“ทองคำ” ค้ำเศรษฐกิจไทย คาดยอดส่งออกปีนี้ทำสถิติแตะ 3 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689032

 

ผู้ค้าทองชี้ถึงคราวทองคำอุ้มเศรษฐกิจไทย หลังราคาทองตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ชาวบ้านแห่ขายร้านทองระบายออกต่างประเทศ คาดปีนี้ส่งออกทองคำแตะ 3 แสนล้านบาท พุ่งเป็นอันดับ 2 รองจากรถยนต์ บรรดาเศรษฐีเพื่อนบ้านแห่ลงทุนออนไลน์ซื้อทองตุนเก็บไว้ขายออกช่วงราคาแพง ด้านผู้ประกอบการทอง–เพชรแห่จัดโปรโมชั่นช่วงเศรษฐกิจซบ หวังกระตุ้นยอดขายในประเทศ

นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการร้านทองได้ตั้งเป้าส่งออกทองคำปีนี้ 300,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 180,000-190,000 ล้านบาท และส่งผลให้ทองคำและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากสินค้าประเภทรถยนต์ หลังจากที่ราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทั้งจากสถานการณ์ทยอยเก็บทองของกองทุนทองคำ และผลการลงประชามติให้อังกฤษออกจากสมาชิกยุโรป หรือเบร็กซิท โดยกลุ่มที่นำทองมาขายกับร้านทองไทย ได้แก่ เศรษฐี,นักลงทุนและชาวบ้านทั่วไปในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนามและไทย)

ทั้งนี้ ในปี 2559 ทองคำเป็นหนึ่งธุรกิจที่ช่วยอุ้มเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างโดดเด่น ทำให้การส่งออกในภาพรวมของไทยตัวเลขการขยายตัวไม่ติดลบมากเกินไปและยังสร้างรายได้แก่นักลงทุนและประชาชนที่ซื้อทองเก็บไว้ช่วง 1-2 ปีเพราะตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันสามารถสร้างผลตอบแทน 20% แล้ว

“ยอมรับว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการร้านทองของไทยได้แนะนำนักลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านด้วยการลงทุนออนไลน์ทองคำ ทำให้บรรดาเศรษฐีเพื่อนบ้านชอบซื้อทองแท่งเก็บไว้จำนวนมากในช่วงปีก่อนๆ เนื่องจากราคาค่อนข้างถูก และการเก็บทองได้ผลตอบแทนดี เพราะหากเก็บไว้ในรูปแบบเงินอาจทำให้อ่อนค่าลงได้ เมื่อราคาทองปรับเพิ่มขึ้นทำให้มีการนำทองมาขายคืน และร้านทองไทยก็ได้ทำการส่งออกทองออกไปทันที ซึ่งเศรษฐีในประเทศเพื่อนบ้านบางรายขนทองนับ 100 แท่งมาขายในช่วงที่ราคาสูง ส่งผลให้ในปีนี้ไทยส่งออกไปแล้วกว่า 200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% และสิ้นปีไม่น่าจะต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท ถือว่าในปีนี้ทองคำเป็นสินค้าที่ช่วยอุ้มเศรษฐกิจไทยและการส่งออกไทยไว้”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความต้องการทองคำในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอยู่ในระดับสูงทั้งในบริเวณชายแดนและหัวเมืองต่างๆ แต่ร้านทองไทยคงไม่กล้าที่จะออกไปเปิดร้าน เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น วิธีการขยายตลาดก็จะเน้นการลงทุนแบบออนไลน์หรือขายผ่านร้านทองในประเทศเพื่อนบ้าน และบางแห่งอาจมาเป็นลูกค้าของร้านทองในไทย

นายกฤชรัตน์กล่าวว่า สถานการณ์ราคาทองคำนั้นคาดว่าในปลายปีนี้ราคาทองมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นไปอีกในระดับ 1,400 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ หรือประมาณบาทละ 23,500 บาท และปีหน้าอาจปรับราคาไปอยู่ในระดับ 1,500 ดอลลาร์หรือบาทละ 25,000 บาท
ด้าน น.ส.อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้ประกอบการร้านเพชรต่างมีการจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นต่างๆเพื่อกระตุ้นยอดขายหรือดึงดูดลูกค้า ซึ่งในส่วนของบริษัทก็จะมีกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการจับมือกับห้างสรรพสินค้าผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือนตามเทศกาลต่างๆ

ทั้งนี้ คาดว่าในครึ่งหลังของปียอดขายเครื่องประดับเพชรจะดีกว่าครึ่งแรกของปี เนื่องจากเศรษฐกิจดีขึ้นและผลของการจัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะช่วงปลายปีหรือเทศกาลปีใหม่ก็จะมีลูกค้าจำนวนมากต่างเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อมอบให้แก่คนสำคัญ

“ในช่วงครึ่งแรกของปียอดขายของบริษัทลดลงแต่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เพราะมีการบริหารจัดการเรื่องต้นทุนโดยเฉพาะการเจรจากับคู่ค้าในต่างประเทศเกี่ยวกับด้านวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนต่ำสุดแต่คุณภาพเท่าเดิม”

นายพิชญา พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมค้าทองคำกล่าวว่า สถานการณ์การจำหน่ายทองคำของร้านทองขณะนี้ยังอยูในภาวะชะลอตัวเพราะประชาชนโดยเฉพาะภาคเกษตรกรต้องเก็บเงินไว้เพื่อเตรียมพร้อมในการทำไร่ทำนา ขณะที่ผู้บริโภคในภาพรวมก็ยังอยู่ในภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากแต่บรรยากาศซื้อขายอาจกลับมาคึกคักในช่วงปลายปี เนื่องจากประชาชนต้องการซื้อทองเป็นของขวัญให้บุคคลที่สำคัญช่วงเทศกาล

