หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ได้แรงหนุนกลุ่มปิโตรเลียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 07:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694789

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี จากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียม หลังราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกิน 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้ว…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 ส.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 23.76 จุด หรือ 0.13% ปิดที่ 18,597.70 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 4.80 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 2,187.02 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 11.49 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 5,240.15 จุด

ราคาน้ำมัน เบรนต์ นอร์ท ซี ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจนอยู่เหนือกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 เดือน ข่าวนี้ช่วยหนุนราคาหุ้นกลุ่มปิโตรเลียม เช่น เชฟรอน เพิ่มขึ้น 1.3% ส่วนฮัลลิเบอร์ตัน เพิ่มขึ้น 3.0%

 

ธปท.-ไอซีทีตื่นหลอกออนไลน์ สั่งคุมเข้มโลกโซเชียลหลังยอดร้องเรียนพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694717

 

สคง.เปิดยอดร้องเรียนภัยการเงินไตรมาส 2 หลอกลวงทางอีเมลและโซเชียลมีเดียสุดฮิต ยอดร้องเรียนแซงหน้าหลอกลวงทางโทรศัพท์ ขณะที่ยอดหลอกระดมทุนพุ่ง ธปท.ย้ำให้คนไทยศึกษาให้ดีก่อนลงทุน “อุตตม” กำชับ ปท.–ปอท.เข้มงวดตรวจสอบเว็บไซต์ลวงด่วนๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (สคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานยอดการให้คำ ปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน และรับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับภัยทางการเงินจากประชาชนที่แจ้งเข้ามาผ่าน

โทร.สายด่วน 1213 แจ้งผ่านอีเมล และเว็บไซต์ของ สคง. ส่งจดหมาย และเดินทางมาแจ้งด้วยตัวเองที่ ธปท.ทั้งสิ้น 146 รายการ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา 4.3% โดยการร้องเรียนอันดับแรก ยังคงเป็นปัญหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่น โดยเฉพาะบัตรเครดิตถูกขโมยไปใช้งาน ก่อนที่เจ้าของจะอายัดบัตร 42 รายการ คิดเป็น 28.8% ของการร้องเรียน ใกล้เคียงกับยอดร้องเรียนในไตรมาสที่ผ่านมา

รองลงมาเป็นการหลอกลวงผ่านทางอีเมลและโซเชียลมีเดีย แซงการหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เคยติดอันดับ 2 ในไตรมาสที่ผ่านมา ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในไตรมาสนี้ เช่นการถูกหลอกลวงทางเฟซบุ๊ก โดยบอกว่าจะได้รับเงินหรือของมีค่า แต่ต้องโอนเงินชำระค่าธรรมเนียมก่อน จำนวนทั้งสิ้น 30 รายการ ขณะที่การหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตกลงมาเป็นอันดับ 3 มียอดร้องเรียน 25 รายการ อันดับ 4 คือ สวมรอยปลอมแปลงเอกสารแสดงตัวตน มีร้องเรียน และแจ้งร้องเรียนทั้งสิ้น 21 รายการ อันดับ 5 ปลอม แปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 6 รายการ นอกจากนี้ ยัง มีการร้องเรียนความเสียหาย สอบถาม และแจ้งเบาะแสในเรื่องอื่นๆ ทางการเงินด้วย เช่น หลอกให้ลงทุนในธุรกิจ และแชร์ลูกโซ่ มียอดร้องเรียนความเสียหาย แจ้งเบาะแส และขอคำปรึกษา 22 รายการ เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่มียอดการร้องเรียน 13 รายการ

ทั้งนี้ สคง.ยังระบุด้วยว่า จากการร้องเรียนพบว่าเรื่องที่มีมูลค่าความเสียหายสูงในไตรมาสนี้ เกิดจากการถูกหลอกลวงโดยคนรู้จัก หรือคนใกล้ชิด โดยมีมูลค่าความเสียหายสูงสุดประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายได้มีการโอนเงินให้ผู้กู้หลายครั้งต่อเนื่อง ขณะที่การหลอกลวงทางโทรศัพท์ ลดลงจากไตรมาสที่แล้ว แต่ยังคงรูปแบบการหลอกลวงเดิมๆ แต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา การหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เริ่มกลับมามีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ ธปท.และ สคง.ออกประกาศเตือนประชาชน เนื่องจากมีโทร.เข้ามาแจ้ง ปรึกษาและร้องเรียนประมาณ 100 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ติดตาม การระดมทุนในรูปแบบใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูง และการันตีผลตอบแทน ซึ่งพบว่าในช่วงที่อัตราผลตอบแทนจากเงินฝาก และการลงทุนในระบบอยู่ในระดับต่ำ จะมีการระดมทุนนอกระบบเหล่านี้เพิ่มขึ้น และมีการปรับปรุงรูปแบบการระดมทุนใหม่ๆต่อเนื่อง ทำให้ยากต่อการเอาผิดทางกฎหมาย แต่ขอให้ประชาชนตระหนักว่าการลงทุนในทุกรูปแบบย่อมมีความเสี่ยงและเป็นไปไม่ได้ที่จะทำกำไรอย่างเดียว เพราะภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีทั้งช่วงที่ดีและแย่ ดังนั้น การจะนำเงินไปลงทุนอะไร ขอให้ศึกษาความเสี่ยงของธุรกิจอย่างละเอียดด้วย อย่ามองแค่ผลตอบแทนที่สูงมากเท่านั้น

ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ได้กำชับไปยังเจ้าหน้าที่สำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปท.) ให้เข้มงวดตรวจสอบเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียอื่นๆที่หลอกลวงประชาชนในทุกรูปแบบ ทั้งหลอกขายสินค้า หลอกระดมทุน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ พร้อมให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนด้วย โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีการแจ้งความว่าหลอกลวงผู้บริโภค และเกิดความเสียหายแล้ว ต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ

นอกจากนี้ ได้กำชับไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี (บก.ปอท.) ด้วย เพื่อร่วมกันตรวจสอบเว็บไซต์ที่หลอกหลวงประชาชน รวมถึงให้แยกประเภทของเว็บไซต์ด้วย โดยเฉพาะเว็บไซต์หลอกลวง เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลให้มากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันไม่มีการจัดแยกประเภทว่าเว็บไซต์ไหนหลอกลวง เว็บไซต์ลามก เว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯ เป็นต้น “หากประชาชนหรือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน จากการถูกหลอกลวงผ่านเว็บไซต์ หรือช่องทาง ออนไลน์ ขอให้มาแจ้งความเอาผิด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่ระบุว่า การนำข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ที่เป็นข้อมูลเท็จ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลปลอมทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วนำมาซึ่งความเสียหายต่อผู้อื่นและประชาชนนั้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”.

 

คลังเด้งรับนวัตกรรมการเงินแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694713

 

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ นโยบายการคลังการเงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ในงานสัมมนา “โลกเปลี่ยน คลังปรับ” จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า นโยบายการคลังจะต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันทุกเวทีการประชุมระดับนานาชาติจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะฟินเทค หรือไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Financial Technology) ที่กำลังมาแรง ซึ่งอาจทำให้มีการแข่งขันอัตราดอกเบี้ยกันรุนแรงขึ้น และส่งผลดีต่อผู้บริโภค ขณะ เดียวกัน ก็ยังมีเรื่องระบบการชำระเงินด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (อีเพย์เมนต์) ที่กระทรวงการคลังกำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกที่เข้าสู่สังคมสูงอายุมากขึ้น กำลังถูกกล่าวถึงในหลายเวที แม้แต่การประชุมธนาคารโลกก็มีการหยิบยกประเทศไทยขึ้นเป็นกรณีนำเสนอว่ามีอัตราการเกิดต่ำ และเสียชีวิตต่ำ กำลังแรงงานลดลง ต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศ เพื่อนบ้าน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังและค่าใช้จ่ายภาครัฐในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วม ภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันข้ามชาติ ทั้งหมดนี้ต้องนำมากำหนดเป็นนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามปรับให้ระบบเศรษฐกิจไทยหันมาพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น สำหรับการวางแผนทางด้านการคลังระยะยาวนั้น จะต้องวางโครงสร้าง 3 ด้าน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง คือ 1.การยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ 2.กระทรวงการคลังเพื่อสังคม และ 3.การสร้างความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล.

 

ไทยเนื้อหอมกรุ่นต่างชาติแห่รุมจีบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694710

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหัวหน้าสำนักงานบีโอไอ ในต่างประเทศ 14 แห่งทั่วโลกว่า ขณะนี้บรรยากาศการลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศดีขึ้น โดยภายในประเทศนั้นมาจากปัจจัยทางการเมืองหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ ทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลายในทางที่ดี ขณะที่ภายนอกประเทศเชื่อว่าการลงทุนจะย้ายมาเอเชียแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะอาเซียนจะมองเน้นมาที่ไทย แนวโน้มการลงทุนในไทยจึงดีขึ้น

“เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือเจบิก เข้ามาพบ และแจ้งให้ทราบว่าเจบิกได้แก้ระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น โดยให้รับความเสี่ยงการลงทุนที่สูงขึ้นได้ และบอกว่าตั้งใจจะมาเป็นพาร์ตเนอร์หรือหุ้นส่วนลงทุนกับไทย และได้ไปพบ รมว.คลัง เพื่อหารือในรายละเอียดว่าจะเข้ามาร่วมได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และหลายประเทศได้ส่งสัญญาณที่จะเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงกองทุนเทมาเสกของสิงคโปร์ด้วย ที่ก่อนหน้านี้ลงทุนในกิจการให้บริการทางการเงินเป็นส่วนใหญ่ แสดงความต้องการที่จะลงทุนในด้านอื่นบ้าง เช่น โครงสร้างพื้นฐาน”

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้บีโอไอเตรียมตัวให้พร้อมรับการลงทุนและทำงานเชิงรุก ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยให้เน้นเจาะตลาดนักลงทุนในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เกาหลี และสิงคโปร์ และให้บีโอไอเตรียมทำแผนเพิ่มกำลังคนที่จะมาชักจูงการลงทุนเสนอต่อรัฐบาลภายใน 1 เดือนนับจากนี้ และกำชับให้หัวหน้าสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศไปเจาะตลาดที่รับผิดชอบและขอให้เน้นให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นว่า การลงทุนในไทยนอกจากจะได้สิทธิ์ทางภาษีแล้ว ยังจะได้ส่งออกไปในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี รวมไปถึงเอเชียใต้ และจีนด้วย

ด้านนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอได้ปรับเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุนในปี 59 จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายว่าจะมีมูลค่าเงินลงทุนที่ยื่นขอรับส่งเสริมไม่น้อยกว่า 450,000 ล้านบาท ปรับเป็นไม่น้อยกว่า 550,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ล้านบาท เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น โดยภาวะการส่งเสริมลงทุนในช่วง 7 เดือนปี 59 พบว่า มีผู้ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 853 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 320,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 218% ส่วนยอดลงทุนจริงช่วง 6 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 200,000 ล้านบาท และยอดการลงทุนจริงทั้งปี 59 จะผลักดันให้อยู่ที่ 500,000-600,000 ล้านบาท.

 

“ทรู” ทุ่ม 2 หมื่น ล. “ดิจิตอลฮับ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694705

 

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าววานนี้ เพื่อเปิดตัวงานพัฒนาโครงการ “ทรู ดิจิตอล พาร์ค” อันเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนนโยบายสานพลังประชารัฐขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที และนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ พร้อมด้วยพันธมิตรกว่า 30 รายมาร่วมงาน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการและประธานคณะผู้บริหาร ทรู กล่าวว่า ทรูได้ตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางด้านดิจิตอล หรือดิจิตอลฮับของไทยเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ลงทุนโดยภาคเอกชน อันจะเป็นส่วนหนึ่งภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ โดยโครงการจะตั้งอยู่บนพื้นที่พักอาศัยของ“วิสซ์ดอม วันโอวัน สุขุมวิท 101” ด้วยมูลค่ารวมราว 20,000 ล้านบาท ไม่รวมค่าลงทุนโครงข่ายโทรคมนาคมอีกราว 1,000-1,500 ล้านบาท ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2561 รองรับคนได้จำนวน 20,000 คน ในพื้นที่ 200,000 ตร.เมตร จากพื้นที่โครงการวิสซ์ดอมทั้งหมด 43 ไร่ โดยเบื้องต้นทรูมีเป้าหมายจะเช่าใช้พื้นที่ราว 30% สำหรับการทำงานด้านวิจัย และพัฒนาหรือ R&D ของทั้งทรู และ ซี.พี. ที่เหลือเปิดให้พันธมิตรที่สนใจเช่าใช้ รวมทั้งคู่แข่งด้วย

โดยทรูหวังให้เป็นศูนย์กลางที่เอื้อต่อการลงทุนตั้งออฟฟิศทั้งภาครัฐ ในฐานะผู้ให้สิทธิพิเศษทางการลงทุน และสิทธิพิเศษทางภาษี ภาคเอกชน หน่วยงานด้านการศึกษา และบริษัทข้ามชาติในรูปแบบที่เปิดกว้างต่อนวัตกรรมใหม่ๆ (Open Innovation) อย่างเต็มตัว โดยหวังว่าการริเริ่มของทรูจะช่วยจุดประกายให้เกิดดิจิตอลฮับแห่งใหม่ๆในประเทศไทยเพิ่มเติม จากแรงผลักดันของเอกชนรายอื่นๆ และมั่นใจว่าโครงการนี้จะคุ้มทุนตั้งแต่ปีแรก เพราะทรู และซี.พี. ประเดิมเช่าไปแล้ว 30% ขณะที่นายสมคิดกล่าวว่า รัฐบาลดีใจมากที่ได้ร่วมมือกับเอกชนทำให้เกิดดิจิตอลฮับขึ้นได้.

