ธปท.อนุมัติ 3 ฟินเทคใหม่ทดสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988341

สุดล้ำ! โอนปุ๊บรับปั๊บ-สแกนม่านตาใช้แอพการเงิน

นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่ ธปท.เปิดให้สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน รวมทั้งผู้ให้บริการ FinTech หรือกลุ่มธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสนับสนุนการให้บริการทางการเงินเสนอโครงการเข้าทดสอบในสนามทดสอบการทำธุรกิจระบบปิด (Regulatory Sandbox)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ได้อนุญาตผู้เสนอโครงการให้เริ่มทำการทดลองทำธุรกิจจริงในสภาพแวดล้อมที่จำกัด หรือระบบปิดอีก 3 ราย ประกอบด้วย โครงการการโอนเงินระหว่างประเทศ (Cross-border transfer) จำนวน 2 ราย โดยเป็นการนำเทคโนโลยีระบบจัดเก็บข้อมูลแบบบล็อกเชน (block–chain) มาอำนวยความสะดวกและปรับปรุงประสิทธิภาพการโอนเงินระหว่างประเทศ ส่วนอีก 1 รายที่ได้รับอนุญาตเป็นโครงการยืนยันตัวตนด้วยการตรวจสอบรูปแบบม่านตา (Iris recognition) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสามารถใช้ม่านตายืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งานบริการผ่านแอพพลิเคชั่นของผู้ให้บริการบนโทรศัพท์มือถือ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อบัญชี (username) และรหัสประจำตัว (password) ซึ่งจะมีความปลอดภัยและความแม่นยำสูง โดยธปท.จะติดตามการทดสอบใกล้ชิด และเมื่อครบกำหนดการทดสอบ ผู้ให้บริการต้องผ่านมาตรฐาน ธปท.จึงจะให้ใบอนุญาตในการให้บริการจริงกับประชาชนต่อไป

นายอารักษ์ สุธีวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท SBI Remit จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น ผู้ให้บริการการโอนเงินระหว่างประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ครั้งแรกของไทย โดยในระยะแรกจะรองรับการโอนเงินลูกค้าบุคคลทั่วไปต้นทางประเทศญี่ปุ่นจากสกุลเงินเยน (JPY) มายังปลายทางบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ประเทศไทยในสกุลเงินบาท (THB)ผ่านช่องทางสาขาและตู้เอทีเอ็มของ SBI Remit และที่ทำการไปรษณีย์ ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเงินจะเข้าบัญชีอัตโนมัติในเวลา 20 นาที นอกจากนี้ ธนาคารมีแผนที่จะขยายบริการโอนเงินดังกล่าวไปในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิกด้วย.

 

รถเมล์ไฟฟ้า 200 คันสะดุดกึ้ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988322

“สมศักดิ์” ย้ำชัด!ไม่คุ้ม-ทำ ขสมก.ขาดทุนไปกันใหญ่

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการ ผอ.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในโครงการจัดซื้อ พร้อมว่าจ้างซ่อมรถโดยสารไฟฟ้า 200 คัน วงเงิน 2,702 ล้านบาทว่า การจัดซื้ออาจล่าช้าออกไปแบบไม่มีกำหนด และอาจนำเสนอให้บอร์ดชุดปัจจุบันซึ่งจะหมดวาระวันที่ 20 ก.ค.นี้ พิจารณาอนุมัติไม่ทัน เนื่องจากขณะนี้มีปัญหา เพราะราคากลางมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ ขสมก.ประกาศไว้ในทีโออาร์ เพราะล่าสุดกรมศุลกากรแจ้งกลับมาว่า ไม่สามารถปรับลดภาษีนำเข้าได้ เนื่องจากเข้าข่ายเลือกปฏิบัติต่อหน่วยงานอื่นๆ หากลดภาษีให้ ขสมก.เพียงรายเดียว จึงส่งผลให้ราคากลางจัดซื้อตัวรถปรับสูงขึ้นอีกคันละ 5 ล้านบาท เป็นคันละ 15 ล้านบาท จากคันละ 10 ล้านบาท ซึ่งทำให้ราคากลางจัดซื้อรถจำนวน 200 คัน ปรับเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ล้านบาท เป็น 3,000 ล้านบาท จาก 2,000 ล้านบาท และส่งผลให้วงเงินราคากลางจัดซื้อโครงการภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็น 3,702 ล้านบาท จาก 2,702 ล้านบาท

