“พฤกษา” เริงร่ารวยอู้ฟู้ฟันกำไรปลิ้น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691418

 

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2559 (ม.ค.-มิ.ย.) ว่า บริษัทยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ที่ 11.5% อีกทั้งยังเติบโตและครองส่วนแบ่งตลาดทาวน์เฮาส์ที่ 30.3% โดยทำรายได้จากการขายได้สูงถึง 23,888 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 21,766 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 3,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 3,059 ล้านบาท

“ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่ารวม 383,183 ล้านบาท เติบโต 8% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 354,799 ล้านบาท คาดว่าจำนวนประชากรที่มีความต้องการบ้านมีประมาณ 217,719 คน และมีจำนวนหน่วยที่คาดว่าจะขายได้ 106,204 ยูนิต โดยปัจจัยที่จะมาสนับสนุนให้ตลาดเติบโต คือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมถึงการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายสีม่วง”

สำหรับแผนครึ่งปีหลัง บริษัทจะลุยเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 33-38 โครงการ มูลค่ารวม 30,400-34,400 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 27 โครงการ มูลค่ารวม 19,641 ล้านบาท ล่าสุดได้เปิดตัวคอนโดมิเนียม “พลัมคอนโด ซีรี่ย์ สเตชั่น” 2 โครงการ คือ พลัมคอนโด รามคำแหง สเตชั่น ซึ่งมียอดจองแล้ว 60% และพลัมคอนโด ปิ่นเกล้า สเตชั่น มียอดจองแล้ว 70% รวมมูลค่า 2 โครงการ ประมาณ 5,000 ล้านบาท.

 

ปตท.ลุยไฟเปิดสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691408

 

การันตีปี 60 ครอบคลุมทั่วประเทศ 20 แห่ง

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ปตท.ได้เปิดสถานีให้บริการสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นการนำร่อง ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาเดอะคริสตัล ถนนชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี พร้อมออกบัตรสมาชิกให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ศึกษาพฤติกรรม ความต้องการ รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่ต้องรวบรวมให้ได้ผลที่ชัดเจนนำไปสู่การปรับปรุง พัฒนาประสิทธิภาพการออกแบบรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนสถานีชาร์จไฟฟ้า และการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ในอนาคตให้มีความเหมาะสม โดยกระทรวงพลังงานจะไปกำหนดมาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการลงทุนผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ทดแทนการนำเข้า เพื่อให้เกิดการจ้างงาน

“ปตท.กำลังศึกษาแผนขยายสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม 2 แห่งในปีนี้ และปี 2560 เตรียมขยายเพิ่มเติมอีก 14 แห่งให้ครบ 20 แห่ง จากปัจจุบันมีสถานีชาร์จ 4 แห่ง คือที่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, อำเภอแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี, ปตท.สำนักงานใหญ่ และเดอะคริสตัล ถนนชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี โดยใช้เงินลงทุนสถานีละ 1 ล้านบาท เพื่อให้บริการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าเครื่องยนต์เบนซิน (ปลั๊กอินไฮบริด) โดยการชาร์จ 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทาง 40-50 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง (ชม.) ที่ระดับความเร็ว 100 กม.ต่อ ชม.

 

เทศกาลทุเรียน “ท็อปส์” กระฉูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691407

 

นางสาวเมทินี พิศุทธิ์สินธพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสดและบริหารจัดซื้อ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, ท็อปส์ ซูเปอร์คุ้ม, ท็อปส์ เดลี่ และอีทไทย เปิดเผยว่า การจัดงานเทศกาลทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “Bangkok Amazing Durian Fest 2016” ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.59 ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดวันที่ 17 ส.ค.นี้ ที่เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ระดมทุเรียนหมอนทองชื่อดัง 8 สายพันธุ์ จาก 11 จังหวัดทั่วประเทศไทย มาเปิดเป็นบุฟเฟต์ครั้งแรกในเมืองไทย ที่ลานสแควร์เอ ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ บนพื้นที่กว่า 1,152 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มสีสันการท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติในวงกว้างมากขึ้น สนับสนุนผลผลิตจากชาวสวนผลไม้ และเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกรไทย รวมถึงกระตุ้นรายได้ช่วงวันหยุดยาว

“งานนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด มีลูกค้าให้ความสนใจเข้าร่วมกินบุฟเฟต์ทุเรียนและซื้อสินค้าในโซนตลาด หรือ Farmer’s Market เป็นจำนวนมาก เป็นคนไทย 30% ต่างชาติ 70% ซึ่งต่างชาติส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน 90% ในโซนบุฟเฟต์ต่อรอบ 300 ที่นั่ง มีลูกค้าเต็มพื้นที่ 80-90% ซึ่งราคา 599 บาท ถือว่าคุ้มมาก”

ทั้งนี้ ตลอด 5 วันที่จัดงาน บริษัทได้เตรียมทุเรียนมาไว้จำหน่ายและจัดบุฟเฟต์ประมาณกว่า 50 ตัน 3 วันแรกทุเรียนหมดไป 30 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 10 ตันแล้ว โดยเป็นทุเรียนที่ขายในโซนตลาด 15 ตัน บุฟเฟต์ 15 ตัน ซึ่งเป็นไปตามคาด เป้าหมายที่คาดว่า 5 วันที่จัดงานฯ จะมีเงินสะพัดกว่า 10 ล้านบาท น่าจะทำได้ตามเป้าแน่นอน แผนจากนี้ไป บริษัทอาจจะจัดงานเทศกาลหรือบุฟเฟต์ผลไม้อื่นๆ อีก เพราะได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างดี.

 

จี้นายจ้างจ่ายสมทบ 3% เร่งตั้ง “กบช.” ช่วยคนมีเงินใช้หลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691403

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างกำหนดสัดส่วนการส่งเงินสะสมของลูกจ้าง และการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง โดยเบื้องต้นลูกจ้างต้องจ่ายเงินสะสมอัตรา 3% ของเงินเดือน และนายจ้างต้องจ่ายสมทบเท่ากันที่ 3% แต่หลังจากปีที่ 4-6 เพิ่มขึ้นเป็น 5% และตั้งแต่ปีที่ 7 เป็นต้นไป ปรับเพิ่มเป็น 7% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดและจะไม่เพิ่มอีกแล้ว “กบช.จะไม่เป็นภาระแก่ลูกจ้างและนายจ้าง เพราะอัตราจ่ายเงินสะสมเท่ากัน ส่งผล ให้ลูกจ้างที่ทำงานนาน จะมีเงินสะสมบวกเงินสมทบ รวมถึงเงินผลประโยชน์จากการลงทุน ทำให้ มีเงินกองทุนใหญ่ขึ้น และเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในช่วงเกษียณได้ในระดับหนึ่ง”

ส่วนกรณีของนายจ้าง จะบังคับให้ทุกบริษัทที่อยู่ในระบบ มีแรงงานเกิน 100 คนขึ้นไป ต้องเป็นสมาชิก กบช. เช่นเดียวกับการเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม โดยเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบให้ลูกจ้าง หักเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ไม่ต้องจัดตั้ง กบช. เพราะมีลักษณะเหมือนกัน “ต้องร่างกฎหมาย กบช.ให้แล้วเสร็จ เพื่อเสนอให้ ครม.อนุมัติและเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อออกเป็นกฎหมายในปีนี้”

นายสมชัยกล่าวถึงยอดการลงทะเบียนคนจนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค.59 ว่า ประเมินว่าจะมีคนลงทะเบียน 5.5 ล้านคน จากคนจนทั้งประเทศ 10 ล้านคน พิจารณาจากรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี จากนี้จะนำข้อมูลส่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อออกแบบมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด คาดว่าน่าจะได้มาตรการช่วยเหลือต้นปีงบประมาณ 60 หรือเดือน ต.ค.59.

