‘สสว.’ จับมือ ‘เอ็ตด้า’ เสริมศักยภาพ SME ไทยเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 13:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986455

“สสว.-เอ็ตด้า” เสริมศักยภาพเอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ มั่นใจพัฒนาผู้ประกอบการให้โดนใจผู้บริโภคยุคดิจิตอล ชวนร่วมงาน “Smart sme expo 2017” เริ่ม 29 มิ.ย.-2 ก.ค. อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 60 นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว.ได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ เอ็ตด้า และภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับเอสเอ็มอีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ และพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การให้ความรู้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสินค้า การแนะนำ การถ่ายภาพและเขียนข้อมูลเพื่อขายสินค้าให้โดนใจผู้ซื้อ รวมทั้งการนำสินค้าขึ้นขายผ่านตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือมาร์เก็ตเพลสที่ได้รับความนิยม โครงการนี้จะสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีเพื่อพัฒนาธุรกิจให้ตรงใจผู้บริโภคยุคดิจิตอล เป็นอีกตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ตั้งเป้าผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ ไม่น้อยกว่า 21,600 ราย และสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 210 ล้านบาท

ด้าน นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือเอ็ตด้า กล่าวว่า ตามที่ เอ็ตด้า ได้ร่วมมือกับ สสว.ดำเนินโครงการ “เอสเอ็มอี โก ออนไลน์” เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการกว่า 15,000 ราย เข้าสู่อีคอมเมิร์ซ โดยอบรมผู้ประกอบการกว่า 16 จังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ นับเป็นความร่วมมือสองหน่วยงานที่ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล ผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันทั้งภายในและต่างประเทศ ก้าวเข้าสู่การเป็น Smart Entrepreneur ในยุคไทยแลนด์ 4.0 เบื้องต้นของการสรรหาผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมโครงการ ได้จัดเตรียมบุคลากรมาอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลและรับสมัครผู้ประกอบการกว่า 30 คน จะโทรศัพท์สายตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย หากผู้ประกอบการไม่มั่นใจสามารถตรวจสอบรายชื่อบุคลากรที่จะโทรศัพท์ไปสอบถามได้ที่เว็บไซต์ http://www.smesgoonline.in.th และเข้าที่ปุ่ม “รายละเอียดโครงการ” โดยหมายเลขโทรศัพท์ ที่บุคลากรจะใช้ในการติดต่อของโครงการฯ คือหมายเลข 02-026-3212 เพียงหมายเลขเดียว ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมโครงการสอบถามรายละเอียดได้ที่ อีเมล smesgoonline@etda.or.th หรือ โทร. 02-123-1280

ขณะเดียวกัน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนจัดงาน “Smart sme expo 2017” ภายใต้แนวคิด “Total SMEs Solutions” ตอบโจทย์ความต้องการของ เอสเอ็มอีตามวงจรธุรกิจใน 5 โซลูชั่น ได้แก่ 1. ตั้งต้นธุรกิจ 2. ขยายตลาด 3. สร้างแบรนด์ 4. พัฒนาสินค้า และ 5. ที่ปรึกษาบนพาวิลเลี่ยนของ สสว.ขนาดใหญ่ 180 ตารางเมตร ที่เอสเอ็มอีเกษตร สตาร์ตอัพ จะนำสินค้ามาโชว์ พร้อมเปิดมุมมองที่เป็นจุดพลิกผันในโลกปัจจุบัน พร้อมเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าโครงการ “SME Go Online By สสว. & ETDA” พิเศษเฉพาะในงาน กูรูด้านการขายสินค้าออนไลน์จะเผยเทคนิคง่ายๆ ถ่ายภาพสินค้าอย่างไรให้สินค้าขายได้ พร้อมบริการถ่ายภาพสินค้าให้ผู้ประกอบการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย (จำกัดท่านละ 3 รายการ) ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-2 ก.ค. ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

คนรักหุ้นยิ้ม! แรงหนุนจาก ศก.เริ่มฟื้น ส่งออกดี คาดดัชนีแตะ 1,600 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 13:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986427