“ขสมก.ต้องพิจารณาทีโออาร์ใหม่ โดยส่วนตัวมองว่าหากซื้อคันละ 15 ล้านบาท จะไม่คุ้ม ขสมก.อาจเป็นหนูทดลองยา เพราะเป็นรายแรก และต้องลงทุนสร้างสถานีชาร์จไฟ อู่จอดรถอีก หากทำแล้วไปไม่รอด ยิ่งทำให้ ขสมก.ขาดทุนไปกันใหญ่ ดังนั้นต้องรอให้บอร์ดชุดปัจจุบัน ที่จะหมดวาระวันที่ 20 ก.ค.นี้ พิจารณาตัดสินอีกครั้ง แต่หากพิจารณาไม่ทัน คงต้องรอให้บอร์ดชุดใหม่พิจารณา ว่าจะซื้อหรือไม่”

นายสมศักดิ์กล่าวว่า กรมศุลกากรระบุว่า หาก ขสมก.ต้องการใช้สิทธิ์ในการลดภาษีนำเข้า ผู้ผลิตไทยจะต้องตั้งโรงงานใหม่ในประเทศไทยเพื่อขอรับสิทธิ์ แต่คงดำเนินการไม่ทันกับโครงการจัดซื้อรถของ ขสมก. เพราะการจัดตั้งโรงงานจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ส่วนแนวโน้มการปรับขึ้นค่าโดยสารตามแผนปฏิรูปองค์กรนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทน รวมถึงจัดสรรเส้นทางเดินรถ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน ก.ค.นี้ “หากรัฐกังวลว่าการขึ้นค่าโดยสารจะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ ขสมก.ก็ยินดีที่จะไม่ปรับราคาขึ้น แต่รัฐต้องจัดสรรเงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ (PSO) ให้กับ ขสมก. เหมือนโครงการรถเมล์ฟรี”.

 

เอกชนช็อก พ.ร.ก.ต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988346

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยถึงผลกระทบกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการทำงานต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งบังคับใช้ในวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ผู้ประกอบการเกิดอาการช็อก กับ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากมีค่าปรับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 400,000-800,000 บาทต่อรายถือว่าสูงมาก ขณะที่ประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายๆอุตสาหกรรม เนื่องจากแรงงานคนไทยไม่ยอมทำงาน เช่น อุตสาหกรรมประมง อาหารแปรรูป ก่อสร้าง เครื่องหนัง ซึ่งหากไม่ใช้แรงงานต่างด้าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างหนัก และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้

“ขณะนี้แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบถูกต้องตามกฎหมายมีประมาณ 1.4 ล้านคน และมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือแรงงานต่างด้าวสีเทาอีก 1 ล้านคน ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ยังมีความจำเป็นในอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะฉะนั้นควรจะนำแรงงานกลุ่มนี้ขึ้นมาให้ถูกต้อง ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว มองว่าเมื่อ พ.ร.ก.ออกมาแล้ว ก็ต้องเดินหน้าทุกอย่างตามกฎหมาย แต่ควรผ่อนผันให้บางส่วน คือให้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 อนุญาตให้แรงงานต่างด้าว 1 ล้านรายที่ยังผิดกฎหมายแรงงาน เข้ามาอยู่ในระบบในระยะเวลาประมาณ 2-3 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปรับตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อนำเสนอปัญหาในภาคปฏิบัติของ พ.ร.ก.ดังกล่าว.

