ผุดสินเชื่ออุ้มท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694682

 

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาคมธนาคารไทยเห็นชอบร่วมกัน เตรียมออกแพ็กเกจสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้นำเงินไปปรับปรุงโรงแรม และขยายธุรกิจโรงแรม เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น โดยรายละเอียดของเงื่อนไขของสินเชื่ออยู่ระหว่างการพิจารณา และจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน หรือ กกร. ในวันที่ 6 ก.ย.นี้

“แพ็กเกจสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะใช้เงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด เช่น อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาในการกู้ยืม และวงเงินสินเชื่อ แต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไม่ต่ำเหมือนกับสินเชื่อซอฟโลน ซึ่งรายละเอียดของเงื่อนไขอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันของสมาชิกสมาคมธนาคารไทย”

ขณะที่ในช่วง 2 ไตรมาสแรก ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสูงกว่าที่ประมาณการ ทำให้ธนาคารต้องปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่จากเดิมที่คาดการณ์จะเติบโต 3% อย่างไรก็ตาม จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น ทำให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลังปล่อยได้มากขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริโภค และธุรกิจท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ในช่วงไตรมาส 4 จะมีโครงการภาครัฐออกมาจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐ ธุรกิจเอสเอ็มอี จะได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นไปด้วย

ทั้งนี้ในส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของธนาคารพาณิชย์ ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ยอดหนี้เอ็นพีแอลจะเริ่มนิ่ง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ควรติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือ.

 

ปลัด ทท. ดูความพร้อม เจ้าภาพประชุมท่องเที่ยวโลก 26-29 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2559 03:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694738

 

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะตรวจชายแดนไทย-ลาว เช็กความพร้อมเต็มที่ ยัน ไทยพร้อมแล้วเป็น “เจ้าภาพท่องเที่ยวโลก” ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ย. 2559 นี้

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2559 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะเดินทางไปตรวจความพร้อมของเจ้าหน้าที่ด่านชายแดน ใน 3 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย เพื่อเยี่ยมชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ศุลกากรและฝ่ายต่างๆ

ช่วงไปตรวจที่ด่านจังหวัดหนองคาย เมื่อตอนเย็นวันเดียวกัน นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า การมาตรวจราชการครั้งนี้ ตนได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อมาประชุมสรุปเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน “วันท่องเที่ยวโลก” ณ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ย. 2559 นี้

โดยตนมองว่าการเป็นเจ้าภาพ การจัดงานวันท่องเที่ยวโลกดังกล่าวนั้น นับได้ว่าเป็นโอกาสทองที่ดีมากในการเรียกความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวว่า ประเทศไทย มีความพร้อม มีความมั่นใจ และมีความปลอดภัย แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น แต่กระทรวงฯได้เร่งช่วยเหลือเยียวยาอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เราได้สร้างความมั่นใจ และความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่าง 100%

นอกจากนั้น วันนี้ตนได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมการค้าชายแดนไทย-ลาว ณ ด่านชายแดนหนองคาย โดยได้ขมการปฏิบัติพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และการปฏิบัติพิธีการศุลกากรด้านการนำรถยนต์เข้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว

“ผมมีความมั่นใจว่า ณ วันนี้ เวลานี้ ประเทศไทยของเรามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน และผมในฐานะปลัดกระทรวงฯ ขอให้คำมั่นว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวให้ฟื้นกลับคืนมาและจะต้องเป็นกลไกที่สำคัญของรัฐบาลในการเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้บรรลุเป้าหมายของรัฐบาลและพี่น้อง ประชาชนทุกคน” นายพงษ์ภาณุ กล่าว…

 

เมาแล้วขับ! ขนส่ง-ขสมก.ลงดาบพักงาน โชเฟอร์รถ ปอ.68 ไม่มีกำหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 21:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694454

 

