ราคาทองเช้าวันจันทร์ เปิดตลาดเพิ่มขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ส.ค. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690618

 

ราคาทองเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ที่ 15 ส.ค. เพิ่มขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 ขายออกบาทละ 22,600 บาท…

วันที่ 15 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท

 

ยอดซื้อทะลัก 2.38 แสนล้าน กสอ.เปิด 5 กลุ่มสินค้าตอบโจทย์หญิงสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690427

 

กสอ.เปิดชื่อ 5 อุตสาหกรรมตอบโจทย์หญิงสูงวัยอายุ 45 ปีขึ้น นิยมจับจ่ายใช้สอย พบสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม อาหารและอาหารเสริม รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์บูมสุดขีด เผยมีมูลค่ามากกว่า 2.38 แสนล้านบาทต่อปี กสอ.เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการพัฒนาสินค้ารองรับ

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า จากสถิติของกรมการปกครอง ปรากฏว่า ประเทศไทยมีประชากรรวม 65 ล้านคน แยกเป็นประชากรเพศหญิง 33 ล้านคนและใน 33 ล้านคน มี 12 ล้านคนที่เป็นประชากรเพศหญิง ที่มีอายุอยู่ระหว่าง 45-100 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งกลุ่มประชากรเพศหญิงนี้มีพฤติกรรมหันมาใส่ใจสุขภาพ เลือกบริโภคอย่างมีวินัยและดูแลตัวเองมากขึ้น กสอ.จึงได้สำรวจและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ผู้บริโภคกลุ่มเลือกซื้อไปบริโภคหรือใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย

1.สินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ จากกระแสที่มาแรงของการดูแลสุขภาพ ทำให้การเลือกซื้อสินค้าของขวัญ ถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริงและคุ้มค่า เช่น รองเท้าหรือชุดชั้นในเพื่อสุขภาพ ชุดออกกำลังกาย ฯลฯ

2.เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุง ซึ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างมาก โดยเฉพาะเพื่อการบำรุงและแต่งเติมความงาม ถือเป็นสินค้าที่จำเป็นและขาดไม่ได้เทียบเท่ากับปัจจัยสี่ มีอัตราการโตและการซื้อขายที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

3.อาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ กำลังได้รับความนิยมสูง เนื่องจากช่วยป้องกันปัญหาด้านสุขภาพ โดยปัจจุบันคนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจดูแลเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษ รวมทั้งรับประทานอาหารเสริมมากยิ่งขึ้น คาดว่าตลาดอาหารเสริมมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามเทรนด์สุขภาพของคนไทย และทวีคูณความสำคัญในการเลือกซื้อเป็นของขวัญในทุกช่วงเทศกาล 4.อาหารเพื่อสุขภาพและออแกนิก ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้เลือกสินค้าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมถึงพร้อมจ่ายเงินที่แพงขึ้นในการซื้อสินค้า และยังทำให้อาหารเพื่อสุขภาพกลายเป็นเมกะเทรนด์

มีอุตสาหกรรมมากมายที่คิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าชนิดใหม่ ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 5.อุปกรณ์ทางการแพทย์ จากผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวน ทำให้ความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์ กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อสภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นและเป็นของขวัญในช่วงเทศกาล

นายพสุกล่าวต่อว่า ทั้ง 5 อุตสาหกรรม มีมูลค่าการตลาดจำหน่ายในประเทศรวมกันเมื่อปี 58 รวม 238,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าจากกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ กลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุง 87,400 ล้านบาท กลุ่มอาหารเสริมอาหารเพื่อสุขภาพและออแกนิก 79,300 ล้านบาท กลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ 71,500 ล้านบาท เป็นต้น โดยมีทิศทางการโตเฉลี่ย 3-6% ต่อปี ทั้งนี้ กสอ. มีนโยบายส่งเสริมผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการยกระดับดาวเด่นเอสเอ็มอีไทย (DIP Stars) โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขัน (MDICP) โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฯลฯ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้ต่อยอดในเชิงพาณิชย์.

 

เร่งผู้เฒ่ารีบสมัครกองทุน กอช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690423

 

นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า วันที่ 25 ก.ย.2559 ที่จะถึงนี้ จะครบกำหนดระยะเวลา 1 ปีของการเปิดโอกาสให้ผู้ที่อายุเกิน 60 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิกของ กอช.ได้ ตามประกาศของกฎหมายนับตั้งแต่ พ.ร.บ.กอช.มีผลบังคับใช้ จากปกติที่คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสมาชิก กอช.จะต้องมีอายุ 15 ปีและไม่เกิน 60 ปีเท่านั้น สำหรับเงื่อนไขพิเศษดังกล่าว กฎหมายมอบสิทธิผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ที่สมัคร กอช.ภายใน 25 ก.ย.นี้ สามารถเป็นสมาชิกต่อไปได้อีก 10 ปีนับจากอายุตัวในวันที่สมัคร หากพ้นจากกำหนดนี้ไปแล้ว ผู้สูงอายุจะไม่สามารถสมัครสมาชิก กอช.ได้อีก

“ผลประโยชน์ที่สมาชิก กอช.กลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุจะได้รับคือเงินสมทบที่รัฐบาลจะจ่ายเข้าบัญชีกองทุนของสมาชิกในจำนวนเท่ากับเงินที่สมาชิกออมเข้ากองทุน นั่นคือ 100% ของเงินออม แต่ไม่เกินปีละ 1,200 บาทที่รัฐจะสมทบให้ หรือเข้าใจง่ายๆ ก็คือฝาก กอช. 1,200 บาท ได้เพิ่มอีก 1,200 บาทต่อปี”