 

เกษตรห่วงข้าวโพดประชารัฐไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988307

ผู้ผลิตอาหารสัตว์โวยพ่อค้า ใช้เล่ห์ลักลอบนำเข้าล้านตัน

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันสมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้ดำเนินตามมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีของกระทรวงพาณิชย์อย่างเคร่งครัด โดยจะต้องซื้อข้าวโพด 3 ส่วนจึงจะมีสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลีได้ 1 ส่วน ทำให้ตัวเลขการนำเข้าข้าวสาลีใน 4 เดือนแรกของปี 60 อยู่ที่ 0.48 ล้านตัน คาดทั้งปีจะนำเข้าข้าวสาลี ไม่เกิน 1.5 ล้านตัน นอกจากนี้ สมาคมฯถูกขอให้คงราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขั้นต่ำไว้ที่ 8 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) อีกด้วย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แต่กลับถูกป้ายสีว่านำเข้าข้าวสาลีมาเพื่อกดราคาเกษตรกร

“โรงงานอาหารสัตว์ต้องการใช้ข้าวโพด 8.1 ล้านตัน ทำให้ต้องนำเข้า ข้าวสาลีเพื่อเติมเต็มจำนวนที่ขาดเพื่อไม่ให้ธุรกิจชะงัก ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านมีต้นทุนต่ำกว่าไทย จึงมีพ่อค้าพืชไร่ลักลอบนำเข้า มาสวมสิทธิ์เป็นข้าวโพดไทย และขายให้กับโรงงานอาหารสัตว์ในราคาขั้นต่ำ กก.ละ 8 บาท และคนกลุ่มนี้ยังใส่ความข้าวสาลีว่าทำให้ราคาข้าวโพดตกต่ำ ซึ่งถ้าสำเร็จจะทำให้โรงงานอาหารสัตว์ต้องรับซื้อข้าวโพดลักลอบของกลุ่มพ่อค้าในราคาสูง นอกจากนั้นเมื่อ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้ร่วมประชุมกับ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และในที่ประชุมเดียวกัน สมาคมพ่อค้าพืชไร่ยอมรับต่อหน้ารมว.เกษตรฯว่ามีการลักลอบนำเข้าข้าวโพดกว่า 1 ล้านตันจริง”

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ได้เรียก สมาคมพ่อค้าพืชไร่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย หารือเพื่อเดินหน้าโครงการข้าวโพดหลังนาในรูปแบบประชารัฐ แต่ไม่มีความคืบหน้า เพราะภาคเอกชนมีข้อต่อรองในการร่วมโครงการ และไม่ถูกกัน.

 

บอร์ด สศช.เคาะรถไฟไทย-จีน รัฐควรชี้ภาพใหญ่สาธารณชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988327

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (บอร์ด สศช.) นัดพิเศษ ที่มีนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เป็นประธาน ได้สอบถามในประเด็นต่างๆที่สังคมมีความสงสัยในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงิน 179,000 ล้านบาท มีความเร็วสูงสุด ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีความเร็วเฉลี่ยที่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะอนุมัติโครงการดังกล่าวและสัปดาห์หน้าจะเสนอสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีบรรจุเป็นวาระให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์ถัดไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า โครงการนี้มีความสำคัญในด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ หรือวันเบลท์วันโรดของประเทศจีน การเชื่อมต่อในโครงการนี้ จะช่วยสร้างแรงดึงดูดให้มีการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และช่วยเพิ่มการจ้างงานในประเทศ หากไทยไม่ลงทุนในโครงการนี้จะเสียโอกาส เพราะมีความเป็นไปได้ที่เส้นทางนี้จะไปเชื่อมต่อกับเวียดนาม ซึ่งจะทำให้ไทยเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้ และอาจไม่สามารถดึงดูดการลงทุนของนักลงทุนไทยและต่างชาติได้

ขณะเดียวกันบอร์ด สศช.เห็นว่าการลงทุนไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางการเงิน แต่ควรพิจารณาภาพรวมในการพัฒนาประเทศ และมีข้อเสนอต่อรัฐบาลว่า รัฐและ สศช.ควรชี้แจงต่อสาธารณชน และให้ประชาชนเห็นภาพทั้งโครงการในเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย.

