานีและรอบสถานีมาพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จากนั้นจึงจะเข้าขั้นตอน Market Sounding กับภาคเอกชน แล้วจึงจะเข้าขั้นตอนเปิดให้เอกชนร่วมลักษณะ PPP หรือ เอกชนร่วมงานภาครัฐ

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง ผ่าน ครม.แล้ว คาดว่า จะเปิดประมูลได้ราวต้นปี 60 ขณะที่ ท่าเรือเฟอร์รี่ กรมเจ้าท่า อยู่ระหว่างเขิญชวนให้เอกชนเดินเรือเฟอร์รี่ ได้แก่ ศรีราชา, พัทยา ไป ชะอำ

ขณะที่ ความคืบหน้าความร่วมมือรถไฟไทย-ญี่ปุ่น โดยเส้นทางที่จะร่วมมือยังคงเดิม คือ กรุงเทพ-พิษณุโลก โดยทางญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการประเมินมูลค่าผลตอบแทนที่ได้จากค่าโดยสาร และการพัฒนาที่ดิน และคาดว่า จะนำเสนอผลดังกล่าวต่อ ครม.ในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อให้เดินหน้าต่อในขั้นตอนการออกแบบโครงการ ส่วนความคืบหน้าโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา จะมีการหารือร่วมกันครั้งที่ 13 ในวันที่ 24 ส.ค.นี้ ที่ปักกิ่ง โดยจะหาข้อสรุปแบบของรถไฟตอนที่ 1 ระยะทาง 3.5 กม. ซึ่งจีนเป็นผู้ออกแบบ ส่วนอีก 2 ตอน คือตอนที่ 2 มีระยะทาง 11 กม. จีนจะส่งแบบในเดือน พ.ย. 59 และตอนที่ 3 ระยะทาง 110 กม. จะส่งแบบในเดือน ก.พ. 60

นอกจากนี้ ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน จะร่วมกันร่างสัญญาการออกแบบและงานก่อสร้างของ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-นครราชสีมา หากเซ็นสัญญาดังกล่าวได้จะเปิดประมูลจ้างเอกชน ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (23 ส.ค.) จะรายงานความคืบหน้าต่อ ครม.