เอกชนจี้รัฐหาสาเหตุบึมป่วนเมือง-ททท. เปิดศูนย์อัพเดตสถานการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 17:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688743

 

สทท.วอนรัฐคุมสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว หวั่นกระทบท่องเที่ยวในระยะสั้น ขณะที่ททท.เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยว ประสานสื่อมวลชนไทยและต่างชาติ

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาข้อสรุปถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว หากเป็นการป่วนเพราะการเมืองก็จะกระทบท่องเที่ยวระยะสั้น แต่หากเกิดจากการก่อการร้าย มีความกังวลว่าจะกระทบกับภาคการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน เนื่องจากประเด็นก่อการร้ายเป็นที่จับตาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศแถบยุโรป หากมาเกิดในไทยก็อาจจะกระทบกับความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยว จึงอยากให้ภาครัฐเร่งหาสาเหตุที่เกิดขึ้น และควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้โดยเร็วที่สุด

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยว เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับสื่อมวลชนไทยและต่างชาติและติดตามสถานการณ์ข่าวการก่อความไม่สงบในหลายจังหวัดของไทย พร้อมทั้งได้สั่งการให้ททท.จัดทำประกาศรายงานสถานการณ์ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อมวลชนได้รับทราบสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ไม่อยากให้ทุกคนมองว่าเป็นเหตุการณ์การก่อการร้าย เพราะเรื่องการก่อเหตุระเบิดส่วนใหญ่กลุ่มผู้ที่ก่อเหตุการณ์ก็มักจะเลือกสถานที่ที่อยู่ในชุมชน จึงอยากให้รอการสรุปสถานการณ์ที่แท้จริง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

“ตอนนี้ททท.เตรียมพร้อมในเรื่องสถานการณ์การก่อเหตุความไม่สงบอยู่ โดยเฉพาะการมอบหมายให้สำนักงาน ททท.ในประเทศทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานอัพเดตสถานการณ์ความคืบหน้าต่างๆ ตลอด ในขณะที่สำนักงาน ททท.ต่างประเทศก็อยู่ในระหว่างการรายงานสถานการณ์ต่างๆ ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับทราบว่า เหตุการณ์ต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง”

รวมเหตุความไม่สงบ! ‘ระเบิด-เพลิงไหม้’ ใต้ตอนบน

 

ธุรกิจโรงแรมผวาบึม กระทบท่องเที่ยวทั้งประเทศ จี้รัฐ เร่งจัดการโดยเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 16:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688728

 

ผู้ประกอบการโรงแรมรับเหตุระเบิดหลายจุด กระทบธุรกิจท่องเที่ยวทั้งประเทศ พร้อมรอดูยอดยกเลิกการจอง วอนรัฐบาลเร่งจัดการให้เร็วที่สุด ขณะที่โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ต ไม่ชาร์จค่าเสียหายหากลูกค้ายกเลิกห้องพัก

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.59 นายสมชัย รัตนโอภาส ประธานบริหาร โรงแรมเอ-วัน กรุงเทพฯ และพัทยา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดในช่วงผ่านพ้นการลงประชามติไปแล้ว หนำซ้ำยังเกิดในช่วงวันแม่แห่งชาติ และมีความตั้งใจทำให้เกิดผลกับเมืองท่องเที่ยว ดังนั้นย่อมมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน ไม่ใช่แค่จังหวัดภาคใต้ที่มีระเบิดหรือไฟไหม้ แต่กระทบกับทั้งประเทศ หลังจากนี้รัฐบาลคงต้องเร่งจัดการหาสาเหตุพร้อมแก้สถานการณ์ให้ได้เร็วที่สุด เพราะถ้าหยุดเหตุการณ์ไม่ให้ลามไปเรื่อยๆ ไม่ได้ อาจสะเทือนทำให้รัฐบาลต่างชาติประกาศห้ามเดินทางมาเที่ยวไทยโดยมีผลทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แบบที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ส่วนเหตุปัจจุบันที่เกิดหลายจังหวัดเชื่อว่าต่างชาติคงออกมาประกาศเตือนการเดินทางแล้วแน่นอน เพราะขนาดช่วงที่ไทยมีการลงประชามติบางประเทศก็ยังออกประกาศเตือนเดินทางเลย

