กรมพัฒน์ฯ ตรวจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พัทยา 13 ราย ยันไม่พบนอมินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 20:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695293

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยัน ผลตรวจสอบนอมินีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พัทยา 13 บริษัท ไม่พบเป็นนอมินี เหตุคนต่างด้าวแต่งงานกับคนไทย แล้วให้ทำธุรกิจแทนได้ เตรียมตรวจต่อหัวหิน-เชียงใหม่ พร้อมจับตาพฤติกรรมล้งจีนใกล้ชิด …

วันที่ 19 ส.ค. 59 นายสาโรจน์ สุวัตถิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงการตรวจสอบกรณีที่คนไทยมีพฤติกรรมอำพราง หรือเป็นนอมินีให้คนต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจสงวนในไทย โดยไม่ต้องขออนุญาต ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ว่า เมื่อวันที่ 17-18 ส.ค. 59 กรมฯ ได้ร่วมกับกรมที่ดิน กรมการปกครอง นายอำเภอในท้องที่ ตรวจสอบนอมินีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี ทั้งสิ้น 13 บริษัท ซึ่งตำรวจท่องเที่ยวให้ข้อมูลว่า เป็นบริษัทเสี่ยงที่จะเป็นนอมินี แต่ผลตรวจสอบปรากฏว่า ทั้ง 13 บริษัท ไม่ได้เป็นนอมินี โดยหลังจากนี้จะลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่ และ หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อไป

“เป็นครั้งแรกที่เราไปตรวจสอบนอมินีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทก่อสร้าง และค้าคอนโดมิเนียม ซึ่งทั้ง 13 บริษัท ไม่พบเป็นนอมินี เพราะส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติแต่งงานกับคนไทย และให้คนไทยเป็นกรรมการบริษัทแทน ตามกฎหมายไทยไม่ถือว่าเป็นนอมินี”

สำหรับธุรกิจรวบรวม คัดแยก และบรรจุผลไม้เพื่อส่งออก หรือล้งจีนนั้น ล่าสุด กรมฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ล้งจีน ที่เข้ามารับซื้อผลไม้ในไทยแล้วส่งออกไปจีน มีการนำผลไม้ตกเกรดหรือไม่ได้คุณภาพมาตรฐานส่งออก มาขายในประเทศหรือไม่ ถ้ามีจะถือว่าทำธุรกิจผิดกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ห้ามคนต่างด้าวขายสินค้าเกษตรในไทยได้ถ้าไม่ได้ขออนุญาต อย่างไรก็ตาม ได้ขอความร่วมมือให้ทางจังหวัดจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องของพฤติกรรมการทำธุรกิจของล้งจีน สัญญาระหว่างล้งจีน และชาวสวนผลไม้ไทย เป็นต้น

 

ก.ล.ต. นัดทุกหน่วย ถกแนวทางตรวจสอบธุรกิจ ‘ไฮโซม่านฟ้า-เก๋ เลเดอเรอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 20:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695321

 

ก.ล.ต. นัดทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถกหาแนวทางตรวจสอบธุรกิจ “ไฮโซม่านฟ้า-เก๋ เลเดอเรอร์” 25 ส.ค.นี้ พบชื่อเป็นกรรมการ-ผู้ถือหุ้นบริษัทใด ตรวจเจาะลึกทุกบริษัท พร้อมระบุ เป็นหมายเหตุท้ายหนังสือรับรองนิติบุคคล เตือนประชาชน เป็นบริษัทเสี่ยง ระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าจะทำธุรกิจด้วย …

วันที่ 19 ส.ค.59 นายสาโรจน์ สุวัตถิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึง กรณีที่ นางสาวอรปภัตร จันทรสาขา หรือไฮโซม่านฟ้า ระดมทุนประชาชนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก และสัญญาจะให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งอาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ว่า ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นัดทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจ กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาหารือเพื่อหาแนวทางในการตรวจสอบธุรกิจของ “ไฮโซม่านฟ้า” ซึ่งในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะสามารถตรวจสอบได้เพียงการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ทุนจดทะเบียนเหมาะสมหรือไม่ สถานะทางธุรกิจเป็นอย่างไร เช่น มีกำไรหรือขาดทุน มีการส่งงบการเงินทุกปีตามกฎหมายกำหนดหรือไม่ เส้นทางการเงินที่ใช้ประกอบธุรกิจ เป็นต้น

