ก.แรงงานร่วม 10 กระทรวง ยกระดับความร่วมมือ Safety Thailand

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 23:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988156

‘บิ๊กบี้’ เปิดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 31 จับมือรวม 10 กระทรวง ยกระดับความร่วมมือ Safety Thailand เชิดชู 258 สถานประกอบการร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ ย้ำรัฐบาลห่วงใย พัฒนาแรงงานก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0…

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ซึ่งกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 10 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คมนาคม มหาดไทย สาธารณสุข อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การท่องเที่ยวและกีฬา ศึกษาธิการ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Safety Thailand, Safety Together “ร่วมแรงร่วมใจ ประเทศไทยปลอดภัย” มีการมอบรางวัลให้แก่สถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์การประกาศเกียรติคุณกิจกรรมการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ ประจำปี 2560 (Zero Accident 2017) รวม 258 รางวัล โครงการนำร่องระบบมาตรฐานความปลอดภัยฯ ในสถานประกอบกิจการ SMEs จำนวน 9 แห่ง การประกวดโปสเตอร์ความปลอดภัย จำนวน 5 รางวัล

พล.อ.ศิริชัย กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแรงงาน และการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand เพื่อการก้าวสู่ Thailand 4.0 รัฐบาลได้วางกลไกการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้าน Safety Thailand เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม ที่ยังต้องมีการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ความปลอดภัยในการทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาด้วยความคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับงานบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการดูแลความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยของคนทำงาน ไม่ใช่ภาระของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องที่จะหยุดดำเนินการใดๆ ได้

ด้านนายชัยธนา ไชยมงคล ผอ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. กล่าวถึงการจัดงานว่า การสัมมนาวิชาการ รวม 29 หัวข้อ ได้เน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อน Safety Thailand ใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการก่อสร้าง การป้องกันอัคคีภัย ด้านสารเคมี ด้านอาชีวอนามัย และด้านความปลอดภัยในการขนส่งทางถนน รวมทั้งการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 140 บูธ โดยเน้นการสร้างการรับรู้ผ่านรูปแบบและกิจกรรมที่น่าสนใจหน่วยงานภาครัฐบูรณาการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เป็นการกระตุ้นให้นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน.

 

พี่น้องชาวสวนลำไย ยิ้มหวาน ‘ล้งไทย’ ตั้งเป้าซื้อ 3 พันตู้คอนเทนเนอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 23:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988142

‘พาณิชย์’ มั่นใจปีนี้ลำไยไม่มีปัญหาด้านราคา หลังล้งไทยเตรียมเข้ารับซื้อ ตั้งเป้าซื้อ 3 พันตู้คอนเทนเนอร์ ส่งออกไปจีน อินเดีย เวียดนาม และเมียนมา ส่วนสับปะรดประสานโรงงาน โมเดิร์นเทรดเข้าไปรับซื้อถึงที่แล้ว ราคาขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 4.70-5.00 บาท

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มอบนโยบายให้พาณิชย์ภาค (Mini MOC) จำนวน 6 ภาค ซึ่งมีผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ 6 คนเป็นผู้ดูแลในแต่ละภาค และพาณิชย์จังหวัดที่ประจำอยู่ในจังหวัดต่างๆ ติดตามสถานการณ์ผลผลิตและสถานการณ์ราคาผลไม้เป็นการล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดขอให้ติดตามผลผลิตลำไยที่กำลังจะออกสู่ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำ และได้รับรายงานว่าปีนี้ลำไยไม่น่าจะมีปัญหาด้านราคา เพราะขณะนี้ผู้รวบรวมผลไม้ (ล้ง) คนไทยได้เตรียมที่จะเข้าไปรับซื้อผลผลิตลำไยจากเกษตรกร ตั้งเป้าที่จะซื้อให้ได้ 3,000 ตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อส่งออกไปยังจีน อินเดีย เวียดนาม และเมียนมา

“ตอนนี้ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดและกรมการค้าภายในไปสำรวจจุดรับซื้อ เพื่อแจ้งให้กับเกษตรกรได้รับทราบ เพื่อให้นำผลผลิตมาขาย และยังได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องทุนหมุนเวียนของล้งไทยที่จะเข้าไปรับซื้อด้วย เพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอในการรับซื้อลำไยจากเกษตรกร”

