ดันเต็มสูบรถไฟไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987162

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ด สศช.) ที่มีนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เป็นประธาน จะประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณารายละเอียดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา การพิจารณาครั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดให้โครงการการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจต้องเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด สศช.ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

สำหรับการพิจารณาโครงการดังกล่าว จะพิจารณาทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนโครงการ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนทางสังคม การประมาณการผู้โดยสาร รวมทั้งในเรื่องของผลกระทบในการลงทุนที่จะเกิดขึ้นกับภาระการคลังภาครัฐ เพราะโครงการลักษณะนี้ แม้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะต่ำ แต่มีผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับโครงการ เช่น การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม การพัฒนาเมืองใหม่และอสังหาริมทรัพย์ และการจ้างงานเมื่อโครงการเกิดขึ้น

นายปรเมธี กล่าวว่า เรื่องการกู้เงินเพื่อดำเนินโครงการรถไฟไทย-จีน คาดว่าไม่มีผลต่อระดับหนี้สาธารณะในภาพรวมของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับ 42-43% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

 

ททท.จ้างไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยว เร่งกระจายรายได้สู่ชนบทไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987151

น.ส.วรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

น.ส.วรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบการปรับแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ในเรื่องการว่าจ้างมัคคุเทศก์ (ไกด์) ท้องถิ่น โดยจะออกเป็นกฎ
กระทรวงว่า บริษัททัวร์ที่จะพานักท่องเที่ยวเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นต่างๆ จะต้องว่าจ้างคนในท้องถิ่นเป็นไกด์นำเที่ยวด้วยทุกครั้ง ควบคู่กับไกด์หลักที่ดูแลในกรุ๊ปอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะในกลุ่มชาวบ้านที่มีความรู้เรื่องแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิมเป็นอย่างดี เบื้องต้นคาดว่าจะนำร่องก่อนใน 2 แหล่งท่องเที่ยวชุมชน และจะบังคับใช้ได้ภายใน 90 วัน

นอกจากนี้ ยังปรับเกณฑ์การจัดแบ่งเขตพื้นที่ของไกด์ในแต่ละพื้นที่จากเดิมที่จะแบ่งประเภทจำนวนมาก อาทิ ไกด์ดูแลวัฒนธรรม, ไกด์ทางทะเลและจะแบ่งเป็นเพียงเขตจังหวัดไม่กี่จังหวัด แต่จะให้ปรับมาเป็นการขยายพื้นที่การดูแลเพิ่มขึ้นเป็นการดูแลในระดับภูมิภาคได้ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับไกด์เอง

“ขณะนี้ภาครัฐพยายามที่จะกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวต่างๆเข้าสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น ซึ่งในเรื่องไกด์ท้องถิ่นนี้ถือว่าช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้โดยตรง เพราะกลุ่มนี้ถือว่ารู้เรื่องประวัติความเป็นมาดีที่สุด โดยกลุ่มนี้จะได้รับการยกเว้นคุณสมบัติต่างๆของไกด์ทุกประการ รับค่าจ้างตามมาตรฐานไกด์ทั่วไป เริ่มต้นประมาณ 1,000 บาทต่อวัน แต่ก็ต้องมีการสอบมีการคัดเลือกเพื่อวัดความรู้ด้วย”.

 

ขอทุกฝ่ายป้องกันภัยไซเบอร์ เรียกเชื่อมั่นธุรกรรมออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987136