 

ปตท.ปรับแผนรับมือวิกฤติโลก ลด ละ เลื่อน ลงทุนเกือบ 8 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694701

 

ปตท.ปรับแผนลงทุนใหม่ ตัดโครงการไม่จำเป็นออกตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ยังคงเดินหน้าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานตามนโยบายรัฐบาล เผยยังมีกำไร 48,000 ล้านบาท

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้ปรับแผนการลงทุนปีนี้ลง 7,523 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ 50,839 ล้านบาท เหลือเพียง 43,307 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับลดลงจากแผนเดิมที่ตั้งไว้ 54 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ปรากฏว่า ล่าสุด ปตท.ได้ประเมินว่า ราคาน้ำมันตลาดโลกปีนี้จะเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ราคา 40 เหรียญฯเท่านั้น การลดการลงทุนนี้ จะเป็นการลด ละ เลื่อน การลงทุนเดิมออกไปก่อน

เช่น ยกเลิกโครงการลงทุนธุรกิจแยกก๊าซธรรมชาติ เป็นก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) วงเงินลงทุน 3,000 ล้านบาท เพราะราคาน้ำมันลดต่ำลงไม่คุ้มค่าลงทุน, เลื่อนแผนการติดตั้งอุปกรณ์แรงดันก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยออกไป ขณะเดียวกันก็มีบางโครงการดำเนินการเสร็จก่อนกำหนด ทำให้ประหยัดงบลงทุนได้อีก 450 ล้านบาท ทั้งนี้แผนการลงทุนของ ปตท. ในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี จะเน้นการลด ละ เลื่อน โครงการที่ไม่คุ้มค่าลงทุน ปตท.ตามสถานการณ์ของราคาพลังงานที่ลดลง อะไรที่ยังจำเป็น และยังไม่เหมาะสมกับเงื่อนไขเวลา ก็ต้องเลื่อนออกไปในปีถัดๆ ไป แต่ภาพรวมการลงทุน 5 ปีจะยังอยู่ในวงเงิน 297,000 ล้านบาท

“ขณะนี้ ปตท.ก็พยายามเร่งรัดแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการสร้างท่าและคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ระยะที่ 1 ขนาด 5 ล้านตัน ก็จะขยายเพิ่มเป็น 10 ล้านตัน ที่จะแล้วเสร็จในปีหน้า และมีแผนจะขยายคลังแอลเอ็นจี เพื่อรองรับความต้องการแอลเอ็นจีเพิ่มอีก 1.5 ล้านตัน แผนก่อสร้างท่าและคลังแอลเอ็นจีระยะที่ 2 ที่อยู่ระหว่างตัดสินใจว่า จะมีขนาดรองรับปริมาณ 5 ล้านตัน หรือ 7.5 ล้านตัน การก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่กำลังออกแบบ และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ”

นอกจากนี้ ปตท.อยู่ระหว่างเจรจาทำสัญญาระยะยาว เพื่อซื้อแอลเอ็นจี อีก 3 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบันที่มีสัญญาระยะยาวกับประเทศกาตาร์ 2 ล้านตันต่อปี โดยได้เจรจากับประเทศผู้ผลิตทุกราย ในปริมาณรายละ 1 ล้านตันต่อปี คาดว่า จะสรุปความชัดเจนได้ในเดือน ก.ย.นี้ และมีแผนนำเข้าแอลเอ็นจี เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้น คาดว่าในปีหน้าจะมีการนำเข้า 5 ล้านตัน จากปีนี้นำเข้า 3 ล้านตัน

จากนี้ไป ปตท.จะต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงเรื่องการพิจารณาต่ออายุสัมปทานแหล่งผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่งเดิมคือ แหล่งบงกชและเอราวัณในอ่าวไทย ว่า จะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายในปี 2560 หรือไม่ รวมถึงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ…. และ พ.ร.บ.ภาษีปิโตรเลียม พ.ศ…. และการเดินหน้าเปิดสัมปทานแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21 ว่า จะมีความชัดเจนออกมาอย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาแผนลงทุนของ ปตท. ในระยะต่อไปด้วย

สำหรับผลการดำเนินงานของ ปตท.ใน 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) ปรากฏว่า มีกำไรสุทธิ 48,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% เมื่อ เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ทยอยลดลงตามราคาน้ำมันที่ลดลงอยู่ในระดับต่ำ โดยแนวโน้มผลกำไร ปตท.ใน 6 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จึงมั่นใจว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพ โดยราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ในช่วงขาลง แต่ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้น