นอกจากนี้ ยังมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ กอช.นำเงินสะสมและเงินสมทบไปลงทุนหาดอกผลให้กับสมาชิก ซึ่งพลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้สมาชิกมีเงินในบัญชีกองทุนเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งด้วย โดยเงื่อนไขการออมไม่ยุ่งยากหรือเป็นภาระ เพราะไม่จำเป็นต้องส่งเงินออมทุกเดือน และแต่ละครั้งจะส่งเงินจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ตามความสะดวกของสมาชิก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกครั้ง จึงเป็นรูปแบบการออมสำหรับผู้มีรายได้น้อยและเป็นรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ

นายสมพรกล่าวต่อว่า หลังครบกำหนดการออมและสมาชิกมีสิทธิได้รับเงินคืน กอช. จะเริ่มจ่ายเงินคืนให้สมาชิกผู้รับบำนาญเป็นประจำทุกเดือน จะเป็นบำนาญตลอดชีพ หรือเงินดำรงชีพ แล้วแต่ว่าสมาชิกจะมีสิทธิได้รับเงินคืนแบบไหน ขึ้นกับปริมาณเงินออมที่สมาชิกมีอยู่กับกองทุน ความแตกต่างคือ ถ้าเป็นบำนาญตลอดชีพ กอช.จะจ่ายเงินให้ผู้รับบำนาญไปจนกว่าจะเสียชีวิต แต่ถ้าเป็นเงินดำรงชีพ กอช.จะจ่ายเงินให้จนกว่าเงินออมในบัญชีกองทุนของสมาชิกผู้รับเงินดำรงชีพจะหมดลง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของการเกิดเหตุสลดเงินหมดก่อนตาย ได้ไม่มากก็น้อย.

 

เกาะกระแส “โปเกมอนโก” ฟีเวอร์ ถอดบทเรียนรับมือเทคโนโลยีไหลบ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690042

 

จากโปรเจกต์เกมที่ให้ดาวน์โหลดเล่นกันขำๆ ฉลองวัน “เมษาหน้าโง่” หรือ April Fool’s Day เมื่อปี 2557

ให้หลังเพียง 2 ปี “โปเกมอน โก” Pokemon Go ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2559 ก็ฮิตติดลมบน รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ไปทั่วโลก!

ความสำเร็จของ “โปเกมอน โก” ในวันนี้ที่มาจากเสน่ห์ของเกมในรูปแบบ AR หรือ Augmented Reality อันเป็นการนำโลกแห่งเกม มาหลอมรวมเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อให้ผู้เล่นได้มีโอกาสเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆที่มีอยู่จริง เพื่อตามจับโปเกมอนผ่านหน้าจอมือถือ ความสนุกสนานจึงเกิดขึ้นอย่าง “ไร้ขีดจำกัด”

“ไนอานติก (Niantic)” ผู้ผลิตเกมโปเกมอน โก เป็นบริษัทซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 โดยหัวหน้าทีมพัฒนากูเกิลแม็ป และกูเกิล สตรีท วิว (Google Street View) จึงมีความเชี่ยวชาญด้านแผนที่ 3 มิติเป็นพิเศษ

หลังทดลองเปิดตัวเกม ให้เล่นจับโปเกมอนบนกูเกิลแม็ป เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2557 ล้อไปกับกระแส April Fool’s Day ทีมนักพัฒนาก็พบว่า โปรเจกต์นี้กำลังนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าจากกระแสตอบรับที่ดีมาก

1 ปีเศษจากนั้นในเดือน ต.ค.2558 ไนอานติกก็ได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มจากผู้ถือหุ้นใหม่ อันได้แก่ กูเกิล โปเกมอน และนินเทนโดรวมกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำไปสู่การเปิดตัวเกม “โปเกมอน โก” ครั้งแรกได้สำเร็จเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2559

และเพียง 1 เดือนหลังการเปิดตัวยอดดาวน์โหลดโปเกมอน โก ผ่านมือถือก็ทะลุ 100 ล้านครั้งไปแล้ว มูลค่าตลาดของไนอานติกในขณะนี้ถูกประเมินว่าสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะมีรายได้ 66,000 ล้านเหรียญในปีนี้

กระนั้น ความสำเร็จด้านธุรกิจของโปเกมอน โก ก็มาพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทั่วโลกด้วยวิธีการเล่นที่ยึดโยงกับโลกความจริง รัฐบาลในหลายประเทศต้องออกกฎควบคุมพฤติกรรมผู้เล่น แนะนำวิธีการเล่นที่เหมาะสมให้แก่ทัพคอเกมที่ออกตามล่าโปเกมอนตามสถานที่ต่างๆ จนเกิดการละเมิดทรัพย์สินสาธารณะ สิทธิส่วนบุคคล รวมไปถึงอันตรายที่เสี่ยงต่อชีวิต เพียงเพราะต้องการจับโปเกมอนให้ได้…

โปเกมอน…เดือนเดียวเสียวทั้งโลก!