ขสมก.-กรมขนส่งทางบก ลงดาบ พักงานพนักงาน ปอ.68 สายสมุทรสาคร-บางลำพู หลังพบพฤติกรรมดื่มสุราระหว่างขับรถ โดยไม่มีกำหนด พร้อมสั่งบริษัทต้นสังกัดพักรถเป็นเวลา 15 วัน ปรับอีก 5 พันบาท

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ว่า ตามที่มีข่าวรถเอกชนร่วมบริการสาย ปอ. 68 เส้นทางสมุทรสาคร-บางลำพู เสียหลักพลิกคว่ำตะแคงข้าง ขวางถนนรัชดา-ท่าพระ เผยแพร่ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กผ่านเว็บไซต์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 59 นั้น ในเบื้องต้น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ได้สั่งพักงานพนักงานขับรถคนดังกล่าวโดยไม่มีกำหนด และสั่งพักรถเป็นเวลา 15 วัน พร้อมว่ากล่าวตักเตือนบริษัท ต.มานิตย์การเดินรถ จำกัด ให้อบรมพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบจราจร และระเบียบข้อบังคับของ ขสมก.อย่างเคร่งครัดนั้น

อย่างไรก็ตาม องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขอรายงานความคืบหน้าให้ทราบว่า วันนี้ (18 ส.ค.) องค์การได้เชิญบริษัท ต.มานิตย์การเดินรถ จำกัด ผู้ประกอบการรถเอกชนร่วมบริการสาย ปอ. 68 และนายแสวง พาลี พนักงานขับรถสายปอ.68 หมายเลขรถ 19 ทะเบียน 11-5366 กทม. มาสอบสวนข้อเท็จจริง แต่เนื่องจาก นายแสวง พาลี อยู่ระหว่างการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงไม่มารายงานตัว

จากการสอบสวน น.ส.วรินทร แซ่แต้ ผู้แทนบริษัท ต.มานิตย์การเดินรถ จำกัด ให้การว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 59 นายแสวง พาลี ได้นำรถคันดังกล่าว ออกปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่ได้กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ โดยนำสุราขึ้นมาดื่มบนรถจนเกิดอาการมึนเมา เป็นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว โดย นายแสวง ได้ยอมรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้งแต่อย่างใด และ น.ส.วรินทร ยอมรับผิดในฐานะที่บกพร่อง ไม่กำกับดูแลพนักงาน ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ ขสมก.

ทั้งนี้ ขสมก.ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าพฤติการณ์ของนายแสวง เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับของ ขสมก. จึงได้ลงโทษปรับบริษัท ต.มานิตย์ การเดินรถ จำกัด เป็นเงิน 5,000 บาท ในฐานะผู้ประกอบการเข้าร่วมสัญญาเดินรถ พักรถเป็นเวลา 15 วัน พร้อมลงโทษปรับนายแสวงเป็นเงิน 5,000 บาท และสั่งพักงานโดยไม่มีกำหนด พร้อมอบรมว่ากล่าวตักเตือน และทำทัณฑ์บนไว้ หากพบกระทำผิดเช่นนี้อีก จะลงโทษสถานหนักต่อไป

ทางด้านนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พบว่า พนักงานขับรถโดยสารประจำทางคันดังกล่าวคือ นายแสวง มีใบอนุญาตขับรถชนิดที่ 2 ทุกประเภท เลขที่ สค 1583/53 สิ้นอายุ 6 มีนาคม 2560 และในขณะปฏิบัติหน้าที่ขับรถให้บริการ นายแสวงมีระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดสูงถึง 257 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลท่าพระ จึงควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีในข้อหาเมาสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ขับรถ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สินและร่างกาย ซึ่ง กรมการขนส่งทางบก จะประสานติดตามผลคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณาพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถของพนักงานขับรถต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นความผิดร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ในส่วนของผู้ประกอบการขนส่งได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ บริษัท ต.มานิตย์การเดินรถ จำกัด ตามมาตรา 40 ทวิ ประกอบมาตรา 138 ทวิ ฐานไม่คอยดูแลป้องกัน ไม่ให้ผู้ซึ่งมีอาการเมาสุราปฏิบัติหน้าที่ผู้ขับรถ เป็นเงิน 10,000 บาท และได้กำชับให้ผู้ประกอบการมีมาตรการในการควบคุมกำกับดูแลพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด หากมีเหตุเกิดซ้ำอีกอาจมีผลต่อการพิจารณาต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่งในอนาคตด้วย