 

พิษระเบิด 7 จว.ภาคใต้ป่วนเศรษฐกิจ กระทบลงทุน ฉุดท่องเที่ยวไทยส่อทรุด?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690748

 

เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่หวังที่จะให้เกิดขึ้น กับเหตุการณ์รุนแรง ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 11 ส.ค. ต่อเนื่องไปจนวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้เกิดเหตุ
ระเบิดและเพลิงไหม้ในย่านเศรษฐกิจ และสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 7 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ตรัง กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรี
ธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์ จนทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

จากสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารก็ให้น้ำหนักไปในทางเดียวกัน คือเป็นฝีมือของกลุ่มการเมือง ที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หลังจากการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา แต่นั่นก็ยังเป็นแค่การคาดเดาหาได้มีใครรับรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงไม่

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยที่ไม่ต้องคาดเดา คือ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเขตจังหวัดภาคใต้ ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญและส่งผลต่อเศรษฐกิจภาครวมของประเทศ ภาพที่ทุกคนได้เห็นหลังเหตุการณ์ที่รุนแรง คือ บรรยากาศการท่องเที่ยวที่เงียบเหงา ตัวประชาชนเลือกที่จะอยู่ในบ้าน ขณะที่นักท่อง
เที่ยวก็ไม่กล้าเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย เพราะกลัวที่จะเป็นเหยื่อของความไม่สงบ


นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท.

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ได้แสดงมุมมองต่อเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นว่า การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน 
แต่จะสั้นหรือยาวต้องรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วหรือไม่ โดยในส่วนของ ส.อ.ท.มองว่า จะไม่มีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนเพราะขณะนี้ ยังไม่มีนักลง
ทุนรายใดแสดงความวิตกกังวลมายัง ส.อ.ท. เพราะทุกคนคงรอดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อเหตุการณ์ไม่ลุกลามจึงต้องมาประเมินว่ากระทบ
ต่อบรรยากาศการลงทุนมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การวางระเบิดดังกล่าว ถ้าเกิดจากความตั้งใจก็ทำลายภาพลักษณ์และสร้างความปั่น
ป่วนมากกว่าจะให้มองว่าเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฝีมือของคนกลุ่มใด ต่างก็เล็งเป้าไปที่ระบบเศรษฐกิจซึ่งจะกระทบไปทั้งประเทศ ฝ่ายความมั่นคงของ
รัฐบาลจึงต้องหาสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยเร็วและเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมา เพื่อไม่ทำให้ไตรมาส 4 ปีนี้ ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยชะลอตัว

ธุรกิจโรงแรมรับผลกระทบ ลูกค้ายกเลิกห้องพัก!

นายสมชัย รัตนโอภาส ประธานบริหาร โรงแรมเอ-วัน กรุงเทพฯ และพัทยา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดในช่วงผ่านพ้นการลงประชามติไปแล้ว หนำซ้ำยัง
เกิดในช่วงวันแม่แห่งชาติ และมีความตั้งใจทำให้เกิดผลกับเมืองท่องเที่ยว ดังนั้นย่อมมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั่วประเทศแน่นอน หลังจากนี้รัฐบาลคงต้อง
เร่งจัดการหาสาเหตุพร้อมแก้สถานการณ์ให้ได้เร็วที่สุด ถ้าหยุดไม่ได้ ฝั่งรัฐบาลต่างชาติก็อาจประกาศห้ามเดินทางมาเที่ยวไทย ซึ่งจะมีผลทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ 
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แบบที่แล้วมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ส่วนเหตุปัจจุบันที่เกิดหลายจังหวัดเชื่อว่าในต่างประเทศคงออกมาประกาศเตือน
เรื่องการเดินทางแล้วอย่างแน่นอน เพราะขนาดช่วงที่มีการลงประชามติ บางประเทศก็ยังออกประกาศเตือนเรื่องการเดินทางไว้เลย

“ช่วงวันหยุดยาวนี้โรงแรมที่พัทยาอัตราเข้าพักเต็ม ส่วนกรุงเทพฯ 70-80% เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางภาคใต้ พื้นที่อื่นของประเทศก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย 
เพราะปกติเวลานักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวมาไทยมักจะเดินทางมายังกรุงเทพฯ ก่อน จากนั้นจึงค่อยแยกไปเที่ยวจังหวัดอื่นๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นทำให้ตัวจังหวัดที่มีเกิดเหตุจะได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่จังหวัดที่ไม่มีเหตุเกิดก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน” นายสมชัย กล่าว

ประเมินเศรษฐกิจเสียหาย 3.38 หมื่นล้าน!