บลจ.วรรณ มองดัชนีหุ้นไทย มีแรงหนุนจากเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น หลังตัวเลขการส่งออกปรับตัวดี มองระยะสั้นมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก แนะติดตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและการแข็งค่าของเงินบาทในระยะถัดไป มองกรอบหุ้นไทยสัปดาห์นี้ 1,560-1,600 จุด

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า สัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ Side way up เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขส่งออกไทยเดือน พ.ค.ที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามจากนี้ คือ ทิศทางราคาน้ำมันดิบ และการแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงนโยบายกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ

“สัปดาห์นี้อาจมีแรงซื้อเพิ่มขึ้นจากการทำ Window Dressing ของไตรมาส 2/60 รวมถึงการทำ Index Rebalance ของดัชนี SET50 และ SET100 ซึ่งอาจทำให้ผู้จัดการกองทุนมีการปรับพอร์ตการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้อง โดยประเมินกรอบการเคลื่อนตัวของดัชนีที่ระดับ 1,560 -1,600 จุด”

สำหรับปัจจัยจากต่างประเทศ คาดว่า จะมีแรงซื้อเก็งกำไรในระยะสั้นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market )หลังประเทศสหรัฐฯ และยุโรปประกาศตัวเลข PMI ภาคบริการที่ต่ำกว่าคาดการณ์ รวมถึงแนวโน้มการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate tax) ของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากภาวะอุปทานที่มากเกินไป ขณะที่นักลงทุนยังคงต้องติดตามสุนทรพจน์ของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 27 มิ.ย. 60 โดยจะทราบรายละเอียดในเช้าวันที่ 28 มิ.ย. ตามเวลาในประเทศไทย

ทั้งนี้ อาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเจรจาแนวทางการปรับลดขนาดงบดุลของเฟด รวมถึงทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หลายสาขามีมุมมองที่แตกต่างกัน อีกทั้งติดตามในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ จะมีการโหวตยกเลิกมาตรการโอบาม่าแคร์ (Obamacare) ซึ่งหากไม่มีความชัดเจนก็อาจส่งผลกดดันภาพรวมการลงทุน

สำหรับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลงประมาณ 20% นับตั้งแต่ต้นปี มองว่าเป็นตามอุปทานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเร่งผลิตของประเทศลิเบียและไนจีเรีย ขณะที่อุปสงค์ยังคงฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า อย่างไรก็ดี ระยะถัดไปราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวได้ โดยยังคงต้องติดตามความชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณการส่งออกน้ำมันของประเทศซาอุฯ ซึ่งมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือน มิ.ย.

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึงความตึงเครียดของกลุ่มประเทศอาหรับตะวันออกกลางกับประเทศกาตาร์ อีกทั้งในไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับไตรมาส 4 เนื่องจากเป็นฤดูหนาว ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนทิศทางราคาน้ำมันในช่วงปลายปีได้ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล.

 

“บัตร SCB มี Yeah รูดได้…อร่อยฟรีได้ที่สยามสแควร์” 7 เสาร์ต่อเนื่อง…เอาใจสาวกช็อป ชิม ชิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 มิ.ย. 2560 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/985652

ธนาคารไทยพาณิชย์ จับมือ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแคมเปญ “บัตร SCB มี Yeah รูดได้…อร่อยฟรีได้ที่สยามสแควร์” บุกสยามสร้างสังคมใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด (Cashless Society) พร้อมเอาใจวัยโจ๋และลูกค้าขาช็อป ชิม ชิล แจกขนมฟรีร้านดังทุกวันเสาร์ 7 สัปดาห์ต่อเนื่อง (ถึงวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2560) เพียงใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต หรือ บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ครบ 300 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป แสดงบัตรพร้อมเซลล์สลิปเพื่อรับสิทธิ์บริเวณข้าง Information ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ตั้งแต่เวลา 14.00 – 17.00 น. หรือจนกว่าบัตรสิทธิ์จะหมด (จำนวนจำกัด 300 สิทธิ์/ร้าน/วัน)

รายชื่อร้านดังกับแคมเปญ “บัตร SCB มี Yeah รูดได้…อร่อยฟรีได้ที่สยามสแควร์”

วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2560 รับฟรีเครื่องดื่มคลาสสิกช็อกโกแลตเย็น หรือ ลาเต้เย็น ที่ร้าน Starbucks

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560 รับฟรี Matcha-Sumi Cup ที่ร้าน Kyo Roll En

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2560 รับฟรี Mille Crepe ที่ร้าน Amor

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2560 รับฟรี Blue Hawaii Marshmallow ที่ร้าน Twister

วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม 2560 รับฟรีเบอร์เกอร์หมู+ชิคเก้นบอมบ์+ไก่เผ็ดไม่มีกระดูก+เป๊ปซี่ 22 ออนซ์ ที่ร้าน Chester’s

วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2560 รับฟรีเครื่องดื่มคลาสสิกช็อกโกแลตเย็น หรือ ลาเต้เย็น ที่ร้าน Starbucks

ที่มา: http://www.scb.co.th/debit/debit-sq1wtb.html

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986225

ทองไทยเปิดตลาดราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650…

วันที่ 28 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท.

 

ธ.กรุงเทพได้ 8 สตาร์ทอัพเข้า Bangkok Bank InnoHub จับมือเนสท์ติวเข้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 09:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986177

ธนาคารกรุงเทพ ได้ 8 สตาร์ทอัพจาก 32 ประเทศทั่วโลกสู่ Bangkok Bank InnoHub จับมือ ‘เนสท์’ ร่วมติวเข้มสตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคระดับเวิลด์คลาส ก่อนนำเสนอแผนธุรกิจต่อกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ…

ธนาคารกรุงเทพ พร้อมพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพชั้นนำระดับโลก ‘เนสท์’ ประสบความสำเร็จในการสรรหา ‘Bluefin’ 8 สตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทค ระดับเวิลด์คลาสจาก 32 ประเทศทั่วโลก เข้าสู่โครงการ ‘Bangkok Bank InnoHub’ เข้าอบรมหลักสูตรเข้มข้นที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ร่วมทำงานกับธนาคารกรุงเทพ และเนสท์ รวม 12 สัปดาห์ ก่อนขึ้นเวทีวัน Demo Day ในเดือนกันยายน 2560 โอกาสสำคัญในการนำเสนอแผนธุรกิจต่อกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อก้าวไปสู่การระดมทุน และร่วมเป็นพันธมิตร

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นของ ‘Bangkok Bank InnoHub’ โครงการที่ธนาคารกรุงเทพได้ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นในการสานต่อนโยบายร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนการพัฒนาบริษัทสตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทค(FinTech : Financial Technology) ที่จะเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและธุรกิจการเงินในอนาคตของไทย รวมถึงความสำคัญต่อการกำหนดกลยุทธ์และแผนงานด้านดิจิทัล ในการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คิดค้นและสร้างสรรค์บริการทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรมของธนาคารให้ดียิ่งขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการระดมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาร่วมสร้างและจัดตั้งทีมฟินเทค ในการวางกลยุทธ์และกำหนดทิศทางธุรกิจในหลายด้านเพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารจะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมและพร้อมรับมือกับความท้าทายจากเทคโนโลยีทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ ‘เนสท์’ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพชั้นนำระดับโลก ประสบความสำเร็จในการสรรหา 8 สตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคระดับเวิลด์คลาส จาก 32 ประเทศทั่วโลก

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวต่อว่า นับเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นสากล ด้วยธนาคารกรุงเทพในฐานะธนาคารพาณิชย์ชั้นนำระดับภูมิภาค และตอกย้ำด้วยจำนวนบริษัทที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ทั้งจากยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย เอเชีย รวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้ธนาคารเชื่อว่า Bangkok Bank InnoHub จะสามารถเชื่อมโยงและสนองตอบนโยบายพัฒนาประเทศ 4.0 ของรัฐบาลในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่เน้นการให้บริการ อีกทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและร่วมผลักดันระบบ ecosystem ของประเทศไทย เพื่อมอบโอกาสให้สตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคในประเทศได้ขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้กับสตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคระดับโลกสามารถสร้างเครือข่าย และความร่วมมือกับชุมชนฟินเทคในประเทศไทยและอาเซียนอีกทางหนึ่ง

