ยุทธศาสตร์เกษตร 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692467

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาว จำเป็นต้องมีกรอบการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศระยะ 20 ปี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานในสังกัด เพื่อ กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การพัฒนา 20 ปี ภาคการเกษตร ที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ทั้งหมดแล้ว 2 ครั้ง ครั้งต่อไปจะจัดประชุมกลางเดือน ก.ย.นี้ “ควรมีการกำหนดจุดยืนของภาคการเกษตรไทยในอนาคตชัดเจน และต้องมีประเด็นสอดคล้องกับการพัฒนาของภาคการเกษตรระดับโลก ที่จะพัฒนาไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามแนวทางการพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0”

นายธีรภัทรกล่าวว่า การประชุมทั้ง 2 ครั้ง ได้สรุปแผนระยาวไว้ 10 ประเด็น คือ 1.ส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย 2.เพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ 3.คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมรวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย 4.แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร 5.พัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบที่มีอยู่ให้ทันสมัย 6.เน้นทำปศุสัตว์แปลงใหญ่ให้ความสำคัญกับอาหารสุขภาพ 7.เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร 8.ปรับการผลิตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 9.เน้นทำวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น 10.บูรณาการการทำงานร่วมกันในทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติ.

 

“สมคิด” ตั้งเป้างบประมาณสมดุล รัฐปลื้มหมู่บ้านละ 5 แสนใกล้ถึงฝั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692466

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้หารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อให้เตรียมจัดทำแผนความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายจัดทำงบประมาณแบบสมดุลได้ในระยะเวลาที่กำหนดภายในกี่ปี เช่น อาจจะตั้งเป้าหมายไว้ภายในระยะ 7-8 ปีจากปัจจุบัน ซึ่งถือว่ามีความเป็นไปได้และการทำงบประมาณแบบสมดุลจะเป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว เพื่อให้เป็นกรอบในการบริหารงานเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่อไปเดินตามแนวทางที่วางไว้ได้ แต่การทำงบประมาณแบบสมดุลในขณะนี้ยังทำไม่ได้เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดี ดังนั้น จึงยังต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลไปก่อนเพื่อประคองเศรษฐกิจ

ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงโครงการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐที่ให้ เงินสนับสนุนหมู่บ้านละ 500,000 บาท ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ฐานรากตามแนวทางประชารัฐ (อคป.) ได้อนุมัติโครงการดังกล่าวไปแล้ว 63,456 กองทุน จาก 79,000 กองทุน เป็นเงินทั้งสิ้น 31,664 ล้านบาท หลังดำเนินโครงการมา 6 เดือน ทั้งนี้ ยังพบปัญหาการโอนเงินและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า เนื่องจากไม่สามารถเปิดบัญชีได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และไม่เข้าใจในประเด็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงให้ไปหารือกรมสรรพากร เพื่อทำความเข้าใจกับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านต่อไป.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 17/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692412

 

คนไทยติดเน็ตนอนน้อยอ้วนฉุ! อยากลดน้ำหนัก 7โลแต่ทำไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692458

 

นายซาลูน ธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีด้านสุขภาพ เฮลธ์ตี้ ลิฟวิ่ง อินเด็กซ์ 59 ของเอไอเอจาก 15 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ว่า แม้คนไทยมีคะแนนการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพสูงขึ้นอยู่อันดับ 4 แต่คนไทยส่วนใหญ่วัยทำงาน 76% กลับรู้สึกว่าสุขภาพตนเองไม่ดีเท่ากับ 5 ปีก่อน โดยเฉพาะปัญหาน้ำหนักตัว ซึ่งคนวัยทำงาน 62% ต้องการลดน้ำหนักตัวลงเฉลี่ยคนละ 7.1 กก. เนื่องจากมี 42% เสี่ยงเป็นโรคอ้วน หรือเป็นโรคอ้วนแล้ว ขณะเดียวกันคนไทยทั่วไปที่มีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายปกติก็ต้องการลดน้ำหนักเพื่อแลกกับความสวยงาม “คนไทยวัยทำงานรู้ดีว่าสามารถทำให้ตนเองมีสุขภาพดีกว่าเดิม หรือลดน้ำหนักได้ตามที่ต้องการ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ลงมือทำหรือทำไม่ได้ เนื่องจากมีปัญหาพฤติกรรมการกิน เช่น รับประทานขณะทำกิจกรรมอื่นๆ รับประทานของขบเคี้ยวที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รับประทานอาหารขณะเดินทางและรับประทานอาหารเย็นใกล้เวลานอน”