 

เสียสละ เสี่ยงตาย จำเลยสังคม! ฟังอีกมุม รฟท. แจงโอทีหลักแสน เปิดฐานเงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/987781

กลายเป็นดราม่าใหญ่โตตั้งแต่ต้นสัปดาห์ สำหรับกรณีการเบิกโอทีของเจ้าหน้าที่รถไฟนายหนึ่ง ที่หลุดแพร่สะพัดบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค จนเรื่องดังกล่าวลุกลามบานปลาย ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักหน่วง สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ การรถไฟขาดทุนสะสมมาตลอด แต่กลับมีผู้เบิกค่าโอทีถึงหลักแสนบาท มากกว่าเงินเดือนที่ได้ประมาณ 60,000 บาท

เรื่องนี้สะเทือนไปถึงเบื้องบน ต้องออกมาชี้แจงกันรายวัน และ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ก็ได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง นายอารยะ ปิณฑะดิษ ผอ.ฝ่ายบริการโดยสาร การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยอธิบายว่า เนื่องจาก รฟท. อยู่ระหว่างการเร่งรัดงานซ่อมบำรุงทางให้มีความปลอดภัยในการเดินรถในเส้นทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการซ่อมบำรุง 1 ครั้ง จะใช้งานได้ 10-20 ปี ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องขอร้องให้ นายสถานีคนดังกล่าวทำงานล่วงเวลาทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2557 และใกล้จะสิ้นสุดเดือนกรกฎาคมนี้ จึงมีการเร่งรัดงาน และเงินโอทีดังกล่าวก็เป็นเงินที่เบิกในช่วงเดือนพฤษภาคม

นายอารยะ กล่าวต่อว่า การทำงานและเบิกโอทีดังกล่าว ทางบริษัทฯ ได้พิจารณาแล้วเพื่อความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบอะไรมาก เขาจึงให้ทำงานตอนกลางคืน โดยจะมีรถเข้าไปทำงานในพื้นที่ ตามคำสั่งของฝ่ายช่างโยธาเป็นคนแจ้งไปยังฝ่ายเดินรถทราบ เพื่อให้ฝ่ายเดินรถอำนวยความสะดวก ด้วยเหตุนี้จึงมีโทรเลขให้นายสถานีมาทำงานโอที

“คนที่เบิกคือ นายสถานีปัตตานี ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในเขตสถานีทั้งหมด อำนวยความสะดวกในการให้ทางรถไฟเข้ามาในพื้นที่ ตรวจสอบความเรียบร้อยของขบวนรถ เพื่อป้องกันไม่ให้รถวิ่งผิดกฎจราจรการเดินรถตามประกาศของเรา นอกจากนี้ ยังทำการสับเปลี่ยนรถในเขตสถานีด้วย “บางครั้ง…หากไม่ต้องสับเปลี่ยนรางรถ เขาก็มีเวลาพักผ่อนบ้าง”

ทีมข่าวฯ ถามว่า เพราะเหตุนี้หรือเปล่าถึงมีการเบิกโอทีต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ผอ.ฝ่ายบริการโดยสาร รฟท. ยอมรับว่า “ใช่” พร้อมกับอธิบายว่า ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ เช่น หมอ พยาบาล ช่วงไม่มีคนไข้ก็ต้องรอเช่นเดียวกัน ช่วงที่ไม่มีรถไฟเข้ามาเขาก็ต้องรอ หากมีเวลาว่างก็อาจจะหลับพักผ่อนบ้าง

ทั้งนี้ ปกติแล้วตำแหน่ง “นายสถานี” โดยเฉพาะทางใต้ จะมีเพียง 1 คนเท่านั้น เพราะหลังจาก 6 โมงเย็น สถานีจะปิดการเดินรถ ยกเว้นสถานีใหญ่ๆ เช่น สุไหงโก-ลก จะให้มีผู้ช่วยเท่านั้น

เปิดฐานเงินเดือนนายสถานีรถไฟ ระบุ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เฉลี่ยประมาณ​ 30,000 บาท