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ภัยคุกคามไซเบอร์มีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกรณีมัลแวร์เรียกค่าไถ่ “วันนาคราย (WannaCry)” ที่แพร่ระบาดทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางไซเบอร์ และต้องร่วมมือกันในระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แข็งแกร่ง เพื่อนำไปสู่ความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ในยุคดิจิทัล เช่น ดิจิทัลคอนเทนต์ นวัตกรรมการเงินสมัยใหม่อย่างฟินเทค หรือระบบเพย์เมนต์ใหม่ๆ ที่ใช้ในการซื้อสินค้าและบริการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การจัดสัมมนา “Thailand Cybersecurity Week 2017” จะช่วยกระตุ้นให้ทุกองค์กรและทุกคน เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งการจัดอันดับจาก Global Cybersecurity Index & Cyber Wellness Profiles 2015 พบว่าประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 15 จากทั้งหมด 196 ประเทศ ทั้งนี้ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จะมีการรวมกลุ่มเพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น กลุ่มเดียวกันมีธุรกิจเดียวกัน
เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุมคามทางไซเบอร์ การฝึกซ้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ฯลฯ.

 

ว่างงาน ตกงาน อย่าท้อ! ส่องด่วนที่ไหน ช่วยฝึกอาชีพ ฟรีค่าใช้จ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986865

ช่วงจังหวะชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนทำงานอยู่ดีๆ ก็ต้องตกงานกะทันหัน บางคนเพิ่งเรียนจบใหม่ กำลังเดินตามหาความฝัน สมัครงาน แต่ก็ยังไม่มีที่ไหนตอบรับ ขณะที่บางคนกำลังมองหาธุรกิจส่วนตัวทำ และบางคนก็กำลังหางานเสริม เพื่อหารายได้ให้กับตนเอง

‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอหยิบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการฝึกอาชีพแบบระยะสั้น ที่สามารถนำไปความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพได้ รวมถึงการฝึกทักษะฝีมือของผู้ที่เป็นงานอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น โดยศูนย์ฝึกทักษะและอาชีพนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานของรัฐ บางแห่งไม่คิดค่าเรียน คิดเพียงค่าอุปกรณ์ หรือบางแห่งมีค่าลงทะเบียน แต่ราคาค่อนข้างถูกไม่เกิน 2,500 บาท

สำหรับ การฝึกอาชีพส่วนใหญ่จะมีดังนี้ สาขาช่างยนต์ จักรยานยนต์ เทคโนโลยีจักรยานยนต์ เครื่องจักรยานยนต์ เครื่องยนต์แก๊สโซลีน เครื่องยนต์แก๊สโซลีนหัวฉีด เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องล่างรถยนต์ ส่งกำลังรถยนต์ แก๊สรถยนต์ ไฟฟ้ารถยนต์ และปรับอากาศรถยนต์

ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ช่างเครื่องเสียง-วิทยุ ช่างโทรทัศน์ ช่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ ช่างแท็บเล็ต

ช่างไฟฟ้ากำลัง มีดังนี้ เดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดมอเตอร์ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดให้ความร้อน เครื่องทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ

คอมพิวเตอร์ธุรกิจ อาทิ พิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์เบื้องต้น คอมพิวเตอร์เพื่องานอาชีพ อินเทอร์เน็ตและการสร้างเว็บไซต์ การใช้งานโปรแกรมสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์เบื้องต้น ออกแบบเว็บไซต์ และบางแห่งยังเปิดสอนการซ่อมคอมพิวเตอร์ ทำกราฟิก วางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

ภาษาต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น

แฟชั่นและสิ่งทอ มีดังนี้ เสื้อผ้าสตรี สร้างแบบเสื้อผ้า ชุดสูทสตรี ออกแบบแฟชั่น ชุดชั้นในสตรี เสื้อผ้าบุรุษ ผลิตภัณฑ์งานผ้า การตัดเย็บเสื้อผ้า การทำผ้าบาติกและมัดย้อม

อาหาร และโภชนาการ สอนทำคุกกี้ และเค้ก ขนมปังและพาย อาหารจีน อาหารไทย อาหารนานาชาติ

นอกจากนี้ยังมี การจัดดอกไม้ ใบตองและแกะสลัก การแกะสลักผักและผลไม้

เสริมสวย แต่งผมสตรี ช่างซอยผม ช่างม้วนผม แต่งหน้า แต่งเล็บ ตัดผมสุภาพบุรุษ ซอยผมสุภาพบุรุษ รวมไปถึงการตัดแต่งขนสุนัข