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินผลกระทบของการก่อเหตุไม่สงบใน 7 จังหวัดภาคใต้ต่อเศรษฐกิจไทย ว่า มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระดับหนึ่ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยเฉพาะกองทุนต่างชาติในตลาดการเงินลดลง อาจเกิดการเทขายหุ้นบลูชิพ หุ้นกลุ่มโรงแรม หุ้นเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก หรือกิจการที่มีฐานธุรกิจ ฐานการผลิตหรือธุรกรรมในภาคใต้ เหตุการณ์การก่อความไม่สงบ ไม่น่าจะกระทบต่อการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง ส่วนภาคบริโภคน่าจะได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีนัยสำคัญอะไร และน่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว


เหตุ
ระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ 7 จังหวัด ส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ จากเหตุก่อความไม่สงบทำให้โรงแรมในพื้นที่ประกอบการ มีการยกเลิกการจองห้องพักมากกว่า 50% หลังเหตุระเบิด หากนำเปรียบเทียบกับผลกระทบจากเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 มีผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยรายวันลดลงถึงร้อยละ 33 ในเดือนถัดไป และมีผลให้ในไตรมาส 3/2558 นักท่องเที่ยวขยายตัวร้อยละ 24.3% โดยขยายตัวลดลงจากร้อยละ 36.92 ในไตรมาสก่อนหน้า เป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 32 ล้านคนปี 2559 เพิ่ม 8% จากปี 58 คาดว่าก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 1.67 ล้านล้านบาท สัดส่วนของรายได้การท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องอยู่ที่ 11-12% ของจีดีพี อาจพลาดเป้าหมายเล็กน้อย


บรรยากาศการท่องเที่ยวเงียบเหงา

จากการประเมินเบื้องต้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจและรายได้ที่สูญเสียไปในภาพรวมเบื้องต้นอยู่ที่ระดับ 33,800 ล้านบาท โดยรายได้ท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและในประเทศลดลงเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 33,400 ล้านบาท ในช่วงเวลาที่เหลือของปีโดยเฉพาะไตรมาสสาม นอกจากนี้ อาจเกิดการชะลอตัวในภาคการบริโภค ความเสียหายในตลาดการเงิน การชะลอตัวของภาคการลงทุน ภาคการจ้างงาน ต้นทุนการรักษาความปลอดภัยและต้นทุนการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตเพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ความเสียหายและต้นทุนเหล่านี้สามารถได้รับแก้ไขด้วยการดำเนินการและการตอบสนองที่เหมาะสมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อความมีเสถียรภาพ ความสงบสันติธรรม และความรุ่งเรืองของประเทศ

ภาครัฐบาลเคลื่อนไหว ยกระดับความปลอดภัย

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.)

หลังเกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 12 ส.ค. นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) ออกมาเปิดเผยว่า ททท.ได้เปิดศูนย์ติดตาม
สถานการณ์ท่องเที่ยว เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับสื่อมวลชนไทยและต่างชาติและติดตามสถานการณ์ข่าวการก่อความไม่สงบในหลายจังหวัดของไทย 
พร้อมทั้งสั่งการให้ ททท.จัดทำประกาศรายงานสถานการณ์ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อมวลชนรับทราบสถานการณ์ปัจจุบัน


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

เช่นเดียวกันกับกระทรวงคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด โดยเฉพาะหน่วยงานที่ให้บริการประชาชน 
เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัย และเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดมิให้เกิดเหตุวินาศกรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในการเดินทางในระบบขนส่ง
สาธารณะในทุกส่วน และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนมีความไว้วางใจในการใช้บริการในการเดินทาง และดำเนินชีวิตตามปกติ

สำหรับ นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ก็ได้สั่งการให้มีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยใน
รถไฟฟ้าทั้ง ใต้ดิน และรถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นขั้นสูงสุด เพิ่มเจ้าหน้าที่เพื่อคัดกรองประชาชนที่มาใช้บริการอย่างเข้มงวด และเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในการ
ตรวจตราพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้า โดยเฉพาะทางขึ้น-ลง และศูนย์ซ่อมบำรุงอีกทั้งประสานงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อทำงานร่วมกัน รวมทั้งเรื่อง
ข้อมูลการก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย


นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

ขณะที่ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้สั่งการให้ ทอท.ซึ่งบริหารท่า
อากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยาน
แม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ดำเนินการเพิ่มความเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันใช้มาตรการรักษาความปลอดภัย 
ระดับ 3


สายการบินเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัย

ทาง ทอท. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เฝ้าติดตามด้านการข่าว และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง 
ตลอดจนเพิ่มวงรอบของทุกส่วนงานรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะการเพิ่มวงรอบของชุดตรวจผสมตระเวนตรวจพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานและในเขต
การบิน การตระเวนระงับเหตุ การรักษาการณ์ การจราจร การตรวจค้นสัมภาระติดตัวผู้โดยสารและสัมภาระบรรทุก การตระเวนสุ่มตรวจของหน่วยทำลาย
วัตถุระเบิด รวมทั้งการออกบัตรอนุญาตบุคคลและยานพาหนะ ยกเลิกการจอดรถหน้าชานชาลาทุกประเภท งดออกบัตรอำนวยความสะดวกทุกประเภท และ
เฝ้าระวังด้วยกล้องวงจรปิด ตลอด 24 ชั่วโมง


ท้ายที่สุดนี้ “ทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐออนไลน์” ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมขอประณามกลุ่มก่อความรุนแรงกับประเทศไทย และหวังว่าอีกไม่นาน เจ้าหน้าที่จะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดมาลงโทษได้ พร้อมทั้งมั่นใจว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา.

 

ธปท.ออกเกณฑ์คุมเข้ม “บาทเนต” ป้องความเสี่ยงอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691391

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยฝ่ายการชำระเงินและพันธบัตร ได้ออกแนวปฏิบัติ เรื่อง การรักษาความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ลูกข่ายของผู้ใช้บริการบาทเนต ซึ่งเป็นระบบการโอนเงินในจำนวนสูง และใช้เป็นระบบการชำระเงินหลักของไทยในปัจจุบัน โดยได้ส่งประกาศดังกล่าวถึงกรมบัญชีกลาง ธนาคารพาณิชย์ จดทะเบียนในประเทศ บริษัทเงินทุน บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรฐานป้องกันการถูกแฮกเกอร์แฮกระบบบาทเนต รวมทั้งป้องกันความเสียหายจากการกระทำของมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ

สำหรับการออกแนวปฏิบัติดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และการฉ้อโกงรูปแบบใหม่ก้าวหน้ามาก และภัยคุกคามดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายทั้งด้านการเงิน และชื่อเสียงของผู้ใช้บริการ รวมทั้งอาจกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการบาทเนต ซึ่งเชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์ธปท.จึงขอความร่วมมือผู้ใช้บริการบาทเนตของ ธปท.ทุกราย มีนโยบายและกระบวนการรักษาความปลอดภัย ที่ป้องกันระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ และการเชื่อมโยงกับระบบบาทเนตของ ธปท.ให้ปลอดภัยจากภัยคุกคาม การแอบเข้าถึงข้อมูล และการโจรกรรมข้อมูลได้

นอกจากนี้ ควรควบคุมการเข้าถึงระบบบาทเนต ลงโปรแกรมป้องกันระบบคอมพิวเตอร์ที่ดี ป้องกันและตรวจจับการบุกรุกของโปรแกรมที่ประสงค์ร้าย รวมทั้งภัยคุกคามขั้นสูง อัพเดตระบบป้องกันให้เข้าสู่มาตรฐานสากล แยกเครือข่ายการเชื่อมต่อบาทเนตกับระบบคอมพิวเตอร์อื่นของผู้ใช้บริการ เพื่อป้องกันการเจาะข้อมูลและการรั่วไหลของข้อมูลลับ รวมทั้งรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องและวิธีการทำงานด้วย.