ส่วนสับปะรดที่เกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พิษณุโลก ลำปาง และอุตรดิตถ์ ออกมาเรียกร้องให้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ ได้ประสานโรงงานสับปะรดกระป๋องเข้าไปรับซื้อแล้ว ส่วนสับปะรดที่ไม่ได้เข้าโรงงาน เช่น ที่ลำปาง ได้ประสานห้างค้าปลีกสมัยใหม่เข้าไปช่วยรับซื้อ และกระจายผลผลิตไปยังสาขาของห้างทั่วประเทศ  ซึ่งปัจจุบันราคาได้ขยับขึ้นมาเป็นกิโลกรัม (กก.) ละ 4.70-5.00 บาท

สำหรับทุเรียน ปีนี้ไม่มีปัญหาด้านราคา แม้ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากกว่าปีก่อน  โดยกระทรวงฯ สามารถบริหารจัดการให้มีความต้องการบริโภคทุเรียนเพิ่มขึ้น ผ่านการผลักดันการเปิดตลาดเฉพาะสินค้า (Magnet Market) ซึ่งได้เปิดไปแล้วที่เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ และอุดรธานี ทำให้มีความต้องการบริโภคทุเรียนเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่เงาะ มังคุด ได้มีการประสานเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตกระจายไปยังตลาดต่างๆ และห้างค้าปลีก ทำให้ราคาไม่มีปัญหา ส่วนลองกอง ที่เดิมคาดว่าจะมีปัญหาด้านราคา เพราะผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากถึง 1.4 แสนตัน แต่เจอพายุ ทำให้ผลผลิตลดลงเหลือ 6 หมื่นตัน ก็เลยไม่มีปัญหา.

 

ช่วงขาขึ้น! พาณิชย์มั่นใจปีนี้ส่งออกข้าวสูงถึง 11 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 18:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987995

พาณิชย์ คาดปีนี้ไทยส่งออกข้าวได้แน่ 11 ล้านตัน ส่วนราคาขยับขึ้นต่อเนื่อง เหตุระบายข้าวสต็อกออกเกือบหมด ไม่มีข้าวมากดดันราคาลงอีกแล้ว ฟุ้งลูกค้าหลายประเทศเข้าคิวขอซื้อข้าวไทยเพียบ พร้อมเตรียมมาตรการรับมือข้าวเปลือกนาปี…

วันที่ 29 มิ.ย. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวของไทยว่า ขณะนี้ตลาดข้าวไทยเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน และมีปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 มิ.ย.60 ส่งออกได้แล้ว 5.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% มูลค่า 87,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% หรือมูลค่า 2,535 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 16% และประเมินว่า ปีนี้มีแนวโน้มจะส่งออกได้สูงถึง 11 ล้านตัน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้เพียง 10 ล้านตัน ถือว่าสูงกว่าที่เคยทำสถิติไว้เมื่อปี 57 ที่ส่งออกได้ 10.97 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวไทยยังปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและดีกว่าปีก่อน โดยล่าสุดราคาส่งออกข้าวขาว 5% อยู่ที่ตันละ 458 เหรียญฯ จากปีก่อนที่ตันละ 440 เหรียญฯ, ข้าวนึ่งตันละ 476 เหรียญฯ จากปีก่อนตันละ 460 เหรียญฯ และข้าวหอมมะลิตันละ 778 เหรียญฯ จากปีก่อนตันละ 700 เหรียญฯ ขณะที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวเปลือกเจ้าตันละ 8,700-8,900 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 10,000-11,000 บาท

สำหรับ ปัจจัยที่ทำให้ตลาดข้าวไทยเป็นขาขึ้น เพราะรัฐบาลดำเนินนโยบายถูกทาง ทั้งการดูแลเกษตรกร การเร่งระบายข้าวในสต็อก ที่จนถึงขณะนี้ระบายอีกแค่ครั้งหรือ 2 ครั้ง ก็จะไม่มีข้าวเหลือในสต็อกแล้ว ทำให้แรงกดดันต่อตลาดข้าวไทยหมดไป และดึงให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง”

ขณะนี้ หลายประเทศได้ติดต่อขอซื้อข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นปีที่ดีในด้านการค้าข้าวของไทย โดยตลาดสิงคโปร์ และฮ่องกง ที่ไทยเคยถูกคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งตลาดไปในช่วงที่รับจำนำข้าวราคาสูง และคุณภาพข้าวไทยไม่ดี แต่ตอนนี้ไทยทวงคืนส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้หมดแล้ว