นายอารยะ กล่าวต่อว่า ฐานเงินเดือน “นายสถานี” โดยเฉลี่ยทั่วประเทศ จะได้เงินประมาณ 3 หมื่นบาท แต่สำหรับนายสถานีคนนี้ ได้รับเงินเดือนประมาณ 61,000 บาท เพราะเขามีประสบการณ์และอายุมากแล้ว และคุมสถานีสำคัญของปัตตานี ทั้งนี้ การคิดฐานเงินเดือนของ รฟท. ก็เหมือนกับบริษัทอื่นๆ คือ ขึ้นกับอัตราฐานเงินเดือน ซึ่งก็แบ่งตามวุฒิการศึกษา สูงขึ้นตามขั้นบันได และอายุการทำงาน หากทำงานอยู่นาน เงินเดือนก็ขึ้นเป็นไปเรื่อยๆ ไม่ได้แบ่งเรตว่าประจำอยู่ในพื้นที่ภาคไหนจะได้เงินเดือนมากกว่า เพียงแต่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีค่าเสี่ยงภัยเข้ามาเหมือนกับอาชีพอื่นๆ เช่น ทหาร ตำรวจ เป็นต้น

การเบิกโอทีในแต่ละปีมากน้อยแค่ไหน ทีมข่าวฯ ยิงคำถาม ผอ.ฝ่ายบริการโดยสาร รฟท. ตอบทันทีว่า เบื้องต้นตนยังไม่มีตัวเลขอยู่ในมือ แต่เท่าที่ทราบคือมีการเบิกกันปกติ แต่ไม่ใช่ตัวเลขในอัตราสูงขนาดนี้ เรียกว่าเป็นการเบิกโอที “ตามกฎหมายแรงงาน” ส่วนตำแหน่งที่เบิกมากที่สุดในสายการเดินรถก็น่าจะเป็น “นายสถานี” ส่วนเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการก็จะมีการเบิกไม่มาก

“การเบิกที่มากที่สุด เท่าที่ผมทราบ ก็คิดว่าเป็นการเบิกครั้งนี้นะ ส่วนครั้งอื่นๆ เท่าที่ทราบคือไม่มีมากเท่าครั้งนี้”

เสียสละ เสี่ยงตาย กลายเป็นจำเลยสังคม

ส่วนตัวรู้สึกยังไงที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ผอ.ฝ่ายบริการโดยสาร การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “นายสถานีถือเป็นคนที่ทำงานทุ่มเทอย่างเต็มที่ ตั้งใจทำงานมากๆ คนหนึ่ง แต่พอมีข่าวแบบนี้ออกมาก็มีเสียใจ เขามีตัดพ้อบ้างว่า เรื่องแบบนี้กลายเป็นจำเลยของสังคม สำหรับในส่วนของการรถไฟนั้น เราอยากจะบอกว่าเราทำตามกฎหมายแรงงาน การทำงาน การเบิกโอทีที่เกิดขึ้นเป็นการตกลงกัน ไม่ใช่ว่าเขาจะเบิกได้เลย แต่เป็นคำสั่งที่ต้องมีการพูดคุยกันก่อน เขาเองต้องเสียสละที่จะทำงานตรงนั้น เราเองก็ไม่มีคนเพียงพอ หากไม่มีคนทำ เราก็ต้องหาใหม่ ซึ่งตำแหน่งตรงนั้นเป็นตำแหน่งที่หาคนได้ยากมาก อีกทั้งเหตุดังกล่าวเป็นเหตุกะทันหัน เราไม่สามารถสั่งคนอื่นให้ลงไปแทนได้

“ความปลอดภัยในการเดินรถต้องมาก่อน เราเองรู้อยู่แล้วว่า เขาต้องมีพักผ่อนบ้างในตัว เราก็ไม่ได้ติดใจในการเบิก 24 ชั่วโมง เพราะเข้าใจ เนื่องจากเขายินดีที่จะเสียสละที่จะทำงานให้ โดยได้ผลตอบแทนกลับไป ที่สำคัญคือ ตรงนั้นมีเขาคนเดียว เราหาคนอื่นลงไปทดแทนไม่ได้ เขาจึงต้องรับหน้าที่ตรงนั้นไป อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ โครงการปิดโอทีดังกล่าวก็ไม่สามารถเบิกได้แล้ว ก็ถือว่าเป็นการทำงานแบบปกติ”