ทำเครื่องประดับ เช่น การทำตัวเรือนรูปพรรณและเครื่องประดับ การเจียระไนพลอย การตรวจสอบและวิเคราะห์อัญมณี

นวดแผนไทยประยุกต์ นวดแผนไทย นวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ สปาผิวกาย สปาผิวหน้า นวดไทยสปา นวดตัว นวดฝ่าเท้า

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทางภาครัฐ เปิดสอนทักษะการฝึกอาชีพเท่านั้น บางแห่งยังมีการฝึกอาชีพเฉพาะเพื่อป้อนแรงงานให้กับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการคนอีกด้วย โดยการสถานที่ฝึกทักษะอาชีพของรัฐส่วนใหญ่ จะมีการมอบวุฒิบัตรรับรองให้หากผ่านการฝึกจนครบหลักสูตร เอาเป็นว่าใครต้องการเพิ่มทักษะให้กับตัวเองก็สามารถติดต่อไปยังสถานที่เหล่านี้ได้ทันที

โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร มีดังนี้ ผู้ที่สนใจโทรสอบถามได้ที่กลุ่มงานการศึกษาอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม โทร. 0-2247-9496

ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร 9 แห่ง มีดังนี้ 1.วัดธรรมมงคล พระโขนง 2.สวนลุมพินี 3.วัดวรจรรยาวาส บางคอแหลม 4.เขตบางพลัด 5.จตุจักร 2 (มีนบุรี) 6.วัดสุทธาวาส บางกอกน้อย 7.จตุจักร 8.บางกะปิ 9.เขตสะพานสูง

ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัด สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยสารพัดช่าง ของกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 12 แห่ง ของกระทรวงแรงงาน รวมถึง ศูนย์สงเคราะห์และฝึกอาชีพสตรี ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การเปิดอบรมฝึกอาชีพ ส่วนใหญ่จะมีความคล้ายคลึงกัน โดยจะมีข้อแตกต่างเพียงแค่ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการเปิดอบรม เอาเป็นว่า ถ้าใครถนัดแบบไหน ก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมในแต่ละจังหวัดที่เราอยู่ได้ทันที “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา ชีวิตนี้ไม่มีคำว่าจน”

 

โทรศัพท์บ้านจะสูญพันธุ์? เปิดแผนฮัลโหลโทรเบอร์บ้าน จะกลับมาผงาดอีกครั้งได้หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/986956

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง…สายเรียกเข้าจากใครบางคน ต่อสายถึงคนแดนไกล หวังพูดคุยถามไถ่ความเป็นไปให้ชื่นสุข
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง…ลูกหลานตัวน้อยวิ่งขวักไขว่ กระโดดแข่งขันวิ่งไล่ หวังไปให้ทันสายเรียกเข้านั้นๆ
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง…“สวัสดีค่ะ ที่นี่บ้าน…. ขอสายใครคะ?”

“โทรศัพท์บ้าน” พระเอกในวันเก่า หรือตัวประกอบในวันนี้ กำลังเลือนรางออกไปจากใจของผู้คนในสังคม ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ถือโอกาสนี้ อัพเดตสถานการณ์ของ “โทรศัพท์บ้าน” เครื่องมือสื่อสารที่ครั้งหนึ่งคุณเคยคุ้นเคย พร้อมไขข้อข้องใจไปกับสิ่งที่หลายคนร้องถาม “โทรศัพท์บ้านจะสูญพันธุ์หรือไม่?”

ทีมข่าวมีโอกาสพูดคุยกับ นายอนุรุต อุทัยรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (รจญ.ป.) และประธานกรรมการเตรียมการรองรับสิ้นสุดสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ในเขตโทรศัพท์นครหลวง กับทุกเรื่องราวที่หลายคนอยากรู้

โทรศัพท์บ้าน จะสูญพันธุ์หรือไม่?