รวมทั้ง ประเทศที่เลิกซื้อข้าวไทยก่อนหน้านี้ เพราะมีปัญหาด้านคุณภาพ ก็กลับมาซื้อแล้ว ทั้งอิรัก อิหร่าน ขณะเดียวกัน ศรีลังกา และบังกลาเทศ แจ้งว่าต้องการข้าวไทยประเทศละ 200,000 ตัน อีกทั้งยังมีสัญญาต้องส่งมอบข้าวให้จีนในส่วนที่เหลืออีก 500,000 ตัน และจะเข้าร่วมประมูลข้าวให้ฟิลิปปินส์ที่จะเปิดประมูลเร็วๆ นี้ด้วย

นอกจากนี้ การเตรียมมาตรการรองรับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 60/61 ว่า จากการหารือกับเกษตรกรและโรงสีถึงมาตรการที่รัฐควรปรับปรุงในการให้ความช่วยเหลือนั้น ส่วนใหญ่ยืนยันว่ามาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเหมาะสมแล้ว ทั้งมาตรการช่วยลดต้นทุน มาตรการรับจำนำยุ้งฉาง โดยกระทรวงฯ จะรวบรวมข้อมูล ข้อเสนอทั้งหมด และนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาต่อไป.

 

‘บิ๊กตู่’ สั่ง ก.แรงงาน เร่งบรรเทาทุกข์นายจ้างหลังก.ม.ต่างด้าวบังคับใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988041

‘บิ๊กตู่’ ให้ ก.แรงงาน หาทางผ่อนคลายให้ธุรกิจเดินต่อได้ หลัง พ.ร.ก.บริหารจัดการต่างด้าวฯ ฉบับใหม่บังคับใช้ ส่งผลนายจ้างใช้แรงงานผิดกฎหมายกระอักค่าปรับ 8 แสน ต่อแรงงาน 1 คน กระทบขาดแคลนคนทำงานก่อสร้าง เอสเอ็มอี รับใช้ในบ้าน เพราะไม่กล้าจ้าง สั่งฟันข้าราชการเอี่ยวส่วย ยันคนปฏิบัติตามกฎหมายไม่ต้องวิตก เชื่อหลัง 2 เดือนปัญหาขาดแคลนจะเบาลง

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 60 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน แถลงถึงข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง 20 กระทรวง ครั้งที่ 4/2560 ที่กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพ ว่า นายกฯ ได้ให้ทุกกระทรวงทำงานบูรณาการ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้รายงานสรุปภารกิจในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา อาทิ ดูแลแรงงานในระบบ และนอกระบบ

โดยเร่งพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล การพัฒนาและเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งพัฒนาให้คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าทุกในช่วงอายุ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2565 คนไทยไม่มีใครจน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2559 มีจำนวนประชากรวัยแรงงานมากถึง 38.68 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ 65.72 ล้านคน กระทรวงแรงงานต้องร่วมมือกับกระทรวงภาคีเครือข่ายในการดูแลและเตรียมความพร้อมเพื่อให้ก้าวสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้แรงงานของประเทศมีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ ตั้งเป้าใน 1 ปี จะพัฒนาแรงงาน 4 ล้านคน ในกลุ่มผู้ประกันตนที่มีอยู่ 12 ล้านคน ส่วนแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบ ก็จะดูแลเรื่องอาชีพ แหล่งเงินลงทุน และความปลอดภัยในการทำงาน โดยภายในปี 2561 จะพัฒนาแรงงานนอกระบบในกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนคนจนให้ได้ 1.2 ล้านคน

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า นายกฯ ให้หามาตรการผ่อนคลายที่จะทำให้ธุรกิจเกิดผลกระทบน้อยที่สุด หลัง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพราะอัตราโทษปรับนายจ้างใช้แรงงานผิดกฎหมายสูงถึง 4-8 แสนบาทต่อแรงงาน 1 คน มีการพูดถึงหลายๆ โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์ ที่อาจจะถูกกระทบ

ทั้งนี้ มีความกังวลว่าจะขาดแคลนแรงงานใน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่มก่อสร้าง และรับใช้ในบ้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงงานที่มีอยู่จะเป็นแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมด สำหรับกฎหมายใหม่ไม่มีการระบุพื้นที่ทำงาน เพียงทำงานให้ตรงกับนายจ้างที่ระบุในเวิร์กเพอร์มิตเท่านั้น