นายอารยะ กล่าวต่อว่า ปกติแล้วการทำงานของ รฟท. ในพื้นที่เสี่ยงภัยนั้น เป็นการอาสา หรือคัดเลือกส่งลงไป นายอารยะ กล่าวว่า ถ้าได้อาสาไปทำงาน เรายินดี โดยเฉพาะคนในพื้นที่ที่เป็นที่รู้จัก เราก็จะเลือกคนในพื้นที่ก่อน แต่ไม่ใช่ว่านอนอยู่ที่สถานี หมายถึง คนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนกัน เช่น คนยะลา มาทำงานปัตตานี เป็นต้น

“การทำงานในเวลากลางคืน ถือว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของเราก็มีโดนลอบทำร้ายบ้าง แต่ยังดีที่ปัจจุบันเริ่มลดน้อยลง หากเทียบกับสมัยก่อน มีคนร้ายบุกยิงเสียชีวิตริมถนน หรือบนรถไฟ ก็เคยเกิดขึ้น เราต้องรับลูกเขาเข้าทำงานรถไฟ ก็ต้องทำ นอกจากนี้ยังมีเหตุลอบวางระเบิดพนักงานรักษารถ (พรร.) เสียชีวิตมาแล้ว”.

 

สหพัฒน์ฯ จับมือลาซาด้ารุกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/988345

นายบุญยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ เปิดเผยว่า จากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์มากขึ้น เครือสหพัฒน์จึงจับมือกับบริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์อย่างเต็มตัว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพียง 1% เท่านั้น ซึ่งหลังจากจับมือกับลาซาด้าขายสินค้าออนไลน์คาดว่าภายใน 3 ปีจะมีรายได้จากออนไลน์ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท หรือ 10% ของรายได้รวม

“เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้น จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว รายได้และกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มดีขึ้น รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ช่วยได้มากในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จึงให้คะแนนผลงานรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ 8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ทั้งนี้วันที่ 2 ก.ค.นี้จะครบรอบ 20 ปีต้มยำกุ้ง มองว่าในช่วง 20 ปีหลังจากนี้ผู้ประกอบการมีการระมัดระวังมากขึ้น มีการใช้จ่ายที่ดีขึ้น ไม่ผลีผลามในการลงทุน เพราะเคยบาดเจ็บมาแล้ว ต่างจากในอดีตที่มักจะทุ่มเงินลงทุนไปจำนวนมาก”

สำหรับงานสหกรุ๊ปแฟร์ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-2 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะมีการแสดงนวัตกรรม สินค้าและบริการใหม่ที่บริษัทในเครือสหพัฒน์ได้พัฒนาขึ้น เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนทั้งในประเทศและส่งออกมาจำหน่ายในราคาพิเศษกว่า 1,000 บูธ อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน เป็นต้น พร้อมบริการส่งสินค้าฟรีถึงบ้าน คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานกว่า 1 ล้านคน มีเงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท.

 

คุยเป็นคุ้งเป็นแควเศรษฐกิจไทยดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988306

เหตุรับพลังส่งออก-ท่องเที่ยวหนุน

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน พ.ค.60 ยังมีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกที่ขยายตัวได้ในระดับสูงถึง 12.7% นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณปรับตัวดีสะท้อนจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ขยายตัวเป็นบวกและรายได้ที่แท้จริงของเกษตรกรที่ยังคงขยายตัว และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ยังเติบโต ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการใช้จ่ายเพื่อบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัว 7.6% สอดคล้องกับปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้เกษตรกรที่แท้จริง

