‘อุตตม’ ปลื้ม เวิลด์อีโคโนมิก ประเมินไอซีทีไทยศักยภาพสูงขึ้น 5 อันดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 21:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691252

 

เผย WEF ประเมิน ICT ไทยศักยภาพสูงขึ้นอีก 5 อันดับ พร้อมร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อเนื่อง ผลการประเมินไทยปรับตัวดีขึ้นในทุกมิติ สอดคล้องกับการประเมินของ UN และมหาวิทยาลัยวาเซดะ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 59 นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า นายจัสติน วูด หัวหน้าภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก แห่งเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum : WEF) องค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรที่มีสำนักงานใหญ่ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เข้าพบหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่า WEF จัดอันดับความพร้อมด้านไอซีที (Network Readiness Index) ของประเทศไทยจากอันดับ 67 ขยับขึ้นไปเป็นอันดับ 62 สูงขึ้นถึง 5 อันดับ ส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน (สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 1 และมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 31)

สำหรับการประเมิน ในการจัดอันดับได้คำนึงถึงปัจจัยอย่างรอบด้าน 10 มิติ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางการเมืองและการกำกับดูแล (Political and regulatory environment) มิติสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและนวัตกรรม (Business and innovation environment) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ปัจจัยด้านความสามารถ (Skills) การใช้งานของประชาชน (Individual usage) การใช้งานในภาคธุรกิจ (Business usage) การใช้งานของรัฐบาล (Government usage) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic impact) และผลกระทบทางสังคม (Social impacts) การจัดอันดับของ WEF สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการจัดอันดับขององค์การสหประชาชาติ (UN) และมหาวิทยาลัยวาเซดะ

ทั้งนี้ UN ขยับประเทศไทยดีขึ้นถึง 25 อันดับ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินการพัฒนาด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ ทำให้ประเทศไทยได้อันดับที่ 77 จาก 193 ประเทศ ขยับดีขึ้นถึง 25 อันดับ จากที่ปี 2014 ได้อันดับ 102 จาก 193 ประเทศ ในขณะที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำที่จัดอันดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ประจำปี 2559 หรือ Waseda-IAC international e-Government ranking 2016 โดยร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพทางด้านผู้บริหารด้านสารสนเทศ (Chief Information Officer–CIO) ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 21 ดีขึ้นจากปีที่แล้ว 1 อันดับ โดยปีนี้มีประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจทั้งหมด 65 ประเทศ

“แนวทางความร่วมมือกันในอนาคตนั้น WEF ทราบว่าขณะนี้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Digital Economy and Society) อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ WEF ให้ความสำคัญสูงสุดด้วยเช่นกันเนื่องจากมีบทบาทต่อการพัฒนาในทุกด้านของโลก จึงพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและภาคเอกชนไทยอย่างเต็มที่ โดย WEF ได้ตกลงที่จะส่งทีมที่ดูแลด้านเศรษฐกิจดิจิทัลโดยเฉพาะ เพื่อเสนอกรอบความร่วมมือและการดำเนินงานในอนาคตร่วมกัน”

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้มอบให้ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงฯ และ ดร.สุธรรม อยู่ในธรรม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการฯ เป็นผู้ดูแลความร่วมมือในรายละเอียด เพื่อให้เกิดผลต่อการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพของประเทศไทย

 

ยอดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยแตะ 5.3 ล้านคน พบหนี้นอกระบบปัญหาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 20:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691053

 

ปลัดก.คลัง เผยยอดลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อยผ่านธนาคารรัฐ ณ วันที่ 14 ส.ค.มีประมาณ 5.3 ล้านคนจาก 10 ล้านคนทั่วประเทศ พบหนี้นอกระบบ ไม่มีเงินฝากและสินทรัพย์ เป็นปัญหาใหญ่ ขณะที่สศค.เร่งวิเคราะห์ปัญหาก่อนออกมาตรการช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.59 นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จำนวนผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านธนาคารของรัฐทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึงวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา มีประมาณ 5.3 ล้านคน จากผู้มีสิทธิ์ประมาณ 10 ล้านคนทั่วประเทศ หลังจากนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะนำข้อมูลผู้ลงทะเบียนทั้งอายุ อาชีพ สินทรัพย์ และรายได้ มาประมวลผลและวิเคราะห์ปัญหา รวมถึงความต้องการของประชาชนก่อนหารือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด

ทั้งนี้ เบื้องต้นพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ของผู้ที่มาลงทะเบียน คือ หนี้นอกระบบ ไม่มีเงินฝากและสินทรัพย์ ส่วนจะมีการขยายระยะเวลาหรือเปิดรับลงทะเบียนปี 2560 หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องประเมินภาพรวมและพิจารณาข้อมูลการลงทะเบียนครั้งนี้ก่อน

สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้งและมาตรการเพิ่มขีดความสามารถภาคการเกษตร ข้อมูลล่าสุดวันที่ 3 ส.ค. 2559 มีการเบิกจ่ายเงินกู้ตามโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งปี 2558 / 2559 จำนวน 1,922 ล้านบาท ให้กับเกษตรกร 162,569 ราย

ส่วนกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ปัจจุบันมีสมาชิก 432,659 คน ขณะที่โครงการบ้านประชารัฐ วันที่ 8 สิงหาคม 2559 มีการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 2 ราย วงเงิน 65 ล้านบาท และโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) โดย ธอส. และธนาคารออมสิน ล่าสุดอนุมัติสินเชื่อแล้ว 7,897 ราย วงเงิน 7,726 ล้านบาท.

 

พาณิชย์ จัดลดราคาสินค้ากระหน่ำ 18-80% กระจาย 13,500 จุดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/691036

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 18:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691036

 

พาณิชย์ จับมือห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ 13,500 สาขาทั่วประเทศ จัดกิจกรรมลดราคาสินค้า 15-80% ระยะเวลา 8 วัน 18-25 ส.ค.นี้ ฉลองพาณิชย์ครบรอบ 96 ปี คาดเงินสะพัด 30,000 ล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพได้ 9,000 ล้านบาท …

วันที่ 15 ส.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ 13,500 สาขาทั่วประเทศ นำสินค้ากว่า 10,000 รายการ จัดกิจกรรมลดราคาจำหน่ายสินค้าเป็นพิเศษ 15-80% นอกเหนือจากการส่งเสริมการขายปกติ มีระยะเวลาดำเนินการ 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-25 ส.ค. 59 เพื่อร่วมฉลองวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ครบรอบ 96 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 20 ส.ค.นี้

“ผู้ประกอบการ พร้อมใจลดราคาสินค้าให้เป็นพิเศษในช่วงวันเกิดของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และค่าครองชีพให้แก่ประชาชน คาดว่าจะมียอดขายทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนเฉลี่ย 30% หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้มีการหมุนเวียนได้เพิ่มขึ้น”

สำหรับสินค้าที่จะนำมาลดราคา ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เช่น สปาเก็ตตี้ เกี๊ยวกุ้ง ไส้กรอก น้ำดื่ม น้ำอัดลม นมสด นมเปรี้ยว เป็นต้น ของใช้ประจำวัน เช่น สบู่ ผงซักฟอก แชมพู ครีมทาผิว กระดาษชำระ เป็นต้น และสินค้าอื่นๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เป็นต้น นอกจากนี้ งานในปีนี้ กระทรวงฯ ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) โดยจะนำมาลดราคาเป็นพิเศษ และจัดจำหน่ายในห้างที่ได้เข้าร่วมโครงการกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนได้เลือกซื้อด้วย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ 16 ราย ที่ได้เข้าร่วมโครงการลดราคาสินค้า ได้แก่ 1. สมาคมผู้ค้าปลีกไทย 2. บริษัท สยามแมคโคร จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด 4. บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด 6. บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) 7. บริษัท เซ็นทรัล ฟูด รีเทล จำกัด 8. บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด 9. บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเซ็ง จำกัด 10. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 11. บริษัท ฟูดแลนด์ซุปเปอร์มาร็เก็ต จำกัด 12. บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด 13. บริษัท สหลอว์สัน จำกัด 14. บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด 15. บริษัท ซีพีเอฟ เทรดดิ้ง จำกัด 16. บริษัท ทีซีซี โลจิสติกส์ แอนด์ แวร์เฮ้าส์ จำกัด