“กำไร ปตท.ค่อนข้างมีเสถียรภาพ ไม่หวือหวามาก หรือลดน้อยลง แม้ว่าหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ธุรกิจของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. อาจจะลดน้อยลง แต่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันก็จะเพิ่มขึ้น หรือจะเป็นไม้กระดานที่กระดกไปกระดกมา ทำให้กำไรอยู่ในลักษณะบวกๆ ลบๆ แต่ยังมั่นใจว่าจะไม่ติดลบ เพราะขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยใดๆ มาเป็นเงื่อนไขให้กำไรลดลง เพราะธุรกิจต่างๆ ในเครือ ปตท.ก็เริ่มดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ปตท.ยังคงแสวงหาธุรกิจใหม่เพื่อให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืน และให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มของสังคมโลกโดยจะจัดตั้งหน่วยเอ็กซ์เพรส ซูโลชั่น เป็นศูนย์กลางในการคัดเลือกแนวคิดธุรกิจใหม่ๆ จัดทำเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบ ที่หากมีความเป็นไปได้ ก็จะนำมาต่อยอดขยายผลสู่การลงทุนเชิงพาณิชย์ อาทิ โครงการปลูกไม้เมืองหนาวเพื่อช่วยพัฒนาวิถีชีวิตเกษตรกร โครงการจัดหาเมล็ดกาแฟ จากชุมชนสำหรับร้านคาเฟ่อเมซอน เป็นต้น.

 

เร่งสางปมปลดล็อกธงแดง คสช.ใช้อำนาจพิเศษตั้ง “จุฬา” นั่งแท่น ผอ.กพท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694697

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ลงนามออกคำสั่งที่ 48/2559 เรื่องปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ให้นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ให้ ออกจากราชการในตำแหน่งเดิม เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559 เพราะจำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนโดยเร่งด่วน ประกอบกับ น.ต.อลงกต พูลสุข อธิบดี กพท. ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งด้วย โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2559 ทั้งนี้ ในคำสั่งยังระบุว่าให้ น.ต.อลงกต หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังได้รับเงินเดือนและประโยชน์อื่นๆ พร้อมกับให้นายจุฬา รักษาราชการ ผอ.กพท. อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับสำนักงาน กพท. ยอมรับว่า ได้รับหนังสือขอลาออกของ น.ต.อลงกต เมื่อ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่จะมีผลวันที่ 30 ก.ย.นี้ ส่วนคำสั่ง คสช.แต่งตั้งนายจุฬาขึ้นเป็น ผอ.กพท. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้นั้น ตามขั้นตอนตำแหน่ง ผอ.กพท. จะต้องใช้วิธีสรรหาและเสนอให้คณะกรรมการ กพท. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ดังนั้น กรณีมีคำสั่งแต่งตั้งนายจุฬาถือว่าผ่านขั้นตอนการสรรหา ส่วนขั้นตอนว่าจ้างจะต้องเสนอให้คณะกรรมการ กพท.พิจารณา จากนั้นเสนอ ครม.ก่อนที่จะลงนามว่าจ้าง

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีกระแสข่าวเรื่องจะปลด น.ต.อลงกต โดยเหตุผลหลักคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่พอใจการทำงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านการบิน เพื่อนำไปสู่การปลดล็อกธงแดงจากองค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ประกอบกับการแก้ไขปัญหาด้านการบินที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น งานแรกที่นายจุฬาเข้ามาจะต้องเร่งสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมดเพื่อรายงานเอียซ่า ซึ่งจะมีประชุมในเดือน ก.ย.นี้ รวมทั้งต้องเตรียมรับมือกับผลการพิจารณาของเอียซ่าที่จะเกิดขึ้นในรอบนี้ด้วย.

 

ไปรษณีย์ไทยอัพเลเวลบริการสู่ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694686

 

พล.อ.สาธิต พิธรัตน์ ประธานกรรมการบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยในงานแถลงข่าวก้าวสู่ปีที่ 14 ของการจัดตั้งบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และปี 133 ของกิจการไปรษณีย์ไทย ว่า ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยต้องปรับตัว และปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลของรัฐบาล เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2562 การบริหารและการบริการของไปรษณีย์ต้องเป็นยุคดิจิตอลอย่างสมบูรณ์

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 ต่อเนื่องจนถึงปี 2560 ไปรษณีย์ไทยจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือระบบไอซีที มาปรับปรุงการให้บริการมากขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ไปรษณีย์ไทย…เครือข่ายชีวิตดิจิตอล” โดยจะปรับระบบการรับฝาก การส่งของ และการนำจ่ายสิ่งของ ให้มีประสิทธิภาพรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น “พร้อมโพสต์ (Prompt Post)” เพื่อรองรับการบริการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเปิดบริการรับส่งสิ่งของล่วงหน้า และถ้าสิ่งของมีจำนวนมาก ก็สามารถเรียกแมสเซนเจอร์โพสต์ไปรับที่บ้านได้