“กรณีของการระดมทุนประชาชน โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูง หรือแชร์ลูกโซ่ มีกฎหมายหลายฉบับที่จะใช้ตรวจสอบได้ สำหรับกรมฯ จะตรวจสอบได้เพียงงบการเงิน การทำบัญชีถูกต้องหรือไม่ เงินที่ใช้ทำธุรกิจมาจากไหน ทุนจดทะเบียนเหมาะสมหรือมากเกินไปหรือไม่ หากหน่วยงานอื่นๆ ตรวจสอบแล้วว่าเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่จริง กรมฯ จะนำมาระบุเป็นหมายเหตุในท้ายหนังสือรับรองนิติบุคคลว่า บริษัทนี้มีปัญหา หากนักธุรกิจหรือประชาชนจะทำธุรกิจ หรือติดต่อธุรกิจด้วย ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการเตือนภัย ไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น และอาจส่งเรื่องให้กรมสรรพากร ตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลัง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ยึดทรัพย์ด้วย”

นอกจากนี้ ในการตรวจสอบ หากพบชื่อของ “ไฮโซม่านฟ้า” เป็นกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในบริษัทใด ก็จะตรวจสอบลงลึกไปถึงบริษัทเหล่านั้นด้วย ขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ จะหาแนวทางตรวจสอบธุรกิจของ “เก๋ เลเดอเรอร์” ที่ระดมทุนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กเหมือนกับ “ไฮโซม่านฟ้า” โดยจะตรวจสอบในลักษณะเดียวกันด้วย

 

ไทยฮึดสู้! ขายข้าวแข่งเวียดนาม-กัมพูชา ให้ฟิลิปปินส์ 2.5 แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695274

 

กรมการค้าต่างประเทศ เผย ไทยจะเข้าร่วมเสนอราคาขายข้าวให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ เปิดประมูลนำเข้า 2.5 แสนตัน 31 ส.ค.นี้ แข่งกับเวียดนาม-กัมพูชา ยอมรับ บาทแข็งทำแข่งขันราคายาก ส่วนประมูลข้าว 1 ล้านตัน ยันไม่ขายราคาต่ำแน่ …

วันที่ 19 ส.ค. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ หน่วยงานจัดซื้อข้าวของรัฐบาลฟิลิปปินส์ (เอ็นเอฟเอ) ได้ประกาศเปิดประมูลซื้อข้าวจากรัฐบาลต่างประเทศ 250,000 ตัน ซึ่งเป็นการนำเข้าข้าวขาว 25% โดยเปิดให้รัฐบาล 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม และกัมพูชา เสนอราคาวันที่ 31 ส.ค.นี้ โดยกรมฯ จะเข้าร่วมเสนอราคาครั้งนี้ด้วย หากชนะการประมูล กรมฯ จะให้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจัดสรรให้กับสมาชิก เพื่อหาข้าวฤดูกาลใหม่มาส่งมอบให้ฟิลิปปินส์ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวใหม่ปรับขึ้นได้

“การเสนอราคาประมูลครั้งนี้ ยอมรับว่ายาก เพราะราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งมาก โดยราคาส่งออก (เอฟโอบี) ข้าว 25% ของไทยตันละ 388 เหรียญสหรัฐฯ เวียดนามตันละ 335 เหรียญฯ ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก โดยการแข็งค่าขึ้น 1 บาท ราคาข้าวไทยจะแพงขึ้นถึง 10 เหรียญฯ อีกทั้ง การเสนอราคาครั้งนี้ต้องส่งถึงโกดังผู้ซื้อ จึงต้องบวกเพิ่มค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยสินค้า และค่าขนส่งไปจนถึงโกดังผู้ซื้อด้วย จึงอาจทำให้ข้าวไทยแข่งขันยาก แต่กรมฯ จะพยายามให้ดีที่สุด”

สำหรับการเปิดชี้แจงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข (ทีโออาร์) การประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 1 ล้านตัน แบ่งเป็นการประมูลทั่วไป 753,000 ตัน และการประมูลทั่วไป รวมทั้งเข้าอุตสาหกรรม 255,000 ตันนั้น หลักเกณฑ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากทีโออาร์เดิม โดยจะเปิดให้ผู้สนใจดูสภาพข้าวได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป และเปิดให้ผู้สนใจยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 25 ส.ค.นี้ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ และให้ยื่นซองเสนอราคาในวันเดียวกันสำหรับการประมูลข้าวทั่วไป วันที่ 29 ส.ค.