ส่วนปัญหาแรงงาน แรงงานหนีนายจ้างเดิมไปทำงานกับนายจ้างใหม่ ได้เปิดโอกาสให้นายจ้างใหม่ ไปขอเปลี่ยนชื่อนายจ้าง โดยมีค่าเปลี่ยนชื่อเพียง 100 บาท ส่วนการตรวจจับในช่วงนี้จะยังเป็นปกติ โดยจะเน้นในกลุ่มเสี่ยง เช่น แปรรูปสัตว์น้ำ ประมง

อย่างไรก็ตาม นายกฯ ย้ำไม่ให้มีเรื่องทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง นายจ้างที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายขอให้สบายใจ หากมีคนของรัฐไปดำเนินการใดๆ ในทางทุจริต จะลงโทษอย่างเด็ดขาด เพราะกฎหมายใหม่ มีโทษปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4-8 แสนบาท ทำให้ฝ่ายที่ยังทำผิดกังวล แต่ใน 1-2 ปี ที่ผ่านมากฎหมายใหม่ที่ออกมาก็มีการกำหนดโทษใกล้เคียงกัน เช่น กฎหมายว่าด้วยการปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการใช้แรงงานเด็ก หรือแม้แต่กฎหมายประมง เป็นการกำหนดอัตราโทษที่เป็นมาตรฐาน เพื่อให้สังคมโลกยอมรับ

“อาจจะทำให้แรงงานขาดแคลนบ้าง แต่เชื่อว่าจะเกิดในช่วงแรกๆ เท่านั้น หลังจากนี้ 2 เดือน แรงงานผิดกฎหมายที่ออกไปทำทุกอย่างให้ถูกต้อง จะกลับเข้ามาทดแทน และเชื่อว่าคนที่เคยลักลอบใช้แรงงานผิดกฎหมายจะไม่กล้าเพราะไม่คุ้ม ส่วยต่างๆ จะหมดไป ส่วนที่สมาคมธุรกิจขอให้เปิดจดทะเบียนเพิ่ม มีการเปิดมา 4 รอบแล้ว จะไม่มีการเปิดอีกเป็นครั้งที่ 5”

(ภาพจากประชาสัมพันธ์กระทรวงแรงงาน)

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 4.51 ดัชนีอยู่ที่ 1,578 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987972

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 4.51 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,578.12 จุด มูลค่าการซื้อขาย 51,287.84 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 29 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 4.51 จุด อยู่ที่ 1,578.12 เปลี่ยนแปลง -0.28% มูลค่าการซื้อขาย 51,287.84 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,590.49 จุด และต่ำสุดที่ 1,576.94 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 5.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

คลี่ก.ม.ต่างด้าวใหม่ เกษตร-ประมงอ่วม แรงงานขาด นายจ้างทุนน้อยต้องทำใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987732

หลังจากมีการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560  เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 60 ที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยได้รวมกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 และ พ.ร.ก.การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ.2559

ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวทั้งระบบ ให้สามารถแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว และเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ที่ถูกต่างชาติมองว่าไทยยังหละหลวม โดยมีกฎข้อบังคับสำคัญๆ ดังนี้

1. นายจ้างรับคนต่างด้าวทํางาน ที่ห้ามคนต่างด้าวทํา
2. รับคนต่างด้าว ที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน
3. รับคนต่างด้าว ที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับนายจ้างที่พาไปขึ้นทะเบียน เข้าทํางาน ยกตัวอย่างเช่น นายเอก แรงงานต่างด้าวจากกัมพูชา มีใบอนุญาตทำงานกับนายจ้างเอ แต่ปรากฏว่านายเอก กลับไปทำงานให้นายจ้างบี

เหล่านี้ มีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน ยกตัวอย่างเช่น หากนายจ้างมีแรงงานผิดกฎหมาย 10 คน ค่าปรับก็จะอยู่ 4,000,000 – 8,000,000 บาท

ทั้งนี้ นาย อนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การกำหนดอัตราโทษสูง ไม่ใช่รัฐต้องการค่าปรับหรือไม่ต้องการให้ใช้แรงงานต่างด้าว แต่ต้องการบังคับใช้กฎหมายให้นายจ้างปฏิบัติอย่างถูกต้อง

“ขอยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดจดทะเบียนรอบใหม่ จะให้นำเข้ามาตามระบบเอ็มโอยูเท่านั้น ซึ่งเดิมการขอโควตากับกรมการจัดหางานใช้เวลา 18 วัน ได้ปรับลดลงเหลือ 5 วันเท่านั้น และมีขั้นตอนนำเข้าจากประเทศต้นทางใน 2 เดือน ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีนำเข้ามา 1.5 แสนคน อยู่ระหว่างขั้นตอนนำเข้าอีก 1.6 แสนคน หรือหากจะใช้แรงงานไทยก็สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์สมาร์ทจ๊อบ ถ้าทำถูกกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวเสียค่าปรับ”

ภาคเกษตรวุ่น ฟันธงนายจ้างยอมติดคุกแทนค่าปรับ 

พ.ต.อ.เบญจพล รอดสวาสดิ์ ผกก.ตม.จว.สระแก้ว เผยว่าหลังกฎหมายแรงงานฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ทำให้มีแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ทยอยมาแสดงตัว และยอมให้เจ้าหน้าที่ ตม.ในแต่ละจังหวัด พากลับประเทศ

ทั้งนี้ ตม.สระแก้ว ได้ประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานในพื้นที่ออกทำการประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างที่จ้างแรงงานกัมพูชาได้รับรู้ถึงโทษที่จะได้รับเพื่อไม่ให้กระทำความผิด พร้อมทั้งประสานไปยัง ตม.ปอยเปต ของกัมพูชา เร่งประชาสัมพันธ์ให้แรงงานชาวกัมพูชาที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย ต้องรีบทำพาสปอร์ตแรงงานเพื่อไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมดำเนินคดีได้

“แรงงานภาคเกษตรที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ชายแดน สระแก้ว ต้องมีบอเดอร์พาส หรือหนังสือเดินทางท้องถิ่นกัมพูชา ที่สามารถเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ได้เป็นเวลา 30 วัน”

ทางด้าน นายบำรุง ล้อเจริญวัฒนชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า กฎหมายแรงงานฉบับใหม่นี้ถือว่าแรง และมีผลกระทบต่อชาวบ้านตามแนวชายแดนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะต่อไปภาคการเกษตร เพราะขาดแคลนแรงงาน โดยแรงงานกัมพูชาตามชายแดน ส่วนใหญ่ยากจนไม่มีเงินไปทำพาสปอร์ตที่มีราคาสูงเล่มละเกือบ 10,000 บาท

นายณรงค์ชัย ทันบุตรกา กำนันตำบลท่าข้าม อ.อรัญประเทศ กล่าวว่า ชาวสระแก้ว ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนทำไร่ และทำนา ที่สำคัญคือต้องจ้างแรงงานกัมพูชา ซึ่งแรงงานเหล่านี้ มาทำงานรับจ้างแบบเช้ามา-เย็นกลับ เพราะชาวบ้านไม่มีเงินไปจ้างแรงงานเขมรเป็นเดือน ซึ่งกฎหมายใหม่ต้องจ้างแรงงานเขมรที่มีพาสปอร์ต หรือบอเดอร์พาสแรงงาน ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

“นายจ้างไทย โดยเฉพาะภาคเกษตร ไม่มีปัญญาจะทำพาสปอร์ตให้แรงงานเขมรได้แน่ ทุกวันนี้พยายามที่จะลดต้นทุนไม่ใช่เพิ่มต้นทุน และยิ่งบอกว่าผู้จ้างจะมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000-800,000 บาท เชื่อว่าจะมีชาวนาชาวสวนติดคุกแทนค่าปรับจำนวนมากเพราะไม่มีปัญญาจ่ายค่าปรับ”

ภาคประมงอ่วม ขาดแรงงานร่วมพัน

นายบุญชู แพใหญ่ นายกสมาคมประมงจังหวัดพังงา กล่าวว่า ผู้ประกอบการประมงส่วนใหญ่ หวั่นเกรงว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ประมง บ้านอยู่อาศัย และร้านค้า ซึ่งรัฐบาลไม่ได้เปิดให้มีการลงทะเบียนมานานแล้ว และถ้านำแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนให้หมดให้ถูกต้องแล้วค่อยนำกฎหมายมาบังคับใช้ให้ถูกต้องน่าจะดีกว่า เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานชาวประมงยังขาดแรงงานประมาณกว่า 1,000 คน ซึ่งตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนอย่างมากในการต้องเสียค่าปรับ