 

ทรูมูฟ เอช จัดทีมเฝ้าระวัง น้ำท่วม น่าน-พะเยา ตลอด 24 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691387

 

ทรูมูฟ เอช จัดทีมเฝ้าระวัง พื้นที่น้ำท่วมจังหวัดน่าน-พะเยา ใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ยัน มั่นใจเครือข่ายใช้งานได้ 100% พร้อมเพิ่มวันใช้บริการ ทั้งลูกค้าเติมเงิน-รายเดือน ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

วันที่ 15 ส.ค. จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จังหวัดน่านและพะเยา ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย นั้น “ทรูมูฟ เอช” มีความห่วงใยและขอให้มั่นใจในการใช้งานบนเครือข่าย “ทรูมูฟ เอช” ที่ได้มีการเตรียมความพร้อม โดยได้จัดทีมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อไห้ผู้ใช้บริการในพื้นที่ประสบภัยดังกล่าว สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 100% รวมทั้งมอบความช่วยเหลือเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้า ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย โดยเพิ่มวันใช้งานทันที 30 วัน สำหรับลูกค้าแบบเติมเงิน และสำหรับลูกค้ารายเดือน จะงดเว้นการระงับสัญญาณ สำหรับกรณีที่ไม่สามารถชำระค่าบริการรายเดือนได้ตามกำหนด ไปอีก 15 วัน ตามรอบบิล

ดร.กิตติณัฐ ทีคะวรรณ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการพาณิชย์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เพื่อให้ลูกค้าทรูมูฟ เอช ที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติอุทกภัย และน้ำป่าไหล หลายอำเภอในจังหวัดน่านและพะเยา ที่กำลังประสบความเดือดร้อน ยังคงสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างต่อเนื่องเต็มประสิทธิภาพ “ทรูมูฟ เอช” ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังน้ำท่วม (war room) ทำหน้าที่ดูแลสถานีฐานและโครงข่ายบริเวณพื้นที่เสี่ยงทั้งที่จังหวัดน่านและพระเยา ตลอด 24 ชั่วโมง และในกรณีมีการตัดไฟ ทรูมูฟ เอช ได้เตรียมเครื่องปั่นไฟสำรอง จัดเตรียมน้ำมันสำรองอย่างเต็มที่ และได้ติดต่อประสานงานกับผู้จำหน่ายน้ำมันเพื่อเตรียมจัดส่งน้ำมันเข้าไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานงานกับการไฟฟ้าไม่ให้ตัดไฟ ที่ชุมสายหลัก ซึ่งในขณะนี้ ปริมาณน้ำท่วมยังคงต่ำกว่าระดับแนวป้องกันของชุมสายหลัก จึงขอให้ลูกค้าทรูมูฟ เอช มั่นใจได้ว่า จะสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องตามปกติ

นอกจากนี้ ทรูมูฟ เอช ยังมอบความช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าว โดย เพิ่มวันใช้งานทันที 30 วัน สำหรับลูกค้าแบบเติมเงิน และงดเว้นการระงับสัญญาณ แก่ลูกค้าแบบรายเดือน ในกรณีไม่สามารถชำระค่าบริการรายเดือนได้ตามกำหนด ไปอีก 15 วันตามรอบบิล

 

แห่ส่งออกหมูดันราคาขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691382

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิก บอร์ด) ว่า ที่ประชุมพิจารณาสถานการณ์สุกรปี 59 พบว่า ผลผลิตสุกรขุนคาดจะออกสู่ตลาด 17.70 ล้านตัว มีผลผลิตเนื้อสุกร 1.328 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.40% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลจากราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้น จูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต โดยราคาสุกรมีชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ 71.31 บาท/กิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น 6.70 บาท เมื่อเทียบกับปี 58 ซึ่งในเดือนพ.ค.59 ราคาสูงสุดที่ 77.50 บาท/กก. แต่ในเดือน มิ.ย.ราคาชะลอตัวลงเหลือ 77.33 บาท/กก.