ขณะเดียวกัน ไปรษณีย์มีบริการกล่องพร้อมส่งสีฟ้า ทั้งหมด มี 4 ขนาด ได้แก่ ขนาด SS/S ราคา 35 บาทและขนาด M/L 65 บาท และเมื่อแพ็กสิ่งของเสร็จ ก็ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวในการจัดส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทย เนื่องจากมีระบบบัตรเติมเงินสด เพื่อชำระค่าบริการไปรษณีย์อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบริการไปรษณีย์อัตโนมัติ เพื่อรับส่งสิ่งของน้ำหนักไม่เกิน 500 กรัม โดยปัจจุบันติดตั้งให้บริการ 2 จุด ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านสนามบินแล้วมีสิ่งของที่ไม่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ ก็สามารถใช้บริการไปรษณีย์ไทยได้ รวมทั้งยังมีบริการจุดนำจ่าย ตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะหรือ Drop Station เพื่อรองรับลูกค้าที่ทำงานนอกบ้าน แต่สามารถรับสิ่งของได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยลงทุนซื้อกล่องพลาสติกขนาดใหญ่ เพื่อลดการโยนสิ่งของและป้องกันการแตกของสิ่งของที่ส่งด้วย

“การที่ไปรษณีย์ไทยได้ลงทุนและปรับระบบการรับฝาก การส่งต่อ การนำจ่าย ที่ถือเป็นหัวใจของไปรษณีย์ไทยนั้น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิตอล โดยไปรษณีย์ไทยก็ต้องปรับตัว ปรับปรุงบริการให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ เพราะตลาดการขนส่งโลจิสติกส์ มีการแข่งขันกันสูงมาก ฉะนั้นหากเรามีบริการที่ดี คุณภาพเยี่ยม เชื่อว่าลูกค้าจะมาใช้บริการเราอย่างแน่นอน”

นางสมรกล่าวต่อว่า ในช่วง 6เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยมีรายได้ราว 12,200 ล้านบาท กำไร 1,677 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ 24,300 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,000 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขนส่งโลจิสติกส์ ที่ถือว่าสร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งราว 42% รองลงมาเป็นรายได้จากไปรษณียภัณฑ์ 37% ธุรกิจบริการระหว่างประเทศ 14% ธุรกิจค้าปลีกและการเงิน 6% และในปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้ราว 26,000 ล้านบาท.

 

“รถบ้านจีน”ถอยบอยคอตเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693878

 

หากจะกล่าวถึงการพัฒนาตลาดท่องเที่ยวในกลุ่มทัวร์จีนที่กำลังมาแรงแซงโค้งตลาดอื่นๆในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ “มาเลเซีย” คือตลาดเที่ยวไทยซึ่งเคยสูงสุดในอดีต จนแม่บ้านต้องแอบเก็บหนังสือเดินทางพ่อตัวดีไว้เพื่อป้องกันโรคบางอย่าง!

รองลงมาเป็นตลาดจากแดนอาทิตย์อุทัยที่ได้เปรียบทางการค้าบนเวทีโลกทำให้รัฐบาลต้องหันมาผลักดันโครงการ “10 Million Program” ส่งเสริมให้คนของเขาออกเดินทางท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

นัยว่า…เพื่อลดดุลการชำระเงินให้แบบสับขาหลอกดีๆนี่เอง

“ตลาดจีน” วันนั้นจึงไม่มีประเทศใดมองรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะคนยังอยู่ในกลุ่มชนชั้นกรรมาชีพทำนาให้รัฐและรัฐปันส่วนแบ่งให้ ช่องว่าง “นายทุน” กับ “คนจน” ซึ่งห่างกันมาก

“คนจีน…ยุคนั้นจึงต้องแหวกม่านไม้ไผ่ออกหาโลกใหม่ในอังกฤษกลายเป็นโซโห แคนาดาที่โตรอนโต อเมริกาคือไชน่าทาวน์ รวมถึงไทยในย่านเยาวราชสร้างทายาทเป็นเจ้าสัวมาไม่รู้กี่รุ่น”

สรุปพอปี ค.ศ.1966 หรือ พ.ศ.2509 เหมา เจ๋อ ตุง ผู้นำคอมมิวนิสต์จีนที่นิยมสวมเสื้อแขนกระบอกคอตั้งติดกระดุม 6 เม็ด กุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จและคิดพลิกฟื้นแผ่นดินเพื่อโค่นระบอบทุนนิยมลดปัญหาชนชั้น ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาพร้อมปฏิรูปวัฒนธรรม

ปี ค.ศ.1978 หรือ พ.ศ.2521 เติ้ง เสี่ยว ผิง ครองอำนาจแทนเหมา เจ๋อ ตุง เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น ด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน ส่งผลให้ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว กลายเป็นมหานครขึ้นในบัดดล ยุคนี้คนจีนพากันสลัดเสื้อกระดุม 6 เม็ด มาใส่สูทผูกไท ส่วนสาวจีนนุ่งกระโปรงสวมรองเท้าส้นสูงและสวมหมวกขี่จักรยานกันเต็มเมือง

กลับมาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยซึ่งเคยมีกันมานานหลายร้อยปี แต่ต้องมาขาดจากกันในยุคเรามองคอมมิวนิสต์เป็นเช่นผีห่าซาตาน กระทั่งปี พ.ศ.2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของบทประพันธ์ “ไผ่แดง” และหัวหน้าพรรคกิจสังคมที่ว่า “เราทำได้” ขึ้นนั่งแท่นนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปจับมือกับประธานเหมา เจ๋อ ตุง ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์หลังปิดม่านไม้ไผ่กันไปนาน

ภาพลักษณ์ผีคอมมิวนิสต์จึงค่อยๆเลือนหายไปจากความรู้สึกของคนไทย ครั้นปี พ.ศ.2535 จีนตัดสินใจเปิดประตูประเทศให้กับคนของเขามากขึ้น โดยอนุญาตให้คนสูงวัยออกเดินท่องเที่ยวได้เสรีในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ยกเว้นคนหนุ่มสาวที่จำต้องคุมเข้มไว้เพื่อความมั่นคงภายใน

บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยจากตลาดจีนจึงคึกคักขึ้นทันที ทั้งกลุ่มมาเที่ยวและเยี่ยมญาติซึ่งห่างกันนานปี แล้วผลพวงที่เกิดตามมาคือ “ทัวร์ 0 เหรียญ” กับเงินทอนในภาคธุรกิจบริการทุกชนิด กระทั่งสถานประกอบการทุกภูมิภาค…กลับมีแต่จะหนักขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนได้อนุญาตให้คนจีนทุกเพศวัยออกเที่ยวได้อย่างอิสระ

ไทยเราก็ได้ให้ความสำคัญกับตลาดท่องเที่ยวจีนสูง จากประชากรที่มีมากถึง 1,400 ล้านคน ซึ่งถ้าเจาะตลาดได้เพียงปีละ 1% นั่นหมายถึงจะมีนักท่องเที่ยวจีนปีละ 14 ล้านคนเลยทีเดียว

วันนี้…การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ตอบโจทย์ออกมาแล้ว เมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา 7.93 ล้านคน เพิ่มขึ้น 71.14% เป็นสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 26.55%

และยังเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นตลาดได้ถึง 10–11 ล้านคนในปีนี้…?

เฉี่ยวไปทางสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) บ้าง เอกชนรายนี้บอกจีนกำลังเกิดกรณีพิพาททางทะเลอยู่กับไต้หวัน ฟิลิปปินส์และเวียดนาม จะส่งผลให้ทัวร์จีนทะลักเข้าเที่ยวไทยในปีหน้าสูงมาก

คาดประมาณกันว่า น่าจะมากถึง 13 ล้านคน…นั่นเชียว

ทางด้านเชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้รับอานิสงส์…เส้นทางเชื่อมจีนตอนใต้ R3A จากจิ้งฮง (สิบสองปันนา) ผ่านบ่อเต็น ห้วยทราย สปป.ลาว สู่ อ.เชียงของ และ R3B ผ่านเขตว้าแดงเมืองลา เข้าเชียงตุง สู่ อ.แม่สาย ทำให้เมืองพ่อขุนเม็งรายมีจีนเข้ามาปีที่แล้ว 70,815 คนส่วนเมือง 3 กษัตริย์เชียงใหม่ 700,000 คน

ก็ไม่รู้…เป็นทุกขลาภของคนทั้ง 2 เมืองนี้หรืออย่างไร? เมื่อกระแสทัวร์รถบ้านจีนทะลักเข้าราวกับน้ำป่าหลากแบบไม่ทันตั้งตัว ปัญหาสังคมท้องถิ่นถูกทัวร์จีนคุกคาม การจราจรเกิดกระจุกตัวอย่างรุนแรง พฤติกรรมที่ส่อแสดงอย่างไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดการประณามหยามเหยียดขึ้นในสังคมออนไลน์กับคนจีน

จนที่สุด…คนจีนก็ตอบโต้ผ่านสังคมออนไลน์บ้าง ข่าวว่าไม่พอใจถึงขั้นรถบ้านจีนพากันบอยคอตใส่เกียร์ถอยไม่ประสงค์มาทัวร์ไทยเหมือนช่วง 3 ปีก่อนหน้า?