“ทำไมรัฐบาลไม่ทำให้ถูกต้องให้มีการมาขึ้นทะเบียนแรงงานก่อนที่จะประกาศใช้กฎหมาย นำแรงงานที่ไม่มีบัตรให้มาขึ้นทะเบียนซึ่งยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก และเราก็ยังสามารถควบคุมแรงงานพวกนี้ได้อีกด้วย จึงอยากจะเสนอแนะไปทางรัฐบาล สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ทำงานด้านการประมงตอนนี้ มีจำนวนกว่าหนึ่งพันคน อยากให้รัฐบาลเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวใหม่เพื่อให้ผู้ประกอบการจะได้ทำงานกันอย่างสบายใจ”

นายบุญชู กล่าวอีกว่า การออกกฎหมายของกรมเจ้าท่า ฉบับที่ 17 มีผลกระทบอย่างมากกับท่าเรือ ท่าเทียบเรือ กระชังปลา ได้รับผลกระทบหมดทั่วประเทศ แต่ก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกฯ ที่มีการนำ ม.44 มาผ่อนผันให้ทางผู้ประกอบการได้มีเวลาออกไปอีก 60 วัน และ 180 วัน

“ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่นำ ม.44 มาบังคับใช้ทำให้ผู้ประกอบการ ชาวประมง ชาวบ้านต่างๆ ที่มีความเดือดร้อนทั่วประเทศได้ลืมตาอ้าปากได้ และทุกคนก็พร้อมไม่ว่าจะเป็นแพปลา ท่าเทียบเรือ ที่มีการรุกล้ำน่านน้ำให้มีการเช่าตารางเมตรละ 5 บาททุกคนพร้อมที่จะจ่าย และผมเองก็เชื่อว่าไม่มีใครอยากทำผิดกฎหมายหากรัฐบาลเปิดช่องให้พวกเราพี่น้องจังหวัดพังงาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามทุกอย่าง”

 

Bangkok Bank InnoHub โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพระดับโลกครั้งแรกในไทย (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 11:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987455

นายลอร์เรนซ์ มอร์แกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนสท์ (ที่ 6 จากขวา) พร้อมด้วย นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ที่ 5 จากขวา) และ ดร.พนุกร จันทรประภาพ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ฝ่ายการลงทุน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ที่ 5 จากซ้าย) ร่วมเปิดตัวโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Bangkok Bank InnoHub อย่างเป็นทางการ หลังประสบความสำเร็จในการสรรหา 8 บริษัทสตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคระดับเวิลด์คลาส หรือบลูฟิน (Bluefin) จากจำนวนบริษัทที่ยื่นสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 119 บริษัท จาก 32 ประเทศทั่วโลก ภายใต้แนวคิด Inspiring Change เพื่อเข้าอบรมหลักสูตรเข้มข้นที่ได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยมีผู้บริหารจากธนาคารกรุงเทพ และผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการลงทุนชั้นนำระดับโลกจากเนสท์ร่วมเป็นที่ปรึกษา ดูแลและร่วมบ่มเพาะศักยภาพของสตาร์ทอัพบลูฟินทั้ง 8 ทีม รวม 12 สัปดาห์ ก่อนขึ้นเวทีนำเสนอแผนธุรกิจ (Demo day) ในเดือนกันยายน 2560 ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของบลูฟินทั้ง 8 ทีม ในการนำเสนอแผนธุรกิจต่อกลุ่มนักลงทุน ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อก้าวไปสู่การระดมพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างกันในอนาคต ส่งผลให้ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

สำหรับสตาร์ทอัพ Bluefin ทั้ง 8 ทีม ประกอบด้วย ทีมผู้พัฒนาบริการด้าน Wealth Management 3 แห่ง ได้แก่ Bambu, Bento และ Canopy ประเทศสิงคโปร์ ด้าน Security ได้แก่ Covr Security ประเทศสวีเดน ด้าน Block chain ได้แก่ Everex ประเทศไทย ด้าน Lending ได้แก่ First Circle ประเทศฟิลิปปินส์ ด้าน P2P Invoice Trading ได้แก่ Invoice Interchange ประเทศสิงคโปร์ และด้าน Mutual Fund Investment ได้แก่ FundRadars ประเทศไทย ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดตามความเคลื่อนไหวโครงการ Bangkok Bank InnoHub ได้ที่  https://www.bangkokbankinnohub.com และ Social Media ทาง Facebook, IG, YouTube และ Twitter โดยพิมพ์ Bangkok Bank InnoHub