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวจากการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนขยายตัวต่อเนื่อง ด้านการส่งออกสินค้าขยายตัวได้ดีโดยการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 19,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องที่ 12.7% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องที่ 18.3% ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวและการนำเข้าที่ฟื้นตัวได้ดี ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือน พ.ค.60 เกินดุลที่ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกปี 2560 (ม.ค.-พ.ค.) เกิดดุลการค้า 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านการผลิต ได้รับปัจจัยจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย 2.59 ล้านคน (ช่วง 5 เดือนแรกปี 2560 จำนวน 14.61 ล้านคน) ขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.6% ต่อปี ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว 6.9% โดยเป็นการขยายตัวในทุกหมวดสินค้า ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี และเสถียรภาพภายนอกอยู่ในระดับที่มั่นคง สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ -0.04% และ 0.5% ต่อปี

ทั้งนี้ ในเดือน ก.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจในปี 60 โดยจะพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าคาดการณ์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจคู่ค้า และเศรษฐกิจประเทศใหญ่ที่เริ่มมีทิศทางดีขึ้น ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/60 คาดว่าจะขยายตัวดีกว่าไตรมาสแรก หรือเติบโตได้มากกว่า 3.3% และภาพรวมในช่วงครึ่งหลังของปีน่าจะขยายตัวได้ดี.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 30/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988280

ฟุ้งปีนี้ไทยส่งออกข้าวทำนิวไฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988296

สิงคโปร์-ฮ่องกง-อิรัก-อิหร่านเข้าคิวขอซื้อ

“พาณิชย์” คาดปีนี้ไทยส่งออกข้าวได้ 11 ล้านตัน ทำนิวไฮหลังปี 57 ส่งออกสูงสุด 10.97 ล้านตัน ส่วนราคาข้าวขยับขึ้นต่อเนื่อง ผลพวงระบายข้าวสต๊อกรัฐออกเกือบหมด “อภิรดี” ฟุ้งลูกค้าหลายประเทศเข้าคิวขอซื้อข้าวไทยอื้อ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง อิรัก อิหร่าน ศรีลังกา บังกลาเทศ ด้าน “ฉัตรชัย” เดินหน้าตรวจเข้มสต๊อกข้าวเสื่อม หวั่นผู้ประมูลแอบขายข้าวเสื่อมให้คนบริโภค

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวของไทยว่า ขณะนี้ตลาดข้าวไทยเป็นขาขึ้น มีปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 มิ.ย.60 สามารถส่งออกได้แล้ว 5.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% รวมมูลค่า 87,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% หรือมูลค่า 2,535 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 16% ประเมินว่าปีนี้ไทยมีแนวโน้มจะส่งออกได้สูงถึง 11 ล้านตัน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพียง 10 ล้านตัน ถือว่าสูงกว่าที่เคยทำสถิติไว้เมื่อปี 57 ที่ส่งออกได้ 10.97 ล้านตัน

ส่วนราคาข้าวไทยยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และดีกว่าปีก่อนๆ โดยล่าสุดราคาส่งออกข้าวขาว 5% อยู่ที่ตันละ 458 เหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อนที่ตันละ 440 เหรียญสหรัฐฯ, ข้าวนึ่งตันละ 476 เหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อนตันละ 460 เหรียญสหรัฐฯ และข้าวหอมมะลิตันละ 778 เหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อน ตันละ 700 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวเปลือกเจ้าตันละ 8,700-8,900 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 10,000-11,000 บาท “ปัจจัยที่ทำให้ตลาดข้าวไทยเป็นขาขึ้น เพราะรัฐบาลดำเนินนโยบายมาถูกทาง ทั้งการดูแลเกษตรกร การเร่งระบายข้าวในสต๊อก ที่จนถึงขณะนี้ระบายอีกแค่ 1 หรือ 2 ครั้ง ก็จะไม่มีข้าวเหลือในสต๊อกแล้ว ทำให้แรงกดดันต่อตลาดข้าวไทยหมดไป ดึงให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น”