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาร้านทองต่างมีการจัดกิจกรรมและทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย เช่น การลดค่ากำเหน็จ 50-100 บาท หรือดอกเบี้ย 0% ในช่วงเทศกาลต่างๆ ซึ่งก็ได้ผลดีในระดับหนึ่ง

“เห็นได้จากเทศกาลวันแม่ก็จะมีการผลิตทองลายพิเศษน้ำหนัก 2 สลึง, 1 บาทและ 2 บาทในลวดลายต่างๆ เช่น แม่อุ้มลูก,ดอกมะลิ และจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าค่ากำเหน็จ เป็นต้น หรือแม้ว่าในช่วงปีใหม่ เทศกาลตรุษจีนแต่ละรายก็จะมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาทองคำในตลาดโลกเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ตลาดลอนดอนอยู่ที่ออนซ์ละ 1,347.70 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ตลาดนิวยอร์กอยู่ที่ 1,346.50 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ราคาทองในประเทศไทย ทองคำแท่งร้านทองรับซื้อบาทละ 22,100 บาท ขายออกบาทละ 22,200 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,709.12 บาท ขายออกบาทละ 22,700 บาท.

 

โยนเผือกร้อน “ทีพีพี” ให้รัฐบาลใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689027

 

ขาหนุนตีตั๋วหาวเรอรอได้เลย พาณิชย์ยันเร่งเครื่องยังไงก็ไม่ทัน

นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาผลกระทบการเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ของไทยว่า ไทยยังพอมีเวลาศึกษาข้อดีข้อเสีย ก่อนที่จะสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกทีพีพีจนถึงประมาณปี 60 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกทีพีพีทั้ง 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ชิลี เปรู ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนามจะลงนามให้สัตยาบันความตกลงและมีผลบังคับใช้ ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ไม่ว่าไทยจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ ก็คงต้องเตรียมความพร้อม เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้ไทยต้องปรับตัวเองอยู่แล้ว และทีพีพีเป็นกติกาการค้า การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและจะมีผลกระทบมาถึงไทยด้วย

“ถ้าเราสมัครเป็นสมาชิกไม่ใช่ว่าเขาจะรับเราเลย เขาต้องดูว่าเราพร้อมหรือไม่ ถ้าเราพร้อมแล้วและมีการเปิดเจรจาแล้วแต่เห็นว่าไม่คุ้มเราก็ไม่ต้องเข้าคิดว่ารัฐบาลนี้คงไม่ทัน คงต้องให้เป็นรัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจว่าไทยจะสมัครเข้าร่วมหรือไม่ เพราะต้องรอให้เขาให้สัตยาบันความตกลงก่อน ซึ่งเวลานั้น ไทยคงจะต้องมีการเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะต้องสานต่อทีพีพีหรือไม่ไม่รู้ แต่รัฐบาลชุดนี้ต้องปรับกฎระเบียบทางด้านการค้าการลงทุนให้ทันสมัย”

ส่วนความคืบหน้าขั้นตอนต่างๆ ของไทยที่เกี่ยวข้องกับทีพีพีนั้น ขณะนี้ คณะอนุกรรมการศึกษาความพร้อมของไทยต่อทีพีพี ที่มีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ได้ประชุมแล้ว 2 ครั้ง และมีมติให้ไทยเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิก โดยต้องทำกฎระเบียบ กติกาการค้าการลงทุนของไทยให้ทันสมัยเทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อให้ไทยสามารถดำเนินการตามกติกาในการทำการค้าระหว่างประเทศ

สำหรับการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ว่าจ้างสถาบันปัญญาภิวัฒน์ ศึกษาข้อดีข้อเสียของการเข้าร่วมนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจรับรูปเล่มรายงาน ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการ นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ได้ว่าจ้างบริษัท แคปปิตอล เทรด ศึกษาทีพีพีเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเผยแพร่สู่สาธารณะได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ โดยกรอบการศึกษามีทั้งทางด้านการค้าสินค้า การลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา.

 

ตั้งซี 10 เกษตรทำโลกตะลึง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689022

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ย. กระทรวงเกษตรฯจะมีข้าราชการระดับ 10 เกษียณอายุจำนวน 12 ตำแหน่ง อาทิ อธิบดี ผู้ตรวจราชการ รองปลัดกระทรวง เป็นต้น ดังนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯจะนำรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประมาณปลายเดือน ส.ค.59 นี้โดยการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งดังกล่าวในปีนี้จะเป็นการเลื่อนข้าราชการระดับซี 9 ที่เป็นข้าราชการรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นซี 10 มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯขาดช่วงผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญทำให้การคัดเลือกระดับซี 10 มีตัวเลือกไม่มาก

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าจะมีการปลดนายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เนื่องจากผลงานไม่เข้าตา รวมทั้งมีข้อครหาการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการทำบ่อขนาดเล็กไร่นา และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นั้น ขอยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นเรื่องจริง และส่วนตัวก็ไม่มีความคิดที่จะปลดใคร “เรื่องคำสั่งโยกย้ายฟ้าผ่า 2 อธิบดี เนื่องจากทำงานไม่เข้าตานั้น ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง 100% และไม่อยู่ในความคิดของผมเลย ส่วนโผโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งผมตั้งใจจะเลือกแต่ละตำแหน่งให้เหมาะสมที่สุด และจะให้แล้วเสร็จภายในปลายเดือน ส.ค.นี้ แม้ว่าปีนี้จะมีข้าราชการระดับสูงเกษียณถึง 12 คน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่พบว่ามีใครมาวิ่งเต้นกับผม” ขณะนี้มีรายชื่อข้าราชการที่ต้องการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในช่วงปลายปีงบประมาณ 2559 นี้หมดแล้ว พร้อมจะเสนอ ครม.ให้พิจารณา แต่ที่ยังไม่เสนอตอนนี้เพราะยังไม่ถึงเวลา ยังไม่จำเป็นต้องประกาศ.