โทรศัพท์บ้าน กำลังจะสูญพันธุ์หรือไม่? และในแต่ละปีผู้ใช้บริการขอยกเลิกเลขหมาย มากน้อยเพียงใด? ผู้สื่อข่าวไม่รีรอที่จะเข้าประเด็น

“ไม่สูญพันธุ์” นายอนุรุต กล่าวช้าๆ ชัดๆ พร้อมกับอธิบายว่า ด้วยความที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ผู้ใช้บริการขอยกเลิกเลขหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยจะลดลงปีละ 7% และเป็นเช่นนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นยุคที่โทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาทกับประชาชนอย่างที่สุด และเป็นยุคที่ค่ายมือถือมีการแข่งขันทางด้านราคากันอย่างรุนแรง

“ณ เวลานั้น แต่ละค่ายมีการออกแคมเปญถล่มราคากันอย่างดุเดือด แต่ค่าบริการของโทรศัพท์บ้านยังมีราคาสูงกว่าค่ายมือถืออยู่พอสมควร ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 3, 6, 9, 12, 18 บาทต่อนาที โดยขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลของพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น จากกรุงเทพฯโทรไปภาคใต้ตอนล่าง ค่าบริการจะอยู่ที่ 18 บาท แต่ถ้าโทรจากกรุงเทพฯไปอยุธยา ค่าบริการจะอยู่ที่ 3 บาท เป็นต้น และด้วยเหตุที่ ค่าบริการของโทรศัพท์บ้านสูงกว่าค่ายมือถือ ประกอบกับสมาร์ทโฟนมีจุดเด่นในเรื่องของความสะดวกสบาย และมีแอปพลิเคชันโทรฟรี จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์บ้านต้องลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทุกปี” นายอนุรุต กล่าวถึงสถานการณ์ของโทรศัพท์ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

เมื่อจุดอ่อนอยู่ที่ราคาค่าบริการที่ค่อนข้างสูง และทีโอทีอยู่ในจุดที่ทำกำไรจนคืนทุนแล้ว ทำไมจึงไม่ปรับลดค่าบริการลง เพื่อตอบโจทย์ให้แก่ผู้บริโภค?
นายอนุรุต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ ตอบข้อซักถามข้างต้นว่า ทีโอที ได้กำหนดอัตราค่าบริการมาตั้งแต่ปี 2529 โดยไม่มีการปรับขึ้นราคา หรือลดราคาลงแต่อย่างใด แต่ล่าสุด ทีโอทีได้รับผิดชอบผู้ใช้บริการ 3.5 แสนเลขหมาย หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และให้ยุติบริการทุกอย่างของบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) ลงตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2560 ประกอบกับสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ประจำที่ 2.6 ล้านเลขหมายในเขตโทรศัพท์นครหลวงของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ตุลาคม 2560 นั้น ทางทีโอที ได้เตรียมโปรโมชั่นดีๆ ไว้ให้แก่ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ยกตัวอย่างโปรโมชั่นเช่น ผู้ใช้บริการสามารถโทรไปหาเบอร์บ้านด้วยกัน ครั้งละ 3 บาททั่วไทย, โทรหามือถือนาทีละ 1 บาททั่วไทย, เหมาจ่าย 250 บาทต่อเดือน โทรฟรีทั่วประเทศ, หากมีบริษัทใดมีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด บริษัทนั้นๆ จะสามารถโทรหาสาขาในเครือของบริษัทได้ในราคาถูก, ใช้โทรศัพท์บ้านแถมกล้องวงจรปิด สามารถดูความเคลื่อนไหวภายในบ้านผ่านแอปพลิเคชัน เป็นต้น แต่เบื้องต้นยังไม่คอนเฟิร์มว่า จะเข็นโปรโมชั่นไหนออกมาดี ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงที่กำลังหารือ หากเข็นโปรโมชั่นต่างๆ เหล่านี้ ออกมา คาดว่า จะทำรายได้ให้กับทีโอทีเพิ่มขึ้นอีกพอสมควร” นายอนุรุต แย้มข่าวดีเอาใจคนใช้โทรศัพท์บ้าน

