ปิดตลาดหุ้นไทยปรับลด 5.89 จุด ดัชนีแตะ 1,531.63 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ส.ค. 2559 17:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693186

 

หุ้นไทยปิดตลาดปรับลด 5.89 จุด ที่ระดับ 1,531.63 จุด มูลค่าการซื้อขาย 59,805.29 ล้านบาท ขณะที่ บลจ.ธนชาต แนะเลือกหุ้นเป็นรายตัว เชื่อตลาดยังมีอัพไซด์ ฟันด์โฟลว์ ต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของวันที่ 17 ส.ค. 59 พบว่า ดัชนีฯ ปรับลด -5.89 จุด ที่ระดับ 1,531.63 จุด เปลี่ยนเปลง -0.38% มูลค่าการซื้อขาย 59,805.29 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

บลจ.ธนชาต มองฟันด์โฟลว์ยังมีต่อ

นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต จำกัด กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ เชื่อว่าอานิสงส์เม็ดเงินจากทั่วโลกยังทรงพลัง ทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินยังมีอยู่สูง แม้ปัจจุบันราคาหุ้นไทยจะขึ้นมาพอสมควร แต่หากพิจารณารายตัว รายบริษัท พบว่ายังคงมีโอกาสอยู่

นอกจากนั้น คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไทยจะค่อยๆ กลับมาเติบโตดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สำหรับราคาตลาดหุ้นไทยที่ขึ้นมาค่อนข้างสูง ระดับ P/E อยู่ที่ 16 เท่านั้น อาจสร้างความกังวลให้กับผู้ลงทุนว่าหุ้นไทยแพงเกินไปหรือไม่ จริงๆ แล้วก็ถือว่าอยู่ในระดับราคาที่ไม่ถูกนัก หากต้องการหาโอกาสจากหุ้นไทยก็ควรเน้นเลือกลงทุนเป็นรายตัว

“ปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยต่ำในหลายประเทศ และธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลก ดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย ยังคงสนับสนุนให้มีเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงที่มีพื้นฐานดีต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งในที่นี้ก็มีตลาดหุ้นไทยรวมอยู่ด้วย แม้ราคาตลาดโดยรวมจะขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยังมีอัพไซด์ หากเลือกลงทุนเป็นรายตัว”

 

โตโยต้า เปิดตัว All new Sienta ใหม่ เคาะราคาเริ่มต้น 7.5 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ส.ค. 2559 16:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693137

 

โตโยต้า เปิดตัว รถยนต์นั่งอเนกประสงค์รูปแบบใหม่ All new Sienta มาพร้อมฟังก์ชั่นครบครัน มุ่งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ขับขี่คล่องตัว-ประหยัดน้ำมัน มีให้เลือก 2 รุ่น เคาะราคา 7.5 และ 8.5 แสนบาท ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 1,700 คัน …

วันที่ 17 ส.ค. 59 มร.เคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวภายในงานเปิดตัวรถยนต์นั่งอเนกประสงค์รูปแบบใหม่ “All new Sienta…Bring it All” ซึ่งได้เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2558 ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายกว่า 61,100 คัน และติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรกที่ญี่ปุ่น ว่า All new Sienta คือ หนึ่งในความภูมิใจที่ตั้งใจนำเสนอให้กับลูกค้าชาวไทย เพื่อเติมเต็มตลาดรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ภายใต้แนวคิดอิสระและแตกต่าง คุ้มค่าด้วยประโยชน์ใช้สอยครบครัน ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนานเหนือระดับจากรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน


โตโยต้า เปิดตัว รถยนต์นั่งอเนกประสงค์รูปแบบใหม่ All new Sienta

ด้าน มร.ฮิโรชิ คายุคาวะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยด้วยว่า All new Sienta เป็นการออกแบบด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ล้ำสมัยทั้งคัน โดยได้แรงบันดาลใจจาก Urban Trekking Shoes หรือ รองเท้าเดินป่าสมัยใหม่ จากรูปทรงและเส้นสายรองเท้า สะท้อนให้เห็นถึงคนรุ่นใหม่ที่รักการท่องเที่ยว ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่มีความหลากหลาย