 

ปศุสัตว์ชูโค-กระบือกู้ชาติ ส่งเสริมเกษตรกรนำร่อง 13 จังหวัด 2,000 ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689012

 

นายสัตวแพทย์ไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้เร่งขับเคลื่อนโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคและกระบือ ตามแผนที่เกษตรเพื่อบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) โดยใช้งบประมาณโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ซึ่งปี 2559 มีเป้าหมายนำร่องส่งเสริมเกษตรกรใน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ บุรีรัมย์ อุทัยธานี นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี มุกดาหาร อุดรธานี เชียงราย พะเยา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง ให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวมาเลี้ยงกระบือทดแทนจำนวน 1,400 ตัว และโคเนื้อ 600 ตัว เกษตรกรรวม 400 ราย พร้อมส่งเสริมให้ปลูกพืชอาหารสัตว์ รวม 2,000 ไร่ หรือรายละ 5 ไร่ เพื่อสร้างอาชีพใหม่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น

“ทั้งนี้ มีแผนเร่งส่งมอบโคและกระบือตั้งท้องหรือติดลูกให้เกษตรกรไปเลี้ยงรายละ 5 ตัว โดยเกษตรกรต้องส่งคืนลูกโคและกระบือเพศเมียอายุ 18 เดือน 5 ตัวแรกของฝูงภายในระยะเวลา 5 ปี ส่วนที่เหลือจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกร จากนั้นจะนำลูกโคและกระบือที่ได้รับคืนขยายผลสู่เกษตรกรรายใหม่อีก 400 ราย โดยยึดเงื่อนไขเดียวกัน คือ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ และปลูกพืชอาหารสัตว์รายละ 5 ไร่ รวมพื้นที่ 2,000 ไร่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายลูกโคและกระบือ รายละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท/ปี ทั้งยังมีรายได้จากการจำหน่ายมูลโค-กระบือแห้งปีละประมาณ 20,000 บาท หากนำไปหมักจะเพิ่มมูลค่าตันละ 4,000-5,000 บาท หรือประมาณ 40,000-50,000 บาท/ปี”

นอกจากนี้ ในปี 2560 กรมปศุสัตว์ได้มีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรปรับลดพื้นที่ปลูกข้าวลงอีก 150,000 ไร่ เพื่อลดปริมาณผลผลิตข้าวที่เกินความต้องการบริโภคภายในประเทศและส่งออก โดยจะปรับเปลี่ยนพื้นที่มาเลี้ยงโคเนื้อทดแทน 120,000 ไร่.

 

“ซีพี” ชวนทานข้าวรสมือแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688518

 

ในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ เป็นอีกวันสำคัญที่คนไทยได้เทิดทูนและแสดงความจงรักภักดีในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ส.ค.ของทุกปี และยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปี เป็นวันครอบครัวที่เหล่าสมาชิกในครอบครัวจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาและแสดงความกตัญญูทดแทนพระคุณต่อมารดาที่เสียสละครั้งยิ่งใหญ่กับการเลี้ยงดูอุ้มชูมาตั้งแต่แบเบาะ

ในแต่ละปีเราจะได้เห็นการร่วมรณรงค์ในเทศกาลวันแม่จากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆค่ายที่ได้ทุ่มทุนมหาศาลระดมความคิดสร้างสรรค์จัดทำภาพยนตร์โฆษณาที่มีธีมหลักก็คือความผูกพันระหว่างแม่กับลูกที่สื่อความหมายออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมดึงดูดให้ผู้ชมมีเวลาให้กับผู้มีพระคุณกันบ้าง โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลกับสังคมก้มหน้าอยู่กับจอตลอดทั้งวัน




เช่นเดียวกับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร เจ้าของแบรนด์ “ซีพี” ได้รณรงค์ในเทศกาลวันแม่มาต่อเนื่องในปีนี้เป็นปีที่ 3 ภายใต้แคมเปญ “ทุกคำมีความหมาย” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยระลึกถึงพระคุณของแม่ ด้วยการนำเสนอเนื้อหาเชิญชวนให้บรรดาลูกๆ กลับไปรับประทานอาหารฝีมือแม่ที่คุ้นเคย กับการปรุงให้ลูกรักอย่างพิถีพิถันให้ทุกคำไม่มีใครทำแทนได้

นายวิทวัส ตันติเวสส รองกรรมการผู้จัดการ ด้านการตลาด ซีพีเอฟ กล่าวว่า การรณรงค์แคมเปญเชิงสร้างสรรค์ต่อสังคมนี้ ทางแบรนด์ซีพีต้องการสร้างให้ผู้บริโภคเกิดความรักและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ จึงสื่อให้เห็นถึงความใส่ใจในคุณภาพของอาหารต่อผู้บริโภค และการสร้างแบรนด์เพื่อส่วนรวมตามหลักปรัชญาการทำธุรกิจคือการทำประโยชน์ให้กับประเทศที่ไปลงทุน ประโยชน์ของประชาชนในประเทศนั้นๆ และประโยชน์ต่อบริษัท