มร. ลอร์เรนซ์ มอร์แกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนสท์ ที่ประสบความสำเร็จด้านการจัดโครงการสตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคให้กับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ทั่วโลก เปิดเผยว่า โครงการ Bangkok Bank InnoHub มีจุดเด่นที่เปิดรับสตาร์ทอัพหน้าใหม่ทั้งจากประเทศไทยและทั่วโลก ดังนั้น หลักสูตรอบรมเข้มข้นของ Bangkok Bank InnoHub จึงได้รับการออกแบบบนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมระดับสากล ให้มีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะ อาทิ เมนเทอร์สตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในธุรกิจไทยและทั่วโลกมาเป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด ให้คำปรึกษา ช่วยวางกลยุทธ์ และช่วยให้ผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ

โครงการอบรมจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2560 ซึ่งสตาร์ทอัพทั้ง 8 ทีมจะได้รับการดูแลและร่วมทำงานกับผู้บริหารมืออาชีพที่มากด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการเงินของธนาคารกรุงเทพ อีกทั้งเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง มากด้วยประสบการณ์ และความสำเร็จจากการทำโครงการในลักษณะเดียวกันของเนสท์ให้กับองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก จากนั้นในช่วงปลายเดือนกันยายน 2560 จะเป็นวัน Demo Day ที่เปิดเวทีให้สตาร์ทอัพทั้ง 8 นำเสนอแผนธุรกิจต่อกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบประเทศอาเซียน รวมถึงธนาคารกรุงเทพ และ บริษัท บัวหลวงเวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเงินร่วมลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยเน้นธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดย่อม รวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพ นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะก้าวไปสู่การให้คำปรึกษาด้านการระดมเงินทุน และร่วมเป็นพันธมิตร

ดร. พนุกร จันทรประภาพ Vice President ฝ่ายการลงทุนธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า สตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโปรแกรมอบรมทั้ง 8 ทีม ประกอบด้วย ทีมผู้พัฒนาบริการด้าน Wealth Management 3 แห่ง ได้แก่ Bambu, Bento และ Canopy ประเทศสิงคโปร์ ด้าน Security ได้แก่ Covr Security ประเทศสวีเดน ด้าน Block chain ได้แก่ Everex ประเทศไทย ด้าน Lending ได้แก่ First Circle ประเทศฟิลิปปินส์ ด้าน P2P Invoice Trading ได้แก่ Invoice Interchange ประเทศสิงคโปร์ และด้าน Mutual Fund Investment ได้แก่ FundRadars ประเทศไทย

“ท่ามกลางภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่เปลี่ยนจากปลาใหญ่กินปลาเล็ก มาสู่การเป็นปลาเร็วกินปลาช้าในปัจจุบัน  โครงการ Bangkok Bank InnoHub จึงต้องการค้นหา ‘Bluefin’ หรือสุดยอดปลาครีบน้ำเงิน ที่มีทั้งความเฉลียวฉลาด มุ่งมั่น และว่องไว ซึ่งเราก็ประสบความสำเร็จได้พบกับ 8 ทีมสุดยอดสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ แข็งแรงและพร้อมจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยหัวใจสำคัญของโครงการนี้จะเน้นที่ ‘การเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืน’ ซึ่งสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ย่อมมีความสามารถในการคิดค้นสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง และโครงการนี้จะช่วยสนับสนุนและปลดล็อกขีดจำกัดทางธุรกิจให้สามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” ดร. พนุกร กล่าว

ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดตามความเคลื่อนไหวโครงการ Bangkok Bank InnoHub และ Social Media ทาง Facebook, IG, YouTube และ Twitter โดยพิมพ์ Bangkok Bank InnoHub.