ส่วนการประมูลข้าวทั่วไป และเข้าอุตสาหกรรม จะประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติ และให้ยื่นซองเสนอราคาวันที่ 30 ส.ค.นี้ โดยยืนยันว่า ถ้าเอกชนเสนอราคาต่ำกว่าเกณฑ์ราคาขั้นต่ำ จะไม่ขายให้แน่นอน

“การพิจารณาเปิดประมูลครั้งต่อไปนั้น จะต้องดูสถานการณ์ตลาดเป็นหลัก อาจจะเปิดระบายได้ในส่วนของข้าวเข้าอุตสาหกรรม เพราะเป็นคนละตลาดกับข้าวปกติ ซึ่งสต๊อกข้าวรัฐบาลปัจจุบันมีเหลืออยู่ 9.1 ล้านตัน เป็นข้าวเข้าอุตสาหกรรมสัดส่วน 40% และยังคงยืนยันที่จะระบายข้าวจนหมดสต๊อกให้ได้ตามแผนในปี 60 นี้” กรมการค้าต่างประเทศ กล่าว.

 

รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจร ถ.พหลโยธิน สร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว 23-25 ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 19:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695302

 

รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจร ถนนพหลโยธิน บริเวณปากซอยพหลโยธิน 51 ถึง ปากซอยพหลโยธิน 53 เพื่อดำเนินการขนย้ายคานโครงสร้างเหล็ก สร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ระหว่าง 23-25 ส.ค.59 ตั้งแต่ 22.00–05.00 น.

วันที่ 19 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการขนย้ายคานโครงสร้างเหล็ก (สำหรับใช้ติดตั้งคานทางวิ่ง) เข้ามาวางในพื้นที่ก่อสร้าง บริเวณปากซอยพหลโยธิน 51 ถึง ปากซอยพหลโยธิน 53 จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรบนถนนพหลโยธิน ทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกเพิ่ม (ชิดเกาะกลาง) ฝั่งละ 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางการจราจร ทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกคงเหลือฝั่งละ 1 ช่องทาง ตั้งแต่วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 ถึง วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 22.00–05.00 น.

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจร เพื่อการดำเนินการก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และอาจจะมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง และ รฟม.ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้.

 

สรส. ทวง ก.แรงงาน ขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ กำหนดฐาน 43,890 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 18:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695241

 

สรส. บุกทวงคำร้องขอ รมว.แรงงาน เร่งปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ กำหนดฐานเงินเดือนที่ 43,890 บาท เผย ถ้าต่ำกว่าขอให้ปรับขึ้นร้อยละ 4 หรือ เพิ่ม 1 ขั้น หากมากกว่าให้ปรับขึ้นร้อยละ 2 หรือเพิ่มครึ่งขั้น …

วันที่ 19 ส.ค. 59 นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พร้อมตัวแทนองค์กรแรงงานรัฐวิสาหกิจกว่า 50 คน เดินทางมาติดตามความคืบหน้า ยื่นข้อเรียกร้องให้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งรัดดำเนินการ ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยกำหนดฐานเงินเดือนที่ 43,890 บาท ถ้าต่ำกว่าขอให้ปรับขึ้นร้อยละ 4 หรือเพิ่ม 1 ขั้น และถ้ามากกว่าให้ปรับขึ้นร้อยละ 2 หรือ เพิ่มครึ่งขั้น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เช่นเดียวกับที่คณะรัฐมนตรี ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการไปเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2557 โดยมี นายปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นตัวแทนออกมาเจรจารับเรื่อง เนื่องจาก พล.อ.ศิริชัย ติดภารกิจ ขณะที่ ด้านในกระทรวงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดินแดง และกองร้อยน้ำหวานจำนวนมาก เข้ามาดูแลความเรียบร้อย

 

ขนส่ง ลุยจัดระเบียบรถสาธารณะ แค่ ก.ค. เดือนเดียว ทำผิดรวม 1,233 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 17:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695189

 

ขนส่ง เผยผลการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะ เฉพาะ ก.ค. เดือนเดียว พบกระทำผิดรวม 1,233 ราย แท็กซี่ผิดสูงสุด 859 ราย ดำเนินการเปรียบเทียบปรับแล้วทุกราย พร้อมพักใช้-เพิกถอนใบอนุญาตขับรถผู้กระทำผิดซ้ำซากแล้ว รวม 341 ราย…

วันที่ 19 ส.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลการกำกับดูแลรถโดยสารสาธารณะเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยตามนโยบายของรัฐบาล โดยบูรณาการร่วมกับทหาร และตำรวจ เพื่อจัดระเบียบการให้บริการและกวดขันจับกุมรถแท็กซี่ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ภายในเขตกรุงเทพมหานครที่กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2559 พบว่า มีการกระทำความผิดรวม 1,233 ราย เป็นรถแท็กซี่กระทำความผิด จำนวนรวม 895 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ใช้รถไม่ตรวจรอบมิเตอร์ตามที่กำหนด จำนวน 261 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียน หรือไม่ชำระภาษีจำนวน 229 ราย นำรถแท็กซี่หมดอายุการใช้งานมาให้บริการ จำนวน 75 ราย การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร จำนวน 75 ราย เป็นต้น

ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะ พบกระทำความผิด จำนวนรวม 284 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด จำนวน 63 ราย นำรถออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 56 ราย อุปกรณ์ส่วนควบคุมของตัวรถไม่มั่นคงแข็งแรงหรือไม่ถูกต้อง จำนวน 17 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียนและไม่ชำระภาษี จำนวน 16 ราย เป็นต้น

ในขณะที่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ กระทำความผิด จำนวนรวม 54 ราย เป็นการฝ่าฝืนใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลป้ายดำ มารับจ้างส่งผู้โดยสาร จำนวน 18 ราย ส่วนความผิดอื่นๆ ได้แก่ ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง จำนวน 28 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียน หรือไม่ชำระภาษี จำนวน 8 ราย ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามข้อหาความผิดทุกราย และสำหรับกรณีแท็กซี่สิ้นอายุการใช้งาน ได้ดำเนินการยึดแผ่นป้ายทะเบียนไว้ด้วย เพื่อป้องกันการลักลอบให้บริการประชาชนอีก โดยผู้กระทำความผิดทุกคนต้องเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการและหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อผู้โดยสารทุกคน พร้อมบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ สำหรับตรวจสอบการกระทำความผิดซ้ำ หากยังพบการกระทำความผิดในลักษณะเดิม จะพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถต่อไป เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการรถโดยสารสาธารณะให้มีคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลงโทษพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถผู้กระทำความผิดซ้ำซาก และกรณีความผิดทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง (วันที่ 1 เมษายน 2557 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559) รวมทั้งสิ้น 341 ราย เป็นการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถสาธารณะ จำนวน 8 ราย ความผิดประกอบด้วย ปฏิเสธไม่รับจ้างผู้โดยสาร 2 ราย เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ทางราชการกำหนด 2 ราย กระทำการลามกอนาจาร 4 ราย และลงโทษพักใช้ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ จำนวน 333 ราย ได้แก่ ความผิดฐานปฏิเสธไม่รับจ้างผู้โดยสาร 213 ราย ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร 33 ราย ไม่ส่งผู้โดยสารตามสถานที่ที่ได้ตกลงกันไว้ 19 ราย แสดงกิริยาไม่สุภาพ 5 ราย เรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ทางราชการกำหนด 6 ราย กระทำการอันควรขายหน้า 5 ราย ไม่แสดงบัตรประจำตัวผู้ขับรถ 1 ราย และพักใช้ใบอนุญาตขับรถของรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ฝ่าฝืนใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) รับส่งผู้โดยสาร จำนวน 32 ราย รถตู้ป้ายดำอีกจำนวน 19 ราย

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก เชิญชวนประชาชนเลือกใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากกรมการขนส่งทางบกมีข้อมูลประวัติผู้ขับขี่ทุกคน รถทุกคัน ทำให้ติดตามตัวได้ทันทีในกรณีให้บริการไม่พึงประสงค์หรือกระทำผิดกฎหมาย หากพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร.1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 8.25 จุด ดัชนีที่ 1,538.76 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 17:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695337

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 8.25 จุด คิดเป็น -0.53% ดัชนีอยู่ที่ 1,538.76 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 51,397.52 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 19 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 8.25 จุด คิดเป็น -0.53% ดัชนีอยู่ที่ 1,538.76 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 51,397.52 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

ข่าวร้าย! ราคาน้ำมันทุกชนิดขยับขึ้น 40 สต. มีผลตี 5 วันที่ 20 ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695326

 

น้ำมันขึ้นราคา 3 ครั้งในรอบสัปดาห์ ปตท.-บางจาก ขยับราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต.มีผลวันที่ 20 ส.ค.ตี 5…

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.59 บมจ.ปตท.-บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศขึ้นราคาขายปลีกนำ้มันทุกชนิด 40 สต.ต่อลิตร มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 20 ส.ค. 2559

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 31.76 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 24.65 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 24.38 บาท/ลิตร E20 ราคา 22.14 บาท/ลิตร E85 ราคา 17.99 บาท/ลิตร และดีเซล 24.19 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

เริ่มวันแรกจองบ้านธนารักษ์ฯ-กทม. เฉพาะ ขรก.เงินเดือนไม่เกิน 2 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/695166

 