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 3.53 จุด ดัชนีที่ 1,549.11 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691101

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 3.53 จุด คิดเป็น -0.23% ดัชนีอยู่ที่ 1,549.11 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 75,047.78 ล้านบาท นักวิเคราะห์ เผย เหตุระเบิดสร้างความกังวลระยะสั้น ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทย ยังมีกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวดีขึ้น …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 15 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายลดลง 3.53 จุด คิดเป็น -0.23% ดัชนีอยู่ที่ 1,549.11 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 75,047.78 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

ด้าน นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับย่อตัวลงจากผลกระทบของเหตุการณ์ระเบิดในหลายพื้นที่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม มองว่า เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อ Sentiment หรือความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้มากเท่ากับเหตุการณ์ระเบิดราชประสงค์ในช่วงที่ผ่านมา

“เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น มองว่าคงสร้างความกังวลต่อตลาดในระยะสั้น ซึ่งหากทางการมีความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่รวดเร็ว ความเชื่อมั่นก็จะฟื้นคืนมาเร็วเช่นกัน เพราะโดยภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังไม่มีปัจจัยลบอะไร ซึ่งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฯ ยังคงแข็งแกร่ง อีกทั้ง การเมืองที่เริ่มเข้าสู่เสถียรภาพมากขึ้นหลังการทำประชามติผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและเริ่มมีขอบระยะเวลา (timeline) ในการจัดการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2560 ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุดและเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Real Sector และสินค้าเกษตร ซึ่งจะสนับสนุนต่อกำลังซื้อของประชาชนบางกลุ่มในอนาคต” นายมณฑล กล่าว

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยยังคงมีกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นขนาดใหญ่ให้ปรับตัวดีขึ้น สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนหุ้นขนาดกลาง–ใหญ่ บริษัทขอแนะนำกองทุนเปิด วรรณ อีควิตี้ฟันด์ (คอร์ปอเรท 14) ONE-EC14 เน้นลงทุนในหุ้นสามัญขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี โดยผลตอบแทนในรอบ 3 เดือน (ข้อมูล ณ 30 ก.ค. 59) กองทุนให้ผลตอบแทน 13.54% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ให้ผลตอบแทน 8.50% เนื่องจากได้รับผลดีจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยประเมินกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่ระดับ 1,520-1,560 จุด อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนระยะสั้น อาจต้องระวังแรงขายทำกำไรในช่วงที่ดัชนีปรับตัวแตะที่ระดับเกิน 1,550 จุด เนื่องจาก Valuation ของตลาดที่ค่อนข้างสูง

 

ททท.จ่อชง ครม. เสนอ 26-27 ก.ย.เป็นวันหยุดพิเศษ กระตุ้นท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691012

 

ผู้ว่า ททท. เล็งขอ ครม. เสนอวันที่ 26-27 ก.ย. เป็นวันหยุดพิเศษ เพื่อกระตุ้นยอดท่องเที่ยว พร้อมเยียวยาเหยื่อบึมนักท่องเที่ยวต่างชาติ มอบตั๋วเครื่องบินชั้น 1 ที่พัก 5 ดาว ส่วนคนไทยมอบที่พัก  5 ดาวเป็นการปลอบใจ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 59 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุความไม่สงบ 7 จังหวัดภาคใต้ 11-12 ส.ค. จากการรายงานของ ททท.ทุกสำนักงาน พบว่าตลาดในประเทศ ไม่เกิดผลกระทบแต่อย่างใด นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางท่องเที่ยวในทุกภาค เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว อาจมีชะลอการเดินทางในพื้นที่เกิดเหตุบ้างแต่ไม่มากนัก