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น รวมถึงปัญหาการให้บริการของรถร่วมบริการต้องดำเนินการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งในการตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถของพนักงานขับรถในสังกัดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะต้องไม่ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พนักงานขับรถจะต้องได้รับการพักผ่อนเพียงพอ ต้องมีระดับแอลกอฮอล์เป็น 0 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ทุกคน และต้องไม่มีการใช้สารเสพติดโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ หากพบผู้ขับรถใช้ความเร็ว หรือขับขี่รถโดยประมาท ลงโทษหนักทุกราย หรือหากพบสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ ต้องเปลี่ยนพนักงานขับรถทันที และจะถูกส่งตัวเข้าดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีเกิดอุบัติเหตุอันเกิดจากสภาพตัวรถ หรือการละเลยการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบทุกกรณี

 

ทช. เฝ้าระวังอุทกภัย 12 จว. น้ำยังสูงถนนเส้นนครพนม สัญจรได้แล้ว 22 สาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 20:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694209

 

ทางหลวงชนบท รับมืออุทกภัยใน 12 จังหวัด เบื้องต้นสัญจรได้แล้ว 22 สายทาง อีก 1 สายทาง ระดับน้ำยังท่วมสูง ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ พร้อมดำเนินการติดตั้งป้ายเตือน ปชช.แล้ว เผย หากระดับน้ำลด จะเร่งซ่อมแซมสายทางให้ใช้งานได้ตามปกติต่อไป …

วันที่ 18 ส.ค. 59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวถึงสายทางของกรมทางหลวงชนบท ที่ได้รับผลกระทบเหตุจากอุทกภัย ดินโคลนถล่ม ว่า ขณะนี้ได้กำชับให้สำนักงานทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ดูแลเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งรายงานผลความเสียหายให้รับทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบเหตุ ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ความเสียหาย พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่มีน้ำท่วม เพื่อเตือนและแนะนำให้ประชาชน หลีกเลี่ยงเส้นทางเป็นการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

จากข้อมูล พบว่าตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน ถึงปัจจุบัน สายทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรม ได้รับผลกระทบใน 12 จังหวัด จำนวน 23 สายทาง ได้แก่ น่าน 5 สายทาง นครพนม 1 สายทาง พะเยา 2 สายทาง แม่ฮ่องสอน 3 สายทาง เชียงใหม่ 2 สายทาง บุรีรัมย์ 1 สายทาง อุบลราชธานี 4 สายทาง เชียงราย 1 สายทาง ตาก 1 สายทาง หนองคาย 1 สายทาง นครสวรรค์ 1 สายทาง และลพบุรี 1 สายทาง ปัจจุบันปริมาณน้ำลดเข้าสู่ภาวะปกติ สามารถสัญจรได้แล้ว จำนวน 22 สายทาง และมี 1 สายทาง (นพ.4058 จ.นครพนม) ที่ระดับน้ำท่วมสูง ยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ โดยได้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อปริมาณน้ำลดแล้ว กรมจะเร่งเข้าดำเนินการซ่อมแซมสายทางที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติต่อไป ในเบื้องต้น ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทาง โปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบกับอุทกภัย และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำ หรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง ทั้งนี้ ท่านผู้ใช้เส้นทาง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่ สายด่วนทางหลวงชนบท 1146

 

บอร์ดต่างด้าว ไฟเขียวต่างชาติลงทุนในไทย 28 ราย เงินลงทุน 652 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 19:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694245

 

