ทอท.จ่อเปิดประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ สนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 22:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987031

ทอท.ลุยแผนปี 61 เร่งเปิดประมูลร้านค้าปลอดภาษี-ที่ดินว่างเปล่ารอบสนามบินสุวรรณภูมิ หวังเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์อีก 10-20% ตั้งเป้าใน 5 ปี มีรายได้เพิ่มขึ้นขั้นต่ำ 2 หมื่นล้านบาท รับลูก ‘สมคิด’ เข้าลงทุนสนามบินภูมิภาค หวังดันขึ้นแท่นฮับอีสาน-แม่สอด เชื่อมสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ในแผนพัฒนาเชิงพาณิชย์ปี 61 นั้น ทอท.จะเน้นเพิ่มพัฒนาเชิงพาณิชย์อีก 10-20% จากเดิม 5% ทั้งการเปิดประมูลเอกชนเข้ามารับสัมปทานในพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิ และการพัฒนาในพื้นที่ดินว่างเปล่าจำนวน 2 แปลง บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ คือ ที่ดินว่างเปล่าแปลง 37 ของกรมธนารักษ์ ขนาด 990 ไร่ และที่ดินขนาด 723 ไร่ ที่ ทอท.ซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเริ่มก่อสร้างสนามบิน

โดยการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าจะมีทั้งรูปแบบให้เอกชนเข้าร่วมทุนในรูปแบบพีพีพี และรูปแบบสัมปทานรายย่อย โดยจะเปิดโอกาสให้เอกชนที่สนใจลงทุนนำเสนอโครงการเข้ามา อย่างไรก็ตามภายในสัปดาห์หน้า ทอท.จะเสนอแผนการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าให้กรมธนารักษ์พิจารณา หากได้ข้อสรุปเรื่องผลตอบแทนการใช้พื้นที่ ทาง ทอท.จะเร่งดำเนินการพัฒนาทันที

นอกจากนี้ ทอท.ยังสนใจที่จะเข้าไปบริหารสนามบินภูมิภาคทั้งแบบร่วมลงทุนกับ กรมท่าอากาศยาน หรือ ทย. และลงทุนเอง 100% สาเหตุที่ ทอท.สนใจเข้าลงทุนสนามบินภูมิภาค เนื่องจากมองว่าสนามบินภูมิภาคเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางทางการบินที่จะเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคกับสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง

ทั้งนี้ ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง มีความหนาแน่นทางจราจรทางอากาศมากขึ้น โดยสนามบินที่ ทอท.สนใจที่จะเข้าไปพัฒนาลงทุน คือ สนามบินขอนแก่น และสนามบินอุดรธานี ส่วนทางภาคตะวันตกมีความสนใจอยากพัฒนาสนามบินแม่สอด

“เดือน ก.ค.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายที่ ทอท. โดยประเด็นสำคัญคือ มาติดตามเรื่องการบูรณาการทางอากาศของ ทอท.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบิน เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพทางอากาศของประเทศไทยมีความสมบูรณ์และมีศักยภาพสูงสุด”

นายวิชัย บุญยู้ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า หลังปี 61 ทอท.จะมีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์มากขึ้น ทั้งการเปิดประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง รวมถึงการเปิดพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าแปลงที่ 37 จำนวน 990 ไร่ และพื้นที่ว่างเปล่าอีก 723 ไร่ บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ

อย่างไรก็ตามทาง ทอท.ได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี จากนี้ปี 61-65 ทอท.จะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20,000 ล้านบาท จากเดิมในปี 59 ทอท.มีรายได้ประมาณ 50,300 ล้านบาท และที่ผ่านมา ทอท.มีรายได้โตเฉลี่ยปีละ 5-7%

นอกจากนี้ ทอท.อยู่ระหว่างศึกษาการเปิดประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ขายสินค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิใหม่ เพื่อทดแทนสัญญาของกลุ่มคิง เพาเวอร์ที่จะหมดอายุในปี 2563 โดยการเปิดประมูลรอบใหม่จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเปิดประมูลพื้นที่จำหน่ายสินค้าปลอดภาษี ระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี

2.จุดรับมอบสินค้าปลอดอากร (Pick up counter) ระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะประมูลแบบเปิดกว้างมากขึ้น แต่อยู่ระหว่างศึกษาการแบ่งสัญญาใน 3 รูปแบบ คือ 1.เปิดประมูลแบบสัญญาเดียวแบบ (Common Use) 2.เปิดพื้นที่ให้เอกชนที่จำหน่ายสินค้าปลอดภาษีเช่า พร้อมให้พื้นที่ Common Use และ 3.เปิดให้เอกชนเจรจาเช่าพื้นที่เป็นรายๆ

“การศึกษาทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้ และเปิดประมูลช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 61 เบื้องต้นจะต้องเสนอโครงการพื้นที่ปลอดภาษีเข้าสู่ขั้นตอนประมูลแบบรัฐเอกชนร่วมลงทุน (PPP) เพราะมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ไม่น่าจะเกิน 5,000 ล้านบาท ส่วนสัญญา Pick up ต้องพิจารณารูปแบบและสัญญาอีกคร้งว่าจะต้องเข้ากระบวนการ PPP หรือไม่”

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชนในแนวทางการบริหารสนามบินภูมิภาคทั้ง 29 แห่ง ในสังกัด ทย. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ก่อนเสนอภาพรวมโครงการฉบับสมบูรณ์เข้าสู่กระทรวงคมนาคมภายในเดือน ก.ค. เพื่อให้อนุมัติหลักการและแนวทางพัฒนาต่อไป ทั้งในส่วนของรูปแบบการพัฒนาและเม็ดเงินลงทุน

สำหรับแผนบูรณาการร่วมกับ ทอท. ที่นายสมคิดกำชับมานั้นได้หารือกับ ทอท.มาหลายครั้งแล้วในเรื่องความเหมาะสมและสนามบินเป้าหมายในการพัฒนา ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่เปิดเผยรายชื่อสนามบินที่จะพัฒนาแบบบูรณาการร่วมกันได้ เนื่องจากต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นชอบในหลักการเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าแผนบริหารและพัฒนาสนามบินร่วมกันนั้นจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนหน้า สอดคล้องกับกรอบเวลาที่รองนายกรัฐมนตรีได้ตั้งเอาไว้อย่างแน่นอน.

 

ททบ. 5 ปรับแผนลุยสื่อใหม่ รุกทำ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 22:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987011

ททบ.5 ปรับแผนลุยสื่อใหม่ ทำเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เต็มสูบ เร่งเปิดตัวเดือนส.ค.60 นี้

พล.อ.ราชรักษ์ เรียนพืชน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 หรือ ช่อง 5 กล่าวว่า เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในพัฒนาสื่อใหม่โดยใช้ชื่อ TV5HD1 บุกสื่อออนไลน์ทุกช่องทางสื่อสารในการเจาะกลุ่มเป้าหมายโซเชียลทุกกลุ่มอายุ ซึ่งได้รับผลตอบรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังเพิ่มรายการออนไลน์ครบรส ได้แก่ รายการ pagumawhy อร่อยซอยแตก ใจบันดาลแรง ลิขิตฟ้า โหราไลฟ์ ลัดเลาะขอบสนาม เจาะลึกบอลไทย healthy on five by bud และเว็บข่าวโฉมใหม่ TV5HD1 ที่จะเริ่มเผยแพร่อย่างเป็นทางการในช่วงเดือน ส.ค.ปี 60 รวมถึงเปิดตัวแฟนเพจ TV5HD1 และเว็บไซต์ http://www.tv5hd1.com และ http://www.youtube.com/tv5hd1

 

รฟท.สั่งชะลอจ่ายค่าโอทีเฉพาะกิจร่วมแสน เร่งตรวจสอบข้อกฎหมาย-ระเบียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 22:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987021

ผู้บริหารการรถไฟฯ แจงเหตุพนักงานเบิกโอทีร่วมแสน ระบุเป็นการเบิกเฉพาะกิจ ไม่ได้กระทำต่อเนื่องตลอดทั้งปี เร่งตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบ สั่งชะลอจ่ายไปก่อน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ได้มีผู้โพสต์ เอกสารรายการเบิกเงินค่าตอบแทน การทำงานเกินกำหนดเวลาทำงานปกติ ของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเป็นการเบิกเงินค่าตอบแทนฯ ของพนักงานการรถไฟ ตำแหน่งนายสถานีปัตตานี มียอดเงินจำนวน 102,271.04 บาท โดยทำงาน 24 ชั่วโมง 21 วันติด โดยไม่หลับไม่นอน ซึ่งเรื่องราวการโพสต์เอกสารดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์อย่างกว้างขวางนั้น

นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่นายสถานีปัตตานีขอเบิกเงินค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานนอกเวลาจริง ขณะนี้ การรถไฟฯ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงทางช่วงสถานีหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก ระยะทาง 214 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางดังกล่าวในช่วงเวลากลางวันจะมีขบวนรถไฟวิ่งให้บริการตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้รับจ้างต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืน นายสถานีในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ มีความจำเป็นต้องอยู่รอ (standby) ตลอดช่วงเวลาที่ผู้รับจ้างเข้าทำงาน

ทั้งนี้ เนื่องจากหากมีความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างที่ผู้รับจ้างเข้าทำงาน นายสถานีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับสถานีปัตตานี รวมไปถึงสถานีส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ปัจจุบันมีนายสถานีปฏิบัติหน้าที่อยู่เพียงคนเดียว ไม่มีผู้ช่วยนายสถานี ภาระในการรอดังกล่าวจึงตกอยู่กับนายสถานีเพียงผู้เดียว ซึ่งการดำเนินการปรับปรุงทางในส่วนนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 3-4 เดือน

สำหรับการเบิกจ่ายค่าตอบแทนฯ ในลักษณะนี้ จะเป็นการเบิกเฉพาะกิจ ไม่ได้กระทำต่อเนื่องตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯ ได้สั่งให้ชะลอการเบิกจ่ายค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานนอกเวลาในลักษณะนี้ไปก่อนแล้ว เพื่อตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายค่าตอบแทนฯ ในลักษณะนี้ว่าทำได้หรือไม่ แค่ไหน อย่างไร และจะกำหนดมาตรการ และสร้างความเข้าใจกับพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่รวมไปถึงผู้รับจ้าง เพื่อให้ทั้งความเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติงาน และลดภาระค่าใช้จ่ายของการรถไฟฯ ในการเบิกจ่ายค่าตอบแทนฯ ในลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต.

 

เผย 2 รายชื่อ ผ่านรอบแรก สรรหานั่งเก้าอี้ ผอ.ไทยพีบีเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 21:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987030

ประกาศรายชื่อ 2 ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือก รอบที่ 1 สรรหาเข้าดำรงตำแหน่ง ผอ. ส.ส.ท. จ่อเสนอชื่อ ต่อคณะกรรมการนโยบายดำเนินกระบวนการคัดเลือกรอบสุดท้าย …

วันที่ 28 มิ.ย. ตามที่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อรับการสรรหาเข้าดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 เมษายน-4 พฤษภาคม 2560 และขยายเวลารับสมัครออกไปถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2560 นั้น

มีผู้สมัครทั้งสิ้น 9 ราย และยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ถอนตัว 2 ราย คงเหลือผู้สมัครเข้าแสดงวิสัยทัศน์ และรับการสัมภาษณ์ทั้งสิ้น 7 ราย ในวันที่ 28 มิถุนายน 2560 ดังนี้

1. นายอนุสรณ์ ศิริชาติ
2. นายพัชระ สารพิมพา
3. นายสุพจ จริงจิตร
4. นายวุฒิกร ทิวะศศิธร
5. นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ
6. นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์
7. รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ดำเนินกระบวนการคัดเลือก รอบที่ 1 ตามข้อ 9.1 แห่งข้อบังคับ ส.ส.ท. ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการรับสมัคร และการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พ.ศ. 2560 แล้วเสร็จ โดยคัดเลือกผู้สมัคร จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ และ รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล เพื่อเสนอรายชื่อ ต่อคณะกรรมการนโยบายดำเนินกระบวนการคัดเลือกรอบสุดท้ายต่อไป

 

พณ. มอบนโยบายพาณิชย์จังหวัด ทัพหน้าดูราคาสินค้าเกษตร ค่าครองชีพประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 20:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986882