“ราคาที่ดีส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสุกรมีชีวิตไปประเทศเพื่อนบ้าน ปีที่ผ่านมาไทยส่งออกสุกรและผลิตภัณฑ์ 8,817.06 ล้านบาท ส่วนครึ่งแรกปี 59 ส่งออกสุกรมีชีวิต สุกรพันธุ์เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว และสุกรขุนเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ส่งออกได้ 5,984.48 ล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งออกไปลาว กัมพูชา และญี่ปุ่น คาดว่าในอนาคตความต้องการเนื้อสุกรจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่เดิมไทยส่งออกปีละประมาณ 1,200 ตัน ส่วนต้นทุนการผลิตไตรมาส 3 คาดจะเพิ่มเป็น 71.27 บาท/กก. จากไตรมาส 2 ที่ 66.77 บาท/กก. เพราะค่าพันธุ์ และค่าอาหารสุกร ที่นำเข้าเพิ่มขึ้น”

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์สุกรและผลิตภัณฑ์ฉบับใหม่ เพราะฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดในปี 60 โดยต้องจัดทำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ และต้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งด้านเศรษฐกิจโลก ที่มีการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้นในอนาคต และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 16/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691471

 

บินไทยโว! ขาดทุนลดลง 3 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691373

 

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 59 ว่า การบินไทยขาดทุน 1,782 ล้านบาท ซึ่งขาดทุนลดลงจากปีก่อนถึง 2,931 ล้านบาท หรือกว่า 62.2% สาเหตุหลักที่ทำให้ขาดทุนลดลง เนื่องจากราคาน้ำมัน เครื่องบินลดลง 3,182 ล้านบาท จากราคาน้ำมันเฉลี่ยลดลง 27.9% ประกอบกับมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกว่า 595 ล้านบาท

“ในการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูการบินไทยในปี 58-59 ถือได้ว่าการบินไทยได้ผ่านจุดต่ำสุด หยุดเลือดไหลมาแล้ว หลังจากนี้ตั้งแต่ปี 60 เป็นต้นไป การบินไทยจะเข้าสู่การดำเนินการธุรกิจแบบยั่งยืน เพราะขณะนี้แผนปฏิรูปการบินไทยได้ดำเนินการไปกว่า 14 โครงการแล้ว เหลือที่จะดำเนินการในปี 60 อีกเพียง 6 โครงการเท่านั้น ซึ่งหากดำเนินงานได้ จะทำให้แผนฟื้นฟูการบินไทยมีการดำเนินการอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ การบินไทยจะมีการปรับกลยุทธ์ ให้ฝ่ายการพาณิชย์ปรับเพิ่มรายได้จากการขายตั๋วร่วมกับสายการบินพันธมิตรทางการบินที่ทำอยู่กว่า 10 สายการบิน (โค้ดแชร์) เพิ่มขึ้น จากเดิมมีรายได้ผ่านโค้ดแชร์ที่ 5% โดยให้เพิ่มเป็น 15-25% เหมือนกับสายการบินอื่นๆ ขณะเดียวกัน ให้ปรับกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย โดยบริษัทจะนำระบบบริหารจัดการระบบใหม่ 2 ระบบมาใช้ คือ ระบบการบริหารตั้งราคาจำหน่ายตั๋ว ให้มีความทันสถานการณ์ให้ทันต่อวัน จากเดิมจะเปลี่ยนราคาตั๋วโดยสารได้ต้องใช้เวลากว่าหนึ่งเดือน ซึ่งระบบนี้จะทำให้การขยายตัวสู้กับคู่แข่งได้ และระบบการวางแผนเส้นทางและเที่ยวบิน ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าว คาดว่าภายใน 3 เดือน การบินไทยจะมีรายได้จากการขายตั๋วเพิ่มขึ้นระบบละ 2-3% หรือคิดเป็นรายได้รวมเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 6,000-9,000 ล้านบาท

ส่วนกรณีระเบิดในหลายจังหวัด และตั้งข้อสังเกตว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะหายไปประมาณ 100,000-200,000 คนนั้น ขณะนี้ยังไม่เห็นยอดการยกเลิกการจอง หากตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เหตุการณ์นิ่งคือ ไม่เกิดอะไรขึ้นอีก และไม่มีประกาศเตือนเพิ่มเติมจากต่างประเทศ เชื่อว่าผลกระทบน่าจะน้อย แต่หากมีการประกาศเตือนเพิ่มเติมต้องคอยเฝ้าระวังต่อไป.