บอร์ดต่างด้าว อนุญาตต่างชาติประกอบธุรกิจในไทย 28 ราย ลดลง 3% เงินลงทุน 652 ล้านบาท ลด 62% เหตุปีก่อน มีการอนุญาตธุรกิจใช้เงินลงทุนสูง-เกิดการจ้างงานคนไทย…

วันที่ 18 ส.ค. 59 นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในเดือน ส.ค. 59 คณะกรรมการฯ ได้อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในไทย 28 ราย ลดลง 3% เทียบกับเดือน ส.ค. 58 นำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ 652 ล้านบาท ลดลง 62% เพราะเดือน ส.ค. 58 มีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบริการกู้ยืมเงินแก่บริษัทในเครือ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย 432 ราย ส่วนในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 59 อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในประเทศไทย 238 ราย ลดลง 12% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีเงินลงทุน 5,117 ล้านบาท ลดลง 50%

สำหรับธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธุรกิจในไทย ได้แก่ ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม 7 ราย มีเงินลงทุน 245 ล้านบาท ได้แก่ บริการด้านการตลาดและส่งเสริมการขาย บริการให้ใช้ช่วงสิทธิโปรแกรมซอฟต์แวร์ บริการให้คำปรึกษาแนะนำด้านการตลาด และบริการให้เช่าพื้นที่อาคาร โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์, ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า และคู่ค้า 1 ราย มีเงินลงทุน 102 ล้านบาท ได้แก่ บริการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง โดยเป็นคนต่างด้าวจากญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังได้อนุญาตธุรกิจบริการเป็นสำนักผู้แทน สำนักงานภูมิภาค 9 ราย มีเงินลงทุน 27 ล้านบาท เป็นการรายงานความเคลื่อนไหวทางธุรกิจเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจการลงทุนให้สำนักงานใหญ่ และเป็นการให้คำแนะนำ และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของสำนักงานใหญ่และบริษัทในเครือ โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากจีน สิงคโปร์ และฮ่องกง, ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ/คู่สัญญาเอกชน 6 ราย มีเงินลงทุน 239 ล้านบาท ได้แก่ บริการออกแบบ จัดหา และก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม บริการจัดหา ก่อสร้างและติดตั้งสายส่งไฟฟ้าแรงสูง บริการตรวจสอบคุณภาพและเก็บรักษาท่อน้ำมัน โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังรวมถึงธุรกิจนายหน้า/ค้าปลีก/ค้าส่ง 5 ราย มีเงินลงทุน 39 ล้านบาท ได้แก่ การค้าปลีกผลิตภัณฑ์ยา และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การค้าปลีกแม่พิมพ์ ที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนโลหะของยานยนต์ การค้าส่งอุปกรณ์ระบบรักษาความปลอดภัยการเข้า-ออกประตูของสถานที่ต่างๆ โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมนี.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 15.38 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,547.01 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694353

 

หุ้นไทยปิดบวก 15.38 เปลี่ยนแปลง +1.00% จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,547.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 59,903.44 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 18 ส.ค. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 15.38 เปลี่ยนแปลง +1.00% จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,547.01 จุด มูลค่าการซื้อขาย 59,903.44 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน).

 

ธุรกิจเชื่อมั่นศก.มากขึ้น คาดปีหน้าสดใส แนะรัฐดูแลค่าบาท หนุนลงทุนตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 16:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694169

 

ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจไตรมาส 3 และ 4 สูงถึง 100 จากภาคบริการ การค้า อุตสาหกรรม และภาคเกษตร แนะรัฐหนุนการลงทุนไปต่างประเทศ ไม่หวั่นเรื่องค่าบาท มองที่ระดับ 35.50 บาท/ดอลลาร์ กำลังเหมาะสม