 

เสี่ยงรูปแบบใหม่ไทยหลัง 20 ปีต้มยำกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986032

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยออกรายงานบทเรื่อง “20 ปีวิกฤติเศรษฐกิจ 2540: บทเรียนสู่เส้นทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน” โดย น.ส.เสาวณี จันทะพงษ์และนายนิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ ระบุว่า ปี 2560 เป็นปีที่ครบรอบ 20 ปีวิกฤติทางการเงินที่รู้จักกันว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น “วิกฤติการเงินในภูมิภาคเอเชีย” โดยสาเหตุของวิกฤติมาจากการสะสมความเสี่ยงช่วงก่อนปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะฟองสบู่ ซึ่งนำไปสู่การเกิด “วิกฤติคู่” ทั้งวิกฤติค่าเงินและวิกฤติสถาบันการเงิน มาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน คือ 1.ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค 2.การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินภายใต้เงื่อนไข “Impossible Trinity” หรือ 3 องค์ประกอบทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกัน คือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างอิสระ การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และการใช้นโยบายการเงินที่เป็นอิสระ 3.สถาบันของไทยไม่เข้มแข็งและขาดธรรมาภิบาล

อย่างไรก็ตาม วิกฤติปี 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจและช่วยให้ไทยผ่านบทพิสูจน์สำคัญมาได้หลายครั้ง ทั้งวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 และมหาอุทกภัยปี 2554 โดยบทเรียนสำคัญที่ไทยได้รับจากวิกฤติปี 2540 คือ การสร้างสมดุลทางนโยบายและให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การสร้างความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาเชิงระบบและดำเนินนโยบายแบบยืดหยุ่น โดยนำไปสู่การปรับโครงสร้างขนานใหญ่ ทั้งการปรับโครงสร้าง ธปท.เปลี่ยนกรอบนโยบายการเงินมาเป็นการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น เปลี่ยนการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เครดิตบูโร รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ในบทความระบุว่า แม้จะผ่านไป 20 ปี แต่ประเทศไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆในอนาคต เพราะโลกในปัจจุบันมีลักษณะ “VUCA” คือ ผันผวนสูง ไม่แน่นอนและคาดเดายาก มีความเชื่อมโยงซับซ้อน เห็นผลลัพธ์ไม่ชัดเจน เศรษฐกิจไทยจึงควรสร้างภูมิคุ้มกันให้หลากหลายมิติมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมทัศนคติและค่านิยมตาม “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยอยู่ได้ท่ามกลางวัฏจักรเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป.

 

อูเบอร์ขยับให้บริการรถแท็กซี่ ขนส่งย้ำ!แต่รถส่วนบุคคลห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986052

น.ส.ศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย อูเบอร์ เปิดเผยว่า อูเบอร์ได้เปิดตัว “uberFLASH” (อูเบอร์แฟลช) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทดลอง โดยรวบรวมยานพาหนะ 4 ประตูทุกประเภท ได้แก่ อีโคคาร์ รถกระบะ รถแท็กซี่ ไว้ในระบบให้บริการ โดยในช่วงทดลองนี้ อูเบอร์จะเปิดให้ผู้ขับแท็กซี่คุณภาพมาสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยทุกคนต้องผ่านการตรวจประวัติ ซึ่งเป็นข้อบังคับของอูเบอร์ โดยมั่นใจว่าการขยายบริการจะทำให้ผู้โดยสารจะมีรถมารับเร็วขึ้น

ขณะที่นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า หากอูเบอร์จะนำแท็กซี่เข้าเป็นพันธมิตรผู้ขับของอูเบอร์ถือว่าทำได้ไม่ผิด เพราะเป็นรถสาธารณะถูกกฎหมาย แต่สำหรับบริการของอูเบอร์ที่เป็นรถส่วนบุคคล ก็ถือว่ายังผิดกฎหมายอยู่ หากตรวจพบว่ามีการใช้รถผิดประเภทมาให้บริการเป็นแท็กซี่ ก็จะถูกจับปรับทันทีเหมือนเดิม เพราะผิดกฎหมาย ส่วนแนวทางหารือระหว่างขนส่งกับอูเบอร์นั้น ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนของการว่าจ้างที่ปรึกษาในการศึกษาความเหมาะสมในการทำธุรกิจอูเบอร์ในประเทศไทยอยู่.