นายซาลูนกล่าวต่อว่า อีกปัญหาใหญ่ที่คุกคามการใช้ชีวิตของคนไทย คือ การใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตที่ไม่ใช่เรื่องงานมากเกินไป โดยคนไทยเฉลี่ยใช้เวลาท่องโลกออนไลน์มากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน และมีการใช้อินเตอร์เน็ตถึง 75% สูงสุดในภูมิภาคซึ่งมีค่าเฉลี่ยเพียง 57% และแม้คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าสิ่งนี้มีผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ ทำให้มีเวลาออกกำลังกายและพักผ่อนนอนหลับน้อยลง รวมถึงไม่ดีต่อสรีระร่างกาย แต่การเปลี่ยนแปลงอาจทำได้ยาก และมีแนวโน้มเสพติดอินเตอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็นของตนเอง นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยที่อยู่ในวัยทำงานส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่เพียงพอ โดยแต่ละวันใช้เวลานอนหลับเพียง 6.3 ชั่วโมงต่อคืน น้อยกว่าความต้องการนอนหลับ 7.7 ชั่วโมงและเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ไทยยังนอนน้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาค รวมถึงต่ำสุดในกลุ่มประเทศที่สำรวจทั้ง 15 ประเทศทั่วเอเชียอีกด้วย.

 

ทางหลวงชนบทเผยขยายถนนราชพฤกษ์ระยะ 2 คืบหน้า 58%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/692374

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ส.ค. 2559 00:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692374

 

ทางหลวงชนบท เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่าย ขยายถนนราชพฤกษ์ ตอน 2 หวังแก้ไขปัญหาจราจรและลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ ยืดอายุการใช้งานของถนนราชพฤกษ์

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. เปิดเผยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น บริเวณถนนราชพฤกษ์ ทางหลวงชนบทจึงได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการขยายถนนราชพฤกษ์ ระยะที่ 2 (ตอนที่ 2) จากซอยจรัญสนิทวงศ์ 13–คลองมหาสวัสดิ์ ระยะทางประมาณ 7.500 กิโลเมตร โดยการก่อสร้างดังกล่าวได้ขยายถนนราชพฤกษ์ (ตอน 2) คืบหน้ากว่า 58% ซึ่งหวังว่าหากก่อสร้างแล้วเสร็จเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของถนนราชพฤกษ์ ยกระดับมาตรฐานทาง รองรับความเจริญเติบโตและเพิ่มศักยภาพของถนนโครงข่ายในพื้นที่

ทั้งนี้ทางหลวงชนบท สาย นบ.3021 ที่เริ่มต้นจากแยกตากสิน ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ผ่านถนนเพชรเกษม ถนนบรมราชชนนี ข้ามคลองมหาสวัสดิ์ เข้าสู่จังหวัดนนทบุรี ผ่านถนนนครอินทร์ ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนชัยพฤกษ์ และสิ้นสุดที่ทางหลวงหมายเลข 345 รวมความยาวประมาณ 31 กิโลเมตร ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2546 นั้น เดิมมีขนาด 6 ช่องจราจร

นายพิศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีปริมาณจราจรประมาณ 80,000 คันต่อวัน ส่งผลให้ถนนราชพฤกษ์เกิดปัญหาจราจรติดขัดโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ทช.จึงได้ก่อสร้างขยายผิวจราจรเพิ่มเติม โดยก่อสร้างทางคู่ขนานเพิ่มเติมฝั่งละ 2 ช่องจราจร รวมจากเดิมเป็น 10 ช่องจราจร พร้อมทางเท้าและระบบระบายน้ำ โดยได้ดำเนินการก่อสร้างช่วงคลองมหาสวัสดิ์-ถนนรัตนาธิเบศร์แล้วเสร็จ ความยาวประมาณ 8.800 กิโลเมตร (กม.14+100-กม.22+900)

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ทช.อยู่ระหว่างการก่อสร้างขยายถนนราชพฤกษ์ ระยะที่ 2 (ตอนที่ 2) ช่วงซอยจรัญสนิทวงศ์ 13-คลองมหาสวัสดิ์ ระยะทางประมาณ 7.500 กิโลเมตร (กม.6+600-กม.14.100) งบประมาณรวม 463 ล้านบาท ขณะนี้งานมีความก้าวหน้ากว่า 58% เร็วกว่าแผน 19% โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน พ.ค.60 นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 60 ทช.มีแผนจะดำเนินการขยายถนนราชพฤกษ์ (ตอนที่ 3) ความยาวประมาณ 8.350 กิโลเมตร (กม.22+900-กม.31.250) ช่วงถนนรัตนาธิเบศร์-ทางหลวงหมายเลข 345 งบประมาณรวมประมาณ 1,236 ล้านบาท

