หุ้นไทยปิดตลาดบวก 0.48 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,539.24 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ส.ค. 2559 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698214

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 0.48 เปลี่ยนแปลง +0.03% จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,539.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,028.00 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 22 ส.ค. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 0.48 เปลี่ยนแปลง +0.03% จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,539.24 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,028.00 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน).

 

คนใช้น้อยต่ำกว่าเป้า!! ‘สมคิด’ สั่งเร่งเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีม่วง-น้ำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ส.ค. 2559 16:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698158

 

“สมคิด” กำชับคมนาคม เร่งเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน-สายสีม่วง หลังมีผู้ใช้บริการต่ำกว่าเป้า ด้าน “อาคม” รับ ช่วงแรกคนเดินทางน้อย เนื่องจากยังไม่เห็นความจำเป็นในการใช้รถไฟฟ้าเดินทาง …

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-บางใหญ่) ที่มีผู้ใช้บริการต่ำกว่าเป้าหมาย โดยให้ กระทรวงคมนาคม พิจารณาว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีการบริหารจุดใดที่เป็นปัญหา และให้เร่งเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางซื่อ) กับสายสีม่วง เพราะขณะนี้ ทราบว่าประชาชนต้องใช้เวลานานในการรอรถเมล์ที่วิ่งบริการระหว่าง สถานีบางซื่อ-สถานีเตาปูน

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยอมรับ การเดินรถไฟฟ้าระยะแรกจำนวนผู้โดยสารยังมีน้อย เพราะประชาชนอาจจะยังไม่เห็นความจำเป็นในการใช้รถไฟฟ้าในการเดินทาง แต่ต้องกลับไปติดตามจาก รฟม.ว่าการที่ประชาชนใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงน้อย เป็นเพราะการเชื่อมต่อระหว่างสถานีไม่ได้รับความสะดวกหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะให้เร่งการเดินรถ 1 สถานีก่อน ระหว่างที่รอคณะกรรมการมาตรา 35 และมาตรา 43 เจรจากับเอกชน คือ ระหว่างสถานีบางซื่อ-สถานีเตาปูน

นอกจากนี้ อาจให้ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เริ่มติดตั้งระบบเดินรถและเข้าไปเดินรถก่อน โดยไม่ต้องรอผลการเจรจาการเดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ โดยจะไม่ผูกพันกับสัญญาเดินรถส่วนต่อขยาย เพราะต้องการทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างสถานีก่อน ทั้งนี้ เห็นว่าแนวทางการปรับลดราคาค่าโดยสารเพื่อจูงใจประชาชนอาจจะไม่ใช่คำตอบ

 

ทองเปิดตลาด ปรับลด 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,500

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ส.ค. 2559 09:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/697638

 

ราคาทองวันที่ 22 ส.ค. 59 เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,900 ขายออกบาทละ 22,000 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,512.04 ขายออกบาทละ 22,500 บาท…

วันที่ 22 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,900.00 บาท ขายออกบาทละ 22,000.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,512.04 บาท ขายออกบาทละ 22,500.00 บาท.

 

“ครั้งแรกของประเทศไทย อาลีบาบาผนึกกำลัง ม.หอการค้าไทย สร้างหลักสูตรอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 22 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694421

 

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านธุรกิจของประเทศกำลังมุ่งสู่ระดับเอเชีย ด้วยจุดแข็งคือการสร้างผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Entrepreneurship) มีการสอนวิชาใหม่การประกอบการเชิงนวัตกรรม (Innovative Entrepreneurship) แก่นักศึกษาทุกคณะ เน้นการเรียนการสอนผ่านระบบ Digital Hybrid Learning System รวมทั้งมีโครงการ EGG Project ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาทำธุรกิจจริงพร้อมกับก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล (Digital Economy) และไทยแลนด์ 4.0


ล่าสุดเว็บไซต์อาลีบาบา ผู้ให้บริการเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งปีนี้ได้ประกาศซื้อกิจการ “ลาซาดา” (Lazada) ในเครือบริษัทร็อคเก็ตอินเทอร์เน็ต (Rocket Internet) สัญชาติเยอรมนี เพื่อขยายตลาดมาสู่อาเซียน ภายใต้การบริหารของมหาเศรษฐีแจ็ค หม่า (Jack Ma) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลงนามความร่วมมือสร้างหลักสูตรอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นพาร์ตเนอร์แห่งแรกในประเทศไทย โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พร้อมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และ Mr.Jerry Wu (Country Manager for Alibaba.com Thailand) เพื่อสร้างหลักสูตรประกาศนียบัตรอีคอมเมิร์ซแก่ผู้ประกอบการไทยและนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มุ่งสร้างเด็กหัวการค้ายุค 4.0 และร่วมจัด Exclusive Dream Trip เป็นครั้งแรกกับการเดินทางไปฝึกอบรมอีคอมเมิร์ซครบวงจรที่สำนักงานใหญ่ Alibaba.com หางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน


รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า จากความร่วมมือกันระหว่าง Alibaba.com กับมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยจะจัดอบรมแก่ผู้ประกอบการ SMEs ในรูปแบบหลักสูตรระยะสั้นเป็นประกาศนียบัตรจาก Alibaba ส่วนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทุกคนกว่า 20,000 คนจะได้รับฝึกอบรมเช่นกัน โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของการสอบ Exit exam ทำให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทุกคนต้องมีความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะบน Alibaba Platform นอกจากนี้ จะมีการอบรม SMEs แบบ Exclusive Dream trip หรือแคมป์ฝึกอบรมที่สำนักงานใหญ่ของ Alibaba ณ หางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะมีโอกาสได้เรียนรู้วัฒนธรรม การซื้อขายออนไลน์ การนำเข้าส่งออก และการร่วมเป็นสมาชิกของ Alibaba.com


อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า Alibaba ประเทศไทย มีความตั้งใจเดียวกันกับมหาวิทยาลัยและหอการค้าไทย ที่จะช่วยส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs ของไทย ให้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งทิศทางในอนาคตอีคอมเมิร์ซเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้ และซื้อขายเป็น เพราะจะทำให้สินค้าที่ขายมีหน้าร้านอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะต้องถูกปั้นให้เป็นเด็กหัวการค้ายุค 4.0 หรือผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Entrepreneurship) ซึ่งเป็นนโยบายของมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

ด้าน Mr.Jerry Wu (Country Manager for Alibaba.com Thailand) เปิดเผยว่า Alibaba.com มีความมุ่งหวังที่จะช่วยส่งเสริม SMEs ไทยให้มีความรู้และความสามารในการส่งออกสินค้า คนไทยรู้จักอีคอมเมิร์ซอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดความเชื่อมั่นและไว้ใจระบบว่ามีความปลอดภัย รวมถึงความรู้ในการส่งออก Alibaba.com จึงต้องการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นแห่งแรก เพื่อสร้างคอร์สฝึกอบรมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจในการซื้อขายแบบอีคอมเมิร์ซมากขึ้น สามารถขยายธุรกิจไปขายยังต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในภาพรวมด้วย โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีผู้ประกอบการ SMEs สมัครเป็นสมาชิกเข้าไปซื้อขายใน Alibaba.com ประมาณ 5,000 ราย ทั้งนี้ Alibaba.com เลือกพันธมิตรที่ดีอย่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพราะเล็งเห็นว่าเป็นมหาวิทยาลัยของหอการค้าไทย ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาผู้ประกอบการของไทย อีกทั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีนวัตกรรมทางความคิดและการทำธุรกิจ มีความคิดสร้างสรรค์และทำงานรวดเร็ว ชัดเจน นับว่ามีวัฒนธรรมที่เหมือนกันกับ Alibaba


คุณสุรพล ว่องวัฒนโรจน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยฯ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ดีพอเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต การร่วมมือกันในวันนี้ระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกับ Alibaba.com จะมีส่วนช่วยพัฒนาสมาชิกของหอการค้าไทย ซึ่งมีจำนวน 80,000 คนทั่วประเทศให้ขยายธุรกิจของตนเองไปขายทั่วโลกได้ในอนาคต