ณ ปัจจุบัน ผู้ใช้งานโทรศัพท์บ้าน อยู่ในกลุ่มใดมากที่สุด? ผู้สื่อข่าวซักต่อ
อันดับ 1 คือ กลุ่มธุรกิจ ซึ่งกลุ่มธุรกิจยังคงใช้โทรศัพท์ประจำที่เป็นเบอร์ออฟฟิศอยู่ เพราะเลขหมายของเขาสร้างกันมายาวนานมากถึง 30-40 ปี ส่วนอันดับที่ 2 คือ กลุ่มบ้านพักอาศัย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นคนชราที่ใช้บริการ เพราะเขายังใช้งานสมาร์ทโฟนไม่เป็น และถ้าโทรศัพท์บ้านของคนกลุ่มนี้ชำรุด เราจะต้องเร่งไปตรวจซ่อมให้เขาอย่างเร่งด่วน เพราะโทรศัพท์บ้านมีความจำเป็นต่อคนชราอย่างยิ่ง” นายอนุรุต ให้ข้อมูลหลังบ้านทีโอที

ขณะที่ รายได้ 80% จะมาจากกลุ่มธุรกิจ ส่วน 20​% ที่เหลือ จะมาจากกลุ่มบ้านพักอาศัย แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนเลขหมายของกลุ่มบ้านพักอาศัย จะอยู่ที่ 80% ส่วนกลุ่มธุรกิจจะอยู่ที่ 20%

จากข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ประจำที่ หรือโทรศัพท์บ้านที่อยู่ในการดูแลของทีโอที ประจำเดือนพฤษภาคม 2560 พบว่า บริการโทรศัพท์ประจำที่ในเขตนครหลวง มีจำนวน 1.3 ล้านเลขหมาย, ภูมิภาคทั่วประเทศ มีจำนวน 1.7 ล้านเลขหมาย, ทีโอที เข้าไปให้บริการแทนทีทีแอนด์ที จำนวน 3.4 แสนเลขหมาย และเดือน พ.ย.2560 ทีโอที จะเข้าไปให้บริการต่อจากทรู จำนวน 9.8 แสนเลขหมาย

“ในกลุ่มธุรกิจมีการเปิดใช้หมายเลขเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ในกลุ่มของบ้านพักอาศัย มีผู้ใช้บริการที่ขอยกเลิกเลขหมายเป็นจำนวนมาก ซึ่งในภาพรวมมีอัตราการยกเลิกเลขหมายอยู่ที่ 7% ต่อปี ขณะที่ ทีโอทีมีรายได้โดยนับเฉพาะในส่วนของโทรศัพท์บ้าน จะอยู่ที่ 6 พันล้านบาทต่อปี หากหมายเลขลดลงไป 7% ต่อปี รายได้ก็จะลดลงไป 560 ล้านบาท จากทั้งหมด 6 พันล้านบาท ซึ่งสถานการณ์ของโทรศัพท์บ้านนั้น มีแนวโน้มที่จะลดลงต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยปีละ 7% นายอนุรุต กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดของโทรศัพท์บ้าน

เห็นแบบนี้ คุณจะหันกลับมาใช้โทรศัพท์บ้านอีกครั้ง เราก็ไม่ว่า
แต่เอาเป็นว่า เลือกให้คุ้มค่ากับคุณที่สุดก็เป็นพอ
สุดท้าย คุณคิดว่าอย่างไร โทรศัพท์บ้านจะกลับมาผงาดได้อีกครั้งหรือไม่?