ขวบเดือนที่ผ่านมา ภายหลังเปิดตัวเกมโปเกมอน โก อย่างเป็นทางการ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้ทำให้บรรดาสาวกนักจับโปเกมอนในหลายสิบประเทศที่เปิดให้เล่นเกมนี้ถึงกับคลั่งไคล้ แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ จนกล่าวได้ว่าแทบจะเกิดความโกลาหลกันเลยทีเดียว

สะท้อนให้เห็นถึงกระแสไหลบ่าของการสื่อสารที่ “ไร้พรมแดน” อย่างแท้จริง!

สถานที่ใดที่ถูกระบุว่ามี “โปเกมอน” ให้จับเป็นจำนวนมาก จะกลายเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าบรรดาผู้เล่นทุกเพศทุกวัย ยิ่งเล่นก็ยิ่งต้องไล่จับตัวที่หายาก หรือตัวที่ยังจับไม่ได้ กระบวนการไล่ล่าโปเกมอนจึงเกิดขึ้น


ใน 3 ประเทศแรกที่มีการเปิดตัวเกมนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้รับผลกระทบก่อนใครเพื่อน โดยในอเมริกานั้น กลุ่มผู้เล่นวัยรุ่นหลายรายต้องถูกจับดำเนินคดีจากการแหกรั้วสวนสัตว์เข้าไปไล่จับโปเกมอน สัตว์ดิจิตอลบนหน้าจอมือถือ รวมไปถึงยังมีกรณีบุกรุกบ้านคนอื่นอีกหลายราย

นอกจากนั้นยังมีชายอเมริกัน 2 คน บาดเจ็บสาหัสจากการตกหน้าผา เพราะมัวแต่จับโปเกมอน ซึ่งตามกฎหมาย หลังรักษาตัวหายดีแล้ว อาจต้องได้รับโทษด้วย

“โปเกมอน โก” จึงกลายเป็นเป้าหมายที่เหล่านักกฎหมายในสหรัฐอเมริกากำลังครุ่นคิดที่จะหาทางยุติความวุ่นวายและอันตรายต่อสาธารณชนที่อาจเกิดจากการเล่นเกมที่ “ไร้สติ” เสียที!

วุฒิสมาชิกจากรัฐมินเนโซตา ถึงกับทำหนังสือถึงไนอานติก แสดงความกังวลต่อความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนตัวของผู้เล่น โดยสอบถามว่า ไนอานติกเก็บข้อมูลอะไร แค่ไหนจากลูกค้า และมีแผนจะทำอะไรกับข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งไนอานติกได้ชี้แจงว่า เข้าถึงเพียงข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าที่ลงทะเบียนผ่านจีเมล Gmail เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามที่จะให้ FDA หรือองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา กำหนดให้เกมโปเกมอน โก เข้าข่ายอุปกรณ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ FDA เข้ามากำกับดูแลโปเกมอน โก ได้อีกทางหนึ่ง แต่ล่าสุด FDA ได้ตีความชัดเจนแล้วว่าไม่เข้าข่าย

คูเวตงัด “ไม้แข็ง” สยบสาวกโปเกมอน!

กับแนวทางในการรับมือกระแสคลั่งไคล้เกมโปเกมอน โก ที่แต่ละประเทศงัดกันออกมาใช้นั้น ไล่ไปตั้งแต่ในญี่ปุ่น ประเทศที่การเล่นเกมได้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไปแล้ว ก็ยังกำหนดสถานที่ “ต้องห้าม” ที่ทางการร้องขอให้ไนอานติกถอดออกจากเกม เช่น สวนสันติภาพฮิโรชิมา อนุสรณ์สถานเมืองนางาซากิ นอกเหนือจากการขอความร่วมมือผู้เล่นไม่ให้จับโปเกมอนในพื้นที่มรดกโลกในโตเกียว ปราสาท และโบราณสถานอีกหลายแห่ง


มาที่เกาหลีใต้ ประเทศที่ผู้คนรอคอยจะได้เล่นโปเกมอน โก มากที่สุดอีกประเทศตั้งแต่เกมยังไม่ทันได้เปิดตัว เนื่องจากกูเกิลแม็ปยังใช้งานไม่ได้เต็มที่จากเงื่อนไขที่รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่อนุญาต จึงทำให้สาวกโปเกมอน ยังคงตั้งหน้าตั้งตาร้องเพลงรอต่อไป!

ขณะที่รัฐบาลในประเทศตะวันออกกลางต่างชิงออกมาปรามผู้เล่นเกม ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เปิดตัว โดยอิหร่านถือเป็นประเทศแรกที่สั่งแบนโปเกมอน โก ไปเรียบร้อย

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยคูเวตออกมาระบุว่า การเล่นเกมโปเกมอน โก ที่อยู่บนพื้นฐานของสถานที่จริงนั้นถือเป็นอันตราย เพราะการที่ผู้เล่นจะต้องเปิดเผยตำแหน่งพิกัดของมือถือที่ใช้เล่น (Location Base) รวมทั้งต้องเปิดกล้องหน้ามือถือ ขณะที่กำลังเล่นเกมนั้น ความเป็นส่วนตัวเหล่านี้อาจถูกส่งไปยังบุคคลที่ 3 และ “เสี่ยงต่อการถูกสอดแนม”

โดยคูเวตประกาศนโยบายชัดเจนว่า ความอดทนต่อผู้บุกรุกมีค่าเป็น 0 นั่นคือ หน่วยงานรักษาความปลอดภัยสามารถจัดการกับนักเล่นเกมที่บุกรุกสถานที่ต้องห้าม เช่น วัง สุเหร่า ฐานขุดเจาะน้ำมัน หรือฐานทัพได้ทันที

ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม ออกแถลงการณ์ระบุ แอพพลิเคชั่นเกมแบบนี้ คนที่ดาวน์โหลดไปจะเสี่ยงต่อการถูกสอดแนมหรือสปายได้โดยง่าย ส่วนที่อียิปต์ ภาครัฐกำลังศึกษาเงื่อนไขเกมโปเกมอน โก ทั้งหมด เพื่อหาทางรับมือให้เกิดปัญหาและอันตรายน้อยที่สุด

ส่วนที่เมืองจีนนั้นยิ่งไม่ต้องฝัน แทบจะไม่มีทางที่โปเกมอน โก จะบุกเข้ากำแพงเมืองจีนไปได้ นอกเสียจากการร่วมมือกับบริษัทจีนอย่าง อาลีบาบา (Alibaba) หรือไป่ตู้ (Baidu) เพื่อขอพัฒนาเกมบนแผนที่ของทั้ง 2 บริษัท ซึ่งจำเป็นต้องขออนุญาตจากรัฐบาลจีนอยู่ดี

กสทช.–หน่วยงานความมั่นคงวิ่งพล่าน!

ในส่วนของประเทศไทยเรานั้น ในทันทีที่ผู้พัฒนาโปรแกรมได้เปิดให้เมืองไทยได้เล่นเกมโปเกมอน โก พร้อมกับประเทศอื่นๆอีก 15 ประเทศนั้น สาวกโปเกมอนเมืองไทยก็ไม่ยอมพลาดขบวนรถไฟสายนี้ พื้นที่ที่เป็น “แลนด์มาร์ก” ของประเทศ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ปราสาท วัดวาอาราม หรือสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหลาย ถูกสาวกโปเกมอนแห่แหนเข้าไปจับกลุ่มไล่จับโปเกมอนกันอย่างครึกครื้น ทำเอาผู้คนในสังคมตื่นตัวกันขึ้นมาทันที

และก็เช่นเดียวกัน ความคลั่งไคล้เกมดังกล่าว ได้ทำให้เกิดปัญหา มีผู้เล่นบางคนบุกรุกเข้าไปยังสถานที่ต้องห้าม หรือเล่นเพลินจนเกิดอุบัติเหตุจนต้องหามเข้าโรงพยาบาลกันมาแล้ว หลายฝ่ายถึงกับออกโรงเรียกร้องให้รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้ามาควบคุม กำกับดูแลก่อนจะเตลิดเปิดเปิงมากไปกว่านี้

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางในการรับมือกระแสคลั่งไคล้ไร้ขีดจำกัดที่ว่านี้ จนได้ข้อสรุปที่ กสทช.จะทำหนังสือถึงไนอานติก เพื่อขอให้เพิกถอนจุด Pokestop (จุดเก็บคะแนน) ในพื้นที่สำคัญๆ 4 แห่ง อันได้แก่ 1.บริเวณสถานที่อันตราย เช่น ริมทางรถไฟ ริมแหล่งน้ำ ฯลฯ 2.ศาสนสถานและโบราณสถาน เช่น วัด โบสถ์ มัสยิด 3.สถานที่ราชการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น และ 4.พื้นที่ส่วนบุคคล เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม เป็นต้น


พร้อมกันนี้ กสทช.ได้สั่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 5 ราย จัดทำคู่มือในการเล่นเกมที่เหมาะสม ดูแลคุ้มครองผู้เล่นในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น โดยส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) เตือนเป็นระยะ ในกรณีที่เห็นความผิดปกติของค่าใช้จ่าย

ส่วนประเด็นด้านความมั่นคงนั้น นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ระบุเบื้องต้นยังไม่มีการหารือ แต่ กสทช.ก็กำลังเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะกระทบต่อความมั่นคงในระดับใด

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที กล่าวว่า จากการดูข้อตกลงการเล่นเกมโดยละเอียดแล้ว พบว่าผู้เล่นต้องยินยอมให้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลสถานที่ ข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ เป็นต้น ดังนั้นสิ่งซึ่งผู้เล่นเกมต้องตระหนักเป็นอย่างมากก็คือ การยืนยันและยอมรับกับเงื่อนไขของเกมตั้งแต่ก่อนเริ่มเล่น ถ้าไม่ยอมรับจะเล่นเกมไม่ได้ จึงควรทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อน ถ้ายอมรับไม่ได้ ก็ไม่ควรเล่น ไม่ว่าจะเป็นเกมอะไร

แนะสร้างภูมิคุ้มกันเทคโนโลยีใหม่

ขณะที่มุมมองของนักจิตวิทยาให้เหตุผลว่า ทำไมคนไทยและทั่วโลกถึงคลั่งไคล้เจ้าเกม “โปเกมอน โก” กันมากมายและรวดเร็วถึงเพียงนี้

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพเด็ก ระบุว่า “โปเกมอน โก” เป็นเกมที่แตกต่างจากเกมทั่วไป เพราะเป็นเกมในกลุ่มที่ผสมผสานระหว่างเกมในจิตนาการ และเกมในโลกจริง โดยสมมติว่า เราเป็นโปเกมอน เทรนเนอร์ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเกมยังถูกจริตคนไทยอีกด้วย เพราะมีความน่ารัก ไม่มีความรุนแรงมาก และพฤติกรรมที่ผ่านมา คนไทยชอบเกมสะสมของ เลี้ยงสัตว์ ส่วนเหตุผลที่คนติดเกมนี้มากขึ้น คือระบบของโปเกมอน โก จะให้รางวัลตลอดเวลา ไม่เหมือนเกมอื่นๆที่ยากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไม่สามารถผ่านด่านได้ คนจะเบื่อและเลิกเล่น

“ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับรัฐบาลที่เข้ามาให้ความสนใจในเรื่องนี้ จริงอยู่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรืออันตรายร้ายแรงขึ้นมา เราอาจจะเรียนรู้จาก “บทเรียนจากความสูญเสีย” แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราสามารถรับมือกับมันได้โดยยังไม่ต้องมีความสูญเสีย และถ้าจะเรียนรู้จากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ทางการออกแนวทางในการเล่นออกมา ย้ำเตือนให้คนที่เล่นเห็นซ้ำๆ และค่อยๆซึมซับจนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม และของเราไม่ต้องอายที่จะทำแบบเขา ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นเรื่องตลก เพราะคนทั่วโลกเขาเล่นกันอยู่แล้ว”

เราอาจใช้ “โปเกมอน โก” เป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามา เพราะในอนาคตภายใต้สังคมฐานดิจิตอลที่ประเทศเรากำลังเดินไปสู่นั้น จะมีเกมหรือแอพพลิเคชั่นในลักษณะเสมือนจริงที่ก้าวล้ำขึ้นมาอีกมาก เพราะในแง่ธุรกิจมันสนุกและขายได้ แทนที่จะไปกีดกัน เราควรจะเปลี่ยนสิ่งที่มองว่าเป็น “วิกฤติ” นี้ให้เป็น “โอกาส” สร้างสังคมไทยที่เรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทย

“ถ้าเราย้อนกลับไปในช่วงที่เฟซบุ๊ก หรือไลน์ เข้ามาใหม่ๆ สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน กลายเป็น “สังคมก้มหน้า” และเมื่อโปเกมอน โก เข้ามา จากสังคมที่เอาแต่นั่งก้มหน้าอย่างเดียว ก็กลายเป็นเดินก้มหน้า วิ่งก้มหน้า ขับรถก้มหน้า ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรับมือและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้บรรทัดฐานใหม่ทำให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่คงไม่ใช่การแบนไม่ให้เล่นเกมไปเลย เพราะการแบนอาจเป็นการดูถูกทั้งตัวรัฐบาลและดูถูกประชาชนของเราเองว่าไม่สามารถปรับตัว และสร้างภูมิคุ้มกันเทคโนโลยีใหม่ได้”

พร้อมกันนี้ นพ.วรตม์ ได้เสนอแนวทางออกที่เหมาะสมว่า รัฐบาลควรวางกรอบในการดูแล แต่ไม่ใช่การบังคับ เช่น ไม่ควรเข้าไปเล่นในพื้นที่ความมั่นคง ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม หรือเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตราย ส่วนเรื่องจะไปกำหนดจุดต่างๆ ว่าจุดนั้นเล่นได้ หรือไม่ได้ คงลำบาก เพราะทางไนอานติกคงไม่สนใจข้อเรียกร้องของเรามากนัก

ขณะเดียวกัน พลังของภาคประชาชนก็เป็นอีกส่วนที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ได้ ซึ่งไม่ใช่การขัดแย้งหรือไม่พอใจกัน แต่เป็นการช่วยกันระมัดระวัง คนที่ไม่เล่นก็ต้องยอมรับคนที่เล่น ส่วนคนที่เล่นก็ต้องเข้าใจในสิทธิของตนและคนอื่น ไม่ละเมิดหรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน มีคนเตือนก็ควรจะรับฟัง หรือหากทุกคนทำงานอยู่ เราไปเล่นก็ทำให้คนอื่นเสียสมาธิ ถือเป็นการไม่เคารพคนอื่น

สุดท้ายสำหรับพ่อแม่ที่กำลังกลุ้มใจกับลูกๆ ที่ติด“โปเกมอน โก” หรือกำลังร้องขอเล่น มีข้อเสนอแนะว่า ให้เริ่มข้อกำหนดของเกมที่มีระเบียบให้คนที่เล่นควรเป็นเด็กอายุไม่น้อยกว่า 13 ปี หลังจากนั้นก็ให้ดูพฤติกรรมของลูกเราเองเป็นหลัก ถ้าลูกของเรามีพฤติกรรมติดเกมอยู่แล้ว หรือเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีความระมัดระวังตัว หรือมีโอกาสที่จะควบคุมลูกไม่ได้ ก็อาจจะไม่ควรอนุญาต แต่หากจะอนุญาต ควรจะต้องมีการพูดคุย วางเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าจะเล่นได้เมื่อไร เช่น หลังทำการบ้านเสร็จ เล่นได้กี่ชั่วโมง ห้ามออกนอกบ้านหลังกี่โมง รวมทั้งจำกัดค่าใช้จ่ายในการเล่น

และถ้าจะให้ดี หากพ่อแม่ยอมให้ลูกเล่น พ่อแม่ควรโหลดเกมนี้มาลองเล่นเพื่อทำความเข้าใจ และเป็นไปได้ก็เล่นไปด้วยเสียเลย.