“ที่ผ่านมาแบรนด์ซีพีได้รณรงค์มุ่งชี้ให้เห็นความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะน่าอยู่ยิ่งขึ้น เพราะอาหารทุกคำได้สร้างความหมายที่ยิ่งใหญ่ให้ชีวิต โดยมีแนวคิดที่สร้างมาจากการคัดสรรและเอาใจใส่ในคุณภาพอาหารของซีพีเอฟที่มีต่อคนไทยมาต่อเนื่อง กับการตอกย้ำคุณภาพของอาหารที่ช่วยให้สังคมไทยดีขึ้น โดยปีที่ผ่านมาได้มีการสื่อสารต่อเนื่องภายใต้แนวคิดเดิม โดยนำเอาอาหารเป็นศูนย์กลางแห่งความ รู้สึก สื่อสารความตั้งใจของแม่ที่มุ่งคัดสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก”

นายวิทวัสกล่าวว่า ภาพยนตร์โฆษณาในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยผู้บริโภคได้เข้าร่วมกิจกรรมกับทางบริษัท นอกเหนือจากโฆษณาผ่านสื่อหลักแล้ว สื่อดิจิตอลเช่น Youtube มียอดชมกว่า 7.5 ล้านครั้ง รวมยอดชมทุกสื่อ 38 ล้านครั้ง และได้มีการแชร์ออนไลน์ไปกว่า 2 แสนครั้ง และมีผลสำรวจว่าเป็นหนึ่งในแคมเปญวันแม่ที่ดีที่สุดและกวาดรางวัลการสร้างสรรค์โฆษณาหลายรางวัล




ในปีนี้แบรนด์ซีพีได้ตั้งเป้าต่อยอดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์และสื่อหลัก โดยหยิบเรื่องราวใกล้ตัวของคนรุ่นใหม่มานำเสนอกับแนวคิด “ทุกคำไม่มีใครทำแทนได้” เช่นเดิม จากกระแสนิยมของคนในปัจจุบันที่มองว่ากับข้าวนอกบ้านอร่อยกว่า หรือไม่ก็ออกไปรับประทานร้านอาหารพร้อมกับถ่ายรูปอัพขึ้นลงบนโซเชียลมีเดียถึงความเป็นไปในชีวิตประจำวันว่ามื้อนี้ทานอะไร มื้อนั้นทานอะไร และเห็นกับข้าวที่บ้านน่าเบื่อ กินซ้ำๆ รสชาติเดิมๆมาตั้งแต่เด็กจนหลงลืมทุกจานทุกคำที่แม่ทำให้กินอย่างพิถีพิถัน เลือกสรรแต่ของดีมีคุณภาพ รวมไปถึงการใส่ใจในทุกรายละเอียดทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมสนับสนุนด้วยการเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการแชร์ภาพอาหารของแม่ หรือภาพการรับประทานอาหารร่วมกันของครอบครัว และเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับอาหารของแม่ในคอมเมนต์ใต้โพสต์ภาพยนตร์โฆษณาใน http://www.facebook.com/brandcp ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยทางซีพีจะทำการคัดเลือกผู้ที่เข้ารอบเพื่อสัมภาษณ์เพิ่มเติม และนำเรื่องราวดีๆของแม่-ลูกที่ประทับใจไปเผยแพร่ในนิตยสาร A Day Bulletin




ความมุ่งมั่นของซีพีเอฟซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาหารกับวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลก ผลิตอาหารป้อนผู้คนทั่วโลก ขณะที่แบรนด์ “ซีพี” ได้เน้นการทำตลาดในเมืองไทยด้วยการเสิร์ฟอาหารภายใต้สโลแกน “เติมชีวิตที่ดี” อิ่มท้องกับอาหารคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาให้.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

Aec Go On 13/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688467

 

“ประเทศแห่งโอกาส (Land of Opportunity)” กับ “คู่แข่งที่น่ากลัว (Crucial Competitor)” เป็นคำสรุปที่ผมได้รับจากข้าราชการและนักธุรกิจไทยที่ทำงานอยู่ที่เวียดนามและคณะนักศึกษา TEPCoT9 ที่เดินทางไปเวียดนามในครั้งนี้ สรุปออกมาตรงกันครับ พร้อมๆกับคำอุทาน ตลอดทริปว่า “WoW” กับ “โตเร็วจริงๆ” และ “น่ากลัวจัง” โชคดีนะครับ ที่ทริปเดินทางในช่วง 2 สัปดาห์ที่แล้ว ไปยังไม่มีกระแส “Pokemon” เฉกเช่นปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นการจราจรคงติดขัดกว่าเดิมและการเดินทางทางเครื่องบินที่ต้องเผชิญกับมรสุมที่เข้าเวียดนามพอดิบพอดีคงต้องล่าช้าไปกว่าเดิมอีก เพราะคนเวียดนามใช้โทรศัพท์มือถือกันแทบทุกคนเหมือนคนไทย อีกทั้งจำนวนเด็กวัยรุ่นมีมากกว่าไทยด้วย ตอนนี้คงไล่จับโปเกมอน กันวุ่นวายไม่แพ้คนไทยแน่ๆครับ

เวียดนามมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยเหมือนทุกประเทศครับ แต่เวลาข้าราชการและนักธุรกิจไทยพูดถึงเวียดนาม จะพูดถึงมุมมองในด้านบวกอย่างมากและพูดถึงภาพในด้านลบไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นที่สำคัญๆหลายข้อ ที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาที่เวียดนาม และทำให้เวียดนามเป็นประเทศแห่งโอกาสในการสร้างรายได้และสร้างกำไร เพราะเวียดนามมีความ “นิ่ง” “ดี” และ “เด่น” หลายอย่าง