 

ร.ฟ.ท.แจงปมรถไฟไทย-มาเลย์ ชี้หัวจักรใช้คนละระบบ เร่งพัฒนาการให้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 23:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692313

 

ร.ฟ.ท.แจงภาพรถไฟไทยใช้ระบบรถจักรดีเซลไฟฟ้า ส่วนของมาเลเซียขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ทำให้มีรูปทรงแตกต่างกัน แต่สามารถใช้ทางขนาดความกว้าง 1 เมตรเหมือนกัน โดยใช้สถานีร่วมกันที่ปาดังเบซาร์ ยืนยันเร่งพัฒนาการให้บริการตามนโยบายรัฐ

สืบเนื่องจากกรณีสื่อสังคมออนไลน์ มีการเผยแพร่ภาพรถจักรของไทยจอดเทียบเคียงคู่กับรถไฟของมาเลเซีย ที่สถานีรถไฟปาดังเบซาร์ ประเทศมาเลเซีย จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างรูปทรง ดีไซน์ และความทันสมัย ของรถไฟของทั้ง 2 ประเทศนั้น

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรถไฟของไทยและมาเลเซียมีความแตกต่างกัน เนื่องจากรถไฟของทั้ง 2 ประเทศ เป็นรถไฟคนละระบบ โดยรถไฟของไทยเป็นรถจักรแบบดีเซลไฟฟ้า ใช้น้ำมันดีเซลปั่นไฟฟ้าบนรถจักร และใช้งานมากว่า 25 ปี ซึ่งมาเลเซียยังมีระบบนี้ใช้อยู่เช่นกัน

ขณะที่ รถไฟของมาเลเซียเป็นรถไฟฟ้า หรือ Electric Multiple Unit (EMU) รุ่นใหม่ ซึ่งใช้ชื่อทางการว่าขบวนรถ ETS ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าขนาดแรงดัน 25 กิโลโวลต์ ที่รับกระแสไฟฟ้าตรงจากสายส่งด้านบน ความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยรัฐบาลมาเลเซียได้เป็นผู้จัดหามาจาก CRRC (China Railway ZhuZhou) เพื่อให้บริการระหว่างสถานี Gemas-KL-Ipoh-Butterworth-Padang Besar ซึ่งได้เปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นโครงการนำร่องของการใช้รถไฟประเภทนี้ รถไฟทั้งสองประเภทใช้บนทางรถไฟขนาดความกว้าง 1 เมตรเหมือนกัน โดยสามารถใช้สถานีรถไฟร่วมกันได้ที่สถานีปาดังเบซาร์

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทย ขณะนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่ ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศไทยระยะ 8 ปี พร้อมสนับสนุนให้เกิดการลงทุนอย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ มีแผนติดตั้งระบบไฟฟ้าบนเส้นทางรถไฟในปัจจุบัน และปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ให้สามารถนำขบวนรถในลักษณะเดียวกันกับมาเลเซียมาให้บริการ โดยอาจจะเริ่มโครงการดังกล่าวระหว่างสถานีชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ก่อน

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า การรถไฟได้เร่งการลงทุนและพัฒนาระบบราง ด้วยโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน จำนวน 7 โครงการ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว 2 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย และช่วงชุมทางถนนจิระ(นครราชสีมา)-ขอนแก่น ซึ่งคาดว่าจะทยอยแล้วเสร็จในปี 2561-2562 ส่วนอีก 5 เส้นทางที่เหลือ ได้แก่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร ช่วงมาบกะเบา(แก่งคอย)-ชุมทางถนนจิระ (นครราชสีมา) ระยะทาง 162 กิโลเมตร และช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะทยอยเปิดประกวดราคาการก่อสร้างได้ภายในปี 2559 ทั้งหมด

ทั้งนี้ การรถไฟ ได้มีการจัดหารถจักร รถโดยสาร และรถสินค้ารุ่นใหม่เข้ามาให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด การรถไฟฯ เพิ่งเปิดตัวรถโดยสารรุ่นใหม่ จำนวน 39 คัน จากทั้งหมดที่สั่งซื้อมา 115 คัน ซึ่งการรถไฟฯ ได้สั่งซื้อจาก CRRC (Changchun) เพื่อเปิดให้บริการเป็นขบวนรถด่วนพิเศษ 4 เส้นทาง ระหว่างสถานีกรุงเทพ-เชียงใหม่ กรุงเทพ-อุบลราชธานี กรุงเทพ-หนองคาย และกรุงเทพ-ชุมทางหาดใหญ่ เดินทางไป-กลับวันละ 2 ขบวนต่อเส้นทาง โดยจะประเดิมเปิดให้บริการได้เส้นทางแรกกรุงเทพ-เชียงใหม่ ภายในปีนี้