“ช่วงวันหยุดยาวนี้โรงแรมที่พัทยาอัตราเข้าพักเต็ม ส่วนกรุงเทพฯ 70-80% เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางภาคใต้ พื้นที่อื่นของประเทศก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะปกติเวลานักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวมาไทยมักจะเดินทางมายังกรุงเทพฯ ก่อน จากนั้นจึงค่อยแยกไปเที่ยวจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดก็จะทำให้เกิดผลกระทบมากกับจังหวัดที่มีเหตุเกิด แต่ก็จะกระทบจังหวัดที่ไม่มีเหตุเกิดไปด้วยเช่นกัน”

ทางด้าน นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท เดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ต กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดคนไทยเป็นหลัก เนื่องจากเกิดเหตุในช่วงวันหยุดยาวสุดสัปดาห์และเป็นเทศกาลวันแม่ที่มีลูกค้าจองห้องพักเพื่อพาครอบครัวและแม่มาพักผ่อนกันจำนวนมาก ทำให้อัตราเข้าพักเฉลี่ยที่จองไว้เต็มเกือบ 100% แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นทางโรงแรมถึงต้องเปิดให้ลูกค้าสามารถยกเลิกห้องพักโดยไม่ชาร์จค่าเสียหาย เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

ทั้งนี้เชื่อว่าโรงแรมในหัวหินและพื้นที่โดยรอบทั้งหมดก็ต้องปฏิบัติตามแนวทางนี้เหมือนกันสำหรับผลกระทบต่อตลาดต่างประเทศนั้น เชื่อว่าจะเป็นเพียงระยะสั้น โดยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อน ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ทันที แต่เชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของไทยที่เคยผ่านวิกฤติความรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง และสามารถปรับปรุงฟื้นฟูตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่การเกิดเหตุอยู่ในเมืองใหญ่ที่เป็นเป้าหมายการท่องเที่ยว ดังนั้นครั้งนี้ก็หวังว่าจะผ่านเหตุการณ์ไปได้ด้วยดีเช่นกัน

 

คมนาคม เพิ่มระดับรปภ.ระบบขนส่งสาธารณะ-รฟม. เข้มคัดกรองผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688681

 

‘อาคม’ สั่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะหน่วยงานที่ให้บริการประชาชน เพิ่มระดับรักษาความปลอดภัย ขณะที่รฟม.รับลูกเพิ่มมาตรความปลอดภัยสูงสุดทั้งรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน และรถไฟฟ้าสายสีม่วง

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด โดยเฉพาะหน่วยงานที่ให้บริการประชาชน เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัย และเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดมิให้เกิดเหตุวินาศกรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในการเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะในทุกส่วน และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนมีความไว้วางใจในการใช้บริการในการเดินทาง และดำเนินชีวิตตามปกติ

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ระบุว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ได้สั่งการให้มีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในรถไฟฟ้าทั้ง ใต้ดิน และรถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยเพิ่มเจ้าหน้าที่เพื่อคัดกรองประชาชน ที่เข้ามาใช้บริการอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในการตรวจตราพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้า โดยเฉพาะทางขึ้น-ลง และศูนย์ซ่อมบำรุง

นอกจากนี้ได้มีการประสานงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อทำงานร่วมกัน รวมทั้งเรื่องข้อมูลการก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชน ช่วยสอดส่องดูแล หากพบสิ่งผิดปกติ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รวมเหตุความไม่สงบ! ‘ระเบิด-เพลิงไหม้’ ใต้ตอนบน

 

ทอท.ประสานการข่าว-เข้มรักษาความปลอดภัยระดับ 3 สนามบินทั้ง 6 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 14:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688701

 

ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT เข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัย ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง และหาดใหญ่ เต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 59 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.กล่าวว่า จากเหตุการณ์ระเบิดในบางพื้นที่ของประเทศไทยและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและคณะกรรมการ ทอท.ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและได้สั่งการให้ ทอท.ซึ่งบริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ดำเนินการเพิ่มความเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันใช้มาตรการรักษาความปลอดภัย ระดับ 3 โดย ทอท.ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เฝ้าติดตามด้านการข่าว และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพิ่มวงรอบของทุกส่วนงานรักษาความปลอดภัย