เปิดจองสิทธิวันแรก บ้านธนารักษ์ฯ เฟสแรก “จักรกฤศฏิ์” คาดคนจองคึกคัก เพราะถูก ใช้เวลาสร้าง 2 ปี ในส่วน กทม.ให้เฉพาะข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีรายได้เดือนละไม่เกิน 2 หมื่น ส่วนที่เพชรบุรี ให้ประชาชนเป็นบ้านหลังแรกเท่านั้น…

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. เป็นวันแรกเปิดรับจองสิทธิโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐเฟสแรก ไปจนถึงวันที่ 21 ส.ค.โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวในการจอง และใช้เกณฑ์มาก่อนมีสิทธิ์ก่อน ยื่นเอกสารได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน หรือจองผ่านเว็บไซต์ treasury.go.th

ด้านนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า การเปิดรับจองสิทธิโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐเฟสแรกเป็นวันแรก คาดว่าจะมีประชาชนและข้าราชการเข้ามาจองสิทธิ์เป็นจำนวนมาก จากโครงการทั้ง 4 แปลง รวมทั้งหมดประมาณ 1.4 พันยูนิต เพราะมีราคาถูก และวัสดุที่ใช้ก่อสร้างมีคุณภาพ ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี หรือแล้วเสร็จในช่วงปี 2561

“หลังจากที่ข้าราชการและประชาชนได้ลงทะเบียนจองสิทธิแล้ว ทางกรมธนารักษ์จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติว่าเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ โดยในเขตกรุงเทพฯ 2 แปลง จะให้เฉพาะข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีรายได้เดือนละไม่เกิน 2 หมื่นบาท และแปลง จ.เพชรบุรี ให้กับประชาชนที่ต้องการเป็นบ้านหลังแรกเท่านั้น”

ส่วนโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐระยะที่ 2 จะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหาที่ราชพัสดุบริเวณรอบๆ เขตกรุงเทพฯ ที่มีความเหมาะสมมาออกประกาศให้เอกชนยื่นข้อเสนอร่วมพัฒนาโครงการ

สำหรับโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐที่จะให้เปิดจองในครั้งนี้มีทั้งหมด 4 โครงการ เป็นคอนโดมิเนียมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 โครงการ และทาวน์เฮาส์ในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 2 โครงการ จากผู้ชนะประมูลงานออกแบบก่อสร้างโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ 3 บริษัท คือ 1.บริษัท อารียา แมนเนจเมนท์ ผู้ชนะประมูลงานออกแบบพัฒนาพื้นที่บริเวณถนนพหลโยธิน ตรงข้ามวัดไผ่ตัน สะพานควาย เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในรูปแบบคอนโดมิเนียม 8 ชั้น 432 ยูนิต ขนาดห้อง 27 ตารางเมตร

2.บริษัท ปักกิ่ง เออร์บัน คอนสตรัคชั่น ยาไถ๋ (ไทย) คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป ออกแบบพัฒนาโครงการบริเวณโรงกษาปณ์เก่า ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ในรูปแบบคอนโดมิเนียม 8 ชั้น 350 ยูนิต ขนาดห้อง 28 และ 43 ตารางเมตร และ 3.บริษัท กลอรี่ แมนเนจเมนท์ ชนะประมูลออกแบบ 2 แปลง ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ทั้ง 2 โครงการ ขนาดยูนิตละ 56 ตารางเมตร.

 

ทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 10:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694922

 

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 59 ราคาทองเปิดตลาดคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 ขายออกบาทละ 22,600 บาท ส่วนภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก ปิดตัวปรับสูงขึ้น รับแรงหนุนจากเงินดอลลาร์อ่อน หลังเฟดยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย…

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท

ขณะที่สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์ก ปิดปรับตัวสูงขึ้นเมื่อคืนนี้ (18 ส.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลังรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) บ่งชี้ว่า เฟดยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้

ส่วนสัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 1.55 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 2.1675 ดอลลาร์/ปอนด์ รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ โดยเมื่อดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น จะส่งผลให้สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กที่ซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์มีราคาถูกลง และน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่นๆ

ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับแรงกดดันหลังจากรายงานการประชุมประจำวันที่ 26-27 ก.ค. ของเฟดระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟดมีความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับกำหนดเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากมุมมองที่ต่างกันเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาการประชุมประจำปีของเฟด ที่เมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิ่ง ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ซึ่งนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด จะขึ้นกล่าวในการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในปีที่แล้ว โดยอาจมีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีการใช้ทองแดงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน ดังนั้นนักลงทุนจึงจับตาดูทิศทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้เป็นพิเศษ.