“ปลัดพาณิชย์” มอบนโยบายพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ กำหนดบทบาทให้เป็นแม่ทัพหน้าของพาณิชย์ในต่างจังหวัด และเป็นมือขวาของผู้ว่าฯ ย้ำต้องดูแลราคาสินค้าเกษตร ค่าครองชีพ พัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้สามารถค้าขายชายแดนและส่งออกได้

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการมอบนโยบายให้กับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ว่า พาณิชย์จังหวัดเป็นแม่ทัพหน้าของกระทรวงพาณิชย์ หรือเป็นกระทรวงพาณิชย์น้อยในต่างจังหวัด และเป็นมือขวาของผู้ว่าราชการจังหวัดในการทำงานในระดับพื้นที่ ทั้งการดูแลราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพ การพัฒนาผู้ประกอบการ การส่งเสริมการค้าและการค้าชายแดน รวมถึงการผลักดันการส่งออก

สำหรับการดูแลราคาสินค้าเกษตร จะต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเตรียมการล่วงหน้าตั้งแต่เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกพืชเกษตรฤดูกาลผลิตปี 60/61 ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยต้องติดตามสถานการณ์การผลิต แนวโน้มผลผลิต เพื่อจะได้เตรียมมาตรการรับมือล่วงหน้า เช่น การกระจายผลผลิตเข้าสู่ตลาด โรงงาน และผู้บริโภค

“พาณิชย์จังหวัด ต้องรู้ล่วงหน้า พรุ่งนี้ มะรืนนี้ สินค้าตัวไหนจะมีปัญหา จะมีม็อบมาหรือไม่ ปัญหา หนึ่ง สอง สาม สี่ คืออะไร ถ้าแก้ไขได้ก็ต้องแก้ไขเลย ถ้าแก้ในระดับพื้นที่ไม่ได้ ต้องส่งเรื่องมายังส่วนกลาง ทุกอย่างต้องทำล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดแล้วมาแก้ไข”

ส่วนการดูแลค่าครองชีพ ต้องติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด และประสานกับส่วนกลางจัดโครงการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะที่การพัฒนาผู้ประกอบการ ควรเน้นการผู้ประกอบการในระดับฐานราก ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าชุมชน ผู้ผลิตสินค้าโอทอป โดยต้องส่งเสริมให้เกิดการค้าขาย โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดชายแดนต้องค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน และผลักดันไปจนถึงการส่งออก

นอกจากนี้ ยังได้เชิญผู้บริหารของกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มาให้ความรู้แก่พาณิชย์จังหวัด โดยเฉพาะแนวทางการบริหารจัดการตลาดข้าวปี 60/61 เพื่อให้พาณิชย์จังหวัดรับรู้และนำแนวทางไปแจ้งกับเกษตรกร ทั้งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร แนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการค้าข้าว และการบริหารจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตรที่กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการอยู่ เป็นต้น

 

‘พาณิชย์’ ดันพี่เลี้ยงโชห่วย เร่งพัฒนาร้านท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 5 พันแห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 20:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986812

พาณิชย์ จับมือสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เปิด ‘พี่เลี้ยงโชห่วย ช่วยคนตัวเล็ก’ ดึงร้านค้าส่ง 132 ร้านที่ผ่านการพัฒนาแล้ว เป็นพี่เลี้ยงให้กับร้านค้าปลีกในเครือข่าย ตั้งเป้าพัฒนาไม่ต่ำกว่า 5 พันแห่งทั่วประเทศ..

วันที่ 28 มิ.ย. 60 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และผู้บริหารร้านค้าส่งค้าปลีกในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมเปิดตัวโครงการ “พี่เลี้ยงโชห่วย ช่วยคนตัวเล็ก” โดยจะดึงให้ร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปให้ความช่วยเหลือและพัฒนาร้านโชห่วย ให้มีทักษะในการบริหารจัดการร้านค้า ช่วยปรับภาพลักษณ์ร้านค้าให้ทันสมัย และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยจะเน้นหลัก “สวย สะอาด สว่าง สะดวกและสบาย” เพื่อให้ร้านโชห่วยมีการพัฒนาและแข่งขันได้ดีขึ้น