ภายใต้การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านอีคอมเมิร์ซให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมถึงผู้ประกอบการชาวไทยทั่วประเทศ พร้อมเรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมด้านการค้าออนไลน์ในแบบฉบับของ Alibaba.com เทคนิคการเปิดร้านออนไลน์ให้มีรายได้เป็นล้านต่อปี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ Alibaba Chinese Gold Members และที่สำคัญมีการให้คำปรึกษา 1 ต่อ 1 ในการนำสินค้าเข้าไปขายในอาลีบาบา

#####

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
กุญช์ภัสส์ บุญปลูก (คุณโอ๋) เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อาวุโส
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
มือถือ : 08-6356-4729
อีเมล : aooaee.88@gmail.com

 

‘อยากตาย เรื่องจะได้จบ…’ เหยื่อแฉทั้งน้ำตา ขายกล้องฟรุ้งฟริ้งผ่านไอจี สูญ 10 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691983

 

“หนูอยากตาย เรื่องจะได้จบ…” นักศึกษาสาววัย 20 ปี เหยื่อถูกหลอกขายกล้องกล่าวเสียงเครือ พร้อมยกนิ้วขึ้นเกลี่ยนํ้าตาที่กำลังไหลอาบอยู่เต็มแก้ม…

จากหญิงสาววัยใส เรียนเก่ง และคิดบวก แปรเปลี่ยนเป็นคนอมทุกข์ ท้อแท้ และสิ้นหวัง ทุกๆ วันของเธอที่เคยมีแต่รอยยิ้ม กลับกลายเป็นคราบน้ำตาที่ไม่รู้ว่าจะหยุดไหลเมื่อใด เธอคนนี้ คือ มายด์ นักศึกษาสาวหัวใจบริสุทธิ์ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินสูงถึง 1.5 ล้านบาท หนี้หลักล้านที่ได้มาเพราะน้ำมือของใครบางคน…

ภายหลังจากที่ เจ๊ดำ ได้ข่าวแว่วๆ เกี่ยวกับการต้มตุ๋นหลอกขายกล้องฟรุ้งฟริ้ง มูลค่าความเสียหายสูงถึงหลักสิบล้าน ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่ก็ยังเป็นนักเรียนนักศึกษาที่อยากหารายได้จุนเจือครอบครัว แต่น้องๆ เด็กๆ เหล่านี้กลับถูกมิจฉาชีพหักหลังจนเดือดร้อน และมีคดีติดตัว ด้วยเหตุนี้ เจ๊ดำจึงไม่รอช้า เข้าไปเจรจาถามไถ่ทันที…


จากหญิงสาววัยใส เรียนเก่ง และคิดบวก แปรเปลี่ยนเป็นคนอมทุกข์ ท้อแท้ และสิ้นหวัง
น่าเชื่อถือ รีวิวเพียบ! เหยื่อล่อนักศึกษาติดกับ

เจ๊ดำ มีโอกาสได้พูดคุยกับ น้องมายด์ (ไม่สามารถระบุชื่อ-สกุลเต็มได้ เหตุติดเงื่อนไขทางกฎหมาย) เธอถ่ายทอดความทุกข์ให้เจ๊ฟังอย่างหมดเปลือกว่า “หนูมีโอกาสได้ไปเจอ Instagram ของร้านขายกล้องราคาถูก ถูกชนิดที่ว่า จากราคากล้อง Fuji X-A2 19,000 บาท ร้านนี้เขาเอามาลดราคาเหลือ 15,000 บาท หรือบางครั้งมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาเหลือเพียงแค่ 13,700 บาทเท่านั้น โดยที่เขาอ้างว่า เขาซื้อได้ในราคาถูกได้ เพราะมีคนรู้จักอยู่ในโรงงานผลิต”

“ทีนี้หนูก็เข้าไปดูภาพที่ลูกค้าแท็กมาหาร้าน ปรากฏว่า ลูกค้าของร้านนี้ก็ค่อนข้างเยอะ และลูกค้าทุกคนก็ได้รับกล้องจริงๆ จากจุดนี้จึงทำให้ความน่าเชื่อถือที่หนูมีต่อร้านเพิ่มมากขึ้น และจุดที่ทำให้หนูเชื่อเขาจริงๆ ก็คือ เขาโพสต์ภาพบัตรประชาชนของตัวเอง โพสต์บอกที่อยู่ โพสต์บอกสถานที่ตั้งของออฟฟิศของเขาเอง ซึ่งจุดนี้ทำให้หนูเชื่อมั่นว่า เขามีตัวตนจริงๆ และเราตามหาตัวเขาได้แน่นอน” น้องมายด์ ย้อนเล่าถึงวันแรกพบ


มายด์ นักศึกษาสาวหัวใจบริสุทธิ์ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินสูงถึง 1.5 ล้านบาท

จากนั้น มายด์ นักศึกษาสาว จึงตัดสินใจสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายกับทางร้าน โดยเสียค่าสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายแบบ VIP เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,000 บาท ซึ่งตัวแทนในรูปแบบดังกล่าว จะได้รับอภิสิทธิ์พิเศษจากทางร้าน คือ สามารถนำภาพรีวิวของทางร้านไปใช้โฆษณาในช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กของตนเองได้ และตัวแทนจำหน่ายแบบ VIP จะได้กำไรมากกว่าตัวแทนปกติ 1 เท่าตัว

“หนูซื้อขายกล้องกับเขามาหลายต่อหลายรอบ หลายต่อหลายเดือน หนูได้กล้องจากเขามาขายให้ลูกค้าทุกรอบ รวมเป็นตัวกล้องทั้งหมด 35 กล้อง แต่พอเข้ารอบที่ 10 ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น จากที่ลูกค้าต้องรอกล้อง 1 เดือน กลายเป็นรอนานมากขึ้นๆ ทุกที โดยเจ้าของร้านกล้องอ้างเหตุผลสารพัดว่า โรงงานผลิตมีปัญหา, สินค้าติดปัญหาควบคุมคุณภาพ, แผ่นดินไหว หรือแม้กระทั่งเคยหลอกว่า สินค้ามาถึงสนามบินแล้วก็มี แต่สรุปสุดท้าย คือ รอบที่ 10, 10.1, 11, 12 และรอบหั่นราคา (กล้อง Fuji X-A2 ลดราคาเหลือเพียง 12,990 บ.) รวมทั้งหมด 5 รอบ ไม่มีใครได้กล้องเลย นับมูลค่าความเสียหายเฉพาะของหนูคนเดียว 1,510,100 บาท กล้อง 114 กล้อง แต่ถ้ารวมทุกราย คือ 539 ราย ไม่ได้กล้อง 720 กล้อง เป็นจำนวนเงินกว่า 10 ล้าน” มายด์ นักศึกษาสาว จดจำทุกเรื่องราวระหว่างเธอและแม่ค้าตัวแสบได้ดี


รอบ 10 เป็นรอบแรกที่ลูกค้าไม่ได้กล้อง รอบนี้มีการแถม ZR50 ด้วย
หลอกให้โอนตังค์ ตลบหลังไม่ส่งของ!