 

ซีพี ออลล์ ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ หมื่นล้าน เสนอขาย สิงหาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 29 มิ.ย. 2560 11:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987470

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัทซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด และมีสิทธิเลื่อนการชำระดอกเบี้ยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 1/2560 มูลค่าไม่เกิน 10,000 ล้านบาท โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิที่จะไถ่ถอนหุ้นกู้ดังกล่าวได้ก่อนกำหนด หลังครบอายุ 5 ปี หรือตามเงื่อนไขอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในร่างหนังสือชี้ชวน โดยจะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้เดิมรุ่น CPALL178A และ/หรือ CPALL248A ระหว่างวันที่ 7-9 ส.ค. 2560 และเสนอขายผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนทั่วไป ระหว่างวันที่ 16-18 และ 21 ส.ค. 2560 โดยให้ความไว้วางใจในการแต่งตั้งผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้ คือธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และบริษัทหลักทรัพย์ภัทร

การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ในครั้งนี้ บริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินที่ได้รับจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ไปใช้สำหรับการไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนและการ Refinancing (การออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อชำระ และ/หรือทดแทนหุ้นกู้เดิม) การชำระคืนหนี้เงินกู้ยืม และ/หรือ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการของบริษัท

CPALL เป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ 7-Eleven และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันบริษัทมีร้านค้า 7-Eleven รวมทั้งสิ้น 9,788 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560) โดยตั้งเป้าหมายใหม่ที่จะขยายสาขาให้ครบ 13,000 สาขาภายในปี 2564 ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 451,939 ล้านบาท และผลกำไรสุทธิที่ 16,677 ล้านบาท ในปี 2559 ผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2560 อยู่ที่ 117,513 ล้านบาท เติบโต 8% YOY และผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,765 ล้านบาท เติบโต 17.2% YOY บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ A(tha) (Stable) โดย บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ วันที่ 23 กันยายน 2559

 

ทองไทย เปิดตลาดลด 50 บาท ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 20,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987376

ทองไทยเปิดตลาดราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650…

วันที่ 29 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาปรับลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท.

 

เศรษฐกิจไทย “เทกออฟ” ครึ่งปีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987165

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2560 จะเป็นระยะที่เศรษฐกิจไทยทะยานขึ้น หรือเทกออฟ ซึ่ง สศช.ได้คาดการณ์ไว้ว่าทั้งปีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัว 3.3-3.8% มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% ซึ่งปีนี้จะเป็นปีแรกตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 เป็น 5 ปีแรกของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไทยจะหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงปี 2579 หรือมีรายได้ต่อหัวประชากรไม่ต่ำกว่า 12,600 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งการที่จะหลุดพ้นตามเป้าหมายได้เศรษฐกิจจะต้องโตเต็มศักยภาพคือจีดีพีขยายตัวได้ปีละ 5% โดยปัจจุบันคนไทยมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยที่ 6,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี

“เศรษฐกิจไทยปีนี้ การส่งออก และภาคเกษตรฟื้นตัวได้ดีมาก นอกจากการท่องเที่ยวที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ภาวะแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกก็อยู่ในช่วงฟื้นตัวแล้ว โดยเฉพาะกรณีสหรัฐฯที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้แรงขึ้น”

สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 ปีแรกของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้มีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และภาครัฐผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วางรากฐานไว้แล้ว ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นอย่างมาก และเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวการส่งออกก็จะดี การลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังของไทยจะเทกออฟ และเป้าหมายเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้ 3.5% ในปีนี้คงเป็นไปตามเป้าหมายหรืออาจจะมากกว่า 3.5% และปีต่อๆไปเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาและมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึง 5% ตามเป้าหมายของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12”

ส่วนแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ในภาพรวมด้านเศรษฐกิจมีข้อจำกัดเนื่องจากประสบเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่วางไว้ไม่เป็นไปตามที่วางไว้ อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 รัฐบาลได้หันมาขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐได้มากขึ้น โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชน และการขนส่งระบบราง ได้ช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมไปถึงงบประมาณด้านการลงทุนวิจัยและพัฒนา ซึ่งตามเป้าหมายของแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ตั้งไว้ที่ 1% ของจีดีพี แต่ได้เพิ่มขึ้นจาก 0.2% เป็น 0.4% ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้น.