สวยงามมาก

All new Sienta ได้ออกแบบให้มี 3 แถว 7 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกสบายในการใช้งานเป็นหลัก โดยรถยนต์นั่งอเนกประสงค์รูปแบบใหม่ All new Sienta ภายใต้แนวคิด Bring it All… สนุกเต็มที่ ชีวิตเต็มสไตล์ มีจุดเด่น 4 จุดหลัก ดังนี้

1. Bring style ดีไซน์โดดเด่นทุกมุมมอง ภายนอกเต็มเปี่ยมด้วยเส้นสายโฉบเฉี่ยว ภายในเน้นความเรียบหรู ลงตัวทุกมิติ

2. Bring out feeling ภายใน ครบครันทุกฟังก์ชั่น ตอบสนองทุกความต้องการใช้งานด้วยฟังก์ชั่นหลากหลาย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

3. Bring all happiness ฟังก์ชั่น ตอบทุกความสุข ด้วยประตูข้างสไลด์อัตโนมัติ รวมถึงห้องโดยสารขนาดใหญ่ สามารถปรับพับเบาะแถวสองและสาม เพื่อเก็บสัมภาระขนาดใหญ่

4. Bring it on ขับสนุก ควบคุมได้ดั่งใจ กับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Dual VVT-i ประกอบกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อมระบบ Sport Sequential 7 สปีด เพื่อให้การขับขี่สนุกทุกเส้นทาง ทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ด้วย


ปู ไปรยา นักแสดงสาวมากความสามรถ พรีเซ็นเตอร์ โตโยต้า All new Sienta

นอกจากนี้ ได้มีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ All new Sienta อย่าง ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของรถยนต์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โตโยต้า จะเปิดตัว All new Sienta อย่างเป็นทางการ ที่งาน บางกอก อินเตอร์ เนชั่นแนล แกรนด์ มอเตอร์ เซลส์ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพ ระหว่างวันที่ 20-28 ส.ค.นี้ โดย All new Sienta มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น 4 สี ซึ่งรุ่นมาตรฐาน 1.5 V เกียร์อัตโนมัติ ราคา 750,000 บาท และรุ่น 1.5 G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 865,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 1,700 คัน.

 

รฟท.เตรียมเรียกเอกชนแจง เหตุรถไฟสายสีแดงล่าช้ากว่ากำหนด 20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ส.ค. 2559 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692991

 

ผู้ว่าการ รฟท.เตรียมเรียกเอกชนที่รับเหมางานก่อสร้างโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต เพื่อเร่งรัดงานที่ล่าช้าประมาณ 20% มั่นใจโครงการก่อสร้างต้องคืบหน้าตามกำหนด…

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รฟท. ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการฯ บริเวณสถานีทุ่งสองห้อง และ สถานีกลางบางซื่อ โดยความก้าวหน้าของผู้รับจ้างสัญญาที่ 1 คิดเป็น 47.26% ส่วนสถานีทุ่งสองห้อง ทั้งจุดบริเวณชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าของงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จคิดเป็น 70.89% ทำให้มองเห็นรูปแบบของสถานีได้อย่างชัดเจน แบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นพื้นดิน เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถรับ-ส่งผู้โดยสารที่จะใช้บริการ ชั้นที่ 2 เป็นชั้นจำหน่ายตั๋วโดยสาร และเป็นพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่จะผ่านขึ้นไปยังชานชาลา และชั้นที่ 3 เป็นชั้นชานชาลา มีทางวิ่ง 4 ทาง โดย 2 ทางวิ่งด้านข้าง รองรับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

ส่วน 2 ทางตรงกลาง รองรับรถไฟทางไกล โดยมีชานชาลาด้านข้างสองฝั่งรองรับผู้ใช้บริการรถไฟสายสีแดง โดยสถานีนี้ได้ก่อสร้างเป็นต้นแบบในงานก่อสร้างสถานีของผู้รับจ้างสัญญาที่ 2 ซึ่งตลอดแนวเส้นทางโครงการจะมีสถานียกระดับแบบนี้จำนวน 6 สถานี ได้แก่ สถานีจตุจักร สถานีวัดเสมียนนารี สถานีบางเขน สถานีทุ่งสองห้อง สถานีหลักสี่ และสถานีการเคหะขณะที่สถานีกลางบางซื่อ (Grand Station) บริเวณชั้นใต้ดิน และชั้น 1 ปัจจุบันมีความก้าวหน้าของสถานีที่ดำเนินการแล้วเสร็จคิดเป็น 38.24%