ก่อนหน้านี้ ไม่สงสัยบ้างเลยหรือว่า ทำไมกล้อง Fuji X-A2 ของร้านนี้มีราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก? เจ๊ดำถามเด็กสาวตรงหน้า ซึ่งเธอได้ตอบกลับมาว่า “หนูเริ่มรู้สึกสงสัยตอนรอบการสั่งสินค้ารอบที่ 6 เพราะรอบนั้นมีการลดราคากล้อง Fuji X-A2 ลงมาจนเหลืออยู่ที่ 18,900 บาท แต่ราคานี้จะได้รับของแถมเป็นกล้องฟรุ้งฟริ้ง Casio ZR50 ซึ่งโปรโมชั่นนี้ เหมือนการให้กล้อง Casio ZR50 ฟรีๆ ไปเลย เพราะราคากล้อง Fuji X-A2 ตามท้องตลาดทั่วไป ก็จะอยู่ในราคา 18,900 บาทอยู่แล้ว”

มายด์ เล่าเรื่องราวสุดเจ็บช้ำอีกว่า “ในรอบที่มีปัญหา หนูสั่งกล้องให้ลูกค้า โดยโอนเงินไปให้เจ้าของร้านตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.59 เพราะฉะนั้น หนูจะต้องได้สินค้าช่วงกลางเดือนเมษายน แต่ผ่านกลางเดือนเมษายนไปก็แล้ว ผ่านพฤษภาคมไปก็แล้ว จนเข้าช่วงปลายเดือนมิถุนายน มายด์ ลูกค้า และตัวแทนคนอื่นๆ ก็ยังไม่ได้กล้องอยู่ดี แล้วในช่วงที่ระยะเวลาส่งของเกินกำหนด หนูเครียดมากๆ เพราะลูกค้าของหนูเกือบร้อยคน แชตมาทวงกล้อง โทรมาทวงกล้อง และเมื่อเราอธิบายเหตุผลให้ลูกค้าได้ทราบ บางคนเขาก็เข้าใจ แต่จะมีบางคนที่ไม่เข้าใจ เขาก็จะด่า ข่มขู่ เสาะหาที่อยู่ เสาะหาชื่อมหาวิทยาลัยที่หนูเรียน หรือบางคนไปแจ้งความดำเนินคดีกับหนูก็มี”


รอบ 10.1 ลดแลกแจกแถมสุดๆ

รอบ 12 กับโปรโมชั่นแสนดุ

น้ำตาของเธอเริ่มไหล เธอพยายามพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ตอนนั้นหนูเครียดมากๆ คิดหาทางออกสารพัดวิธี แต่ด้วยตัวเงินมันสูงถึง 1.5 ล้านบาท เงินจำนวนนี้มันมากเกินไปสำหรับเด็กที่ยังเรียนไม่จบ มันมากเกินไปสำหรับเด็กที่ยังไม่มีรายได้ มันเป็นภาระให้กับพ่อและแม่ของหนูมากๆ ทุกๆ นาทีหนูคิดหาวิธีมาชดใช้เงินแทนเจ้าของร้าน จนคิดได้วิธีหนึ่งคือ เอาเงินเก็บค่าขนมตั้งแต่อนุบาลมาจ่ายไปให้ก่อน 214,310 บาท แต่มันก็ยังเหลืออีก 1.3 ล้าน”


น้องมายด์ ได้นำเงินเก็บค่าขนมตั้งแต่อนุบาลมาจ่ายไปให้
สุดทางตัน! ฆ่าตัวตาย คือ จบปัญหา?

“จนสุดท้าย หนูเริ่มรู้สึกว่า หนูไม่สามารถคิดหาทางออกได้แล้ว ทุกอย่างมันเดินมาถึงทางตัน เส้นทางข้างหน้ามันไปต่อไม่ได้ วินาทีนั้นหนูคิดได้อย่างเดียว คือ ตาย ถ้าหนูตายเรื่องจะได้จบ หนูนั่งทบทวน และนึกถึงอนาคตข้างหน้า จนสุดท้ายเราคิดได้ว่า ถ้าเราตาย เรื่องก็ไม่ได้จบ พ่อกับแม่ก็จะต้องมานั่งเสียใจ และยังต้องแบกรับภาระแทนเราอีกด้วย” หลังจากสิ้นสุดประโยคนี้ เสียงร้องไห้ของมายด์ และแม่ของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกัน

ผู้เป็นแม่หันมองลูกสาว ด้วยดวงตาแดงก่ำที่เปี่ยมล้นไปด้วยน้ำตา พร้อมพูดว่า “แม่เสียใจมากที่ไม่สามารถปกป้องลูกได้ หากเปลี่ยนมาเป็นแม่ที่ต้องเดือดร้อน เปลี่ยนมาเป็นแม่ที่โดนปองร้าย เปลี่ยนมาเป็นแม่ที่มีคดีความ ถ้าเปลี่ยนทุกอย่างที่มายด์โดนมาเป็นแม่ได้ก็คงจะดี ตลอดทั้งชีวิตของมายด์ ไม่เคยทำให้แม่เสียใจเลย น้องเรียนดี เป็นเด็กดี น้องพยายามหาเงินมาช่วยที่บ้าน แต่ทำไมคุณคนนั้นต้องมาทำร้ายลูกของแม่แบบนี้ด้วย”


ลูกเจ็บ แม่เจ็บกว่า

ล่าสุด ทางน้องมายด์ และผู้เสียหายรายอื่นๆ รวม 539 ราย ได้เข้าแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท. ได้ประสานงานให้ผู้ต้องหาและผู้เสียหาย เข้าพูดคุยเจรจาไกล่เกลี่ย จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ผู้ต้องหาจะชดใช้เงินก้อนแรกให้แก่ผู้เสียหายทุกคนในวันที่ 16 ก.ค.59 รวมเป็นเงิน 2,500,000 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดวันที่ 16 ก.ค. ทางผู้ต้องหากลับชดใช้เงินมาเพียงแค่ 300,000 บาท และเมื่อนำมาแบ่งให้แก่ผู้เสียหายทุกราย ปรากฏว่า ผู้เสียหายจะได้เงินคืนคนละ 400 กว่าบาทเท่านั้น


“…วินาทีนั้นหนูคิดได้อย่างเดียว คือ ตาย…” มายด์ถ่ายทอดความทุกข์
สบช่องหมุนเงิน! ซื้อราคาแพง ปล่อยราคาถูก สุดท้ายทางตัน

เจ๊ดำ สอบถามความคืบหน้าของคดีไปทาง พ.ต.ท.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผกก.2 บก.ปอท. ได้ความว่า การกระทำของร้านขายกล้องฟรุ้งฟริ้งนั้น มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14(1) ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

“จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาไปซื้อกล้องตามร้านขายกล้องทั่วไป ในราคาปกติ 18,900 บาท แต่กลับนำมาขายในราคาถูกเพียงแค่ 14,000 บาท ที่ผู้ต้องหาทำอย่างนี้ก็เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับกลุ่มลูกค้า สร้างการรีวิว สร้างความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญสร้างเงินสด จากนั้น ผู้ต้องหาก็จะจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้าทุกคน แต่จะเป็นเพียงช่วงแรกๆ เท่านั้นที่ลูกค้าจะได้ของ เพราะเงินค่ากล้องที่ลูกค้าโอนให้ผู้ต้องหาในแต่ละรอบ ผู้ต้องหากลับนำไปใช้จ่าย และนำไปใช้หนี้นอกระบบ โดยผู้ต้องหาทำพฤติกรรมเช่นนี้วนเวียนกันหลายๆ รอบ จนท้ายที่สุดก็ไม่มีเงินไปซื้อกล้องให้ลูกค้าได้อีก เสมือนการเอาเหยื่อเล็กล่อปลาใหญ่” พ.ต.ท.วัชรพันธ์ กล่าวถึงวิธีการหมุนเงินของผู้ต้องหา

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.วัชรพันธ์ ได้กล่าวเตือนผู้บริโภคไว้ว่า “เมื่อเห็นสินค้าราคาถูก อย่ารีบเชื่อ อย่ารีบโอนเงินให้ แม้ว่าคุณจะพิจารณาจากรีวิวต่างๆ พิจารณาจากการเปิดเผยตัวตนด้วยสำเนาบัตรประชาชน จนแน่ใจแล้วว่าน่าเชื่อถือ แต่คุณอย่าลืมว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้มิจฉาชีพสามารถปั้นแต่งขึ้นได้”


กล้องฟรุ้งฟริ้ง กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น
ทนายเจมส์ แนะเก็บหลักฐานอันเป็นประโยชน์ เตือนอย่าดูแค่รีวิว