นอกจากนี้ ขณะนี้หลายประเทศได้ติดต่อขอซื้อข้าวไทยต่อเนื่อง ถือเป็นปีที่ดีในด้านการค้าข้าว โดยตลาดสิงคโปร์ และฮ่องกง ที่ไทยเคยถูกคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งตลาดไปในช่วงที่รับจำนำข้าวราคาสูง และคุณภาพข้าวไทยไม่ดี แต่ตอนนี้ไทยสามารถทวงคืนส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้หมดแล้ว โดยเฉพาะในตลาดฮ่องกง ขณะนี้ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยเพิ่มขึ้นเป็น 70% ขณะที่ประเทศที่เลิกซื้อข้าวไทยก่อนหน้านี้ อย่างอิรัก เนื่องจากข้าวไทยมีปัญหาเรื่องคุณภาพเมื่อ 3 ปีก่อน วันนี้กลับมาซื้อข้าวไทยแล้ว และอิหร่าน ก็กลับมาซื้อข้าวไทยด้วยเช่นกัน ล่าสุดซื้อแล้ว 200,000 ตัน และจะซื้อเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ศรีลังกาก็แจ้งว่าต้องการซื้อข้าวไทย 200,000 ตัน ซึ่งอยู่ระหว่างติดต่อเพื่อส่งคณะผู้แทนการค้าเข้ามาเจรจากับไทย และบังกลาเทศ อีก 200,000 ตัน เป็นข้าวนึ่งและข้าวขาว กำลังส่งคณะผู้แทนมาหารือกับไทยวันที่ 6-7 ก.ค.นี้ ส่วนการเปิดประมูลข้าวของฟิลิปปินส์ ไทยจับตาดูอยู่ หากเปิดเมื่อไรก็พร้อมร่วมประมูล ขณะที่สัญญาข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน 1 ล้านตัน จะเร่งเจรจารับมอบข้าวในส่วนที่เหลืออีก 500,000 ตันต่อไป

นางอภิรดีกล่าวถึงการเตรียมมาตรการรองรับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 60/61 ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับโรงสี และเกษตรกร เพื่อหารือว่าควรปรับปรุงมาตรการดูแลราคาข้าวเปลือกอย่างไร หรือต้องการให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการใดอีก เพื่อดูแลราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ยืนยันว่ามาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เหมาะสมแล้ว และอยากให้ดำเนินการต่อ ทั้งมาตรการช่วยลดต้นทุน มาตรการชะลอการขายข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก หรือมาตรการรับจำนำยุ้งฉาง โดยกระทรวงฯจะรวบรวมข้อมูล ข้อเสนอทั้งหมด และนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาต่อไป

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ฐานะรองประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) กล่าวหลังลงพื้นที่ตรวจการกำกับดูแล และนำข้าวที่ประมูลได้ไปใช้ในอุตสาหกรรมที่จังหวัดกำแพงเพชร ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน นบข.ทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการ การระบายข้าวในสต๊อกรัฐ ได้แต่งตั้งตนเป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวสารในสต๊อกรัฐและสั่งการให้ลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแล และตรวจสอบ การนำข้าวเสื่อมคุณภาพที่ประมูลไปใช้ในอุตสาหกรรม ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการประมูล เนื่องจากหลายฝ่ายยังกังวลว่า ผู้ประมูลข้าวเสื่อมคุณภาพอาจนำข้าวในสต๊อกรัฐที่กำหนดให้นำไปใช้ในอุตสาหกรรม ไปจำหน่ายในตลาดเพื่อการบริโภค ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย

“การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจการทำงานของหน่วยงานปฏิบัติงานใน จ.กำแพงเพชร ครั้งนี้ไม่พบการกระทำที่ส่อไปในทางที่ลักลอบนำข้าวเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค แต่ก็ไม่ได้ชะล่าใจ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ตรวจสอบข้อมูลเอกสารในขั้นตอนของการเคลื่อนย้ายข้าวจากสต๊อกสู่โกดังรัฐบาลว่า ทำถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งจากนี้จะลงพื้นที่สุ่มตรวจผู้ชนะการประมูลว่านำข้าวเข้าสู่กลไกที่รัฐได้วางเงื่อนไขไว้ถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้าวสู่ระบบค้าปกติ หากตรวจพบนำข้าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะริบหลักประกันและถือเป็นผู้กระทำผิดเงื่อนไขการประมูล ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย”.