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความล่าช้าเนื่องจากติดการรื้อย้าย ท่อส่งน้ำมันโดยสถานีนี้มีรูปแบบการก่อสร้างแบ่งเป็น ชั้นใต้ดิน พื้นที่สำหรับจอดรถประมาณ 1,700 คัน โดยมีโถงเชื่อมต่อจากพื้นที่จอดรถขึ้นไปยังชั้นจำหน่ายตั๋วและมีทางเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีบางซื่อ ส่วน ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่จำหน่ายตั๋ว มีโถงพักคอยและรับผู้โดยสาร รวมถึงพื้นที่พาณิชยกรรม และร้านค้า ชั้นที่ 2 เป็นชานชาลารองรับรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) 4 ชานชาลา และรถไฟทางไกล 8 ชานชาลา ชั้นที่ 3 เป็นชานชาลารองรับการจอดขบวนรถไฟขนาดราง 1.435 เมตร เชื่อมภูมิภาค 10 ชานชาลา เป็นสายใต้ 4 ชานชาลา สายเหนือและสายอีสานรวม 6 ชานชาลา รองรับรถไฟความเร็วสูงในอนาคต และรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยาน 2 ชานชาลา สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 129,000 คน/วัน/ทิศทาง

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ส่วนความความคืบหน้าของงานทั้ง 2 สัญญา ขณะนี้สัญญาที่ 1 ซึ่งงานต้องคืบหน้า 60-70% แต่ขณะนี้ ดำเนินการได้ประมาณ 50% ส่วนสัญญาที่ 2 ที่เป้าหมายจะต้องคืบหน้า 90% แต่ขณะนี้เนื้องานจริงคืบหน้า 70% ซึ่งทำให้ เฉลี่ยทั้งโครงการล่าช้าประมาณ 20% โดยหลังจากนี้ จะมีการเรียกประชุมเอกชนที่รับเหมางานก่อสร้างทั้งสัญญาที่ 1-2 เพื่อเร่งรัดงาน ให้ก้าวหน้าเร็วขึ้น และให้สอดรับ ให้งานก่อสร้าง 2 สัญญาเสร็จก่อนสัญญาที่ 3 ที่เป็นงานระบบไฟฟ้า ระบบเดินรถ

สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต มีจุดเริ่มต้นโครงการที่สถานีบางซื่อ กม.6+000 (จากหัวลำโพง) บริเวณสามแยกประดิพัทธ์ประมาณ 1.8 กิโลเมตร ทางทิศใต้ของสถานีบางซื่อ ไปตามแนวเขตทางรถไฟสายเหนือ ผ่านเขตจตุจักร บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง และไปสิ้นสุดที่สถานีรังสิต จังหวัดปทุมธานี ระยะทางรวมประมาณ 26.3 กิโลเมตร มี 10 สถานี ประกอบด้วย สถานีกลางบางซื่อ สถานีจตุจักร สถานีวัดเสมียนนารี สถานีบางเขน สถานีทุ่งสองห้อง สถานีหลักสี่ สถานีการเคหะ สถานีดอนเมือง สถานีหลักหก และสถานีรังสิต แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 สัญญา คือสัญญา 1 งานโยธาสำหรับสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง มีความก้าวหน้าของงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จคิดเป็น 47.26% สัญญา 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟบางซื่อ – รังสิต มีความก้าวหน้าของงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จคิดเป็น 67.73% และ สัญญา 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมจัดหาตู้รถไฟ

ส่วนช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน ได้เข้าดำเนินงานเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.59 มีความก้าวหน้าของงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จคิดเป็น 0.83% ในการนี้คาดว่าจะเปิดใช้งานได้จริงประมาณต้นปี 2563 เนื่องจากงานสัญญาที่ 3 เริ่มงานช้า ในอนาคตสถานีกลางบางซื่อจะกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยระบบรางแห่งใหม่ของประเทศ รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับการเดินทางด้วยระบบรางทุกประเภท ทั้งรถไฟทางไกล รถไฟชานเมือง รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยาน  และรถไฟความเร็วสูงในอนาคตอีกดัวยส่วนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจ เบิกจ่ายงบลงทุน ให้มีความคืบหน้ามากขึ้น โดยในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทยมั่นใจว่าจะสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายได้อีกประมาณ 1000 ล้านบาท ภายในปีงบประมาณนี้.