นายนิติธร แก้วโต หรือ “ทนายเจมส์” ให้ความรู้อันเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหายจากคดีดังกล่าวว่า ผู้เสียหายหรือตัวแทนทุกคนควรแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการฉ้อโกง โดยเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจ เพื่อตัดความเป็นตัวการร่วม และควรเก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ ดังต่อไปนี้ มอบให้พนักงานสอบสวน 1.หลักฐานการสมัครเป็นตัวแทน เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายกระทำตามข้อกำหนดที่ทางผู้ต้องหาวางแผนไว้ เช่น ใบเสร็จการโอนเงินชำระค่าสมัครตัวแทนของร้าน

2.ผู้เสียหายต้องเสาะหาตัวผู้ที่เคยสั่งซื้อกล้องกับผู้เสียหายแล้วได้สินค้าครบถ้วนมาเป็นพยาน 3.หลักฐานที่เป็นประวัติการโอนเงินไปให้ผู้ต้องหาครั้งเก่าๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหาและผู้เสียหายค้าขายจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และ 4.หลักฐานการโอนเงินไปให้ผู้ต้องหาในครั้งที่ 10 (ครั้งที่มีปัญหาไม่ได้รับกล้อง)


แม่ อยู่เคียงข้างลูกเสมอ แม้วันนั้นจะเป็นวันที่ลูกสุข หรือ ทุกข์ก็ตาม

สุดท้าย ทนายเจมส์ ได้ฝากข้อคิดเตือนใจผ่านเจ๊ดำมาว่า “สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสั่งซื้อสินค้าต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต อย่าพิจารณาแค่ราคาที่ล่อตาล่อใจ อย่าเห็นแต่ของถูก อย่าดูแต่รีวิว เพราะร้านค้าที่มีหน้าร้านชัดเจนก็ยังกล้าโกง ดังนั้น ก่อนคุณจะตัดสินใจซื้อสินค้าใดๆ ก็ตาม คุณควรหาข้อมูลของร้านนั้นๆ ให้ดีเสียก่อน แต่ไม่ใช่ดูแค่รีวิวที่อยู่ในหน้าเพจร้าน แต่คุณควรเสาะหาข้อมูลของร้าน ด้วยการค้นหาจากกูเกิล เพราะในเว็บไซต์ หรือกระทู้ต่างๆ คือการใช้สินค้าจริง ไม่ใช่เพียงแค่การโฆษณารีวิว”

เห็นป้ายลดราคา เหมือนโดนป้ายยา ทำให้หลง
สินค้าถูกลง รีวงรีวิว น่าเชื่อถือ
แต่สำคัญคือ ลวงปั่นสวยหรู ชูคำแสนล้ำ
เจ๊ดำขอเตือน อย่าเลือนหลงช้ำ จงใช้สติ!
เจ๊ดำ


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com
      หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ชง “ไอซีที” ขึ้นค่าบริการ ไปรษณีย์ครวญแบกภาระต้นทุนมา 13 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/697479

 

ไปรษณีย์ไทย ขอปรับขึ้นค่าบริการ ส่งจดหมาย พัสดุ ไปรษณียบัตรเป็นอัตราเพดานขั้นสูง ยกเหตุผลไม่ได้ปรับมาเป็นเวลา 13 ปี ต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นตลอดและต้องรับภาระเชิงสังคมปีละ 1,300 ล้านบาท หากรัฐตีกลับต้องขอรับเงินอุดหนุนทดแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ขอปรับปรุงอัตราค่าบริการไปรษณีย์พื้นฐานในประเทศเป็นอัตราเพดานขั้นสูง ได้แก่ จดหมาย ไปรษณียบัตร ของตีพิมพ์ พัสดุไปรษณีย์ ธนาณัติในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับภาระต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากไปรษณีย์ไทยไม่ได้ปรับค่าบริการมาเป็นเวลา 13 ปี ขณะที่ไปรษณีย์มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อและตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไปรษณีย์ได้ให้บริการเชิงสังคมเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลคิดเป็นค่าใช้จ่ายปีละไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท หรือรวม 16,900 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่พิจารณาปรับขึ้นค่าบริการ ทางไปรษณีย์ก็ต้องขอรับเงินอุดหนุนบริการสาธารณะจากรัฐบาล เพื่อชดเชยภาระเชิงสังคมคิดเป็นเงินเฉลี่ยปีละ 1,300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การขอปรับขึ้นราคาดังกล่าว ประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากปัจจุบันมีทางเลือกในการติดต่อสื่อสารด้วยกันหลายทาง โดยเฉพาะทางโทรศัพท์มือถือ แอพพลิเคชั่นไลน์ โซเชียลมีเดียอื่นๆ ส่วนผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ส่งของจำนวนมากนั้น ทางไปรษณีย์ไทยก็ได้เตรียมการไว้แล้ว ด้วยการให้ส่วนลดทางการค้าตามสัดส่วนการส่งสินค้า ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พิจารณาเรื่องดังกล่าวและเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติต่อไป

สำหรับรายละเอียดการขอปรับขึ้นค่าบริการไปรษณีย์ดังนี้ จดหมาย จากอัตราปัจจุบันน้ำหนักไม่เกิน 20 กรัม จาก 3 บาท เป็น 8 บาท, น้ำหนักเกิน 20 กรัม แต่ไม่เกิน 100 กรัม จาก 5 บาท เป็น 10 บาท, น้ำหนักเกิน 100 กรัม แต่ไม่เกิน 250 กรัม จาก 9 บาท เป็น 15 บาท, น้ำหนักเกิน 250 กรัม แต่ไม่เกิน 500 กรัม จาก 15 บาท เป็น 20 บาท, น้ำหนักเกิน 500 กรัม แต่ไม่เกิน 1,000 กรัม จาก 25 บาท เป็น 40 บาท, น้ำหนักเกิน 1,000 กรัม แต่ไม่เกิน 2,000 กรัม จาก 45 บาท เป็น 60 บาท ส่วนไปรษณียบัตร ปัจจุบันราคา 2 บาท เป็น 5 บาท พัสดุไปรษณีย์ น้ำหนักไม่เกิน 1,000 กรัม 20 บาท ปรับเป็น 30 บาท ส่วนที่เกิน 1,000 กรัมคิด 1,000 กรัมละ 15 บาทปรับเป็น 20 บาท ธนาณัติในประเทศ 1,000 บาท 10 บาท ปรับเป็น 15 บาท ส่วนที่เกิน 1,000 บาทคิด 1,000 บาทละ 2 บาท ปรับเป็น 5 บาท ส่วนของตีพิมพ์ น้ำหนักไม่เกิน 50 กรัม ปัจจุบัน 3 บาท ปรับเป็น 8 บาท เป็นต้น

นางสมร เทิดพิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้เสนอขอปรับอัตราค่าบริการไปรษณีย์ขั้นพื้นฐานในประเทศใหม่ไปยังกระทรวงไอซีที โดยขอปรับขึ้นราคาเป็นแบบเพดานขั้นสูงไว้ แต่ไม่หมายความว่าไปรษณีย์จะปรับขึ้นเท่ากับเพดาน แต่จะเป็นลักษณะการทยอยปรับตามต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากไม่ได้ปรับค่าบริการมาเป็นเวลา 13 ปีแล้ว ขณะที่ไปรษณีย์มีภาระมีต้นทุนเพิ่มมากขึ้นตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นสูง

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอพิจาณารายละเอียดและเหตุของการขอปรับขึ้นค่าบริการก่อนและต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย.