โทรศัพท์แบบแป้นหมุน

กาลเวลาเปลี่ยนผัน วิวัฒนาการโทรศัพท์ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

โทรศัพท์โบราณ จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่

เครื่องโทรศัพท์ใช้งานห้องทรงงานและห้องบรรทม

ตู้สาขาหรือตู้สลับสาย

เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทีโอที

ตู้สาขาหรือตู้สลับสาย

อุปกรณ์นี้ใช้เฉพาะในอาคารเป็นส่วนใหญ่ เช่น ในบริษัท โรงแรม เป็นต้น เพื่อต่อโทรศัพท์ให้แต่ละเครื่องที่อยู่ภายในอาคารนั้นๆ โดยการใช้สายเสียบ ซึ่งมีตู้สาขาในระบบต่างๆ ที่ได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ

ช่างโทรศัพท์ในสมัยก่อน

เมื่อก่อนสายไฟยังไม่ระโยงระยางเท่าปัจจุบัน

 

เอกชนไม่มั่นใจอนาคตไทยคม 9 อ้อน “ดีอี” ขอความชัดเจนนโยบายดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987122

นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์

นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความไม่ชัดเจนของรัฐบาลต่อการกำกับดูแลธุรกิจดาวเทียมในขณะนี้ อาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการรักษาวงโคจรดาวเทียมที่เคยเป็นของประเทศ และยังทำให้ไทยคมกำลังประสบกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องแข่งขันกับต่างประเทศ

“ปัญหาของไทยคมขณะนี้คือดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) และดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งถือเป็นดาวเทียมขนาดใหญ่ มีลูกค้าใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก กำลังจะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2564 แต่เรายังไม่สามารถการันตีกับลูกค้าได้เลยว่า เราจะสามารถยิงดาวเทียมไทยคม 9 ดวงใหม่ทดแทนและให้บริการลูกค้าเดิมต่อไปได้ ผมไม่มั่นใจเลย เพราะเราควบคุมภาครัฐไม่ได้”

นายไพบูลย์กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจดาวเทียม เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกับทั่วโลก ไทยคมอยู่ในฐานะดาวเทียมของไทย ต้องแข่งขันกับดาวเทียมจากทั่วโลกที่รอจะเข้ามาแบ่งเค้ก ก่อนหน้านี้ลูกค้าบนไทยคม 4 อย่าง Softbank ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ของญี่ปุ่น สอบถามเรามาตลอดว่ามีแผนยิงดาวเทียมดวงใหม่แทนไทยคม 4 หรือยัง เขาพร้อมจะใช้บริการต่อ แต่เราก็ตอบเขาไม่ได้สักที ปกติธุรกิจดาวเทียมนั้นจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้า การจะยิงดาวเทียมดวงใหม่ต้องมีการเตรียมการ ทั้งจองวงโคจรในนามรัฐบาลไทย การติดต่อผู้ผลิตดาวเทียม ซึ่งต้องใช้เวลาล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 2 ปี หากยังไม่มีความชัดเจนอย่างช้าที่สุดในปีหน้า เราจะประสบความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจแน่”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงปัจจุบันไทยคม ซึ่งดำเนินธุรกิจดาวเทียมมาแล้วมากกว่า 25 ปี และสัมปทานประกอบกิจการภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(ดีอี) จะหมดอายุลงในปี 2564 นั้น กำลังประสบปัญหาในการเคลียร์ข้อขัดแย้งกับกระทรวงดีอี ซึ่งต้องการให้ดาวเทียมไทยคมกลับไปอยู่ใต้สัมปทานของดีอีอีกครั้ง หลังจากที่ดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ดำเนินการภายใต้ใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

 

พีทีทีลงทุน 2 หมื่นล้านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987107