นายนิตินัย กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะการเพิ่มวงรอบของชุดตรวจผสมตระเวนตรวจพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานและในเขตการบิน การตระเวนระงับเหตุ การรักษาการณ์ การจราจร การตรวจค้นสัมภาระติดตัวผู้โดยสารและสัมภาระบรรทุก การตระเวนสุ่มตรวจของหน่วยทำลายวัตถุระเบิด รวมทั้งการออกบัตรอนุญาตบุคคลและยานพาหนะ ยกเลิกการจอดรถหน้าชานชาลาทุกประเภท งดออกบัตรอำนวยความสะดวกทุกประเภท และเฝ้าระวังด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบการทำงานของซีซีทีวี และได้ประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจัดชุดตรวจผสมออกสุ่มตรวจในจุดล่อแหลม นอกจากนั้น ยังได้เตรียมกำลังพลไว้รองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินพร้อมปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินท่าอากาศยาน อีกทั้งประสานงานด้านการข่าวกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตำรวจสันติบาล และตำรวจท้องที่อย่างใกล้ชิด

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทอท.ขอความร่วมมือผู้โดยสารและผู้ใช้บริการท่าอากาศยานปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยาน เพื่อให้การบริการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ และหากพบเห็นเหตุการณ์ผิดปกติ สิ่งของต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center โทรศัพท์ 1722

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รวมเหตุความไม่สงบ! ‘ระเบิด-เพลิงไหม้’ ใต้ตอนบน

 

ขนส่ง จัด ‘วิ่งฟรี ทำดีเพื่อแม่’ ปล่อยแท็กซี่ 200 คัน ไม่คิดค่าโดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688658

 

กรมขนส่งฯ ร่วมกับผู้ประกอบการรถแท็กซี่ และภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน จัดงาน “12 สิงหามหาราชินี 59” ปล่อยขบวนรถแท็กซี่กว่า 200 คัน “วิ่งฟรี ทำดีเพื่อแม่” ไม่คิดค่าโดยสารภายในเขต กทม. ตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ …

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เป็นประธานเปิดกิจกรรม 12 สิงหามหาราชินี ประจำปี พ.ศ. 2559 ร่วมกับผู้ประกอบการรถแท็กซี่ สหกรณ์รถแท็กซี่ สหกรณ์รถยนต์รับจ้างสามล้อ สหกรณ์สี่ล้อเล็กรับจ้าง ชมรมศูนย์วิทยุสื่อสารแท็กซี่ ผู้ขับรถยนต์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมอบทุนการศึกษาแก่บุตรผู้ขับรถแท็กซี่หรือรถรับจ้างที่เรียนดี การบริจาคเงินเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

การมอบรางวัลแก่ผู้ขับรถแท็กซี่ดีเด่นที่ประกอบคุณงามความดีสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยผ่านการคัดเลือกจากสถานีวิทยุ จส.100 สวพ.91 สถานีวิทยุจราจรเพื่อสังคม FM 99.5 และกรมการขนส่งทางบก รวม 8 ราย โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับรางวัลเงินสดรายละ 5,000 บาท พร้อมประกาศเกียรติคุณจากกรมการขนส่งทางบก และจัดให้มีการกล่าวคำปฏิญาณตนเป็นผู้ขับรถแท็กซี่ที่ดีถวายเป็นพระราชกุศล

นายสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 กรมการขนส่งทางบกจัดกิจกรรม “ต้นไม้แห่งความดี” ให้ผู้ขับรถแท็กซี่และผู้เข้าร่วมงานเขียนคำปฏิญาณการทำความดีในกระดาษใบไม้ เพื่อถวายความตั้งใจทำความดี รวมทั้งจัดกิจกรรม “วิ่งฟรี ทำดีเพื่อแม่” โดยปล่อยขบวนรถแท็กซี่จำนวนกว่า 200 คัน เพื่อเดินทางไปยังจุดให้บริการรถแท็กซี่ฟรี ณ บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ประชาชนสามารถใช้บริการรถแท็กซี่ที่มีป้ายข้อความ “แท็กซี่ให้บริการฟรี” ติดด้านหน้ากระจกรถ ได้ตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น.