 

TSE ฟันกำไร Q2/59 โต 13.96% YOY ใส่เกียร์ลุย วางเป้า PPA ในญี่ปุ่น 100 MW

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 ส.ค. 2559 13:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692771

 

“ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่” โชว์ผลงาน Q2/59 เด่น ฟันกำไรสุทธิที่ 160.52 ลบ. สูงขึ้น 13.96% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เดินหน้าลุยโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น วางเป้ากวาด PPA รวม 100 เมกะวัตต์ปีนี้

ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ ประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2559 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 160.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.67 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 13.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 140.85 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากการขาย และการให้บริการจากกลุ่มบริษัทรูฟท็อปซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้าระบบเชิงพาณิชย์ หรือ COD ได้ครบทั้ง 14 แห่ง ส่งผลให้สามารถรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าจากโครงการในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 3 แห่ง

ในขณะที่ปีนี้บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายในการทำกำไรสุทธิในปีนี้สูงขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 526.59 ล้านบาท ตามกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ หรือ COD ในประเทศไทยรวมทั้งหมด 99 เมกะวัตต์ และจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์โซลาร์ ฟาร์ม สหกรณ์ฯ อีก 1 โครงการ จำนวน 1 เมกะวัตต์ภายในปีนี้ ในขณะที่ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมเป็น 100 เมกะวัตต์ภายในปีนี้ โดยในปัจจุบันบริษัทฯ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA แล้ว 42 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์แล้ว 6 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะสามารถทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ครบทั้งหมดภายในปี 2560 นอกจากนั้นยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาอีกกว่า 60 เมกะวัตต์


“ผลประกอบการในปีนี้ของบริษัทฯ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการจ่ายไฟในเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งโซลาร์ ฟาร์ม และโซลาร์ รูฟท็อป รวมถึงการรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่นเข้ามา โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้าแผนการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนในประเทศญี่ปุ่นถือว่ามีผลตอบแทนที่น่าพอใจ และยังเป็นการกระจายการสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ นอกเหนือจากรายได้ภายในประเทศเท่านั้น” ดร.แคทลีนกล่าว

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทฯ สำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2559 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 289.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.63 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 3.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 281.29 ล้านบาท

ไทยพาณิชย์ สนับสนุนทางการเงิน จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อขยายโครงข่ายบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 ส.ค. 2559 13:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692772

 

นายอาทิตย์ นันทวิทยา (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมด้วย นายพิชญ์ โพธารามิก (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินมูลค่า 6,000 ล้านบาท ให้กับกลุ่มบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสื่อสารครบวงจร ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตตามแผนการขยายการลงทุนเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั่วประเทศ รวมถึงรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตอีกด้วย งานจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ โรงแรม W Hotel

 

ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ส.ค. 2559 10:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692633

 

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 59 ราคาทองเปิดตลาดคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 ขายออกบาทละ 22,600 บาท ส่วนภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก ปิดตัวปรับสูงขึ้น รับแรงหนุนจากเงินดอลลาร์อ่อน…

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท

ขณะที่สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวสูงขึ้นเมื่อคืนนี้ (16 ส.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมถึงข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยสกัดกระแสคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ  (เฟด)

สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 2.05 เซนต์ ปิดที่ 2.172 ดอลลาร์/ปอนด์

สัญญาทองแดงได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับยูโร หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือน ก.ค. ที่ระดับ 0.0% เมื่อเทียบรายเดือน เนื่องจากราคาน้ำมันร่วงต่ำลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน

ทั้งนี้ ตัวเลข CPI ที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ได้ช่วยลดกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุดนายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ได้เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมระหว่างวันที่ 20-21 ก.ย.นี้

 

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่ง หลังเฟดแย้มอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692552

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงในวันอังคาร หลังจากหนึ่งในผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ย. …

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 16 ส.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 84.03 จุด หรือ 0.45% ปิดที่ 18552.02 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 12.00 จุด หรือ 0.55% ปิดที่ 2178.15 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 34.91 จุด หรือ 0.66% ปิดที่ 5227.11 จุด