ทีมเศรษฐกิจ

 

PwC ชี้ตลาดเกิดใหม่ชิงผู้นำ “เงินดิจิตอล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690418

 

จับตาอีเพย์เมนต์ดันไทยสู่สังคมไร้เงินสด

น.ส.วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษาบริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยผลสำรวจพบว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดเกิดใหม่จะเป็นผู้นำขับเคลื่อนระบบการชำระเงินของโลก เพราะประชากรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่หันมาใช้ช่องทางดิจิตอลทำธุรกรรมต่างๆมากขึ้น โดยพบว่าเกือบ 90% ของประชากรโลกที่อายุต่ำกว่า 30 ปีอยู่ในตลาดนี้ และใช้ธุรกรรมออนไลน์มากถึง 75% ส่งผลให้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เติบโตรวดเร็ว อีกทั้งยังเพิ่มจำนวนผู้เล่นหน้าใหม่และเปลี่ยนโฉมการทำธุรกิจของผู้เล่นเดิมในตลาดอีกด้วย โดยอำนาจทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จากศักยภาพด้านการชำระเงินที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ความต้องการบริการทางการเงินที่ทั่วถึงมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) โดยผลสำรวจระบุว่า ประชากรโลกมากถึง 2,000 ล้านคนไม่มีบัญชีธนาคาร และส่วนใหญ่อยู่ในตลาดเกิดใหม่จึงไม่แปลกใจที่ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Banking) และการใช้จ่ายผ่านมือถือ (Mobile money) จะเติบโตได้รวดเร็วในตลาดนี้ เพราะช่วยลดปัญหาสาขาแบงก์ที่ไม่ครอบคลุมในพื้นที่ห่างไกล และตอบโจทย์ความต้องการการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนกลุ่มที่ไม่มีบัญชีธนาคารและกลุ่มที่มีบัญชีแต่ยังนิยมใช้เงินสดหรือเช็คเงินสดได้เป็นอย่างดี

สำหรับประเทศไทย หากเริ่มใช้ระบบอีเพย์เมนต์อย่างเต็มรูปแบบ ปลายปีนี้จะหนุนให้อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยโตขึ้นอย่างรวดเร็วและไทยจะสามารถเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless society) ตามความตั้งใจของรัฐบาลได้ในที่สุด โดยแนะภาคธุรกิจและรัฐบาลเร่งทำความเข้าใจถึงประโยชน์ ความเสี่ยง และการรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้ รองรับการใช้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ปลายปีนี้.

 

นักวิชาการ ประเมินเหตุไม่สงบ 7 จว.ใต้ ทำ ศก.เสียหาย 3.38 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ส.ค. 2559 15:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690142

 

นักวิชาการ ประเมินเหตุความไม่สงบ 7 จังหวัดท่องเที่ยวใต้ ทำ ศก.เสียหาย 3.38 หมื่นล้าน ฉุดชะลอตัวบริโภค-กระทบเชื่อมั่นตลาดการเงินและภาคลงทุน แต่จะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ยังคงจีดีพีปีนี้ ที่ระดับ 3.2-3.5% เช่นเดิม…

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินผลกระทบของการก่อเหตุไม่สงบใน 7 จังหวัดภาคใต้ต่อเศรษฐกิจไทย ว่า มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระดับหนึ่ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยเฉพาะกองทุนต่างชาติในตลาดการเงินลดลง อาจเกิดการเทขายหุ้นบลูชิพ หุ้นกลุ่มโรงแรม หุ้นเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก หรือกิจการที่มีฐานธุรกิจ ฐานการผลิตหรือธุรกรรมในภาคใต้ เหตุการณ์การก่อความไม่สงบไม่น่าจะกระทบต่อการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง ส่วนภาคบริโภคน่าจะได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีนัยสำคัญอะไร และน่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้เหตุระเบิดก่อความไม่สงบทำให้โรงแรมในพื้นที่ประกอบการ มีการยกเลิกการจองห้องพักมากกว่า 50% หลังเหตุระเบิด หากนำเปรียบเทียบกับผลกระทบจากเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 มีผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยรายวันลดลงถึงร้อยละ 33 ในเดือนถัดไป และมีผลให้ในไตรมาส 3/2558 นักท่องเที่ยวขยายตัวร้อยละ 24.3% โดยขยายตัวลดลงจากร้อยละ 36.92 ในไตรมาสก่อนหน้า เป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 32 ล้านคนปี 2559 เพิ่ม 8% จากปี 58 คาดว่าก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 1.67 ล้านล้านบาท สัดส่วนของรายได้การท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องอยู่ที่ 11-12% ของจีดีพี อาจพลาดเป้าหมายเล็กน้อย

จากการประเมินเบื้องต้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจและรายได้ที่สูญเสียไปในภาพรวมเบื้องต้นอยู่ที่ระดับ 33,800 ล้านบาท โดยรายได้ท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและในประเทศลดลงเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 33,400 ล้านบาท ในช่วงเวลาที่เหลือของปีโดยเฉพาะไตรมาสสาม นอกจากนี้อาจเกิดการชะลอตัวในภาคการบริโภค ความเสียหายในตลาดการเงิน การชะลอตัวของภาคการลงทุน ภาคการจ้างงาน ต้นทุนการรักษาความปลอดภัยและต้นทุนการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตเพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ความเสียหายและต้นทุนเหล่านี้สามารถได้รับแก้ไขด้วยการดำเนินการและการตอบสนองที่เหมาะสมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อความมีเสถียรภาพ ความสงบสันติธรรม และความรุ่งเรืองของประเทศ