 

“ธอส.” แก้กฎหมายวิ่งทันโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/697478

 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธนาคารได้ขอให้กระทรวงการคลังแก้ไขกฎหมายของ ธอส. เพื่อเพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพ และลดต้นทุนให้แก่ธนาคารแห่งนี้ ในอนาคตอีก 10-20 ปี ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี และนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ

“ธนาคารไม่ได้แก้กฎหมายมาเกือบ 20 ปีแล้ว ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามนวัตกรรมใหม่ๆ หากไม่รีบดำเนินการก็จะส่งผลให้ธนาคารล้าหลังและที่สำคัญการบริการประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคารอาจจะได้รับบริการไม่รวดเร็ว หรือมีบริการดีๆ เหมือนธนาคารพาณิชย์”

สำหรับหลักการในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ มีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่างคือ 1.การเพิ่มบริการสินเชื่อ Reverse Mortgage หรือสินเชื่อเพื่อปล่อยกู้ผู้สูงอายุ กรณีที่ผู้สูงอายุต้องการนำที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักทรัพย์เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะไม่ต้องการพึ่งพาลูกหลาน 2.การให้บริการบัตรเครดิตและการให้บริการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่นๆ และ 3.การถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับธุรกิจสินเชื่อ

ส่วนทางด้านเงินฝากนั้น ขณะนี้ การให้บริการของธนาคารน่าจะครบทุกด้านแล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องการระดมเงินฝากระยะสั้น เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ 3-6 และ 12 เดือน เอาปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนนั้น ยังมีต้นทุนที่สูง ประกอบกับเป็นการระดมเงินฝากระยะสั้นมาปล่อยกู้ระยะยาว ธอส.จึงขอเพิ่มเติมกระทรวงการคลัง อนุญาตให้ธนาคารสามารถระดมทุนด้วยการออกสลากได้เหมือนกับธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.

นายฉัตรชัยกล่าวว่า การระดมทุนด้วยการออกสลาก นอกจากจะมีภาระต้นทุนที่ถูกลงแล้ว ธนาคารยังสามารถเพิ่มลูกเล่นทางการเงินใหม่ๆ ให้แก่ประชาชนได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ออมเงินด้วยการซื้อสลากระยะเวลา 3-5 ปี สามารถได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยถูก หรือออมเงินด้วยสลากเพื่อการซื้อบ้าน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันลูกค้าของธนาคารเป็นรายย่อย มีรายได้น้อย วงเงินกู้ต่อรายเฉลี่ย 700,000-800,000 บาท ทำให้คาดว่า สลากจะได้รับความนิยมจากประชาชนรายย่อยอย่างแน่นอน.

 

เตือนภัยระดมทุนรูปแบบใหม่ ใช้โอกาสดอกเบี้ยต่ำล่อใจให้ผลตอบแทนสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696969

 

ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้คนหาเช้ากินค่ำ รวมไปถึงคนในระดับที่พอมีสตางค์ ต่างต้องขวนขวายหาแหล่งระดมทุนรูปแบบใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า

ได้กลายเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการหลอกลวงทางการเงินในรูปแบบพลิกแพลงไปจากเดิม โดยใช้ผลตอบแทนในระดับสูง เป็นตัวล่อ

แม้กลเม็ดเด็ดพรายและรูปแบบการหลอกลวงในอดีตและปัจจุบัน จะมีความแตกต่าง เพราะถูกพัฒนาให้ซับซ้อน แยบยล หลบเลี่ยงช่องโหว่ทางกฎหมายได้อย่างชาญฉลาด ผ่านสื่อที่มีศักยภาพอย่างอินเตอร์เน็ต

แต่ความคลาสสิกของมัน ที่เหมือนกันในทุกยุคทุกสมัย คือการเล่นกับความโลภของคน!!

จากข้อมูลของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (สคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และข้อมูลจากส่วนป้องปรามการเงินนอกระบบ สำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง พบว่าการหลอกลวงผ่านอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์โซเชียลมีเดีย มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

เพราะชีวิตออนไลน์ ได้กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของคนยุคปัจจุบัน การล่อลวงชักชวน ผ่าน “เน็ตไอดอล” หรือผู้ที่ได้รับความชื่นชอบในสังคมออนไลน์ จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและแพร่ กระจายอย่างรวดเร็ว

ล่าสุด เป็นกรณีของ “ไฮโซม่านฟ้า” น.ส.อรปภัตร จันทรสาขา รวมทั้ง “เก๋ เลเดอเรอร์” นางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ ที่ใช้โซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรม (ไอจี) ชักชวน ประชาชนหรือผู้ติดตาม ให้นำเงินมาฝากลงทุนหรือลงหุ้นกับธุรกิจของตน โดยเสนอผลตอบแทนสูงลิ่ว 10-15% และการันตีไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ!!

ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของหน่วยงานตรวจสอบภาครัฐแทบทุกหน่วยงานว่า การระดมทุนในลักษณะนี้อาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะกฎเหล็กของนักลงทุนทั่วโลก ล้วนเป็นสูตรเดียวกัน นั่นคือ High risk-High return เมื่อผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงย่อมสูงตามไปด้วย

แม้ในวันนี้ “ไฮโซม่านฟ้า” จะประกาศยุติโครงการระดมเงินฝากลงทุนไปแล้ว โดยลบรูปภาพและข้อความการประกาศระดมเงินที่เคยโพสต์เชิญชวนไว้ออกไปจากไอจีทั้งหมด หลังเป็นข่าวใหญ่โตและหน่วยงานรัฐเตรียมเข้าตรวจสอบ

แต่ “เก๋ เลเดอเรอร์” ยังยืนยันรับเงินฝากลงทุนต่อ เพราะมั่นใจไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และไม่ได้มีเจตนาที่จะฉ้อโกงประชาชน แต่มีเจตนาดีที่จะนำกำไรที่ได้จากการทำธุรกิจครีมและเครื่องสำอาง มาแบ่งปันให้กับผู้นำเงินฝากมาร่วมลงทุน!!

แผนสูงใช้เงินคนอื่นซื้อของตัวเอง

“เก๋ เลเดอเรอร์” ชี้แจงว่า จะนำเงินที่ระดมทุนจากผู้สนใจมาซื้อครีมและผลิตภัณฑ์ความงามของบริษัทตนเอง แล้วทีมงานของตนก็จะเป็นคนเอาไปกระจายขาย โดยผู้ลงทุนไม่ต้องรับผิดชอบ รอรับเงินตามสัญญาอย่างเดียวทุกเดือน ทั้งเงินลงทุนและผลตอบแทนที่สัญญาไว้ และจำกัดความเสี่ยง โดยจะรับเงินฝากเข้ามาร่วมทุนเพียงไม่เกิน 15 ล้านบาทเท่านั้น โดยเจ้าตัวพร้อมที่จะเข้าชี้แจงกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ในวันที่ 23 ส.ค.นี้

แม้จนถึงวันนี้ จะยังไม่มีประชาชนหรือผู้เสียหายจากการฝากเงินร่วมหุ้นกับ 2 สาวสวย และยังไม่มีการฟ้องร้องหรือกล่าวโทษจากหน่วยงานตรวจสอบและไม่ว่าเจตนาการทำธุรกิจของทั้ง 2 จะเป็นอย่างไร โดยอาจเกิดจากความรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ หวังผลเพื่อต่อยอดขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของตนเอง หรือคิดว่าการระดมทุน หรือเงินฝากจากประชาชนที่ชื่นชอบตน เพื่อนำมาลงทุนธุรกิจ ไม่ใช่ความผิด

แต่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเกือบทุกแห่ง กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้น รวมทั้งออกมาเตือนประชาชนถึงความเสี่ยงที่อาจได้รับ โดย ก.ล.ต.ได้เรียกบุคคลทั้ง 2 เข้ามาชี้แจงในทันที เพื่อเป็นการ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” ระงับเหตุก่อนที่จะมีความเสียหายเกิดขึ้น!!

เพราะหากย้อนกลับไปดูการกระทำผิดคดีทางการเงินดังๆในอดีต จะเห็นว่ากว่าภาครัฐจะเข้าไปตรวจสอบหรือเอาผิด ก็เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก มูลค่ามหาศาลไปแล้ว!!!