เมื่อวันอังคาร วิลเลียม ดัดลีย์ หัวหน้าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เผยต่อสื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า ในขณะที่นักลงทุนเชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดในวันอังคารเข้าสู่ช่วงหยุดพักหายใจ หลังจากหุ้นสหรัฐฯ ทำนิวไฮใหม่ติดต่อกันหลายวัน

 

แปลกใจรัฐ! ข้าวดีตีเป็นข้าวเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692488

 

“เซอร์เวเยอร์” ร้องชะลอประมูลก่อนขาดทุนยับ

“สมาคมเซอร์เวเยอร์” ร้องกรมการค้าต่างประเทศ ชะลอระบายข้าวรัฐ ฟันธงผลตรวจสอบข้าวรัฐไม่น่าเชื่อถือ ข้าวบางคลังคุณภาพดีแต่กลับตีเป็นข้าวเสีย ข้าวเสื่อม ชี้แบบนี้ทำรัฐขาดทุนมหาศาล ด้าน “พาณิชย์” โต้ผลตรวจสอบข้าวรัฐเชื่อถือได้ ใช้ห้องแล็บมาตรฐานวิเคราะห์ ยันเดินหน้าประมูลต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อ วันที่ 9 ส.ค.59 สมาคมผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย หรือเซอร์เวเยอร์ ได้เข้าพบนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อขอให้กระทรวงพาณิชย์ชะลอการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เพราะพบว่า ข้าวในคลังสินค้าบางหลังที่รัฐจะเปิดประมูลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมนั้นยังมีคุณภาพดี และสามารถนำไปปรับปรุงเพื่อการบริโภคได้ ไม่ใช่ข้าวเสื่อมสภาพ หรือข้าวเน่า ข้าวเสีย ที่จะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเดียว ทั้งนี้ หากนำข้าวบางส่วนที่ยังไม่เสื่อมสภาพไปประมูลข้าวทั่วไป หรือเพื่อการบริโภคจะได้ราคาดีกว่าการประมูลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม แต่การนำข้าวดีมาขายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมจะทำให้รัฐขาดทุนมหาศาล โดยทางกรมการค้าต่างประเทศได้ให้สมาคมฯ สรุปรายชื่อคลังสินค้าที่สงสัยว่าผลการวิเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพข้าวไม่ถูกต้อง มายื่นต่อผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) และทำสำเนาถึงอธิบดีกรมด้วย โดยคาดว่าน่าจะส่งเอกสารผลการตรวจสอบข้าวมาให้ อคส.และกรมการค้าต่างประเทศได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ จากการสอบถามตัวแทนสมาคมรายหนึ่ง ระบุว่า ผลการตรวจสอบคุณภาพข้าวของรัฐบาลชุดนี้ ที่ดำเนินการตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศ และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้าวทั่วประเทศ โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมว.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ไม่น่าเชื่อถือ เพราะผู้เก็บตัวอย่าง และตรวจสอบ คือ สภาตรวจข้าว ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพข้าว และไม่มีใบอนุญาตการเป็นผู้ตรวจสอบข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ ผู้ส่งออกข้าวลงขันกันจ้างให้เก็บสถิติการส่งออกข้าวเท่านั้น และแม้จะมีเซอร์เวเยอร์กลางของภาครัฐร่วมตรวจสอบด้วย แต่การสุ่มตรวจสอบข้าวจากกระสอบไม่กี่ลูก ทำให้ผลการตรวจสอบไม่น่าเชื่อถือได้