นอกจากนี้ การรถไฟ ยังได้จัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้า ขนาดน้ำหนักเพลา 20 ตันต่อเพลา มาใช้งานแล้ว จำนวน 20 คัน รวมถึงรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้ารุ่นใหม่จำนวน 308 คัน ได้มาถึงท่าเรือแหลมฉบังแล้ว 150 คัน และกำลังจะมาถึงอีก 158 คัน ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อนำไปเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการรับส่งตู้สินค้าระหว่างไอซีดีลาดกระบัง-ท่าเรือแหลมฉบัง และ CY ในภูมิภาค-ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อส่งเสริมแผนยุทธศาสตร์ระบบโลจิสติกส์ และการขนส่งสินค้าทางรางของประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม

 

เตรียมเฮ! บขส.จ่อสั่งรถตู้โดยสารปรับราคาลงอีก 20 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 21:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692348

 

บขส.ยืนยันจัดระเบียบรถตู้รอบ 3 นำรถตู้อนุสาวรีย์และจุดต่างๆ เข้าจอดสถานีขนส่ง 3 แห่งคืบหน้าแล้ว 60-70% ขณะที่ผู้ใช้บริการเตรียมเฮราคารถตู้ลงได้อีก 20 บาท

เมื่อวันที่ 16 ส.ค.59 นายนพรัตน์ การุณยวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทขนส่ง จำกัด หรือ บขส. กล่าวว่า ความคืบหน้าการจัดระเบียบรถตู้ในระยะที่ 3 นั้น บขส. ดำเนินการร่วมกับทหารจาก พล.ม 2 รอ.กรมการขนส่งทางบกและตำรวจในการนำรถตู้ ที่วิ่งระหว่างจังหวัดและเคยมีจุดจอดอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ดินแดง ย่านพหลโยธิน มาจอดยังที่สถานีโดยสารของ บขส.ทั้ง 3 แห่งคือที่หมอชิต 2 สถานีเอกมัย และสายใต้บรมราชชนนี นั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 60-70% คาดว่าจะทันก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดในวันที่ 25 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ ได้มีการเตรียมจุดจอด จุดปล่อยรถ ที่พักผู้โดยสารและพนักงานขับรถของผู้ประกอบการที่จะมาอยู่ในพื้นที่พร้อมแล้ว โดย บขส.มั่นใจว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในกำหนดเวลา ตามนโยบายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช). แน่นอน ซึ่งการปรับปรุงพื้นที่บริเวณชานชาลาขาเข้า สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 เป็นจุดจอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่มาใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะนั้น บขส.ได้จัดรูปแบบโดยแยกตามเกาะและใช้สีเป็นสัญลักษณ์กำหนดเกาะ เช่น เกาะดินแดง ใช้สัญลักษณ์ สีแดง เกาะพญาไท ใช้สัญลักษณ์สีฟ้า เกาะพหลโยธิน ใช้สัญลักษณ์สีเขียว และเกาะราชวิถี ใช้สัญลักษณ์สีส้ม เป็นต้น

ทั้งนี้ คาดว่าการปรับปรุงพื้นที่จะดำเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 20 ก.ย.59 อย่างไรก็ดี บขส.จะทดลองทดสอบระบบการลงใบเวลาของรถตู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารก่อน เพื่อรองรับการเข้าใช้งานในสถานีขนส่งอย่างเพียงพอ ก่อนที่จะมีการทดลองนำรถตู้เข้ามาวิ่งจริงในวันที่ 21-28 ก.ย. นอกจากนั้นในส่วนของการเตรียมงาน ระบบการเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนนั้น

ล่าสุด บขส.ได้เจรจากับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เพื่อขอให้รถตู้โดยสารสามารถวนเข้าไปรับส่งผู้โดยสารลงขึ้นลงรถไฟฟ้าได้ ก็เชื่อว่าจะทำให้ผู้เดินทางได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่เห็นว่าเมื่อรถตู้โดยสาร ที่วิ่งระหว่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร และจะเข้ามาจอด ปล่อยรถที่สถานีโดยสารของ บขส.