 

เศรษฐกิจไม่ดี สินค้าเกษตรราคาตก คนหยุดจับจ่ายใช้สอย หรือเราจะคิดไปเอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มิ.ย. 2560 06:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/985880

หลังจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมายอมรับว่าราคาผลผลิตด้านการเกษตร ทั้งราคาข้าวโพด ปาล์ม สับปะรด อยู่ในช่วงตกต่ำ โดยมองว่า เรื่องของการเพาะปลูก และราคาสินค้าเกษตร เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงที่ต้องทำงานร่วมกัน อาทิ ข้าวโพด และปาล์ม เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงพาณิชย์ กล้วยและสับปะรด เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ขณะที่ นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือน พ.ค. ลดลง 2.84% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สินค้าที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดลง 21% เนื่องจากปริมาณออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น สับปะรดโรงงาน ลดลง 55% เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 60,000 ตัน และเดือน มิ.ย. ดัชนีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา มังคุด ไก่เนื้อ

จากประเด็นดังกล่าว ทีม ข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลสินค้าเกษตรที่สำคัญๆ จาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยอ้างอิงจากราคารายวัน ณ จุดรับซื้อ หรือตลาดสำคัญ ของวันที่ 27 มิ.ย. 60 และ วันที่ 27  มิ.ย. 59 โดยจะหยิบราคาสินค้าเกษตรบางประเภทมาให้ดู ดังนี้

สินค้า                                         27 มิ.ย. 59             27 มิ.ย.60               หน่วย

ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 15%             11,350-13,000      11,600-11,300        บาท/ตัน

หอมปทุมธานี 1 ความชื้น 15%          11,200                  9,250                     บาท/ตัน

หัวมันสำปะหลังสด                          1.65                     1.10                       บาท/ตัน

หัวมันสำปะหลังสด (แป้ง 25%)          2                          1.60                       บาท/กก.

ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3                       53.29-55.05          51.08-52.16            บาท/กก.

น้ำยางสด                                    47                         48                         บาท/กก.

สับปะรดโรงงาน                            12-13.50                4.60                      บาท/กก.

สุกร                                          74-78.50               58-60                     บาท/กก.

ไก่รุ่นพันธุ์เนื้อ                               35.50-36               40-41                     บาท/กก.

ไข่ไก่สด                                      320                       260                        บาท/ร้อยฟอง

ไข่ไก่สด เบอร์ 3                            295                      260                        บาท/ร้อยฟอง

ไข่ไก่สด เบอร์ 4                            285                      250                       บาท/ร้อยฟอง

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า สินค้าเกษตรบางประเภท ราคาลดลงจากปี 59 อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่สินค้าเกษตรบางประเภทก็ไม่ได้ปรับราคาลดลงเท่าไรนัก ในเรื่องนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หากเกษตรกรมีรายได้น้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโดยรวม

‘อภิรดี’ เรียกพาณิชย์จังหวัด รับมือราคาสินค้าเกษตร

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญประชุมพาณิชย์จังหวัดที่ประจำอยู่ทั่วประเทศ เพื่อรับทราบนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการสินค้าเกษตร การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกร ทั้งสินค้าข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ เพราะพาณิชย์จังหวัดเป็นคนในพื้นที่ ที่ต้องเป็นกำลังหลักของกระทรวงพาณิชย์ ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตร ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“จะชี้แจงให้พาณิชย์จังหวัดรับทราบและนำนโยบายไปปฏิบัติ ทั้งนโยบายเร่งด่วน และการเตรียมการรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาด รวมถึงรับทราบนโยบายและมาตรการในการสนับสนุนส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ ที่พาณิชย์จังหวัดต้องนำไปปฎิบัติ โดยเฉพาะแนวทางการบริหารจัดการตลาดข้าว ปี 60/61 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการค้าข้าว การบริหารจัดการด้านการตลาด เป็นต้น”

เศรษฐกิจไม่ดี เราคิดกันไปเองหรือไม่ นักวิชาการช่วยไขข้อสงสัย

นาย ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์ พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปีที่ผ่านมา ขยายตัวดีขึ้น ตัวเลขจีดีพีรวมดีขึ้น ยืนยันจากตัวเลขการส่งออกดีขึ้น 13% ตัวเลขการใช้ไฟก็ดีขึ้น ยอดจดทะเบียนรถยนต์ก็ดีขึ้น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมดีขึ้น เหล่านี้สามารถสะท้อนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้