อย่างไรก็ตาม ข้าวในคลังสินค้าที่รัฐบาลระบุผลตรวจสอบว่าเป็นข้าวเน่า ข้าวเสื่อม นั้น ส่วนมากจะเป็นข้าวเมล็ดหักที่ไม่ได้ตามมาตรฐานเท่านั้น แต่สามารถปรับปรุงเพื่อการบริโภคได้ แต่ผลการตรวจสอบข้าวกลับระบุว่าเป็นข้าวเสื่อม ข้าวเสีย ข้าวเน่า ที่กินไม่ได้ อย่างบางคลังเก็บข้าวประมาณ 100,000 กระสอบ แต่ผลตรวจสอบพบว่าเป็นข้าวเสีย ข้าวเสื่อม ประมาณ 5,000 กระสอบ ก็ตีว่าข้าวในคลังเป็นข้าวเสีย ข้าวเสื่อม และนำมาประมูลในอุตสาหกรรม กรณีเช่นนี้ทำให้เซอร์เวเยอร์ที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) จ้างให้ดูแลรักษาคุณภาพข้าวในสต๊อกรัฐ ต้องมีความผิด และถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะไม่ดูแลรักษาคุณภาพข้าวให้ดี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเมื่อผู้ชนะประมูลข้าวรัฐจะขนข้าวออกจากคลังสินค้า รัฐกลับไม่ให้เซอร์เวเยอร์เข้าไปดูในคลังด้วย ทั้งๆที่ในสัญญาการจ้างดูแลคุณภาพข้าว เซอร์เวเยอร์ต้องส่งข้าวถึงมือผู้ประมูลจนหมดทุกกระสอบ ไม่เช่นนั้นจะผิดสัญญา ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อข้าวในคลังมีปัญหา ผู้ชนะประมูลจะเจรจากับเซอร์เวเยอร์หาทางแก้ไข เช่น ชดใช้ความเสียหายให้ผู้ชนะประมูล แต่ในปัจจุบันถ้าข้าวไม่ได้คุณภาพ รัฐจะมุ่งฟ้องร้องดำเนินคดีกับเซอร์เวเยอร์

ด้านนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การนำข้าวในคลังมาเปิดประมูล คณะทำงานระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลจะประชุมกันเพื่อพิจารณาคลังที่จะนำมาเปิดประมูล โดยยึดเอาผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้าว ชุดของ ม.ล.ปนัดดา เป็นเกณฑ์ เพราะเป็นผลตรวจสอบที่เชื่อถือได้ มีการสุ่มเก็บตัวอย่างข้าวโดยใช้สถิติที่ถูกต้อง ตรวจสอบโดยห้องแล็บที่ได้มาตรฐาน โดยคลังสินค้าใดที่มีข้าวเสื่อม ข้าวเน่า ข้าวเสียมากกว่าข้าวดี และไม่สามารถคัดแยกกองได้จะขายเข้าสู่อุตสาหกรรม เช่น เอทานอล ชีวมวล ปุ๋ย เป็นต้น แต่ถ้ามีข้าวผิดมาตรฐาน ข้าวเสื่อมมากกว่าข้าวเน่า ข้าวเสีย จะประมูลเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร เช่น อาหารสัตว์ และหากเป็นข้าวดีจะประมูลเพื่อการบริโภค คาดว่าเร็วๆนี้จะเปิดประมูลได้อีกครั้ง โดยล่าสุดข้าวในสต๊อกเหลือ 9.1 ล้านตัน

ขณะที่นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบคุณภาพข้าวแต่ละคลังสินค้า มีผู้เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ และลงนามรับรองการตรวจสอบด้วย ทั้งเจ้าของคลัง เซอร์เวเยอร์ หัวหน้าคลังสินค้า ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ อคส. และ อ.ต.ก. รวมถึงเจ้าหน้าที่จังหวัด เจ้าหน้าที่ทหาร หากเซอร์เวเยอร์ไม่ยอมรับผลการตรวจสอบ ควรคัดค้านตั้งแต่มีผลการตรวจสอบออกมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาคัดค้านตอนนี้ การดำเนินการเช่นนี้ ไม่อยากคิดว่าเซอร์เวเยอร์ไม่ต้องการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงพยายามเรียกร้องว่าข้าวที่ตนดูแลรักษาคุณภาพยังเป็นข้าวดีอยู่ ทั้งๆที่มีทั้งข้าวเน่าข้าวเสียอยู่มาก.