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินสถานะทางธุรกิจไทยโอกาส และความเสี่ยง ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ อยู่ในระดับที่สูงกว่า 100 ซึ่งถือว่าดีขึ้นกว่าไตรมาส 1 และไตรมาส 2 โดยทั้งปีนี้ดัชนีอยู่ที่ระดับ 98.3 ขณะที่ในปี 60 ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจอยู่ที่ระดับ 119.5 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจในปีหน้า จะดีกว่าปีนี้ โดยมีสัญญาณที่ส่งมาจากภาคบริการ ภาคการค้า ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งภาคเกษตรที่มองว่าสถานการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเริ่มดีขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า หากไม่มีเหตุการณ์อะไรเข้ามาเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม และคาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมในปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการมองว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจในปีนี้สูงสุด 3 อันดับแรก คือ 1. ปัจจัยด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี 2. ปัจจัยด้านทรัพยากรบุคคล และ 3. ปัจจัยด้านการทำธุรกิจ ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจในปีหน้า สูงสุด 3 อันดับแรก คือ 1. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ 2. ปัจจัยด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี และ 3. ปัจจัยด้านทรัพยากรบุคคล

ส่วนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น การแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิต รายได้ และทัศนคติให้ดียิ่งขึ้น การส่งเสริมและพัฒนาแรงงานในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การส่งเสริมและพัฒนาด้านการเกษตร การกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มากขึ้น การส่งเสริมการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งเสริมและพัฒนาการส่งออกสินค้าไปยังนานาชาติ และการจัดการ-บริหารในด้านต้นทุนให้ต่ำลง และคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนนั้น ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ 40.8% มองว่าการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระดับปานกลาง ส่วนภาคธุรกิจ 29.1% มองว่าได้รับผลกระทบมาก มีเพียง 8.2% ที่ตอบว่าได้รับผลกระทบน้อยมาก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 52.6% มองว่าระดับอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันมีความเหมาะสมน้อย โดยมองว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ระดับ 35.50 บาท/ดอลลาร์

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการมีข้อเสนอแนะไปยังภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดูแลเงินบาท ไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป และควรดูแลค่าเงินบาทให้ปรับไปในทิศทาง และอัตราใกล้เคียงกับสกุลเงินของประเทศคู่แข่ง รวมทั้งต้องสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงิน ขณะเดียวกัน มองว่าภาครัฐควรสนับสนุนการลงทุนไปต่างประเทศให้มากขึ้น และสนับสนุนการลดต้นทุนสำหรับการส่งออกด้วย

 

ม.หอการค้า คาดบึมใต้กระทบจีดีพีแค่ 0.05-0.07% สูญเม็ดเงิน 6 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 15:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694141

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้า ประเมินเหตุการระเบิดที่ใต้หลายจังหวัดกระทบการขยายตัวจีดีพีเพียง0.05-0.07% เม็ดเงินหายจากระบบประมาณ 6,050 ล้านบาท คาดไฮซีซั่นจะกลับมาคึกคักเช่นเดิม

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวต่อเหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคใต้ โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยว คาดว่าจะมีผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยเพียง 0.05-0.07% หากไม่เกิดเหตุซ้ำอีก

ทั้งนี้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ จะหายไปจากภาคใต้ประมาณ 1.24 แสนคน หรือคิดเป็น 1.1% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด และจะทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจประมาณ 6,050 ล้านบาท โดยการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจะลดลงราว 2,300 ล้านบาทในกรณีที่สถานการณ์มีผลต่อเนื่องนาน 1 เดือน แต่หากสถานการณ์ต่อเนื่องนานถึง 2 เดือน คาดว่าการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจะลดลง 4,500 ล้านบาท

สำหรับผลการสำรวจพบว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่มองว่าสถานการณ์ในภาคใต้ช่วงสัปดาห์ที่ ผ่านมาจะเป็นเพียงเหตุการณ์ในระยะสั้น ไม่น่าจะยืดเยื้อนานเกิน 1 เดือน และจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่จำกัดอยู่เฉพาะในภาคใต้เท่านั้น เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ถึง 60.6% มองว่าเหตุระเบิดดังกล่าวกระทบต่อการท่องเที่ยวเฉพาะภาคใต้เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 39.4% มองว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวโดยรวมไม่เกิน 1 เดือน และไม่มีผลบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในปีนี้ โดยยังคงคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ในกรอบ 3.0-3.6% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.3% แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้ถึง 3.5%