ไม่ว่าจะเป็นคดีแชร์แม่ชม้อย ที่มีประชาชนผู้เสียหายมากถึง 13,288 ราย มูลค่าความเสียหาย 4,043 ล้านบาท คดีแชร์แม่นกแก้ว ผู้เสียหาย 13,034 ราย มูลค่าความเสียหาย 2,000 ล้านบาท คดีบริษัทชาร์เตอร์ อินเตอร์เร็คชั่น จำกัด ของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร มีผู้เสียหาย 3,316 ราย มูลค่าความเสียหาย 1,483 ล้านบาท และคดีบริษัทบลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ที่มีผู้เสียหาย 24,129 ราย มูลค่าความเสียหาย 727 ล้านบาท

คดีเหล่านี้ ล้วนมีพฤติกรรมระดมเงินจากประชาชนทั้งสิ้น แต่มีรูปแบบในการชักจูงหรือการนำเงินไปลงทุนในสินค้าต่างกัน!!

การแจ้งเบาะแสหรือการเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งข้อมูลหรือร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้มีการรับรู้ปัญหาและนำไปสู่การป้องกันและปราบปรามที่รวดเร็ว ทันการณ์มากขึ้น ที่สำคัญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ให้ทันกับมิจฉาชีพในรูปแบบใหม่ๆ

รวมพลังปราบแบบบูรณาการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พบและเป็นปัญหาในขณะนี้คือ พฤติกรรมการกระทำความผิดทางการเงิน มีความซับซ้อน แยบยล และหลายรูปแบบมากขึ้น โดยมิจฉาชีพที่มีความรู้ มักหลบเลี่ยงโดยใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่มีหลายฉบับและหลายหน่วยงาน แยกอำนาจหน้าที่กำกับดูแล บางกรณีมีการกระทำความผิดที่คาบเกี่ยวกับกฎหมายหลายฉบับ ทำให้หน่วยงาน รัฐเพียงหน่วยงานเดียว ไม่สามารถใช้กฎหมายที่มีในมือเอาผิดได้โดยตรง ต้องอาศัยอำนาจกฎหมายของหน่วยงานอื่นด้วย จึงจะเอาผิดได้

ในอดีตมีหลายกรณีที่อาชญากรเศรษฐกิจหลุดพ้นจากการถูกลงโทษ เมื่อถูกจับแต่รอดคดี ก็ปิดบริษัทหนีและไปเปิดบริษัทใหม่แบบเดิม กลับมาฉ้อโกงซ้ำวนไปวนมา

และที่หนักหนากว่านั้น ไม่ใช่แค่เพียงอาชญากรไทย แต่ปัจจุบันยังมีอาชญากรเศรษฐกิจข้ามชาติ เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระทำความผิดทางการเงินจำนวนมาก!!

สอดคล้องกับความเห็นของ “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. ที่ระบุว่า ที่ผ่านมา ธุรกิจ “สีเทา” หรือธุรกิจที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย การฉ้อโกงด้านการเงินการลงทุน มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องร่วมมือทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆมากขึ้น ในการปราบปราม จะต่างคนต่างเดินไม่ได้ ต้องร่วมกันเพื่อให้การทำงานและการแก้ปัญหามีประสิทธิภาพ ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการ

โดยล่าสุดในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ก.ล.ต.ได้นัดหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจ กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อหาแนวทางในการทำงานร่วมกันเพื่อป้องปรามและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

กลยุทธ์ล่อให้เอาเงินมาลงเพิ่ม

ในส่วนของประชาชนก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันของตัวเอง อย่าเห็นแก่ผลตอบแทนจูงใจที่สูง โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงหรือความเป็นจริง แม้ที่ผ่านมาได้มีความพยายามจากหลายหน่วยงาน ในการให้ความรู้ด้านการเงินกับประชาชน และมีการเตือนภัยทางการเงินมากมายที่มีเข้ามาหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนมีวิธีจูงใจคือ ให้ผลตอบแทนที่สูงเกินจริง จนทำให้ประชาชนเกิดความโลภและเอาตัวเองเข้าไปเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว!!

จากข้อมูลศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียนถึงภัยการทำธุรกรรมทางการเงิน ของศูนย์คุ้มครอง ผู้ใช้บริการทางการเงิน (สคง.) ทั้งของ ธปท.ผ่านสายด่วน 1213 อีเมล และเว็บไซต์ และการเดินทางมาแจ้งด้วยตัวเอง พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การหลอกลวงทางการเงินยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยใช้ความเชื่อใจของเหยื่อ ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าปกติ และการหลอกลวงโดยอ้างคนมีชื่อเสียงเป็นหลักใหญ่

มีทั้งหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์ อีเมล และโซเชียลมีเดีย หลอกระดมทุนให้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หุ้น หรือลงทุนในธุรกิจ และแชร์ลูกโซ่ นอกเหนือจากปลอมแปลงบัตรเครดิต บัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

“ชนาธิป จริยาวิโรจน์” ผู้อำนวยการ สคง.เผยว่า ช่วงหลังๆจะเป็นการถูกหลอกจากคนใกล้ตัว คนที่มีความใกล้ชิดทางโซเชียลมีเดีย ผู้ที่มีชื่อเสียง หรือทำให้รู้สึกว่า มีชื่อเสียง หรืออ้างว่ารู้จักคนที่มีชื่อเสียงเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังพบว่าการชักชวนให้ระดมทุนนอกระบบ มีการปรับปรุงรูปแบบการระดมทุนไปมาก ทำให้ยากลำบากหรือก้ำกึ่งต่อการเอาผิดทางกฎหมาย และแทบทุกกรณี มีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง

จึงขอเตือนว่า หากจะลงทุนอะไร ต้องมีสติคิดให้รอบคอบ มองให้รอบด้านว่าการนำเงินของเราไปลงทุนต่อผู้ที่มีชื่อเสียงหรือบริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูงๆนั้น โอกาสที่เขาจะขายสินค้าหรือเก็งกำไรในผลิตภัณฑ์ต่างๆที่อ้างถึงนั้น มีความยั่งยืนเพียงใด

เพราะการลงทุนทุกรูปแบบ ย่อมมีความเสี่ยงและเป็นไปไม่ได้ที่จะได้กำไรอย่างเดียว ได้เป็นเวลายาวนาน เพราะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่แย่ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนในรูปแบบใด หากมีการการันตีผลตอบแทนในระดับสูง ก็ขอให้ระมัดระวังไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง และในการลงทุนครั้งแรกๆ มิจฉาชีพเหล่านี้จะจ่ายเงินคืนก่อน เพื่อล่อให้เอาเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้น

ใช้สติลงทุนอย่าตกเป็นเหยื่อ

ขณะที่ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกแถลงการณ์เตือนภัยระบุว่า กรณีมีการชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนในธุรกิจด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีสัญญา จะจ่ายผลตอบแทนให้ในอัตราที่สูง

สศค.ขอให้ผู้ที่จะลงทุนกับธุรกิจดังกล่าวควรสังเกตพฤติกรรมที่จะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ดังนี้ 1.มีการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เช่น การแจกเอกสารเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ หรือเป็นการบอกกล่าวระหว่างกันของบุคคลในลักษณะปากต่อปาก

2.มีการให้สัญญาว่าจะจ่าย หรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการเข้าร่วมลงทุน ไม่ว่าจะจ่ายในลักษณะดอกเบี้ย เงินปันผล หรือลักษณะอื่นใด ซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายให้นั้น เป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินระบุตามกฎหมาย ว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้

3.โดยผู้ชักชวนหรือบุคคลอื่น นำเงินจากผู้เข้าร่วมลงทุนรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้กับผู้ร่วมลงทุนรายก่อน หรือผู้ชักชวนหรือบุคคลอื่น ไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราตามที่สัญญานั้นได้

หากธุรกิจที่นักลงทุนสนใจเข้าร่วม มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามองค์ ประกอบข้างต้น ธุรกิจดังกล่าวอาจกำลังกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ จึงควรหลีกเลี่ยง