ส่วนของผู้ประกอบการที่มองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ต้องดูว่าเกิดจากอะไร คนไม่ซื้อ หรือคู่แข่งเยอะ เพราะตอนนี้ภาคธุรกิจแข่งขันกัน ตัดราคากัน ยกตัวอย่างโรงแรม ที่อัตราการเข้าพักไม่สูง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะคู่แข่งเยอะขึ้น

“ที่ประชาชนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ก็อาจจะไม่ดีจริงๆ แต่มันก็มีสาเหตุหลายส่วน ประกอบในระยะนี้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีกำลังซื้อ แต่ทุกครั้งที่จะซื้อ ก็จะต้องชั่งใจมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ราคาสินค้าเกษตรทุกรายการ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยาง ปาล์มน้ำมัน น้ำตาล ราคาโดยรวมไม่ค่อยดีเท่าไร และที่สำคัญกำลังซื้อส่วนใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย มาจากเกษตรกร โดยเฉพาะผู้ผลิตข้าว และหลังๆ คือยางพารา สับปะรดเอง

ล่าสุด ทางกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีก็เพิ่งพูดว่า ราคาตกลงในช่วง 2-3 เดือน สังเกตได้ว่า เศรษฐกิจที่มันดูไม่ดี ส่วนหนึ่งมาจากราคาพืชผลตกต่ำ ทำให้เกษตรกรตั้งต้น ไม่สามารถซื้อของได้มากขึ้น ก็จะทำให้ได้รับผลกระทบ

ส่วน ภาคการส่งออก เพิ่งจะเริ่มฟื้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นจึงยังไม่มีการจ้างงานเพิ่ม หรือให้เงินเดือนเพิ่ม ธุรกิจยังไม่กล้าลงทุน เพราะยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน

“ที่คนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี คือเป็นภาพรวมส่วนใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้เพิ่งเริ่มฟื้นตัว และช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากกำลังซื้อแผ่ว และไม่มีสัญญาณฟื้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ราคาที่ไม่สูง ประกอบกับกำลังซื้อที่ไม่มาก และไม่คล่องตัวเหมือนอดีต และคนระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย แต่ภาพเศรษฐกิจโดยรวมๆ กำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจ และสำนักวิจัยต่างๆ ในประเทศไทย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ เติบโตกว่าปีที่แล้ว แต่ก็เป็นไปได้ว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจอาจยังกระจุกตัวอยู่ในบางภาคอุตสาหกรรม ยังกระจายไปไม่ถึงทุกคน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องใส่ใจมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ทุกคนรับรู้ได้

นาย ธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทิศทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ ดีขึ้น เพราะการส่งออกดีขึ้น การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นกลับมา สังเกตได้จากนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศ สุดท้ายเม็ดเงินจะไหลเข้ามา

ในส่วนของเงินบาทที่แข็งค่า เป็นเพราะว่า เงินเข้าประเทศ สะพัดเข้ามาจากการลงทุนต่างๆ เพราะฉะนั้น ทิศทางในครึ่งปีหลังน่าจะเป็นสัญญาณบวก เงินจะไหลเข้าประเทศ ต่างชาติจะเริ่มสนใจในการลงทุนมากขึ้น เอกชนก็จะรอให้การเมืองนิ่ง ถึงจะเริ่มลงทุน

สำหรับ รัฐบาล เงินลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐจะเริ่มอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ เงินจะหาได้คล่องขึ้น ดังนั้น เศรษฐกิจจึงมีทิศทางที่จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่จะยังไม่ชัดเจน เพราะราคาพืชผลยังต่ำ ตามราคาน้ำมัน ต้องจับตาราคาน้ำมันโลกเป็นตัวตั้ง ไตรมาสที่ 3 อาจจะดูนิ่ง แต่เชื่อว่าไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจน่าจะสดใสขึ้น และคนจะเริ่มหาเงินได้คล่องขึ้น

 

กระแทกเอกชนตัวการรุกป่า ทำท่าปลูกต้นไม้ถ่ายรูปโชว์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986057