ทั้งนี้ ยังมีผู้ขับรถแท็กซี่อีกกว่า 1,000 คัน ที่เข้าร่วมกิจกรรม “วิ่งฟรี ทำดีเพื่อแม่” ให้บริการรับส่งผู้โดยสารเที่ยวแรกภายในเขตกรุงเทพมหานครในวันนี้ โดยไม่คิดค่าโดยสาร ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และยังเป็นการเชิดชู สนับสนุนผู้ขับรถแท็กซี่ที่ทำดีเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้ประกอบอาชีพแท็กซี่ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ขับรถแท็กซี่หรือผู้ขับรถโดยสารสาธารณะที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวก็สามารถร่วมกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้านอื่นๆ การให้บริการที่ดีและปลอดภัยแก่ผู้โดยสารเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

‘กอบกาญจน์’ ลงหัวหิน เยี่ยมผู้บาดเจ็บ เชื่อเหตุบึมไม่กระทบท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 13:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688657

 

‘กอบกาญจน์’ รุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บเหตุระเบิดที่หัวหินเพื่อเรียกความเชื่อมั่น พร้อมมั่นใจเหตุระเบิดไม่กระทบการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนภาคเอกชนอย่างเดอะมอลล์กรุ๊ป รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีมีเหตุระเบิดในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญขณะนี้ว่า ได้สั่งการให้ สำนักกีฬาและท่องเที่ยวทุกจังหวัด ทำงานร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น โดยในช่วงบ่ายวันนี้ (12 ส.ค.59) จะลงไปติดตามสถานการณ์และเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และยืนยันว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไฮซีซั่นนี้ เนื่องจากมั่นใจว่านักท่องเที่ยวยังมีความต้องการเดินทางมาประเทศไทย

“เราจะต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีการดูแลที่ดี โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้เราจะต้องเรียนรู้โดยนำเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาพัฒนาให้มีการดูแลที่รัดกุมขึ้นด้วย ส่วนจะเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่นั้น ขณะนี้ทางฝ่ายความมั่นคงอยู่ระหว่างการประชุมอยู่”

นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ยืนยันว่า นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ยังไม่มีการยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย หลังเกิดเหตุระเบิดในหลายจังหวัดภาคใต้ ซึ่งศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยว หรือ ศตท. ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เหตุระเบิดในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมรอให้สำนักงานท่องเที่ยว ในพื้นที่ 35 แห่งในประเทศไทย และสำนักงานในต่างประเทศ 27 แห่งประเมินสถานการณ์ โดยคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 วัน

เดอะมอลล์กรุ๊ปเพิ่มความปลอดภัย 

นายณัฐพงศ์ กิจนิจชีวะ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป กล่าวว่า ได้ปรับระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในกลุ่มเดอะมอลล์ เป็นระดับ A ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยการเพิ่มกำลังพนักงานรักษาความปลอดภัยในทุกสาขา ทั้งในและนอกเครื่องแบบ และเพิ่มเครื่องสแกนวัตถุระเบิด Walk Through ไปในทุกสาขา จากเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ได้สั่งการเพิ่มเติมมากขึ้นเพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งตรวจเข้มบริเวณมุมอับ ถังขยะ และตรวจเข้มกระเป๋า และรถยนต์เข้าออกอย่างละเอียด และให้พนักงานช่วยกันสอดส่องดูแลภายในห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าตลอดช่วงเวลาทำการและนอกเวลาทำการ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รวมเหตุความไม่สงบ! ‘ระเบิด-เพลิงไหม้’ ใต้ตอนบน

 

เชื่อบึมหลายจุด กระทบท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 11:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688577

 

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ เชื่อว่า ธุรกิจท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุดอย่างแน่นอน

วันที่ 12 สิงหาคม นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงเหตุระเบิดในหลายจุดตามเมืองท่องเที่ยวว่า กำลังอยู่ในช่วงประเมินสถานการณ์ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาสาเหตุที่แน่ชัดให้ได้ก่อน เพื่อประเมินว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไรบ้าง และไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไร ภาคท่องเที่ยวของประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

โดยประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มองว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับก่อการร้าย แต่น่าจะมาจากสาเหตุทางการเมืองมากกว่า เพราะประเทศไทยเพิ่งผ่านการลงประชามติ อาจมีผู้ไม่พอใจใช้จังหวะนี้สร้างสถานการณ์ พร้อมทั้งมั่นใจว่า ซีซีทีวีของประเทศไทยจะสามารถตรวจสอบ และสืบหาข้อเท็จจริงได้เร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม เดือนสิงหาคม ถือว่าเป็นเดือนที่นักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศมุ่งหน้าสู่หลายจังหวัดในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวทางทะเล อย่าง ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี และ ประจวบคีรีขันธ์ โดยนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทยมากที่สุดในช่วงนี้ ได้แก่นักท่องเที่ยวจาก เอเชียตะวันออก อย่าง จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ด่วน! บึมซ้ำหัวหิน ใกล้หอนาฬิกา เจ็บ 4 – สุราษฎร์ ระเบิด 2 ลูก ตาย 1

– ผวาก่อการร้าย! วางระเบิดตรัง-พบวัตถุต้องสงสัยภูเก็ต ผวจ.-ทหารยันไม่ใช่

– วางบึมถนนคนเดินเมืองตรัง ดังสนั่นใกล้โรงพัก-ศาลากลาง เจ็บ 6 ดับ 1

– บึมซุกกระถางต้นไม้ หน้าบาร์เบียร์ หัวหิน คนไทยดับแล้ว 1 เจ็บอื้อ!

 

เศรษฐกิจไทยพร้อมพุ่งทะยาน “สมคิด” ชู “โปเกมอนโมเดล” ขับเคลื่อนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688243

 

“สมคิด” ชี้เศรษฐกิจไทยจะทะยานไปข้างหน้า หลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เดินหน้าใช้เวลาที่เหลือสานต่อเพิ่มรายได้เกษตรกร สร้างการบริโภค ขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ ดัน รถไฟฟ้าทุกสายเข้า ครม.ภายในปีนี้ ยอมรับบริหารประเทศช่วงที่ผ่านมาไม่ง่าย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย อีกยาวไกล หรือใกล้แค่เอื้อม?” ในงานสัมมนา “เจ้าสัว Gen X เปิดมุมคิด พิชิตเศรษฐกิจปี 59” ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ชัดเจนขึ้นทุกวันว่า เศรษฐกิจของไทยจะเดินไปข้างหน้าได้ และเชื่อว่าหากประเทศไทยมุ่งมั่นในการปฏิรูป ไม่มัวบ้าจี้ว่า จีดีพีจะเติบโตขึ้นเท่าไหร่ หรือจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรออกมาบ้าง หากร่วมกันปฏิรูปประเทศ เช่น ลดความเหลื่อมล้ำ ที่มีนโยบายหลาย ด้านออกไปแล้ว หรืองานด้านอื่นๆ ที่รัฐบาลออกนโยบายไปในช่วง 10 เดือนที่ได้เข้ามารับตำแหน่งซึ่งมีจำนวนมาก ถ้าช่วยกันผลักดันการปฏิรูป เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะทะยานไปข้างหน้าได้ หรือ Thailand is rising ซึ่งมีโอกาสสูงมาก แต่ต้องเดินไปเรื่อยๆ
อย่าหยุด

“นอกจากจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ยังจะไปข้างหน้าได้ดี สถาบันต่างประเทศคาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีนี้จะเติบโต 3% ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดว่า จะขยายตัว 3.3% หน้าที่ของทีมผมก็คือ Beat The Market ตั้งเป้าไว้แบบนี้ ผมชอบเหมือนเล่นโปเกมอน ตีให้ทะลุไปเลย ไม่มีเสียกำลังใจ และไม่มี คำว่าตกใจ”

นายสมคิดกล่าวว่า หลังการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้คลายความไม่แน่นอนทาง การเมืองลง จากก่อนหน้านี้ที่คนมองไม่ออกว่าการเมืองไทยจะเดินไปอย่างไร จะออกหัวหรือก้อย หรือออกก้อยแล้วจะเดินไปอย่างไรยังไม่รู้เลย แต่หลังผลประชามติออกมา มองได้ไกลขึ้น เห็นอะไรว่าข้างหน้าพอไปได้ และช่วยให้เพดานที่เคยกดความเชื่อมั่นของคนไทยเองตลอดเวลาถูกเปิดออก ความดันพุ่งออกมา ได้คลี่คลาย เอกชนยิ้มหน้าบาน จากที่ก่อนหน้านี้คิดกันไปเองเยอะจนไม่เชื่อมั่น ทั้งกลัวว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ดี การเมืองจะตีกันหรือไม่ จนมองไม่เห็นงานที่รัฐบาลทำอยู่ ซึ่งการเข้ามาทำงานในภาวะแบบนี้ไม่ง่าย ถ้าไม่เคยผ่านประสบการณ์เมื่อปี 2540 มาก่อน ไม่มีทางยืนต้านลมได้แบบนี้ เชื่อว่าจากนี้ไปดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจทุกตัวจะค่อยๆ ดีขึ้น และถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก จะค่อยๆเพิ่มแรงเหวี่ยง หรือโมเมนตัมทางเศรษฐกิจขึ้นมาให้ดีอย่างต่อเนื่อง

“เศรษฐกิจเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว อยู่ในช่วงกำลังทรุดต่ำ ชีพจรแผ่วลง การเมืองรุนแรงขึ้นทุกวัน เศรษฐกิจโลกก็ทำท่าไม่ดี ยังมาเจอกรณีอังกฤษออกจากอียูหรือเบรกซิทอีก คนไทยกลัวกันก่อนทุกอย่าง เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ทำให้เกิดดีมานด์และซัพพลาย เป็นเรื่องจิตวิทยา ถ้าไม่มั่นใจในอนาคต การคิด ตัดสินใจในการบริโภคและลงทุนจะหยุดหมด หรือเลื่อนชะลอออกไป ยิ่งมาเจอเศรษฐกิจโลกไม่ดี สถาบันทั้งหลายลดเป้าการขยายตัวของจีดีพีของไทยลงทุก 2 เดือน รวมถึงไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ลดกันไปเรื่อยๆ ช่วงนั้นผมต้องปลุกใจไม่ให้หวาดผวา ให้เชื่อว่าจะต้องไปได้ เศรษฐกิจเป็นเรื่องจิตวิทยาของทั้งบุคคลและมวลชน ถ้าทำให้ทุกคนมั่นใจพลังในการบริโภคและการลงทุนจะเกิดขึ้น ข้าราชการเองก็จะทำงาน การเบิกจ่ายภาครัฐก็จะเดินหน้า จิตวิทยาของคนไทยเปราะบาง ถ้าผมหมดหวังและเปราะบางไปด้วย จะต้องกลับบ้านไปขายเต้าฮวยแน่นอน”

รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจกล่าวด้วยว่า ปีนี้เชื่อว่าสินค้าเกษตรจะดีขึ้น และรัฐบาลยังพอมีเวลาอีกช่วงหนึ่งที่จะดูแลเกษตรกรให้มีรายได้มากขึ้น สานต่องานที่ทำไว้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้เข้าไปช่วยคนมีรายได้น้อยและยังมีกลไกช่วยเหลือเกษตรกรผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กลไกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถ้าเกษตรกรจำนวน 20-30 ล้านคน ไม่มีรายได้ ธุรกิจก็ตาย รวมถึงการดูแลคนจนในเมืองด้วย ส่วนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี จะตามงานที่ออกนโยบายสนับสนุนไปแล้วให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ โดยรวมนอกจากเชื่อว่าการบริโภคจะดีขึ้น ในส่วนของการลงทุน เมื่อเอกชนคลายความกังวล มาตรการจูงใจมีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เอกชนต้องลงทุน ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเอง แต่เป็นการลงทุนช่วยเหลือประเทศด้วย ในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหา ต้องเข้าใจด้วยว่าอะไรคือหน้าที่ในการบริหาร อะไรคือหน้าที่ของพลเมืองดี ส่วนการลงทุนจากต่างประเทศเชื่อว่าจะดีขึ้นในอัตราเร่งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ งานที่ต้องเร่งให้จบในช่วงเวลาที่เหลือ อีก 1 ปี ที่จะทำให้เกิดการลงทุนมากที่สุดคือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ล่าสุดได้ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนปรับเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ใหม่ เพราะเงื่อนไขได้เปลี่ยนไปแล้ว ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐ เชื่อว่าโครงการต่างๆ จะเกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าทุกโครงการ จะผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปีนี้.