มาคู่ เตชะโสภณ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรม เดอะ ลีเจ้นด์ บูติก เชียงราย บอกว่า การหดหายทัวร์จีนในเชียงรายมีผลกระทบบ้างกับธุรกิจรายย่อย แต่รายใหญ่ไม่ค่อยมีผลเพราะส่วนใหญ่มากับบริษัททัวร์ ซึ่งไม่สนใจเรื่องคุณภาพห้องพักหรือทำเลที่ตั้ง สิ่งเดียวที่ต้องการรู้คือให้ราคาต่ำสุดได้แค่ไหน…หัวใจสำคัญอยู่ที่ตรงนี้

“อีกอย่างต้องจำแนกทัวร์จีนออกเป็นสองกลุ่ม คือถ้าเป็นคนรุ่นเริ่มสูงวัยเคยผ่านสังคมเกษตรมาก่อน ก็อาจปรับพฤติกรรมตัวเองไม่ทันจึงทำให้ดูไม่เหมาะสมในมารยาทบางอย่าง ส่วนคนจีนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษารับรู้สังคมใหม่ๆพวกนี้ไม่ใช่กลุ่มปัญหา แต่กรณีคนจีนชอบส่งเสียงดัง เป็นเพราะประเทศเขาใหญ่ประชากรมากจึงติดนิสัยคุยกันเสียงดังเพื่อให้ได้ยิน และการพูดเสียงดังก็สื่อถึงความจริงใจมากกว่าพูดค่อยแต่เหมือนแอบนินทา”

ณัฐพัชมณ ศรีพิทักษ์สกล นายกสมาคมมัคคุเทศก์จีน จ.เชียงราย เสริมว่า จีนมีเศรษฐีใหม่นิยมใช้รถดีกำลังสูงแต่ไม่สะดวกขับขี่ในจีน เพราะกฎหมายที่นั่นแรง จึงเลือกมาขับอวดกันในไทยซึ่งหยวนๆกันไป

“พอทางการไทยใช้มาตรการเดียวกับรถไทยเข้าจีนคือต้องขออนุญาตผ่านสถานทูตไทยในจีนก่อนล่วงหน้า 4 วันทำการ แล้วต้องขอวีซ่าเข้าประเทศทั้งคนและรถ กับต้องซื้อประกันภัยรถในไทย เพื่อป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ รถบ้านจีนถึงหยุดการเดินทางเข้าไทย ไม่ใช่ตอบโต้กรณีถูกประณามกันทางออนไลน์”

ณัฐพัชมณ บอกอีกว่า แต่เดิมรถบ้านจีนข้ามมาเชียงรายแล้วไปพักเชียงใหม่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะชาวบ้านก็พลอยขายอาหารกับผลไม้ได้ แต่พอไทยมีข้อจำกัดรถบ้านจีนเข้ามาพื้นที่ไหนต้องเที่ยวตรงนั้น ออกนอกพื้นที่ไม่ได้ รถบ้านจีนถึงถอยกรูดเพราะเที่ยวได้น้อยลงกว่าแต่ก่อน

โจ หวู้ ทัวร์ลีดเดอร์บริษัท ยูนนาน อินเตอร์เนชั่นแนล ทัวร์ ที่ขายจีนเที่ยวไทยและไทยเที่ยวจีน บนเส้นทางหลักจากเมืองจิ้งฮง(สิบสองปันนา) ด้วยรถจีนมาตามเส้นทางสาย R3A แล้วเปลี่ยนเป็นรถ สปป.ลาว ที่บ่อหาน บ่อเต็น และหลวงน้ำทา กับเป็นรถไทย
ที่ อ.เชียงของ รวมระยะทาง 459 กิโลเมตร ล่าสุด…ขายทัวร์จีนจากจิ้งฮงเข้ามา 30 คนคิดหัวละ 35,000 บาท เที่ยวไทย 10 วันเริ่มตั้งแต่เชียงราย สุโขทัย อยุธยา ตรงดิ่งไปพักเกาะช้าง 3 คืนแล้วย้อนกลับจิ้งฮงตามเส้นทางเดิมซึ่งก็ไม่พบว่าเกิดผลกระทบแต่อย่างใด

“วันที่คนจีนแห่มาเที่ยวไทยมากสุด คือวันขึ้นปีใหม่ ตรุษจีน และวันชาติจีน 1 ตุลาคมของทุกปี โดยจะมีรถนำเที่ยวจีนเข้ามาวันละ 500-600 คันเป็นอย่างน้อย แต่ต่อไปนี้…รถบ้านจีนคงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว”

นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่า…ก่อนหน้านี้ไทยเคยวิตกเรื่องจะคุมการเพิ่มจำนวนทัวร์จีนให้สมดุลกับขีดความสามารถในการรองรับได้อย่างไร? โดยไม่ทำลายวัฒนธรรม สังคมแวดล้อม และธรรมชาติ เพราะจำนวนรถบ้านจีนที่ลดลงไปนั้น ย่อมมีผลต่อจำนวนคนซึ่งลดลงไปด้วยโดยสิ้นเชิง.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 19/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694633