“โครงการนี้ เป็นโครงการช่วยเหลือในลักษณะพี่ดูแลน้อง โดยดึงร้านค้าส่งค้าปลีกที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ไปช่วยร้านโชห่วยที่อยู่ในท้องถิ่นให้มีการพัฒนา และปรับโฉมร้านค้า เราไม่ได้ปล่อยให้โชห่วยต่อสู้เอง แต่ได้ดึงผู้ประกอบการ สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เข้ามาช่วย และอยากขอให้โชห่วยอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายก็จริง แต่ถ้าเปลี่ยนแล้ว รับรองว่าดีขึ้น”

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า ปัจจุบันมีร้านค้าส่งต้นแบบที่ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมฯ แล้ว 132 ร้านค้าทั่วประเทศ ซึ่งกรมฯ ได้ดึงให้ร้านค้าต้นแบบเหล่านี้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือร้านค้าปลีกในเครือข่าย โดยจะช่วยพัฒนาร้านค้า ปรับภาพลักษณ์ และให้ความรู้แก่ร้านค้าปลีก หรือร้านโชห่วยที่เป็นสมาชิก เพื่อให้มีความเข้มแข็งและมียอดขายที่ดีขึ้น และยังถือเป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจท้องถิ่นมีการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้เติบโตดีขึ้นด้วย โดยร้านโชห่วยที่จะเข้าไปพัฒนาปรับปรุง เบื้องต้น ได้ตั้งเป้าให้ได้ถึง 5,000 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับร้านโชห่วยที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะประสานให้เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาด 15-20% จากผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศที่มี 18 สินค้า 48 รายการ ไปจำหน่ายด้วย เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับร้านโชห่วย และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในส่วนภูมิภาค

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า การที่รัฐสนับสนุนในการปรับเปลี่ยนร้านค้าดั้งเดิมให้ทันสมัย และสามารถแข่งขันด้านราคากับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะลดปัญหาการปิดตัวของโชห่วยไทย ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 400,000 ราย และกำลังเผชิญกับการแข่งขันของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่หันมาลดขนาดของห้างให้เล็กลง แล้วเข้าไปเปิดในชุมชนต่างๆ เพื่อแข่งขันกับโชห่วย ประกอบกับ กำลังซื้อโดยรวมของประชาชนติดลบจากปัญหารายได้ลดลง และเงินนอกระบบหายไป สำหรับโครงการพี่เลี้ยงโชห่วย ช่วยคนตัวเล็ก จะมีสมาชิกค้าส่ง 60 รายจาก 120 ราย เข้ามาให้การแนะนำการจัดการร้าน และจัดหาสินค้าต้นทุนใกล้เคียงรายใหญ่ เพื่อให้แข่งขันได้

นอกจากนี้ สมาคมฯ ได้เสนอให้กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนแนวคิดจัดโครงการให้สิทธิพิเศษกับผู้สูงอายุ ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ให้สามารถเปิดร้านโชห่วยโดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อให้เป็นอาชีพอิสระสำหรับผู้สูงวัย และแนวคิดจัดตั้งบริษัทกลางทำหน้าที่จัดซื้อและกระจายสินค้าต้นทุนต่ำให้กับร้านโชห่วยทั่วประเทศ.

 

กฟน.ลงนาม MOU ร่วมกรมโยธาธิการและผังเมือง ให้บริการ GIS เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 28 มิ.ย. 2560 20:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984578

วันนี้ (22 มิถุนายน 2560) นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริการข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์กับ นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อใช้สำหรับการบูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับสารสนเทศภูมิศาสตร์ในพื้นที่การให้บริการของ กฟน. แก่กรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศก้าวสู่ Smart Metro ตอบสนองต่อนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ณ ห้องเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี อาคารสำนักงานใหญ่ การไฟฟ้านครหลวง

นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า กฟน. เปิดให้บริการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : GIS) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแผนที่ฐานเชิงรหัส (แผนที่ดิจิตอล) ครอบคลุมเขตจำหน่ายของ กฟน. ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ในมาตราส่วน 1:1000 ซึ่งเป็นสารสนเทศเชิงพื้นที่ (Spatial Map) ที่ได้มาตรฐานมีความละเอียดและแม่นยำสูง สามารถเห็นถึงตัวอาคารแต่ละหลังได้ โดย กฟน. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ให้มีความก้าวล้ำนำหน้าอยู่เสมอ ด้วยการสำรวจและการอัพเดตข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสนใจใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งในครั้งนี้ กฟน. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กรมโยธาธิการและผังเมือง มอบความไว้วางใจใช้บริการระบบข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ของ กฟน. เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ในการบูรณาการข้อมูลเพื่อรองรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการด้านผังเมืองใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคมนาคมขนส่ง ด้านแหล่งน้ำ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และด้านผังเมือง โดยความร่วมมือในครั้งนี้มีผลบังคับเป็นระยะเวลา 3 ปี

นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า สืบเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการ “ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม จัดทำแผนภาพ ซึ่งแสดงความเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ระบบราง ถนน ไฟฟ้า ประปา เพื่อเป็นแผนหลักในการดำเนินการด้านการพัฒนาผังเมืองของประเทศต่อไป” และกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตามข้อสั่งการฯ ดังกล่าว ในการดำเนินงานจะบูรณาการข้อมูล แผนงาน และโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในรูปแบบข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) โดยมีหน่วยงานเจ้าของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จำนวนทั้งสิ้น 7 กระทรวง 29 หน่วยงาน แบ่งประเภทของข้อมูลออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคมนาคมและขนส่ง ด้านแหล่งน้ำ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (ระบบสาธารณูปโภค) และด้านผังเมือง โดยกรมฯ จะจัดทำเป็นฐานข้อมูลระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศบนแผนที่ฐานเดียวกัน (Single Map) เพื่อใช้ในการวางและจัดทำผังเมืองทุกระดับและให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ วางแผน พัฒนา และบูรณาการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาประเทศมีความสอดคล้องและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

//////////////////////////////

“มหานครไร้สาย Smart Metro”

| ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม |

—————–

**กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF

—————–

ติดตามสื่ออื่น การไฟฟ้านครหลวง ได้ที่

Application : MEA Smart Life

Website: www.mea.or.th

Facebook : การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

Twitter : @mea_news

YouTube : MEA Multimedia

Line : @meanews


http://www.thairath.co.th/clip/139072

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 3.82 ดัชนีอยู่ที่ 1,582 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 17:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986862

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 3.82 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.63 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,885.35 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 28 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 3.82 จุด อยู่ที่ 1,582.63 เปลี่ยนแปลง -0.24% มูลค่าการซื้อขาย 38,885.35 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,587.85 จุด และต่ำสุดที่ 1,580.86 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 5.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน).

 

ผิดหวัง! พาณิชย์ เผยสหรัฐฯ จัดอันดับค้ามนุษย์ไทย อยู่ระดับ 2 คงเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986658

ภาครัฐ-เอกชน ผิดหวังหลังสหรัฐฯ จัดไทยอยู่ระดับ Tier 2 Watch List ตามเดิม ทั้งที่ผ่านมาแก้ปัญหาแรงงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งทูตพาณิชย์ทำความเข้าใจผู้นำเข้าสินค้าไทยในต่างประเทศ ขณะที่เอกชนหวั่นอาจมีมาตรการคว่ำบาตรหรือกีดกันนำเข้าสินค้าไทย…

วันที่ 28 มิ.ย. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ตามกฎหมายป้องกันเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากการค้าแรงงาน ประจำปี 60 โดยยังคงให้ไทยอยู่ในระดับ 2 แบบถูกจับตามอง (Tier 2 Watch List) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ว่ารู้สึกผิดหวังและเสียใจเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไทยและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตั้งใจและจริงจังในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยว่า รู้สึกผิดหวังกับการประกาศผลดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ และแก้ไขปัญหาแรงงานไปมากแล้ว คาดว่าปีนี้สหรัฐฯ จะประกาศระดับของไทยดีขึ้น แต่กลับยังอยู่ในระดับเดิม อย่างไรก็ตามทุกภาคส่วนคงต้องเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิม

ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ของไทยที่ประจำอยู่ประเทศต่างทั่วโลก ชี้แจงทำความเข้าใจผู้นำเข้าสินค้าไทยแล้วว่า รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาแรงงานอย่างไร มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง รวมถึงจะหารือกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรม ที่สหรัฐฯ ระบุยังใช้แรงงานผิดกฎหมายอยู่ เพื่อสอบถามถึงลูกค้าว่าเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อการสั่งซื้อจากไทยหรือไม่

นายถาวร กนกวลีวงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เผยว่า ภาคเอกชนรู้สึกผิดหวัง เพราะที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาแรงงาน จนทำให้เห็นภาพรวมการแก้ปัญหาแรงงานของไทยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่สาเหตุที่ยังอยู่ในระดับเดิมเช่นนี้ ภาครัฐคงต้องลงไปดูในรายละเอียด และหารือกับหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ ว่ายังมีอะไรที่เข้าใจไม่ตรงกันหรือไม่ ซึ่งต้องชี้แจงให้เข้าใจตรงกันให้ได้

อย่างไรก็ตาม การที่ยังอยู่ในระดับเดิม ธุรกิจคงไม่ได้รับผลกระทบอะไรหรือคงไม่แย่ลงไปกว่าเดิม เพราะเราได้ทำความเข้าใจกับลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันความเชื่อมั่นที่จะสั่งซื้อสินค้าไทยกลับมาแล้ว และคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าการคงให้อยู่ในระดับเดิม สหรัฐฯ จะออกมาตรการคว่ำบาตร หรือกฎระเบียบอะไรที่เป็นกีดกันการนำเข้าสินค้าจากไทยหรือไม่.

 

ทางหลวงคุมเข้ม! ตรวจจับรถบรรทุกน้ำหนักเกิน สาเหตุหลักทำถนนพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 14:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986447

กรมทางหลวงคุมเข้มรถบรรทุกน้ำหนักเกิน สาเหตุหลักทำถนนพัง ตรวจสอบในรอบ 7 เดือน จับแล้ว 2,621 คัน วอนประชาชนเป็นหูเป็นตา เพื่อช่วยกันประหยัดงบประมาณประเทศ…

วันที่ 28 มิ.ย. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ได้ติดตามที่กรมทางหลวงมีนโยบายปรับปรุงเครือข่ายด่านชั่งน้ำหนักถาวร และด่านชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ทั่วประเทศ โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีการผ่อนผันให้ผู้ประกอบการในการบรรทุกน้ำหนักเกิน อันจะส่งผลให้ลดงบประมาณในการซ่อมบำรุงรักษาทางหลวง และลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดกับโครงสร้างสะพานกับทางลอด

รวมทั้ง ได้กำชับให้สถานีตรวจสอบน้ำหนักทั่วประเทศจำนวนกว่า 70 แห่ง บูรณาการการทำงานร่วมกัน รวมถึงจัดส่งเจ้าหน้าที่ชุดด่านชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ จากส่วนกลางของสำนักควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ ออกไปสุ่มจับรถที่บรรทุกน้ำหนักเกินอันจะเป็นการป้องปรามอีกทางหนึ่ง

สำหรับสถิติการจับกุม ล่าสุดระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 59 – 25 มิ.ย. 60 สามารถจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินได้จำนวน 2,621 คัน โดยแบ่งตามประเภทวัสดุบรรทุกที่น้ำหนักเกินดังนี้ 1.ดิน, หิน, ทราย 37% 2.สินค้าเกษตร 23% 3.วัสดุก่อสร้าง 11% 4. ไม้ 6% 5.เครื่องจักร 4% ที่เหลือเป็นอื่นๆ เช่น น้ำมัน ของเหลว สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 60 ที่ผ่านมา สามารถจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินได้ 3 คัน ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่า มีการจ่ายเงินสินบนแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมนั้น ถ้าหากมีแบะแสสามารถแจ้งมายังช่องทางของกรมทางหลวงได้ เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่กระทำการผิดจริงก็จะดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุด

ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้ทางหลวง หากพบเห็นรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด ให้แจ้งตำรวจทางหลวงหมายเลข 1193 หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 กด 5 (สำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ) โทรฟรี 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานของถนน และประหยัดงบประมาณซ่อมบำรุงถนนของประเทศ.