“อาจมีผลต่อยอดจองโรงแรมบ้างในช่วงนี้ แต่จะไม่มีผลกระทบไปถึงช่วงไฮซีซั่น และไม่กระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมในปีนี้ที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้ว่าจะอยู่ที่ 33.2 ล้านคน โดยมูลค่าผลกระทบถ้ารวมทั้งการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวแล้วน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 8,000-10,000 ล้านบาท มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่เกิน 0.05% หรือแทบจะไม่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการคิดว่ารัฐบาลควรดำเนินการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ดังนี้ เช่น การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น การเร่งดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ รัฐบาลควรรีบดำเนินการชดเชยค่าเสียหายแก่ผู้ประสบเหตุ และการกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 40.5% ยังคงมีความเชื่อมั่นมากต่อระบบการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่รองลงมา 33.8% เชื่อมั่นในระดับปานกลาง ในขณะที่ผู้ประกอบการ 8.1% ไม่มีความเชื่อมั่นเลย.

 

ปลัดคลัง มั่นใจแบงก์ชาติรับมือบาทแข็งได้ ยันไม่แทรกแซง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 14:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694057

 

‘สมชัย’ มั่นใจ ธปท.รับมือปัญหาเงินบาทแข็งค่า และกระทรวงการคลังจะไม่เข้าไปแทรกแซงอย่างแน่นอน ขณะที่ สศค. จีดีพีปีนี้ขยายตัวที่ 3.3% ตามคาดการณ์ จากการเบิกจ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 59 นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เชื่อมั่นว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถดูแลได้ และกระทรวงการคลังจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ ธปท.อย่างแน่นอน โดยการแข็งค่าของเงินบาทต้องมาดูอีกว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้นหรือระยะยาว แต่เชื่อมั่น ธปท.สามารถรับมือได้ไม่มีปัญหา

ส่วนภาพรวมการส่งออกของไทยในขณะนี้ ยอมรับว่ายังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ ภาครัฐพยายามจะลดการพึ่งพาภาคการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และหันมาพึ่งพาการเติบโตจากเศรษฐกิจภายในแทน ทำให้เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าต่อได้

ด้าน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ จะขยายตัวได้ 3.3% ตามที่คาดการณ์กันไว้ แม้ว่าภาคส่งออกจะติดลบเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสริมตัวอื่น เช่น การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นเข้ามาทดแทนกันได้ ซึ่งต้องขอรอดูสถานการณ์ และรายละเอียดตัวเลขหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในช่วง 10 เดือนของปีงบ 59 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว 9.1 หมื่นล้านบาท โดยมีปัจจัยเสริมสำคัญ คือรายได้พิเศษจากการประมูล 4G รอบ 2 อีกประมาณ 8 พันล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ไม่ได้เป็นห่วงการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณนี้ แม้ว่ากรมภาษีหลายกรมจะอยู่ระหว่างการปรับฐานการจัดเก็บรายได้ ซึ่งอาจจะทำให้การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ได้รับผลกระทบลงไปบ้าง แต่ก็คาดว่าการจัดเก็บรายได้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากทุกมาตรการที่กรมภาษี เร่งวางแผนอยู่ภายในปีงบประมาณหน้าแน่นอน

 

ราคาทองพุ่ง เปิดตลาดขึ้น 150 รูปพรรณขายบาทละ 22,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2559 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693798

 

ราคาทองวันที่ 18 ส.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,100 ขายออกบาทละ 22,200 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,709.12 ขายออกบาทละ 22,700 บาท…

วันที่ 18 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ปรับเพิ่มขึ้น 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,100.00 บาท ขายออกบาทละ 22,200.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,709.12 บาท ขายออกบาทละ 22,700.00 บาท.