“สิ่งที่น่าเสียดายและเป็นสิ่งที่สูญเสียมากที่สุดสำหรับสังคมไทยหากการก่อความไม่สงบมีแรงจูงใจจากปัญหาความขัดแย้งภายใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง หรือกรณี 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ สังคมไทยยังไม่สามารถทำให้ การใช้เหตุผลและการเจรจาหารือ อยู่เหนือการใช้กำลังและความรุนแรง เรายังไม่สามารถสถาปนาความเป็นอริยะให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และวัฒนธรรมและความเชื่อมั่นศรัทธาต่อประชาธิปไตย สันติธรรมและภราดรภาพนิยมยังคงอ่อนแออย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตามยังไม่นำปัจจัยนี้เข้าไปเป็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จากเหตุระเบิดก่อความไม่สงบในการทบทวนการประเมินภาวะเศรษฐกิจใหม่ เพราะต้องรอดูพัฒนาการของสถานการณ์ไปอีกระยะหนึ่ง ต้องติดตามดูว่ามีประเทศไหนออกคำเตือนท่องเที่ยวเพิ่มเติม และต้องดูว่า รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดเหตุไม่สงบเพิ่มเติมได้หรือไม่ สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่ สังคมไทยก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลให้เกิดความสงบตามความสามารถที่กระทำได้

พร้อมเชื่อมั่นปัจจัยพื้นฐานเข้มแข็งของเศรษฐกิจจึงยังคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ ที่ระดับ 3.2-3.5% เช่นเดิม ทุกอย่างจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในไม่ช้า และการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ในไตรมาสสี่.

 

ผลงานบางจากฯ ไตรมาส 2 มาแรง มุ่งขยายธุรกิจ พร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 14 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687718

 

ผลดำเนินงานบางจากฯ ในไตรมาส 2 กลับมาโดดเด่น กลั่นน้ำมันได้เต็มกำลังการผลิต 
ด้านการตลาด ขยายปั๊ม จำหน่ายได้มากขึ้น มีรายได้ 37,262 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง
ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 ว่า บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและ
การให้บริการรวม 37,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 4,085 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 242 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ที่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นประจำปี และมีกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทใหญ่ 2,417 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.76 บาท หากรวมผลดำเนินงาน 6 เดือน มีกำไร 2,464 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.79 บาท


นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในไตรมาสนี้ โรงกลั่นบางจากได้กลับมาใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ และสามารถกลั่นได้ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยในระดับ 112,000 บาร์เรลต่อวัน มีค่าการกลั่นพื้นฐาน 6.27 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าจากปริมาณการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งการที่กลั่นได้ในระดับสูงเนื่องจากมีการวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการโลจิสติกส์การกลั่นเพื่อรองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีโครงการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพโรงกลั่น

ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 41 โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี 2559 อยู่ที่ 30.59 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และในไตรมาสที่ 2 เพิ่มเป็น 43.23 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากแรงหนุนของกำลังการผลิตน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นมี EBITDA 2,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 493 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ด้านธุรกิจการตลาด มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวม 1,450 ล้านลิตร ลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับ
ไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตัวของตลาดค้าปลีกและราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รวมทั้งการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยบริษัท บางจากฯ ยังคงขยายการลงทุนขยายสถานีบริการขนาดใหญ่พร้อมปรับปรุงภาพลักษณ์ของสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ปัจจุบันบริษัท บางจากฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 โดยปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น รวม 1,075 แห่ง และมี EBITDA รวม 882 
ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ
ปีก่อน


ในส่วนของธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ปัจจุบันบริหารโดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 
ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบางจากฯ มีรายได้จากการปรับโครงสร้างและการนำเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ลดลงเล็กน้อยจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ มี EBITDA รวม 525 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับ
ไตรมาสก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายครั้งเดียว

สำหรับธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากค่าความเข้มแสงที่สูงขึ้นเมื่อพ้นช่วงฤดูหนาว บีซีพีจีฯ ได้รับการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการให้ได้รับสิทธิในการเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับภาคสหกรณ์การเกษตร จำนวน 3 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม 12 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในปลายปีนี้

ด้านธุรกิจไบโอฟูเอล มีอัตราการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 387,000 ลิตรต่อวัน มี EBITDA รวม 113 ล้านบาท และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีปริมาณการจำหน่ายรวม 393,375 บาร์เรล มี EBITDA รวม 59 ล้านบาท และบริษัท บางจากฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อยและกิจการร่วมค้า ได้แก่ บริษัท บางจาก ไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด เพื่อลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล โดยจะเข้าซื้อและบริหารโครงการเอทานอล ขนาด 150,000 ลิตรต่อวัน ในเดือนสิงหาคมนี้

อนึ่ง บริษัท บางจากฯ ยังคงให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับชุมชนรอบโรงกลั่นที่เป็นสังคมใกล้ โดยจัดให้มีโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ที่ดีของชุมชน การศึกษา ดนตรีและกีฬา เศรษฐกิจชุมชน สาธารณประโยชน์ สิ่งแวดล้อม และด้านความปลอดภัย ส่งเสริมให้เยาวชนในระดับมัธยมต้นได้เรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเรียนรู้สู้ภัยพิบัติ และการดำรงชีวิตโดยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เป็นต้น จนได้รับความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และความผูกพันจากชุมชน ร้อยละ 83 จากผลการสำรวจของคณะอาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ทองเปิดตลาดร่วง 150 รูปพรรณขายออกบาทละ 22,550