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงานสัมมนา “เปิดโอกาสประเทศ เปิดโอกาสการลงทุน” จัดโดย Money Channel ว่า ขณะนี้ระบบทุนนิยมได้เข้าไปบุกรุกและทำลายพื้นที่ป่า ด้วยการสร้างรีสอร์ต, โรงแรม ไม่ว่าจะเป็นที่ภูทับเบิก, ปากช่อง และเขาใหญ่ เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าในการปลูกพืชเกษตร โดยเฉพาะในจังหวัดน่าน พื้นที่ป่าต้นน้ำชั้นหนึ่ง ซึ่งป่าเสียหายปีละ 2-250,000 ไร่ ทำให้พื้นที่ป่าในจังหวัดน่านที่มีประมาณ 7.6 ล้านไร่ ซึ่ง 85% เป็นป่าสงวน เหลือ 6.4 ล้านไร่ หายไป 28% ซึ่งตรงนี้รัฐบาล ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาขั้นเด็ดขาด ไม่ให้ภาคธุรกิจที่เป็นโจรในคราบของทุนนิยม ขยายพื้นที่การทำลายป่าไม้ไปมากกว่านี้ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระแสทุนนิยมมีส่วนสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าและเศรษฐกิจมาก

ที่เห็นชัดคือการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดในจังหวัดน่านที่ทำลายภูเขาไปหลายไร่ โดยนายทุนส่งเสริมแบบครบวงจร ทั้งการให้เครดิตด้านการเงิน ด้านปุ๋ยและการเข้าไปรับซื้อ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนหนึ่งจำเป็นต้องทำ แม้ว่าจะมีรายได้ไม่มาก แต่ไม่รู้จะทำอะไร แถมได้รับอำนวยความสะดวกมากมาย สุดท้ายประชาชนก็ขยายพื้นที่การเพาะปลูกรุกป่ามากขึ้น เมื่อ เจ้าหน้าที่รัฐไปจับกุม ก็จับได้แค่ชาวบ้าน แต่นายทุนไม่ถูกจับ “ภาคธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯหลายบริษัทมีราคาหุ้นปรับตัวสูง จนนักลงทุนรู้สึกสนุกสนาน แต่ไม่รู้ว่าต้นทุนมาจากอะไรบ้าง ซึ่งรัฐก็มองไม่เห็น หากลองพิจารณาให้รอบคอบ ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าไปทำลายป่าไม้ด้วย ซึ่งเป็นต้นทุนที่ซ่อนลึกและเป็นต้นทุนที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการตัดไม้ทำลายป่าแล้ว มีบางบริษัทใช้แนวทางการทำประชาสัมพันธ์แบบซีเอสอาร์ในการสร้างภาพ เช่น การเข้าไปปลูกต้นไม้แล้วถ่ายรูปมาเผยแพร่ ดังนั้นภาครัฐต้องรู้ให้ทันและเข้าไปจัดการอย่างเร่งด่วน”.

 

ปตท.สผ.ฉลอง ม.44 ทันควัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 มิ.ย. 2560 06:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986048

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ลงนามในหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้เริ่มกลับมาผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เอส 1 ในทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้งจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากหยุดการผลิตปิโตรเลียมชั่วคราวเป็นเวลา 23 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 3-25 มิ.ย. 2560 ส่งผลให้ปริมาณการขายน้ำมันดิบเฉลี่ยลดลง 15,000 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ลดลง 130 ตันต่อวัน ก๊าซธรรมชาติลดลง 10 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 0.4% ของปริมาณการขายตลอดทั้งปีนี้ จากที่คาดว่าในปีนี้บริษัทจะมียอดขายปิโตรเลียมทุกชนิดรวมกัน 310,000 บาร์เรลต่อวัน

นายสมพรกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 31/2560 เรื่องการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมาย ว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรรมและประโยชน์สาธารณะของประเทศ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 23 มิ.ย. 2560 ซึ่งได้ให้อำนาจคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อดำเนินกิจการอื่นใดๆนอกเหนือจากที่กำหนดเพื่อการเกษตรกรรมไปพลางก่อน หรือจนกว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น.