นางหิรัญญา สุจินัย

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการของบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการของบริษัทในเครือ พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทได้ร่วมทุนกับบริษัท คูราเร จำกัด ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น และบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชัน จำกัด จำนวน 2 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 20,000 ล้านบาท เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เคมีชนิดพิเศษ ที่ยังไม่เคยมีการผลิตในประเทศไทยมาก่อน และจะช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ มูลค่าปีละ 2,800 ล้านบาท รวมถึงมีการส่งออกคิดเป็นมูลค่า 8,000 ล้านบาทต่อปี ทั้ง 2 โครงการยังตั้งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) จังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นางหิรัญญากล่าวว่า โครงการแรกเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ชนิดพิเศษ ประเภทยางเทอร์โมพลาสติกจากสไตรีน ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6% ต่อปี เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีความยืดหยุ่น แต่แข็งแรง เหมาะในการนำไปขึ้นรูปชิ้นงานต่างๆ โครงการที่สอง เป็นการผลิตเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษที่จะทำให้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เคมีชนิดอื่นดีขึ้น เช่น เมื่อนำไปผสมในหมึกพิมพ์ ทำให้มีคุณสมบัติทนความร้อน ทนน้ำ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 29/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987065

ไทยเที่ยวไทยบูมเศรษฐกิจกลางปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/987091

นายกฤตย์ พัตรปาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เค. เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจัดงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 43 มิดเยียร์” ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-2 ก.ค. 60 ณ ไบเทค บางนา ภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวเท่” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อการท่องเที่ยวในไทยที่สามารถสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ได้ไม่น้อยกว่าการท่องเที่ยวต่างประเทศ ไปพร้อมกับกระตุ้นให้คนไทยเดินทางเข้าไปสัมผัสและมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างความรักและความภูมิใจในความเป็นไทยอย่างแท้จริง

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไทยแลนด์ 4.0 กำลังดัง การท่องเที่ยวก็ไม่น้อยหน้า หลายหน่วยงานกำลังเร่งแผนพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 4.0 ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และการจัดการด้วยเทคโนโลยี เป็นตัวขับเคลื่อนให้กับองค์กร”

ในขณะเดียวกัน บริษัทสนับสนุนสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือมีนวัตกรรมการจัดการสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น บูติกโฮเต็ล รีสอร์ท อวอร์ต พร้อมทัวร์เส้นทางแปลกใหม่ ในเมืองต้องห้าม..พลาด! มาร่วมสร้างสีสัน ซึ่งนอกเหนือจากโรงแรมชื่อดังทั่วไทย ที่มาออกบูธล้นเต็มพื้นที่รวมทั้งหมด 983 ราย คาดว่าจะมีผู้ชมงานกว่า 400,000 คน เงินสะพัดได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

“ไฮไลต์พิเศษของการจัดงานครั้งนี้ มี 3 โซน คือ โซนงานเพชรสมุทรคีรี เป็นโซนการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่ดีของ 4 จังหวัดท่องเที่ยวภาคกลางตอนล่าง คือ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ มาโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวแนวอีโคว์ไลฟ์ โซนงานสีสันตะวันออกของ 4 จังหวัดชายทะเลภาคตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และโซนงานไหมแห่งสยาม ร้อยแก่นสารสินธุ์เทศกาลผ้าไหมของกลุ่มอีสานตอนกลาง ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มาโชว์นิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือฝีมือระดับโลก”.

 

ขนส่งฯ ยันแอปฯ เรียกแท็กซี่ไม่ผิด ย้ำต้องรถป้ายเหลือง ยึดเงื่อนไขก.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 00:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987141

ขนส่งทางบก ยันแอปฯเรียกแท็กซี่ ต้องยึดก.ม. เป็นป้ายเหลือง มีประกันภัย โชเฟอร์มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ใช้มิเตอร์ค่าโดยสารที่ราชการกำหนด ห้ามใช้รถส่วนบุคคลเด็ดขาด พร้อมเดินหน้า TAXI OK -TAXI VIP ยกระดับบริการแท็กซี่