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ส.ค. 2559 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689277

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 13 ส.ค. 59 ลดลง 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,950 ขายออกบาทละ 22,050 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,557.52 ขายออกบาทละ 22,550 บาท…

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ราคาลดลง 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,950.00 บาท ขายออกบาทละ 22,050.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,557.52 บาท ขายออกบาทละ 22,550.00 บาท

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ ผิดหวังตัวเลขค้าปลีกมะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ส.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689142

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเป็นส่วนใหญ่ในวันศุกร์ จากความผิดหวังในรายงานตัวเลขการค้าปลีกของสหรัฐฯ แต่แนสแด็กยังคงทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 ส.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 37.05 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 18576.47 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 1.74 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 2184.05 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 4.50 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 5232.90 จุด

ตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ประจำเดือนก.ค. เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อยู่ที่ 4.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างความผิดหวังให้นักลงทุน

ขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัท เอ็นวีเดีย ทะยานขึ้น 5.6% หลังเผยว่ารายได้ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นถึง 24% เนื่องจากการเติบโตอย่างรุนแรงของธุรกิจวิดีโอเกม ขณะที่หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ช่วยหนุนแนสแด็ก

 

บางกอกแอร์เวย์ส ประกาศผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก ของปี 59 กำไรสุทธิ 1,462.6 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 13 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687713

 

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส (BA) ประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ใน 6 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 13,830.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,462.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว


จากการเปิดเผยของ นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 ว่า “รายได้รวมของบริษัทฯ ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 6,054.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ มีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางภาษีเท่ากับ 491.7 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาสนี้ บริษัทฯ ได้ยื่นรายการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 447.0 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการปรับเกณฑ์การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทฯ ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้เป็นไปตามเกณฑ์การคำนวณภาษีของกรมสรรพากร ตามประกาศของกระทรวงการคลังฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2559 จึงส่งผลให้ไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิเท่ากับ 111.9 ล้านบาท”

“ทั้งนี้ ผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2559 ของบริษัทฯ มีรายได้รวม 13,830.4 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจาก 6 เดือนแรกของปี 2558 จำนวน 1,533.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.5 โดยมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางภาษีเท่ากับ 2,308.1 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,462.6 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจาก 6 เดือนแรกของปี 2558 จำนวน 273.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 23 โดยเป็นกำไรสุทธิที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เท่ากับ 1,425.3 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.68 บาทต่อหุ้น เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 ร้อยละ 23.6” นายพุฒิพงศ์กล่าวเสริม

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทฯ ได้เข้าร่วมทำสัญญาความตกลงเที่ยวบินร่วม (Codeshare Agreement) กับสายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์ ของประเทศออสเตรีย ส่งผลให้จำนวนสายการบินพันธมิตรของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 21 สายการบิน ซึ่งการร่วมมือดังกล่าวทำให้บริษัทฯ สามารถเพิ่มศักยภาพการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคยุโรปและประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น และเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารในการเชื่อมต่อการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอื่นๆ ได้อีกด้วย และบริษัทฯ คาดการณ์ว่าในครึ่งปีหลังของปี 2559 นี้ จะมีสายการบินพันธมิตรทำสัญญาความตกลงเที่ยวบินร่วมเพิ่มเติมอีก 2-3 ราย

และในไตรมาส 2 นี้ บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการ 2 เส้นทางการบินใหม่ คือเส้นทางระหว่างเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน และเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ – ดานัง (ประเทศเวียดนาม) สำหรับการเปิดเส้นทางบินใหม่ภายในประเทศเชื่อมเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนนั้น บริษัทฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพของ 2 จังหวัดนี้ ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและด้านธุรกิจ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือข้าราชการ ที่ต้องเดินทางระหว่าง 2 จังหวัดให้สะดวกสบายและประหยัดเวลายิ่งขึ้น โดยให้บริการสัปดาห์ละ 10 เที่ยวบิน ซึ่งให้บริการตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2559 และสำหรับเส้นทางบินตรงสู่ดานังนั้น ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขยายเส้นทางบินของบางกอกแอร์เวย์สให้ครอบคลุมประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเมืองดานังถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจการท่องเที่ยวและเมืองท่าที่สำคัญของประเทศเวียดนาม (ภาคกลาง) เป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ รองรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลก และยังตั้งอยู่ใกล้กับเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การ UNESCO โดยบางกอกแอร์เวย์สให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน (จันทร์ พุธ ศุกร์ และเสาร์) ซึ่งให้บริการตั้งแต่ 25 พฤษภาคม 2559

บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการเพิ่มความถี่การบินในเส้นทางบินกรุงเทพฯ – เนปิดอว์ จากจำนวน 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นนั้นเปิดให้บริการทุกวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้โดยสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้ากลุ่มองค์กร ที่มีความจำเป็นต้องติดต่อหน่วยงานภาครัฐของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเส้นทางบินนี้

สำหรับจำนวนอากาศยานของบริษัทฯ ณ ปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 33 ลำ เป็นเครื่องบินแบบ ATR 72-500 และ ATR 72-600 จำนวน 13 ลำ และ แบบ Airbus 319 และ 320 จำนวน 20 ลำ