สำหรับตลาดต่างประเทศ สื่อมวลชนได้เสนอข่าวการระเบิดในระยะแรก และได้ยุติการนำเสนอไปใน 1-2 วัน โดยเฉพาะสื่อในตลาดยุโรปและอเมริกา ซึ่งข่าวดังกล่าวยังคงส่งผลกระทบในบางตลาด โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้อย่างตลาดเอเชีย ซึ่งมักอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ความปลอดภัย คาดว่าจนถึงสิ้นปี 2559 อาจจะมีการยกเลิกการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศประมาณ 1-2 แสนคน สูญเสียรายได้ประมาณ 5,080-10,160 ล้านบาท

ส่วนการจองบัตรโดยสารเครื่องบินล่วงหน้า ยังคงเป็นไปด้วยดีโดยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีการจองเพิ่มขึ้น 2% ช่วงระหว่างวันที่ 15 ส.ค.-31 ธ.ค. 2559 ซึ่งหากมีการเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่เกิดเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ ภายใต้สถานการณ์ในครั้งนี้จะพบกับนักท่องเที่ยวน้อยกว่า

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บ 7-8 คน ทาง ททท.จะมอบตั๋วเครื่องบินชั้น 1 และที่พักระดับ 5 ดาว เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยา ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ได้รับบาดเจ็บจะจัดหาที่พักระดับ 5 ดาวให้เช่นกัน เพื่อให้รู้สึกว่าการมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ดี

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอกิจกรรมเพิ่มเติม อาทิ กิจกรรมไทยเที่ยวไทย การรณรงค์รุ่นใหญ่เที่ยวไทย, กิจกรรมวิ่งเล่นเต้นกิน หัวหิน เฟสติวัล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกิจกรรมอลังการเมืองไทยที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างรายได้ทดแทนรายได้ที่หายไป และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดยคาดว่า 5 กิจกรรมนี้ จะนำรายได้เข้าประเทศ 2.41 ล้านล้านบาท ตามเป้าหมายปี 2559 ที่ตั้งไว้

“ขณะเดียวกัน จะขออนุมัติจาก ครม. ให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง โดยวันที่ 27 ก.ย.นี้ เป็นวันท่องเที่ยวโลก ให้เป็นวันหยุดราชการ และขอให้วันที่ 26 ก.ย. เป็นวันหยุดพิเศษ ดังนั้นจะมีวันหยุดต่อเนื่องถึง 4 วัน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในระยะไกลได้ และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 10% แน่นอน”

 

ตี 5 พรุ่งนี้ โซฮอล์-เบนซิน ขึ้น 60 สต.-E85 ขยับ 40 สต. ดีเซล 50 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691082

 

ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาโซฮอล์-เบนซิน 60 สต. ส่วน E85 ขยับ 40 สต. ดีเซลปรับอีก 50 สต. มีผลตี 5 วันที่ 16 ส.ค. …

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. บมจ.ปตท.-บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศขึ้นราคาขายปลีกนำ้มันแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด 60 สต./ลิตร และราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินในส่วนของ ปตท. ขึ้น 60 สต./ลิตร ส่วน E85 เพิ่มขึ้น 40 สต./ลิตร และดีเซล ปรับเพิ่มขึ้น 50 สต./ลิตร มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 16 ส.ค.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 30.86 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 23.75 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 23.48 บาท/ลิตร E20 ราคา 21.24 บาท/ลิตร E85 ราคา 17.29 บาท/ลิตร และดีเซล ราคา 23.29 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)

 