นอกจากนี้รถตู้โดยสารเหล่านี้ควรที่จะมีการปรับลดราคาค่าโดยสารให้กับผู้ใช้บริการนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลของบขส.พบว่าผู้ประกอบการน่าจะสามารถลดราคาให้แก่ผู้ใช้ได้ประมาณ 20 บาท ซึ่งเป็นค่าโดยสารเดิมที่ผู้ประกอบการเคยบวกไว้

สำหรับรถตู้โดยสารที่จอดที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยเดิม ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีการออกรถ ก็จะขึ้นทางด่วนทันที และผู้ขับรถได้บวกต้นทุนดังกล่าวไว้ในค่าโดยสารด้วย แต่เมื่อมีการนำรถมาจอดที่สถานีขนส่งหมอชิต ซึ่งไม่จำเป็นต้องขึ้นทางด่วนผู้ประกอบการควรจะมีการปรับลดราคาลง 20 บาทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของผู้ใช้บริการ

 

พาณิชย์ ปรับลุคร้านหนูณิชย์ รับออร์เดอร์ออนไลน์ เดลิเวอรี่ถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 19:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692203

 

‘อภิรดี’ ฉลองครบ 96 ปี กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัว “หนูณิชย์ 4.0” อวด ครม. 23 ส.ค.นี้ ดันร้านหนูณิชย์ ใช้ระบบออนไลน์รับออร์เดอร์อาหาร พร้อมปรับโลโก้ใหม่ทันสมัย …

วันที่ 16 ส.ค. 59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะแถลงข่าวเปิดตัวการปรับภาพลักษณ์ “หนูณิชย์..พาชิม” เนื่องในวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ 96 ปี ภายใต้แนวคิด “หนูณิชย์ 4.0” หรือการเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารปรุงสำเร็จที่มีความทันสมัย นำระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ดำเนินการ เช่น นำระบบออนไลน์มารับคำสั่งซื้ออาหารภายในร้าน มีการจัดส่งถึงบ้าน (เดลิเวอรี่) เป็นต้น

นอกจากนี้ จะเปลี่ยนโลโก้ให้ทันสมัย เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ จากเดิมที่ ร้านหนูณิชย์..พาชิม ซึ่งจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ (จานด่วน) ราคาไม่เกิน 35 บาท จะเน้นถูก อร่อย สะอาด คุณภาพดี เปลี่ยนเป็น อร่อย สะอาด และราคาประหยัดแทน เพราะหลังจากที่กรมฯ สามารถผลักดันให้ร้านอาหารจานด่วนเข้าร่วมโครงการได้ครบ 10,000 ร้านแล้ว ต่อจากนี้ จะเน้นในแง่ของการพัฒนาร้านให้มีคุณภาพแทนการเน้นปริมาณ ปัจจุบันมีร้านอาหารปรุงสำเร็จเข้าร่วมเป็นร้านหนูณิชย์ฯ แล้ว 11,000-12,000 ร้าน โดยในวันที่ 23 ส.ค.นี้ จะนำร้านหนูณิชย์ ที่ปรับภาพลักษณ์ และรีแบรนดิ้งใหม่ ไปเปิดตัวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลองชิมอาหารของร้านหนูณิชย์ยุคใหม่ด้วย

สำหรับการผลักดันอาหารหนูณิชย์เข้าไปในโรงงานอุตสาหกรรม หรือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น ขณะนี้ ได้ผลักดันให้มีร้านหนูณิชย์แล้ว 2 โรงงานอุตสาหกรรม โดยได้ทำร่วมกับโครงการขายสินค้าธงฟ้า ที่จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ โดยได้นำกับข้าวถุงจากร้านหนูณิชย์ไปจำหน่ายยังหน้าโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนด้วย

 

บาทแข็งค่ารวดเร็ว ธปท.แนะผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692142

 

แบงก์ชาติ แนะผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หลังเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เหตุเงินทุนไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทย และตลาดตราสารหนี้มากกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 59 นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงต้นเดือน ส.ค. มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตรไทยแล้วกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นหลัก และในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของไทย ที่ขยายตัวมากกว่าที่คาด จึงทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

“เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น อาจเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และการปรับตัวของเอกชนและเศรษฐกิจไทย จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีโอกาสเคลื่อนไหว และปรับเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมุมมองของนักลงทุนเกี่ยวกับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดย ธปท.จะติดตามสถานการณ์ต่างๆ และการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดต่อไป”

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 11.59 จุด ดัชนีที่ 1,537.52 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/692227

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 11.59 จุด คิดเป็น -0.75% ดัชนีอยู่ที่ 1,537.52 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 70,979.21 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 16 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 11.59 จุด คิดเป็น -0.75% ดัชนีอยู่ที่ 1,537.52 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 70,979.21 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).