 

งัดมาตรการใหม่แก้หวยแพง “เสธ.แดง” ชงบอร์ดเลิกโควตาการกุศล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692478

 

พ่อค้า-แม่ค้าสลากฯ เริ่มชินไม่กลัวถูกจับ-ปรับ รวมเลขชุดราคาพุ่งใบละ 90-120 บาท “เสธ.แดง” ลั่นยอมไม่ได้ เล็งเสนอบอร์ดสลากฯ 30 ส.ค.นี้ ยกเลิกโควตาสลากองค์การกุศล หรือมูลนิธิ ที่ไม่ได้ขายจริง-เพิ่มปริมาณ สลากที่สำนักงานสลากขายตรง ผอ.สลากฯ ระบุที่ผ่านมาจับจริงขายเกินราคาแล้ว 10–15 ราย

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ด) เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ที่พบว่าหลายพื้นที่กลับมาขายในราคาสูงเกินราคาว่า ในการประชุมบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลวันที่ 31 ส.ค. ที่จะถึงนี้ ตนจะเสนอให้บอร์ดออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อควบคุมราคาสลากให้ขายตามราคาขายปลีกที่ตามที่สำนักงานสลากฯ กำหนด คือ คู่ละ 80 บาท หลังจากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ราคาสลากขายปลีกกลับมาขายเกินราคาอีกครั้ง โดยเฉพาะสลากฯรวมเลขชุด เช่น รวมชุด 5 คู่ ปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็นคู่ละ 90 บาท หรือชุดละ 450 บาท และล่าสุดราคาสลากที่จำหน่ายในงวดวันที่ 16 ส.ค.นี้ มีการรวบเลขชุดเพิ่มมากขึ้น โดยขึ้นไปถึง 10 คู่หรือ 20 คู่ และขายในราคาที่สูงกว่าราคาหน้าสลากที่กำหนด

“หลังจากที่ขายตามราคาหน้าสลากฯ ทุกราคามาระยะหนึ่ง ผู้ค้าสลากในขณะนี้สามารถปรับตัวกับวิธีการจำหน่ายสลากที่สำนักงานสลากฯ ปรับปรุงได้แล้ว เพราะในแผงค้าสลาก 1 แผง มีทั้งสลากราคาคู่ละ 80 บาท และเลขชุดขายคู่ละ 90 บาทผสมกันไป อย่างไรก็ตาม เท่าที่สำรวจสัดส่วนของสลากคู่ละ 80 บาท ยังมีมากกว่าเลขชุด แต่เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้น สำนักงานสลากฯจึงจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้ราคาสลากลดลงมาอยู่ที่คู่ละ 80 บาทให้ได้มากที่สุด”

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการที่จะเสนอในการประชุมของบอร์ดสลากสิ้นเดือน ส.ค.นี้ พล.ท.อภิรัชต์กล่าวว่า จะเสนอแนวทางแก้ไขการจำหน่ายสลากเกินราคาใน 2 แนวทางคือ 1.ยกเลิก หรือกำหนดบทลงโทษสลากที่จำหน่ายผ่านองค์การกุศล หรือมูลนิธิที่ไม่ได้จำหน่ายจริง และ 2. เพิ่มปริมาณสลากที่สำนักงานสลากฯ จำหน่ายเอง จากปัจจุบันที่เปิดขายผ่านระบบเอทีเอ็ม เน็ตแบงก์ และสาขาของธนาคารกรุงไทยด้วยวิธีการขายตรง 110,000 เล่ม และจองซื้อ 220,000 เล่ม และได้รับความสนใจจากผู้ค้าจำนวนมาก ดังนั้น จึงจะปรับกลยุทธ์ โดยเพิ่มปริมาณการขายตรงให้มีมากขึ้น ซึ่งทั้ง 2 วิธีการนี้จะทำให้สลากเลขชุดมีปริมาณลดลงอย่างแน่นอน

พล.ท.อภิรัชต์กล่าวต่อว่า ฝ่ายบริหารของสำนักงานสลากฯ ได้ติดตามการจำหน่ายเกินราคาอย่างต่อเนื่องทำให้รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นๆ และบอร์ดสลากเองก็จะเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย โดยจะเน้นแก้ไขปัญหาที่การกำหนดสัดส่วนของยอดพิมพ์สลาก ซึ่งปัจจุบันสลากในแต่ละงวดมียอดการพิมพ์อยู่ที่ 120 ล้านฉบับ หรือ 60ล้านคู่ หรือประมาณ 6,000,000 เล่ม โดยขณะนี้สำนักงานสลากฯ จำหน่ายเองโดยตรง 330,000 เล่ม ที่เหลืออีก 270,000 เล่มจำหน่ายให้แก่องค์กรการกุศลและมูลนิธิ ทำให้มั่นใจว่าปริมาณสลากส่วนใหญ่ได้กระจายไปทั่วประเทศและสามารถควบคุมราคาขายไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นขายเกินกว่าคู่ละ 80 บาท

ด้าน พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารของสำนักงานสลากฯได้ประสานงานกับเจ้าที่ตำรวจและทหาร ลงพื้นพร้อมกันหลายจุดเพื่อจับกุมพ่อค้าและแม่ค้าสลากที่จำหน่ายสลากเกินราคาประมาณ 10-15 ราย เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมทั้งตัดสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นการ รวมถึงตัดสิทธิ์ในการเป็นผู้ซื้อสลากกับสำนักงานสลากฯอีกด้วย

“สำนักงานสลากฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจจากการจำหน่ายสลากเกินราคา แต่ที่ต้องลงโทษขั้นรุนแรง เพราะต้องการปราบปรามการขายสลากเกินราคาอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่อง”

พล.ต.ฉลองรัฐกล่าวต่อว่า ยอดพิมพ์สลากในขณะนี้ยังอยู่ที่งวดละ 120 ล้านฉบับ หรือ 60 ล้านคู่ แต่หลังจากผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ และเข้าสู่ช่วงเปิดเทอม พบว่ามีความต้องการสลากเพิ่มมากขึ้น พ่อค้าและแม่ค้าสลากจึงฉวยโอกาสปรับราคาสลากเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการมากขึ้น ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯยังจะร่วมมือกับตำรวจ และทหาร ลงพื้นที่เพื่อสุ่มตรวจการจำหน่ายสลากเกินราคาต่อไป และหากบอร์ดมีมติเพื่อแก้ไขสลากเกินราคา ฝ่ายบริหารก็พร้อมที่จะดำเนินการทันที โดยเฉพาะสลากเลขชุดที่เป็นที่นิยมของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจตลาดในย่านต่างๆงวดวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ยังคงมีผู้ค้าสลากทั้งที่เป็นแผงค้าของสำนักงานสลากและผู้ค้าเร่ จำหน่ายสลากเกินราคากันอย่างโจ่งแจ้ง โดยมีการนำสลากออกมาวางขายในราคา 80-100 บาท และหากเป็นเลขสวยหรือเลขชุดที่มีการรวมเล่มจะขายในราคาตั้งแต่ใบละ 90-120 บาท โดยไม่สนใจต่อคำเตือนของกองสลากฯที่ขู่จะลงโทษหรือริบโควตาผู้ค้าสลากที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งจากการสอบถามผู้ค้ายังคงอ้างว่ารับสลากมาแพง และโดยเฉพาะในส่วนของสลากเลขชุดนั้นจะรับมาชุดละ 80-85 บาท.

 

ชง “บิ๊กตู่” งัดมาตรา 44 เปิดทางเช่าช่วง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692472

 

หนุนเอกชนลุยพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ต้องเสนอให้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 44 ในการเปิดให้เอกชนที่จะลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นสิทธิการเช่า ไม่สามารถนำไปให้เช่าต่อได้ ส่วนการพัฒนาพื้นที่ในลักษณะอื่นๆ ไม่มีปัญหา อย่างกรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ที่มีผู้ยื่นประมูลมา 1 ราย ก็เป็นการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว

“กรณีพื้นที่ที่การนิคมอุตสาหกรรมเป็นผู้ลงทุนนั้นไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สามารถทำได้ แต่กรณีที่กรมธนารักษ์เปิดให้เอกชนประมูลเช่าพื้นที่ไปพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมนั้น จะติดขัดข้อกฎหมาย ส่วนที่จังหวัดตราดนั้น สามารถเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวได้ ซึ่งเอกชนที่ยื่นมา 1 ราย ถือว่าผ่านแล้ว ขณะนี้กรมธนารักษ์กำลังจะ เสนอคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณา ทั้งนี้ ในแต่ละพื้นที่ต้องขึ้นกับเอกชน เสนอมาว่าจะใช้พื้นที่ทำอะไร เรามีกำหนดไว้ว่าทำได้กว่า 10 อย่าง ขึ้นกับนักลงทุนจะนำไปทำอะไร”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักลงทุนที่ยื่นประมูลเข้าพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด ได้แก่ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟ็กต์ ที่สนใจจะลงทุนสร้างโรงแรม.