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อยกระดับการให้บริการรถแท็กซี่ให้สามารถตอบสนองความต้องการประชาชนภายใต้การกำกับควบคุมดูแลจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับให้เป็นระบบขนส่งสาธารณะที่มีความสะดวกสบายและปลอดภัยอย่างแท้จริง ภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนการพัฒนาการให้บริการในทุกๆ ด้านภายใต้กรอบที่กฎหมายอนุญาต ทั้งยังพร้อมให้การสนับสนุนผู้ให้บริการแอปพลิเคชันสำหรับเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ ภายใต้เงื่อนไขและระเบียบของทางราชการ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกและประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ทั้งนี้ได้มีการชี้แจงไปยังผู้ประกอบการโดยตรง และสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านทางสื่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดว่า แอปพลิเคชันในการเรียกใช้บริการแท็กซี่นั้น สามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่การนำแอปพลิเคชันไปใช้เรียกรถยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) มารับจ้างรับส่งผู้โดยสาร ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ฐานใช้รถยนต์ผิดประเภทจากที่จดทะเบียนไว้ ไม่ใช้มาตรค่าโดยสารตามที่ทางราชการกำหนด ผู้ขับรถไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ไม่เคยผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และไม่เข้าสู่ระบบทะเบียนของศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ประชาชนจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย และกรณีเกิดเหตุไม่พึงประสงค์เป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ภาครัฐจะไม่สามารถติดตามรถหรือคนขับรถมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

พร้อมย้ำว่า ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถแท็กซี่ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการให้บริการรถแท็กซี่ที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยตัวรถต้องจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ (ป้ายเหลือง) มีกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้โดยสาร ผ่านการตรวจสภาพความมั่นคงแข็งแรงของรถตามระยะเวลาที่กำหนด คนขับต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีประวัติในศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะของกรมการขนส่งทางบก การให้บริการต้องใช้มาตรค่าโดยสารตามอัตราที่ทางราชการกำหนด และต้องให้บริการด้วยความปลอดภัย

นอกจากนี้ได้พัฒนายกระดับมาตรฐานรถแท็กซี่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจ ความปลอดภัย โดยดำเนินโครงการ TAXI OK / TAXI VIP ซึ่งร่างกฎกระทรวงทั้งสองฉบับได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ส.ค.2559 และได้ยืนยันในร่างกฎกระทรวงทั้งสองฉบับกลับไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อส่งให้กระทรวงคมนาคมลงนาม คาดว่าจะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในต้นเดือนก.ค. 2560 และจะมีผลใช้บังคับภายในเดือนพ.ย.นี้

สำหรับโครงการ TAXI-OK มีการติดตั้ง GPS Tracking พร้อมอุปกรณ์แสดงตัวผู้ขับรถ, กล้อง CCTV, มีปุ่มฉุกเฉิน (ส่งข้อมูล Online มาที่ศูนย์ GPS ทันที), มีระบบแจ้งเตือนการใช้ความเร็ว รวมถึงจัดทำระบบเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงการให้บริการ เพิ่มความสะดวก ป้องกันปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร การไม่เปิดมิเตอร์ ติดตามพฤติกรรมตลอดการให้บริการ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

ส่วนโครงการ TAXI VIP หรือรถแท็กซี่ชนิดพิเศษ เป็นการเพิ่มทางเลือกในการให้บริการของประชาชน โดยใช้รถที่มีมาตรฐานขนาดตัวรถและสมรรถนะที่สูงกว่ารถแท็กซี่ทั่วไป เพิ่มอุปกรณ์ส่วนควบสำหรับให้บริการที่มีความสะดวกมากขึ้น เพิ่มเติมจากข้อกำหนดการติดตั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ส่วนควบตามโครงการ TAXI OK อีกทั้ง ผู้ประกอบการต้องเป็นนิติบุคคล มีความพร้อมทางธุรกิจ มีแผนการประกอบการแบบมืออาชีพ.