จุดเด่นข้อแรกที่สำคัญคือ “การเมืองนิ่งและนโยบายแน่ชัด” คือสิ่งที่ทำให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศมีความมั่นใจในการลงทุนสูง รวมทั้งรัฐบาลเวียดนามยังให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนสูงมากทั้งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการถือครองที่ดิน จนทำให้ปัจจุบันไทยจำเป็นต้องปรับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนให้สูงทัดเทียมเวียดนาม

จุดเด่นที่สองคือ “สิทธิประโยชน์ทางภาษีการค้ากับต่างประเทศหรือ GSP อย่างมากมาย” ที่เวียดนามมีในฐานะประเทศกำลังพัฒนาและการทำ FTA กับ EU และ TPP กับสหรัฐฯ ทำให้เวียดนามเด่นมาก จุดเด่นที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ “กำลังซื้อจากประชากร 100 ล้านคน และคนหนุ่มสาววัยทำงานจำนวนมาก” ซึ่งทำให้เวียดนามมีความโดดเด่นทั้งขนาดตลาดด้านกำลังซื้อและกำลังแรงงานที่ยังมีค่าจ้างไม่แพงมากนัก ยังมีจุดเด่นและจุดด้อยของเวียดนามที่ต้องคุยกันต่อครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

แบงก์เร่งระบายเอ็นพีเอ หนี้เสียก้อนใหญ่จากเอสเอ็มอีจ่อทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689007

 

นายชัยชาญ พลานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มบริหารทรัพย์สินพร้อมขาย สายงานปรับโครงสร้างหนี้และบริหารทรัพย์สิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังธนาคารกรุงไทยจะเร่งจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ทั้งที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ ที่ดิน โรงงาน ออกไปให้มากที่สุด เพื่อรองรับหนี้เสียที่จะไหลเข้ามาเป็นเอ็นพีเอก้อนใหม่ ทั้งจากทรัพย์สินที่มีการโอนทรัพย์ชำระคืน และประมูลกลับมาจากกรมบังคับคดีซึ่งมีอีกจำนวนมาก

“เมื่อปลายปีที่แล้วธนาคารมีเอ็นพีเอ 30,300 ล้านบาท แต่ล่าสุด ณ เดือน มิ.ย.59 ธนาคารบริหารได้ลดเหลือ 28,500 ล้านบาท แต่คาดว่าหลังจากนี้อาจมีเอ็นพีแอลไหลเข้ามาอีก โดยเฉพาะของลูกค้าเอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ภาพรวมสินทรัพย์ของกรุงไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 ล้านบาท และหากเข้ามากอาจถึง 35,000 ล้านบาทได้ ดังนั้นช่วงที่เหลือจากนี้ต้องเร่งเคลียร์พอร์ตออกไปให้มากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายทั้งปีต้องขายได้ 6,400 ล้านบาท จากครึ่งปีแรกที่ขายไปได้แล้ว 3,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย”

สำหรับแนวทางระบายเอ็นพีเอครึ่งปีหลังมี 3-4 วิธี โดยขณะนี้ได้เจรจาขายทรัพย์สินก้อนใหญ่มูลค่า 2,900 ล้านบาทให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ บสก.แล้วอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสภาพทรัพย์ การตีราคา และเจรจาต่อรอง รวมถึงจะมีการนำทรัพย์สินอีกกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัย ออกมาขายตรงและเปิดประมูลแก่ลูกค้ารายย่อย รวมถึงการเปิดให้ลูกหนี้เดิมที่มีสัญญาเข้ามาซื้อสินทรัพย์คืน.

 

ภาคเอกชนผวา ป่วนใต้ลามกทม. หวั่นต่างชาติหนี-เศรษฐกิจไทยพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ส.ค. 2559 04:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/689123

 

พิษบึม-เผาห้าง 7 จังหวัด ภาคใต้กระทบธุรกิจท่องเที่ยว ประธาน ส.อ.ท.ชี้เป็นการทำลายภาพลักษณ์และระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศหวั่นลามถึงกรุงเทพฯ วอนรัฐบาลเร่งหาสาเหตุและมาตรการดับไฟโดยเร็ว ผู้ประกอบการผวาหากหยุดยั้งเหตุการณ์ไม่ได้ กลัวต่างชาติประกาศเตือนเดินทางมาเที่ยวไทย ด้าน ททท.เปิดศูนย์แจงสถานการณ์สื่อนอก ขณะที่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนักท่องเที่ยวต่างชาติยังอยากมาเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่น

จากเหตุวินาศกรรมคนร้ายลอบวางระเบิดและวางเพลิง 7 จังหวัดภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.ต่อเนื่องวันที่ 12 ส.ค. มีชาวบ้านเคราะห์ร้ายเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่ช่วงวันหยุดติดต่อกัน 3 วัน ค่อนข้างเงียบเหงา บรรดาห้างร้านต่างๆหวาดผวาพากันปิดร้านหนี ส่วนประชาชนไม่กล้าออกมาเดินตามห้างสรรพสินค้าและสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมาย ขณะที่เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากชาวต่างชาติไม่มั่นใจความปลอดภัย

ททท.เปิดศูนย์เกาะติดวินาศกรรม

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยหลังเกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ว่า ททท.ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยว เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับสื่อ มวลชนไทยและต่างชาติและติดตามสถานการณ์ข่าวการก่อความไม่สงบในหลายจังหวัดของไทย พร้อมทั้งสั่งการให้ ททท.จัดทำประกาศรายงานสถานการณ์ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อมวลชนรับทราบสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ทุกคนมองว่าเป็นเหตุการณ์การก่อการร้าย เพราะเรื่องการก่อเหตุการณ์ระเบิดส่วนใหญ่กลุ่มผู้ที่ก่อเหตุการณ์ก็มักจะเลือกสถานที่ที่อยู่ในชุมชน จึงอยากให้รอการสรุปสถานการณ์ที่แท้จริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

แจงต่างชาติ–ผู้ประกอบการทราบ

ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ขณะนี้ ททท.เตรียมพร้อมเรื่องสถานการณ์การก่อเหตุความไม่สงบอยู่ โดยเฉพาะมอบหมายให้สำนัก งาน ททท.ในประเทศทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานอัพเดตสถานการณ์ความคืบหน้าต่างๆตลอด ในขณะที่สำนักงาน ททท.ต่างประเทศก็อยู่ในระหว่างการรายงานสถานการณ์ต่างๆ ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับทราบว่าเหตุการณ์ต่างๆเป็นอย่างไรบ้าง

พิษระเบิดป่วนธุรกิจการท่องเที่ยว

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน แต่จะเป็นผลกระทบชั่วระยะสั้นหรือระยะยาวต้องรอดูว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาให้คลี่คลายลงได้รวดเร็วหรือไม่ โดยในส่วนของ ส.อ.ท.มองว่าจะไม่มีผลกระทบ ต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศไทย เพราะขณะนี้ยังไม่มีนักลงทุนรายใดแสดงความวิตกกังวลมายังส.อ.ท.เพราะทุกคนคงรอดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อเหตุการณ์ไม่ลุกลามจึงต้องมาประเมินว่ากระทบต่อบรรยากาศการลงทุนมากน้อยเพียงใด

ทำลายภาพลักษณ์–เศรษฐกิจพัง

“การวางระเบิดดังกล่าว ถ้าเกิดจากความตั้งใจก็ทำลายภาพลักษณ์และจงใจทำให้ประเทศไทยเกิดความปั่นป่วนมากกว่าการเกิดจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าบุคคลใดเป็นคนทำ กลุ่มคนเหล่านี้เขาต้องการให้เกิดผลตามมา เป้าหมายคือระบบเศรษฐกิจที่จะทำให้กระทบไปทั้งประเทศ จึงขอฝากให้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลพยายามหาสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยเร็วและเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมาเพื่อไม่ทำให้ไตรมาส 4 ปีนี้ ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยชะลอตัว” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าว

เอกชนหวั่นเหตุร้ายลามถึง กทม.

นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในขณะนี้ในส่วนภาคเอกชนไม่ทราบสาเหตุถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ต้องการให้รัฐบาลเร่งควบคุมไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม หรือบานปลายโดยเฉพาะไม่ให้เข้ามายังพื้นที่ส่วนกลางหรือกรุงเทพฯ เชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ไขสถานการณ์ได้ ภาคเอกชนยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาได้ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ให้ลุกลามมากไปกว่านี้ เพราะไม่ว่าจะด้วยสาเหตุเกิดจากการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จนทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศหรือไม่ก็แล้วแต่ รัฐบาลจะต้องเร่งดูเรื่องของความมั่นคงและปลอดภัยของประชาชน เอกชนก็มองอยู่แล้ว ว่าความขัดแย้งยังมีอยู่และตลอดเวลาปัญหาการเมืองในประเทศไทยก็เป็นปัญหาสะสมมานาน แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการผลิตและส่งออก แต่ในด้านธุรกิจท่องเที่ยวระยะสั้นๆ อาจจะได้รับผลกระทบเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจชะลอการเดินทางเข้ามาในไทย

จี้รัฐเร่งหาสาเหตุ–ดับไฟโดยเร็ว

นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาข้อสรุปถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว หากเป็นการป่วนเพราะการเมืองก็จะกระทบท่องเที่ยวระยะสั้น แต่หากเกิดจากการก่อการร้าย มีความกังวลว่าจะกระทบกับภาคการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน เนื่องจากประเด็นก่อการร้ายเป็นที่จับตาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศแถบยุโรป หากมาเกิดในไทยก็อาจกระทบกับความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยว จึงอยากให้ภาครัฐเร่งหาสาเหตุที่เกิดขึ้นและควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้โดยเร็วที่สุด

หวั่นต่างชาติเตือนมาเที่ยวไทย

ด้านนายสมชัย รัตนโอภาส ประธานบริหาร โรงแรมเอ-วัน กรุงเทพฯ และพัทยา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดในช่วงผ่านพ้นการลงประชามติไปแล้วหนำซ้ำยังเกิดในช่วงวันแม่แห่งชาติ และมีความตั้งใจทำให้เกิดผลกับเมืองท่องเที่ยว ดังนั้นย่อมมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน ไม่ใช่แค่จังหวัดภาคใต้ที่มีระเบิดหรือไฟไหม้ แต่กระทบกับทั้งประเทศ หลังจากนี้รัฐบาลคงต้องเร่งจัดการหาสาเหตุพร้อมแก้สถานการณ์ให้ได้เร็วที่สุด เพราะหากไม่สามารถหยุดเหตุการณ์ไม่ให้ลุกลามได้อาจสะเทือนทำให้รัฐบาลต่างชาติประกาศห้ามเดินทางมาเที่ยวไทยโดยมีผลทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แบบที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ส่วนเหตุปัจจุบันที่เกิดหลายจังหวัดเชื่อว่าต่างชาติคงออกมาประกาศเตือนการเดินทางแล้วแน่นอน เพราะขนาดช่วงที่ไทยมีการลงประชามติบางประเทศก็ยังออกประกาศเตือนเดินทาง

ชี้ท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆซึมตาม

“ช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์นี้โรงแรมที่พัทยาอัตราเข้าพักเต็ม ส่วนกรุงเทพฯ 70-80% เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางภาคใต้ พื้นที่อื่นของประเทศก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะปกติเวลานักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวมาไทยมักจะเดินทางมายังกรุงเทพฯก่อน จากนั้นค่อยแยกไปเที่ยวจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดผลกระทบมากกับจังหวัดที่มีเหตุเกิด แต่ก็จะกระทบจังหวัดที่ไม่มีเหตุเกิดไปด้วยเช่นกัน” นายสมชัยกล่าว

โรงแรมอ่วม–ลูกค้าเลิกจองห้อง

นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีในหลายพื้นที่นั้นมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวต่อธุรกิจโรงแรมแน่นอน แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ว่าจะกระทบมากน้อยแค่ไหน เบื้องต้นวันที่ 12-14 ส.ค.นี้เป็นวันหยุดยาว ดังนั้น จะมีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทางไปใช้บริการมากบางพื้นที่เช่น หัวหิน ก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะมียกเลิกจองแค่ไหน แต่ก็คงมีเกิดขึ้นแน่นอน หลังจากนี้ไทยคงต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วที่สุด ขณะที่โรงแรมในเครือเองก็มีการยกระดับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยโดยรวมเข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันอีกทาง

เปิดทางให้คืนได้–ไม่โดนค่าชาร์จ

ด้านนางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทเดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดคนไทยเป็นหลัก เนื่องจากเกิดเหตุในช่วงวันหยุดยาวสุดสัปดาห์และเป็นเทศกาลวันแม่ที่มีลูกค้าจองห้องพักเพื่อพาครอบครัวและแม่มาพักผ่อนกันจำนวนมาก ทำให้อัตราเข้าพักเฉลี่ยที่จองไว้เต็มเกือบ 100% แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ทางโรงแรมถึงต้องเปิดให้ลูกค้าสามารถยกเลิกห้องพักโดยไม่ชาร์จค่าเสียหาย เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เชื่อว่าโรงแรมในหัวหินและพื้นที่โดยรอบทั้งหมดก็ต้องปฏิบัติตามแนวทางนี้เหมือนกัน

ตลาดต่างประเทศกระทบช่วงสั้นๆ

นางปิยะมาน กล่าวอีกว่า สำหรับผลกระทบต่อตลาดต่างประเทศนั้น เชื่อว่าจะเป็นเพียงระยะสั้นโดยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อน ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ทันที แต่เชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของไทยที่เคยผ่านวิกฤติความรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง และสามารถปรับปรุงฟื้นฟูตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่การเกิดเหตุอยู่ในเมืองใหญ่ที่เป็นเป้าหมายการท่องเที่ยว ดังนั้น ครั้งนี้ก็หวังว่าจะผ่านเหตุการณ์ไปได้ด้วยดีเช่นกัน

มั่นใจทัวร์นอกยังอยากเที่ยวไทย

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีมีเหตุระเบิดในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญว่า สั่งการให้สำนักกีฬาและท่องเที่ยวทุกจังหวัดทำงานร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น โดยในช่วงบ่ายวันที่ 12 ส.ค.59 จะลงไปติดตามสถานการณ์และเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และยืนยันว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไฮซีซั่นนี้ เนื่องจากมั่นใจว่านักท่องเที่ยวยังมีความต้องการเดินทางมาประเทศ ไทย เราจะต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีการดูแลที่ดีโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้เราจะต้องเรียนรู้โดยนำเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาพัฒนาให้มีการดูแลที่รัดกุมขึ้น ส่วนจะเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่นั้น ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงอยู่ระหว่างการประชุมอยู่

สมาคมฯท่องเที่ยวร่วมแถลงจุดยืน

ขณะเดียวกันมีรายงานว่ากลุ่มสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วน ภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) สมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย (ATTM) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) และสมาคมภัตตาคารไทยร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนกับเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้น ประกอบด้วย 1. แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ 2. เรียกร้องให้หยุดการสร้างสถานการณ์วุ่นวายในประเทศไทยอันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความปลอดภัยของคนไทย 3. สนับสนุนให้คนไทยหันมาดูแลและสร้างความเข้มแข็งในชุมชนของตัวเองโดยการ เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการดูแลนักท่องเที่ยว และ 4. สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม

ยินดีช่วยเหลือภาครัฐฟื้นบรรยากาศ

แถลงการณ์ระบุอีกว่าทุกๆ สมาคมยินดีให้ความช่วยเหลือและร่วมมือกับภาครัฐเพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็ว และดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ส.ค. จะมีการติดตามสถานการณ์เกิดเหตุระเบิดบริเวณแหล่งชุมชนและพื้นที่สาธารณะหลายพื้นที่ โดยกรมการท่องเที่ยว กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวและสมาคมด้านการท่องเที่ยวจำนวน 24 สมาคม จะร่วมกันแถลงมาตรการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวเวลา 10.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว กรมการท่องเที่ยว ถนนพระราม 1 (สนามศุภชลาศัย) ด้วย

 

รฟม.ฟรีค่าธรรมเนียมบัตร MRT Plus เอาใจนักเดินทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 23:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688858

 

รฟม.ไม่คิดค่าธรรมเนียมออกบัตร MRT Plus ตั้งแต่วันที่ 12-31 ส.ค.นี้ พร้อมแจ้งเบี่ยงจราจรบนถนนพหลโยธิน บริเวณแยกลาดพร้าว ถึง หน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ในวันที่ 13-31 ส.ค.59 เวลา 22.00 – 05.00 น.

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.59 นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวถึง การให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-เตาปูน ว่าขณะนี้ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกบัตรโดยสาร MRT Plus มูลค่า 30 บาท แก่บัตรโดยสารทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ บัตรบุคคลทั่วไป บัตรนักเรียน/นักศึกษา บัตรเด็ก และบัตรผู้สูงอายุ จากเดิม 180 บาท เหลือเพียง 150 บาท (มูลค่าการเดินทาง 100 บาท และค่ามัดจำบัตร 50 บาท) ระหว่างวันที่ 12-31 ส.ค.นี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้โดยสารใช้บัตรโดยสาร MRT Plus มากขึ้น

ทั้งนี้บัตร MRT Plus มีจำหน่ายบนสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ทั้ง 16 สถานี ซึ่งใช้เป็นบัตรเติมเงินเพื่อชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม และสายเฉลิมรัชมงคล (สายบางซื่อ-หัวลำโพง) ซึ่งผู้โดยสารที่ใช้บัตรโดยสาร MRT Plus และเดินทางเปลี่ยนระบบ รฟม. จะได้รับยกเว้นค่าแรกเข้าระบบ (14 บาท) ภายในระยะเวลา 60 นาที รวมถึงใช้ชำระค่าบริการจอดรถในอาคารจอดรถของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรมได้ ทั้ง 3 แห่ง คือ อาคารจอดรถสถานีบางรักน้อยท่าอิฐ อาคารจอดรถสถานีสามแยกบางใหญ่ และอาคารจอดรถสถานีคลองบางไผ่ ส่วนอาคารจอดรถสถานีแยกนนทบุรี 1 อยู่ในระหว่างการปรับปรุงจากอาคารจอดรถ 4 ชั้นเป็น 10 ชั้น จะเปิดให้บริการในปี 2560

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารสามารถนำบัตร MRT Plus ไปสมัครใช้บริการจอดรถรายเดือนได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ที่ห้องออกบัตรรายเดือน ณ อาคารจอดรถทุกแห่ง ทำการบันทึกข้อมูลชำระค่าจอดรถรายเดือน (เดือนละ 1,000 บาท) ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) แจ้งว่า ทางบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการบรรจบท่อประปา จึงมีความจำเป็นต้องแจ้งเบี่ยงการจราจรบนถนนพหลโยธิน บริเวณแยกลาดพร้าว ถึง หน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ลงขาเข้า 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องจราจรฝั่งขาเข้าคงเหลือ 2 ช่องทาง และฝั่งขาออกคงมี 3 ช่องทาง บริเวณแยกลาดพร้าวถึงหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2559 ถึงวันพุธที่ 31 สิงหาคม 2559 เวลา 22.00-05.00 น.ระยะเวลาประมาณ 19 วันเพื่อดำเนินการบรรจบท่อประปา ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรดังกล่าว อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง

 

คลัง เชื่อจับมือบึมใต้ได้เร็ว กระทบท่องเที่ยวไม่มาก จ่อออกมาตรการช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 20:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688862

 

คลัง เชื่อหากจับมือบึมป่วนใต้ได้เร็ว กระทบท่องเที่ยวไม่มาก จ่อออกมาตรการระยะสั้น สร้างเชื่อมั่น กระตุ้นท่องเที่ยว ด้าน “กอบกาญจน์” เสียใจเหตุที่เกิดขึ้น ปลื้มนักท่องเที่ยวเข้าใจ จะกลับมาเที่ยวใหม่…

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เชื่อว่าเหตุความไม่สงบในภาคใต้ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ร้ายได้อย่างรวดเร็ว จะไม่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมากนัก และมองว่าเหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้นบริเวณแยกราชประสงค์ ไม่ได้มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวเช่นกัน

ทั้งนี้ ทางกระทรวงการคลังอยู่ในระหว่างการศึกษา และรวบรวมข้อมูลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมออกมาตรการในการช่วยเหลือระยะสั้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับการท่องเที่ยวในเร็วๆ นี้

ขณะที่ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายคาเรล ฮาทาส เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย เดินทางไปที่โรงพยาบาลซานเปาโล หัวหิน เพื่อเยี่ยมเยือนอาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยระหว่างการเยี่ยมอาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวขอโทษกับผู้ที่บาดเจ็บและแสดงความรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในแง่ของการสร้างความมั่นใจนั้น ตนเองได้เป็นตัวแทนรัฐบาลขอโทษ และได้คุยกับนักท่องเที่ยว ซึ่งทุกคนเข้าใจและยังบอกว่าคนไทยน่ารัก โดยหลายคนจะกลับมาเที่ยวใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ รัฐบาลจะดูแลค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวครั้งหน้าทั้งหมด รวมถึงจะทำให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงานทั้งตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้น ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะมีกองทุนเยียวยาในการรักษาพยาบาลให้ทั้งหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีให้กลับมาโดยเร็ว

“เหตุการณ์ครั้งนี้ยังไม่มีผลกระทบทางด้านการท่องเที่ยว หรือหากมี ส่วนตัวคิดว่าคงไม่มาก เนื่องจากไทยผ่านเหตุการณ์มาหลายครั้ง การฟื้นตัวของเราค่อนข้างเร็ว สิ่งสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้เร็วคือตัวนักท่องเที่ยวเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทย และมั่นใจว่าเราจะสามารถเรียนรู้และผ่านมันไปได้โดยเร็ว”