 

SPCG โตแกร่ง รุกหนักธุรกิจ’โซลาร์รูฟ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 06:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688337

 

SPCG เติบโตแข็งแกร่ง ไตรมาส 2 กวาดรายได้รวม 2,465 ล้าน ย้ำ ทั้งปีรายได้ 5,500 ล้าน ตามเป้าลั่น รุกหนักธุรกิจโซลาร์รูฟ ตั้งเป้าปีนี้ติดตั้งครบ 30 เมกะวัตต์ เผยลงทุนต่างประเทศไปได้สวย คาดโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น 30 เมกะวัตต์ รับรู้รายได้ปี 60 นี้

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ ถนนรัชดาภิเษก น.ส.ธนาพร รัตนมณีรุ่งแสง ผู้อำนวยการสำนักงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน “บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน หรือ Opportunity Day” ว่า บริษัทเอสพีซีจี คงเป้ารายได้เดิมที่ 5,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ รายได้ที่มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) 5,000 ล้านบาท และรายได้ที่มาจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ตามบ้าน (โซลาร์รูฟ) 500 ล้านบาท แม้ในปี 2559 ค่าความเข้มของแสงจะลดลง แต่โดยเฉลี่ยแล้วทั้งปีบริษัทฯ ยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าแน่น

ทั้งนี้ ธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) ภายใต้บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR ที่มีบริษัท โฮม โปรดักซ์ เซ็นเตอร์ เป็นตัวแทนจำหน่ายระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากประชาชน โรงงานอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลายแห่ง ทำการติดตั้งแผงโซลาร์ รูฟ บนหลังคาเพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการใช้ไฟฟ้า ซึ่งในปีนี้บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์รูฟให้ได้ 30 เมกะวัตต์ โดยในเฟสแรกจะมีการติดตั้งโซลาร์รูฟก่อน 15 เมกะวัตต์ ซึ่งในอนาคตจะทยอยติดตั้งจนครบตามเป้าหมาย

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทฯ มีการลงทุนโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศเมียนมา ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ซึ่งโครงการในประเทศญี่ปุ่นมีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ภายในปี 60 ขณะเดียวกันก็มีการลงทุนในญี่ปุ่นเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทฯ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3-4 นี้ ส่วนเมียนมาและฟิลิปปินส์คาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3-4 เช่นกัน

น.ส.ธนาพร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/59 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 59 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,465.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 2,637.9 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 47.91% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิที่ 46.61% นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าผลประกอบการในปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่าปีก่อนซึ่งมีรายได้รวมกว่า 5,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้จ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.40 บาท จากงวดผลดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 59 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลระหว่างกาล ในวันที่ 22 ส.ค. 59 และให้รวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลระหว่างกาล โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนและพักการโอนหุ้น ในวันที่ 23 ส.ค. 59 และกำหนดจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 2 ก.ย. 59

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนจะเดินสายโรดโชว์ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเดียวกันของปีก่อนบริษัทฯ ก็มีการเดินสายไปโรดโชว์ที่ประเทศฮ่องกง

 

หุ้นสหรัฐฯ ทำนิวไฮใหม่ ได้แรงหนุนจากบริษัทน้ำมัน-ค้าปลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688388

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง 3 ตัวทะยานขึ้นสู่สถิติใหม่ตลอดกาลในวันพฤหัสบดี จากการเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของหุ้นบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมและค้าปลีก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 11 ส.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 117.86 จุด หรือ 0.64% ปิดที่ 18613.52 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 10.30 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 2185.79 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 23.81 จุด หรือ 0.46% ปิดที่ 5228.40 จุด

เมื่อวันพฤหัสบดีถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 1999 ที่ดัชนีหุ้นทั้งสามตัวของสหรัฐฯ ทำนิวไฮใหม่พร้อมกัน โดยราคาหุ้นของบริษัทต่างๆ เพิ่มขึ้นที่เป็นวงกว้าง แต่มากเป็นพิเศษในบริษัทกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพราะมีรายงานว่า รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันซาอุดีอาระเบียแย้มว่าชาวโอเปกอาจบรรลุข้อตกลงลดการผลิตในเดือนหน้า

ขณะเดียวกัน บริษัทห้างสรรพสินค้า มาซีส์ หุ้นพุ่งถึง 17.1% หลังประกาศจะปิดสาขาในสหรัฐฯ กว่า 100 แห่ง และหันไปเพิ่มการลงทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่วนบริษัท โคห์ลส์ หุ้นเพิ่ม 16.2% หลังมีรายได้มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้