กองสลากฯ ย้ำ! หวยงวด 16 ส.ค.59 ออกเวลาปกติ บ่าย 2 ครึ่ง ไม่เลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690897

 

ข่าวเก่าเลิกแชร์! โฆษกกองสลาก ยืนยันงวด 16 ส.ค.59 หวยออกเวลาเดิมบ่าย 2 ครึ่ง ไม่เลื่อน ย้ำออกรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จ.นนทบุรี ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ถ่ายทอดสด ตั้งแต่บ่าย 2…

สืบเนื่องจากกระแสข่าวการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 ส.ค. 2559 จะมีการเลื่อนออกรางวัลให้เร็วขึ้นในเวลา 11.00 น. จากเดิมเวลา 14.30 น. ซึ่งแพร่สะพัดในสังคมโซเชียล สร้างความสับสนให้กับประชาชน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ยืนยันกับไทยรัฐออนไลน์ ว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังคงออกรางวัลในเวลาเดิม 14.30 น.ตามปกติ

ขณะที่เว็บไซต์ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ออกประกาศแจ้งว่า ในงวดประจำวันที่ 16 ส.ค. 2559 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะทำการออกรางวัลสลากตามปกติในเวลาเดิม โดยออกรางวัล ตั้งแต่เวลา 14.30 – 16.00 น. เป็นต้นไป โดยจะทำการออกรางวัลสลาก ณ อาคารออกรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนนนทบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

สำหรับประชาชนที่สนใจรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 15.00-16.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ตั้งแต่เวลา 14.00 น. และทางสถานีโทรทัศน์ข่าวสปริงนิวส์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น.

รวมทั้งรับฟังการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุสปริงเรดิโอ เอฟเอ็ม 98.5 เมกะเฮิร์ทซ์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป.

 

ทนกระแสต้านไม่ไหว!! ธนารักษ์ ยกเลิกสร้างบ้านประชารัฐเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 15:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690878

 

กรมธนารักษ์ ทนกระแสคนในพื้นที่ต้านไม่ไหว ยกเลิกโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ในการก่อสร้างคอนโดฯ ขนาด 600-700 ยูนิต ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จ่อถกเอกชนที่ชนะประกวดแบบ เชื่อ เข้าใจไม่ฟ้องร้องค่าเสียหาย…

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2559 นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ แถลงยกเลิกการก่อสร้างคอนโดมิเนียมขนาด 600-700 ยูนิต ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 พื้นที่นำร่องในโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ เนื่องจากชุมชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วย เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องการจราจรและพื้นที่สีเขียว ทำให้ในขณะนี้เหลือที่ดิน 4 แปลงที่ยังเดินหน้าต่อไปตามแผน คือ ที่กรุงเทพ 2 แปลง และชะอำ 2 แปลง ทั้งนี้ จะมีการเจรจากับบริษัทอารียาฯ ที่ชนะประกวดแบบในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเอกชนจะเข้าใจและไม่มีการฟ้องร้องค่าเสียหาย

สำหรับโครงการบ้านประชารัฐธนารักษ์ เชียงใหม่ เบื้องต้นกำหนดจะทำการก่อสร้างเป็นอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม รวมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 480-600 หน่วย แต่ละหน่วยมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 32 ตารางเมตร มีราคาขายหน่วยละประมาณ 600,000 บาท และจะเปิดจอง 19 ส.ค.นี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้จะเป็นข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐที่มีรายได้น้อย เนื่องจากที่ดินแปลงนี้อยู่ในเขตสีน้ำเงินของผังเมือง ที่กำหนดการใช้ประโยชน์เพื่อสถาบันราชการ การศาสนา การศึกษาและการสาธารณูปโภค กระทั่งมี 5 โรงเรียน และชุมชน 3 แห่ง และประชาชนในพื้นที่ ร้องเรียนว่ามีผลต่อชุมชน และพื้นที่สีเขียว จนนำมาสู่การยกเลิกในที่สุด.