ขณะที่ “วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุว่า ตราบใดที่ประชาชนยังขาดความรู้ทางการเงิน ก็มีโอกาสจะตกเป็นเหยื่อของคนที่ไม่สุจริต โดยคนที่ไม่สุจริตมีพัฒนาการไปไกลกว่าแชร์แม่ชม้อย เช่น นำศัพท์ทางการเงิน การลงทุนที่แพร่หลายแล้ว มาดัดแปลงเพื่อทำให้ดูน่าเชื่อถือ สงสารคนไม่รู้ที่ตกเป็นเหยื่อของภัยสังคมแบบนี้ ทำงานหาเงินมาชั่วชีวิต ก็อาจสูญเงินไปกับการถูกต้มตุ๋นหลอกลวง

“วรวรรณ” ยังเรียกร้อง ให้ ก.ล.ต. ธปท. สรรพากร สคบ. ตำรวจ ฯลฯ หารือร่วมกัน เพื่อป้องกันและปราบปรามอย่างบูรณาการ ไม่ใช่พอแต่ละหน่วยงานเห็นว่าไม่เข้าข่ายในขอบเขตกฎหมายของตน ก็ปล่อยเรื่องไปเพราะไม่ใช่ธุระ หรือเกรงว่าจะเอื้อมไปไม่ถึง ทุกหน่วยงานต้องระดมสมองหาทางทั้งป้องกันและปราบปราม

ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจการเงินธนาคารและการลงทุน ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ต้องช่วยกันส่งข้อมูลเตือนภัยร้ายจากการหลอกลวงทางการเงินให้ลูกค้าทราบ และสื่อมวลชนต้องไม่เพิกเฉยต่อข่าวภัยการเงินเหล่านี้

ที่สำคัญสุดท้ายคือ ตัวผู้ลงทุน ผู้ฝากเงินเอง ก็ต้องรับผิดชอบตนเองด้วย เพราะ ขณะนี้สังคมออนไลน์ทำให้มีการขายของหรือมีการเสนอบริการตรงถึงประชาชนหรือผู้บริโภคได้ทันที ถ้าเจอพวกต้มตุ๋นที่เอารูปลักษณ์ โปรไฟล์ที่ไม่รู้ของจริงหรือของปลอม มาหลอกลวง ล่อให้ลงทุน โดยที่ไม่ใช้สติไตร่ตรอง เมื่อตกเป็นเหยื่อก็จะโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวท่านเอง.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ธุรกิจส่งออกอาหารครึ่งปีแรกผ่านฉลุย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/697474

 

หลายปัจจัยหนุนคาดทั้งปีเติบโตเกินเป้า

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกอาหารของประเทศไทยใน 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 474,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ทั้งปี 59 คาดว่ามีมูลค่าส่งออกอาหารรวม 972,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% สูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ต้นปีที่มีมูลค่า 950,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.6% เนื่องจากกุ้งและสับปะรด มีปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เอื้อต่อการส่งออก รวมทั้งหลายประเทศต้องการนำเข้าสินค้าอาหารมากขึ้น เพื่อชดเชยผลผลิตในประเทศที่ลดลงจากสถานการณ์ภัยแล้ง และยังมีปัจจัยจากสำคัญในด้านภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของสินค้าประมงไทย หลังจากสหรัฐฯปรับสถานะการค้ามนุษย์ของไทยมาอยู่ที่ระดับเทียร์ 2 จากระดับเทียร์ 3

“ขณะนี้ แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ส่งผลดีต่อสินค้าส่งออกหลักของไทย โดยสินค้าส่งออกหลักที่คาดว่ามูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น น้ำตาลทราย เพิ่ม 5.2%, ไก่ เพิ่มขึ้น 4.6% , ปลาทูน่ากระป๋อง เพิ่มขึ้น 6.2%, กุ้ง เพิ่มขึ้น 31.1%, น้ำผลไม้ เพิ่มขึ้น 28.7%, สับปะรดกระป๋อง เพิ่มขึ้น 21 %, เครื่องปรุงรส เพิ่มขึ้น 9.3%, อาหารพร้อมรับประทาน เพิ่มขึ้น 3.7% เป็นต้น”.

 

นักสะสมไม่ระคาย ยังตั้งหน้าหาใส่กรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696903

 

แม้นาทีนี้สภาพเศรษฐกิจไทย โดยรวมยังหายใจได้ไม่ทั่วท้อง โดยเฉพาะกรณีส่งออก ที่ยังไร้วี่แววสัญญาณฟื้นตัว แต่ในอีกมุม…บรรดานักสะสมบ้านเรา กลับไม่ได้รับผลพวงจากเสี้ยนหนามทางเศรษฐกิจทิ่มตำกันสักเท่าใด

สังเกตได้จากความเคลื่อนไหวในงานประมูลสิ่งสะสมล้ำค่า หรือหายากหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญทองคำ เหรียญโบราณ ธนบัตร แสตมป์ไทย แสตมป์ต่างประเทศหายาก ภาพเขียน รวมทั้งศิลปะวัตถุต่างๆ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 41 โดย บริษัท เอื้อเสรี คอลเล็คติ้ง จำกัด ผู้จัดการประมูลสิ่งสะสมมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เป็นที่ยอมรับทั้งใน และต่างประเทศ

งานนี้ยังคงได้รับความสนใจอย่างอุ่นหนาจากบรรดานักสะสม แถมบางรายการยังถูกประมูลไปในราคาที่เรียกเสียงครางและซี๊ดปากได้ครึ่งค่อนงาน

ผู้ที่ไปเดินในงานประมูลครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่ เอ็มซีซีฮอลล์ ห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ช่วงวันที่ 10-15 สิงหาคม 2559 มีทั้งนักสะสมหน้าใหม่ นักสะสมรุ่นเยาว์ ไปจนกระทั่งนักสะสมรุ่นใหญ่ ใจถึง และเงินถึง รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่ชื่นชอบ และเห็นคุณค่าในของเก่าที่หาดูได้ยาก

แหล่งข่าวผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นทั้ง นักสะสม และ นักลงทุน ในบางช่วง (ต่างกันตรงที่นักสะสมหมายถึงผู้สนใจสะสมสิ่งของที่ตนชื่นชอบ แม้ว่าวันหนึ่งผู้คนเลิกสนใจสิ่งนั้นแล้วก็ตาม แต่เขายังคงสะสมต่อ แถมยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้หยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาเชยชม หรือใช้สอย และต่อให้มีผู้ใดมาเสนอราคาขอซื้อสูงเพียงใด ก็ไม่ยอมขาย นี่คือ นักสะสม…ผิดกับนักลงทุน ถ้ามีใครมาขอซื้อต่อด้วยราคาเร้าใจ จะปล่อยขายทันที)

แหล่งข่าวผู้นี้บอกว่า เท่าที่เขาสังเกต หรือจับสัญญาณได้จากงานประมูลใหญ่ของบริษัทเอื้อเสรีฯ หรือที่นักสะสมเรียกกันสั้นๆว่า

“งานเอื้อฯ” ปีนี้นั้น ต่อให้เศรษฐกิจไทย ล้มลุกคลุกคลาน ซบเซา หรือย่ำแย่สักแค่ไหน ในหมู่นักสะสมชาวไทย ยังคงเดินหน้าสู้ราคา เพื่อแย่งกันเก็บสิ่งของล้ำค่า และหายากเข้ามาไว้ในกรุ หรือคอลเลกชั่นส่วนตัวกันอย่างไม่ลดละความพยายาม

เขายกตัวอย่าง ของสะสมประเภทธนบัตรโบราณหายาก ธนบัตรไทย ชนิดราคาอัฐหนึ่ง ผลิตขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 (รายการที่ 2694) มีราคาเริ่มต้นประมูล หรือ Starting Price อยู่ที่ฉบับละ 250,000 บาท

แต่สุดท้ายผ่านการ Bidding หรือสู้ราคากันจนปิดการประมูลที่ 920,000 บาท (ยังไม่รวมภาษี)

ขณะที่ของสะสมประเภทเหรียญ แหล่งข่าวบอกว่า จุดเด่นหรือไฮไลต์ของการประมูลครั้งนี้ อยู่ที่ เหรียญทองคำของจีน ผลิตขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1992 ซึ่งตรงกับปีนักษัตรวอก (เมื่อ 2 รอบ หรือ 24 ปีที่แล้ว) มีน้ำหนัก 12 ออนซ์ ราคาหน้าเหรียญ 1,000 หยวน (China PR. 1992 Year of The Monkey 12 oz gold coin 1,000 Yn)

เหรียญนี้อยู่ใน เกรดดิ้ง (ได้รับการรับรองว่าเป็นของแท้ และจัดอันดับคุณภาพ) จากสถาบัน PCGS มีราคาเริ่มต้นประมูล หรือ Starting Price อยู่ที่ 1,200,000 บาท แต่สุดท้ายผ่านการ Bidding หรือแข่งขันราคากัน จนไปจบการประมูลที่ราคาเหรียญละ 2,700,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีเหรียญทองคำของจีนอีกเหรียญ เป็น รูปมังกรคู่ ราคาหน้าเหรียญ 1,000 หยวน ผลิตขึ้นเมื่อปี 1988 อยู่ในเกรดดิ้ง จากสถาบัน PCGS เช่นกัน ถูกประมูลไปในราคาเหรียญละ 940,000 บาท

ในแวดวงนักสะสมแสตมป์ล้ำค่า หายากเอง ก็ไม่น้อยหน้า แหล่งข่าวบอกว่า แสตมป์สมัยรัชกาลที่ 5 ดวงหนึ่ง มีราคาหน้าดวง 4 อัฐ ถูกผลิตขึ้นมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ศตวรรษ เป็นแสตมป์ใช้แล้ว แต่มีความพิเศษตรงที่ลงตราประทับคำว่า “งอย” ไว้บนแสตมป์ดวงนั้น

นักสะสมผู้นี้บอกว่า “งอย” หมายถึง ชื่อของที่ทำการไปรษณีย์ไทย ในประเทศลาวแห่งหนึ่งเมื่อสมัย ร.5 ที่ทำการแห่งนี้เปิดใช้ขึ้นในช่วงสั้นๆ จึงมีการส่งไปรษณีย์หลงเหลือให้เห็นมาถึงปัจจุบันน้อยมาก

เท่านั้นยังไม่พอ แม้จะผ่านกาลเวลามานานถึง 122 ปีแล้วก็ตาม แสตมป์ดวงนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีตราประทับที่ชัดเจน แถมปัจจุบันยังพบเห็นกันแค่ไม่เกิน 3 ดวง ที่สำคัญถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นการใช้แสตมป์ในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ลาว ยังเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทย

แสตมป์ดวงนี้ จึงเป็นที่ต้องการของนักสะสม และถูกประมูลไปในราคาดวงละ 185,000 บาท

ไม่เพียงความเคลื่อนไหวของการประมูลสิ่งสะสมในเมืองไทย แหล่งข่าวผู้นี้ยังช่วยอัพเดตถึงความเคลื่อนไหวของนักสะสมในระดับสากลด้วยว่า ล่าสุด ตามรายงานของ The Wealth Report 2016 ได้บ่งชี้ถึงกระแสความนิยมของบรรดานักสะสมทั่วโลกว่า ปัจจุบันมีทิศทางความนิยมในการเลือกสะสมเพื่อความชื่นชอบส่วนตัว และเพื่อการลงทุนในสิ่งใดบ้าง

เขาบอกว่า ในบรรดาของสะสมเพื่อการลงทุนที่มหาเศรษฐีทั้งไทย และทั่วโลก ต่างให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ อันดับ 1 ยังคงเป็น งานศิลปะ และ โบราณวัตถุ

รองลงมา คือ รถยนต์ และ มอเตอร์ไซค์หรู หรือ คลาสสิก อันดับ 3 นาฬิกาหรู ตามด้วยอันดับ 4 ไวน์ชั้นเลิศ อันดับ 5 เครื่องประดับ เพชร และ อัญมณี อันดับ 6 โลหะมีค่า และอันดับ 7 คือ เหรียญ ธนบัตร และ แสตมป์หายาก

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ได้รับความนิยมสะสมระดับสากลในวงที่แคบลงมา อย่างเช่น พระเครื่อง (เฉพาะที่อยู่ในระดับยอดนิยม) ฟอสซิล อาวุธโบราณ และ รูปถ่ายเก่า เป็นต้น

“งานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ หรือวัตถุโบราณล้ำค่า น่าจะได้ชื่อว่าเป็นของสะสมที่ไม่มีวันตายไปจากความนิยมของนักสะสมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนของศิลปินดังระดับโลก ประติมากรรมชิ้นเอก หรือโบราณวัตถุ ที่ถึงแม้จะมีเงินซื้อ ก็ใช่ว่าใครจะมีไว้ในครอบครองได้ง่ายๆ ต้องมีบารมีด้วย จึงจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของ”

เขาบอกว่า รถยนต์ และ จักรยานยนต์ราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมระดับซุปเปอร์คาร์ หรือรถยนต์คลาสสิก ทุกวันนี้ยังคงมีเศรษฐีทั่วโลกให้ความสนใจสะสมกันเกือบ 50%

แต่เชื่อว่าในทศวรรษหน้าของสะสมกลุ่มนี้จะได้รับความนิยมถดถอย หรือตกชั้นจากอันดับ 2 ลงไปอยู่ที่อันดับต่ำกว่านั้น เช่นเดียวกับ นาฬิกาหรู ราคาแพง ทุกวันนี้ยังเป็นของสะสมที่ได้รับความสนใจจากเหล่านักสะสมเงินหนา แต่ในอนาคตความนิยมน่าจะหดตัวลง เช่นเดียวกับรถยนต์

แต่สิ่งที่เชื่อกันว่าจะมาแรงในอนาคต กลับเป็น ไวน์ชั้นเลิศ

เขายกตัวอย่าง มูตอง รอธส์ชิลด์ ปี 1945 (Mouton Rothschild 1945) ไวน์จากฝรั่งเศส ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดไวน์แห่งศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันราคาขวดละ เกือบ 8 แสนบาท

หรือจะเป็น โรมาเน่-กองติ ปี 1990 (Romanee-Conti DRC 1990) ไวน์ฝรั่งเศส จากแหล่งผลิตไวน์ที่ดีที่สุดในโลก ผลิตจากต้นองุ่นสายพันธุ์ “ปิโนนัวร์” อายุ 53 ปี ซึ่งมีอยู่เพียง 3 ต้น แต่ละปีจึงผลิตไวน์ได้แค่ 450 ขวด ปัจจุบันไวน์ขวดนี้จึงมีราคาถึง 955,000 บาท หรือจ่ายไป 1 ล้าน มีทอนให้ 45,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมี เพนโฟลต์ เกรนจ์ เฮอร์มิเทจ ปี 1951 (Penfolds Grange Hermitage) ผลิตจากองุ่นแดงพันธุ์ Shiraz ถึงแม้จะเป็นไวน์สัญชาติออสเตรเลีย แต่เพราะมันมีอยู่แค่ 20 ขวดในโลกเท่านั้น สนนราคาค่าตัวของมันจึงขายอยู่ขวดละ 1,300,000 บาท ขาดตัว

เหล่านี้ คือตัวอย่างสิ่งสะสมยอดนิยมทั้งของไทยและระดับโลก ที่ควรคู่กับนักสะสมผู้มีอันจะกินเท่านั้น ต่อให้สภาพเศรษฐกิจจะบิดเบี้ยวเพียงใด คอลเลคเตอร์เหล่านี้ก็ไม่เคยไหวหวั่น แต่พร้อมจะต่อกร เพื่อหามาไว้ประดับคอลเลกชั่นส่วนตัว.