 

สภาพัฒน์แนะจับตาเงินบาทแข็งค่า หลังฟันด์โฟลว์ไหลต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 14:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690806

 

สภาพัฒน์เชื่อเหตุใต้ไม่กระทบเศรษฐกิจจนยืดเยื้อ มองร่างฯ ผ่าน หนุนศก.โต 3.3-3.5% เปิดทางนักลงทุนเข้ามา-จับตาค่าบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากเงินทุนไหลเข้า ไม่ให้กระทบส่งออก

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.59 นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เชื่อว่าเหตุรุนแรงในภาคใต้ รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงยังดูแลสถานการณ์ได้ จะไม่ส่งผลกระทบยืดเยื้อ และไม่เป็นความเสี่ยงต่อเศษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

ส่วนเรื่องร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ มองว่าจะเป็นผลบวกต่อ Sentiment ของตลาดหุ้น ส่วนที่จะมีผลในภาพรวมต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 3 และ ไตรมาส 4 ได้มากน้อยแค่ไหน ทางสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่ามีโอกาสที่ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะโตได้ใกล้เคียงกับในครึ่งปีแรก หรืออาจจะสูงกว่าได้มาก และมองว่าทั้งปีมีความเป็นไปได้มากที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในระดับ 3.3-3.5%

“หากไม่มีอะไรผันผวนหรือรุนแรงจะทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังโตได้มากกว่าครึ่งแรก และเชื่อว่าทั้งปี 59 จะเติบโตได้ดีกว่าปี 58 แน่นอน รวมทั้งเชื่อว่าเศรษฐกิจในระดับ 3.3-3.5% นี้น่าจะเป็นตัวที่ทำให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสในการลงทุนและตัวเลขเศรษฐกิจของไทย น่าจะเป็นที่น่าสนใจในสายตานักลงทุนมากขึ้น”

ส่วนค่าเงินบาทที่ได้ปรับแนวโน้มคาดการณ์ให้แข็งค่าขึ้นมาที่ 35-36 บาท/ดอลลาร์ จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 35.50-36.50 บาท/ดอลลาร์นั้น เนื่องจากมองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะยังมีเงินทุนไหล (Fund Flow) เข้าต่อเนื่องทั้งในภูมิภาคและในไทย จากผลของ Brexit ซึ่งจะมีผลทำให้เงินบาทแข็งค่า ดังนั้นจึงมองว่าการดูแลค่าเงินบาทในช่วงปีหลังให้มีทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาคจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะเป็นตัวกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการและการส่งออกโดยรวมของประเทศไทย

 

สภาพัฒน์คาดจีดีพีปีนี้เติบโต 3.0-3.5% ได้การท่องเที่ยว-ลงทุนภาครัฐหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 13:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690802

 

สภาพัฒน์คาดการณ์ GDP ของปี 59 เติบโต 3.0-3.5% จากปัจจัยหนุน ทั้งใช้จ่ายลงทุนภาครัฐ มาตรการกระตุ้น ศก. นักท่องเที่ยวขยายตัว ราคาน้ำมันทรงตัว สินค้าเกษตรขยับ แต่ยังจับตาปัจจัยเสี่ยง ศก.โลก ความผันผวนค่าบาท…

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 59 นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/59 ขยายตัว 3.5% เร่งขึ้นจากที่ขยายตัว 3.2% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้วจะขยายตัวจากไตรมาสแรกราว 0.8% (QoQ-SA) ขณะที่ครึ่งแรกของปี 59 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.4%

อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ ยังคงคาดการณ์ GDP ของปี 59 เติบโต 3.0-3.5% หรือค่ากลาง 3.3% โดยมี 5 ปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐอยู่ในเกณฑ์สูง, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล, จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง, ราคาน้ำมันยังทรงตัว และภาคการเกษตรปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ เศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าที่คาดการณ์ และความผันผวนท่ามกลางแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท.