เล็ง!ลงดาบโฆษณาไลน์-เฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688241

 

สรรพากรลุยเก็บภาษีย้อนหลัง จัดหนักขาช็อปหิ้วแบรนด์เนม

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดีย เรื่องกรมสรรพากรได้เรียกเก็บภาษีนักท่องเที่ยวไทยจากการช็อปปิ้งในต่างประเทศว่า เป็นเรื่องจริง ซึ่งขณะนี้กรม สรรพากรได้เชิญคนไทยที่ซื้อสินค้าในราคาสูงหรือแพงมากๆมาตรวจสอบ เพื่อเก็บภาษีย้อนหลังประมาณ 10-20 รายแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง การตรวจสอบภาษีครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือด้านข้อมูลภาษีระหว่างไทยกับต่างประเทศตามสนธิสัญญาภาษีซ้อน ที่กรมสรรพากรไทยได้ลงนามกับประเทศต่างๆทั่วโลกประมาณ 60 ประเทศ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ อินเดีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง

“ข้อมูลภาษีของกรมสรรพากรไทยกับฐานข้อมูลของกรมสรรพากรต่างประเทศที่ตกลงกันในสนธิสัญญาภาษีซ้อน ส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกันเกือบหมดแล้ว ซึ่งประเด็นนี้สิ่งที่สรรพากรในหลายๆประเทศสงสัยมานานแล้วว่า คนของตัวเองมีการใช้จ่ายเงินในต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน และในกรณีที่มีการซื้อสินค้าแพงๆในต่างประเทศ คนผู้นี้เสียภาษีให้แก่ประเทศ ชาติมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากพบว่ามีการซื้อสินค้าราคาแพงๆในต่างประเทศ เป็นเงินจำนวนมาก แต่ยื่นเสียภาษีรายได้น้อยๆ ก็แสดงว่า คนเหล่านี้หลบเลี่ยงภาษี”

สำหรับบุคคลที่เข้าข่ายช็อปปิ้งสินค้าราคาแพงในต่างประเทศ ที่จะต้องถูกตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากร มีเพียงกรณีเดียวคือ ซื้อสินค้าที่มี ราคาแพงเกินกว่ารายได้ที่เสียภาษีให้แก่กรมสรรพากร โดยกรมสรรพากรจะนำข้อมูลจากการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอดีตที่ผ่านมา มาเปรียบเทียบกับราคาสินค้าที่ซื้อ หากไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ก็จะถูกเก็บภาษีย้อนหลัง และเปรียบเทียบปรับ 2 เท่าของภาษีที่ขาดหายไป รวมถึง เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้เสียภาษี

นายประสงค์กล่าวว่า กรณีสินค้าราคาแพงที่นำเข้ามีราคาเกินกว่า 20,000 บาท ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เนื่องจากกฎหมายศุลกากรในปัจจุบันอนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อสินค้าติดตัวมาได้ไม่เกิน 20,000 บาท หากมีมูลค่าเกินกว่า 20,000 บาท ต้องเสียภาษีนำเข้าของ กรมศุลกากรและภาษีแวตของกรมสรรพากร ส่วนกรณีที่ผู้ซื้อสินค้ามีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า เงินที่ใช้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศได้มีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถูกต้องครบถ้วนและคนผู้นั้นมีฐานะการเงินมากเพียงพอกับการซื้อดังกล่าว กรมสรรพากรจะไม่เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม นอก จากนี้ กรมสรรพากรยังอยู่ระหว่างเสนอกฎหมายใหม่ เพื่อจัดเก็บภาษีจากกิจการโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย เช่น LINE และ Facebook ด้วย.

 

ค่าโดยสารลดอานิสงส์จัดระเบียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688233

 

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ซึ่งวิ่งให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯและต่างจังหวัดในรัศมีไม่เกิน 300 กม. โดยให้ย้ายรถตู้ที่จอดบริเวณรอบ อนุสาวรีย์ที่มีทั้งหมด 4,205 คัน มาจอดและออกรถที่สถานีขนส่งที่ บขส. จัดไว้ให้จำนวน 3 แห่งคือ สถานีจตุจักร สถานีสายใต้ใหม่ และสถานีเอกมัย ว่า ขบ.จะเดินหน้าจัดระเบียบต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.นี้ รถตู้หมวด 2 ทุกคันจะต้องไปจอดและออกรถที่สถานีทั้ง 3 แห่งที่ บขส.จัดให้เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้การประกอบธุรกิจรถโดยสารถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากกฎหมาย ขบ.ระบุให้รถสาธารณะทุกชนิดจะต้องออกรถจากสถานีขนส่งของ บขส.เท่านั้น ซึ่งอนุสาวรีย์ชัยฯไม่ใช่สถานีขนส่ง

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายและ กำชับว่า การจัดระเบียบจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เนื่องจากลงทุนทำธุรกิจไปแล้ว รวมทั้งต้องไม่ทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการเดือดร้อน ซึ่งตนได้สั่งการให้ ขบ.ดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยให้จัดรถเวียน หรือชัตเติ้ลบัส เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังระบบอื่นได้ เช่น จัดรถเชื่อมต่อจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) ไปยังรถไฟฟ้าบีทีเอส

นายออมสินกล่าวต่อว่า การจัดระเบียบรถตู้ครั้งนี้จะทำให้อัตราค่าโดยสารถูกลง เนื่องจากเมื่อรถตู้ไปจอดยังสถานีต่างๆที่จัดให้ จะทำให้ระยะทางจากต้นทางไปถึงปลายทางสั้นลง เพราะไม่ต้องวิ่งออกจากใจกลางเมืองบริเวณอนุสาวรีย์แล้ว โดยได้สั่งการให้ ขบ.ไปพิจารณาปรับลดอัตราค่าโดยสารรถตู้โดยสารแต่ละเส้นทางให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 25 ต.ค. รวมทั้งไป หารือร่วมกับผู้ประกอบการรถตู้ เพื่อแก้ไขปัญหาการวิ่งให้บริการทับซ้อน เส้นทางกันด้วย

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองอธิบดี ขบ. กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าจะมีการ ปรับลดอัตราค่าโดยสารรถตู้หมวด 2 จำนวนทั้งหมด 57 เส้นทาง ที่วิ่งออก ไปยังจังหวัดต่างๆ เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม อุทัยธานี ชัยนาท หัวหิน ระยอง ชลบุรี สิงห์บุรี อยุธยา เป็นต้น เพราะภายหลังจากการจัดระเบียบจะทำให้ระยะทางการวิ่งให้บริการสั้นลง ส่วนแต่ละเส้นทางจะปรับลดในอัตราเท่าไหร่จะต้องนำระยะทางใหม่ไปคำนวณเป็นอัตราค่าโดยสารใหม่ก่อน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ส.ค.นี้ จากนั้นในเดือน ก.ย. จะเสนอให้
คณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลางพิจารณา เพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไปเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป.

 

ทุกข์คนมีเงินแบงก์เมินรับฝาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688222

 

คนไทยน้ำตาตกต้องรับสภาพดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2559 ว่าระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีฐานะที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 2 ปี 2559 ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรการดำเนินงาน 97,600 ล้าน บาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.1% นอกจากนั้นยังพบว่า คุณภาพสินเชื่อ ก็ด้อยลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นมากสุด ทั้งนี้ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งสิ้น 373,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 16,300 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 2.72% ของสินเชื่อรวม จากสัดส่วน 2.64% ในไตรมาสก่อนหน้า

นายดอนกล่าวต่อว่า ในไตรมาสที่ 2 นี้ ตัวเลขเอ็นพีแอล ที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขธุรกิจที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วกลับมาเป็นหนี้เอ็นพีแอลอีกครั้ง หรือ Re-Entry มากกว่าหนี้เอ็นพีแอล ที่เกิดขึ้นใหม่ ขณะที่ในส่วนของสินเชื่อใหม่นั้น ธนาคารพาณิชย์คัดกรองสินเชื่อมากขึ้น ทำให้เกิดหนี้เสียใหม่ลดลง อย่างไรก็ตาม ทิศทางในระยะต่อไป ธปท.ยังมองว่าเอ็นพีแอลของไทยยังคงเพิ่มขึ้น โดยปีนี้ตัวเลขเอ็นพีแอลจะสูงที่สุดในไตรมาสที่ 3 หรือ ไตรมาสนี้ ก่อนที่ธนาคารพาณิชย์เร่งปรับโครงสร้างหนี้และขายหนี้เสียออกไปในไตรมาส 4 และไตรมาสที่ 1 โดย ธปท.มองว่า สถานการณ์ที่หนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นนั้น จะหยุดได้หรือไม่นั้นให้จับตาดูตัวเลขเอ็นพีแอลในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า

สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 3 เนื่องจากมีการลงทุนในโครงการของรัฐ โดยสถานการณ์ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเงินฝากเพิ่มขึ้น แต่ออกผลิตภัณฑ์ลงทุนประเภทอื่นๆมารองรับ เงินฝากแทน หรือให้ไปลงทุนในกองทุน ซึ่งทำให้ต้นทุนจ่ายดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ลดลง และสถานการณ์ที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องการเงินฝากนี้ อาจต่อเนื่องอีกระยะ จนกว่าจะมีการลงทุนมากขึ้นหรือมีความต้องการสินเชื่อมากขึ้นจึงหันมาระดมเงินฝากอีกครั้ง ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงนี้จะยังอยู่ในระดับต่ำมากต่อเนื่อง.

 

บีโอไอโชว์ต่างชาติยังเชื่อมั่นลงทุนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688212

 

ทุ่มเงินขยายกระหึ่มรับปัจจัยหนุนเพียบ!

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยประจำปีนี้ จากจำนวน 600 บริษัท ที่ตอบแบบสอบถามและให้สัมภาษณ์ พบว่านักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยนักลงทุน 32.8% มีแผนที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าที่ได้มีการสำรวจ ในปี 2558 และ 2557 ที่มีสัดส่วนนักลงทุนที่ต้องการขยายการลงทุนอยู่ 25.2% และ 23.5% ตามลำดับ ขณะเดียวกัน นักลงทุนอีก 64.3% จะเดินหน้าลงทุนในไทยตามแผนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนนักลงทุนที่จะลดระดับการลงทุนในไทยลงนั้นมีสัดส่วนเพียงแค่ 2.7% เท่านั้น

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนวางแผนขยายการลงทุน และยังเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยตามแผนเดิมมี 3 ปัจจัยสำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานโดยรวมมีอยู่เพียงพอ 52.7% มีวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพียงพอ 49.6% และมีผู้รับช่วงการผลิตที่เพียงพอ 47.7% ตามด้วยคุณภาพของระบบ การขนส่ง 47.3% สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนร้อยละ 46.3 “การ สำรวจยังได้สอบถามถึงการคาดการณ์ผลประกอบการในปีนี้และปีหน้า ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ผลประกอบการในมิติต่างๆจะดีกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงคาดว่าปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศการลงทุนและการดำเนินธุรกิจเชิงบวกในประเทศไทย”.

 

เปิดประกันภัยอุบัติเหตุช่วยคนพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688198

 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย เปิดตัวกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเพื่อคนพิการเป็นครั้งแรก โดยเบื้องต้นเปิดโอกาสให้ผู้พิการ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคนพิการทางการมองเห็น กลุ่มคนพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย และกลุ่มคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย เข้าซื้อกรมธรรม์ได้ก่อน โดยจ่ายเบี้ยประกันภัยเพียงปีละ 300 บาท เพื่อรับความคุ้มครองจากกรณีเสียชีวิต และเงินชดเชยต่างๆ ซึ่งจะเริ่มขายในวันที่ 12 ส.ค.นี้

ทั้งนี้ ผู้พิการที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเพื่อคนพิการ จะต้องมีอายุตั้งแต่ 20-60 ปี และซื้อได้คนละไม่เกิน 2 กรมธรรม์ โดยจะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน และบัตรประจำตัวผู้พิการไปซื้อกับบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ ตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัย ซึ่งขณะนี้ มีบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ 29 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทประกันชีวิต 5 บริษัท และบริษัทประกันวินาศภัย 25 บริษัท

นายสุทธิพลกล่าวต่อว่า กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเพื่อคนพิการเป็นรูปแบบกรมธรรม์รายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) โดยให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรม ลอบทำร้ายร่างกาย อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ 100,000 บาท แต่ถ้าเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม ลอบทำร้ายร่างกาย อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ 50,000 บาท นอกจากนี้ ยังได้ค่าใช้จ่ายจัดงานศพกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย ยกเว้นกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยภายใน 120 วันแรกนับจากวันเริ่มต้นประกัน 5,000 บาท เงินปลอบขวัญเนื่องจากอุบัติเหตุต้องรักษาตัวไม่น้อยกว่า 4 วัน 5,000 บาท และชดเชยรายได้ระหว่างรักษาตัว 200 บาทต่อวัน.

 

เคทีซีโกยกำไรครึ่งปีแรก 1,215 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688187

 

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นที่คาดหมายกันว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากความชัดเจนทางการเมือง และการขยายตัวของภาคเอกชนในบางธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตได้ และการใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้เศรษฐกิจไทยเติบโต และคาดหมายว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะดีดกลับมาดีขึ้น และส่งผลให้มีกำลังซื้อมากขึ้น

ทั้งนี้ เคทีซียังมีสถานภาพที่แข็งแรงในการสร้างรายได้ให้มีอัตราที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายรวมที่เพิ่มขึ้น แม้เริ่มจ่ายค่าธรรมเนียมให้บริษัทภาย นอกในการใช้บริการติดตามทวงหนี้ ตั้งแต่เดือน พ.ค.58 เป็นต้นมา ค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น แต่ยังคงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายทางการเงิน ทำให้ต้นทุนเงินทุนลดลง เป็นผลให้เคทีซีสามารถทำกำไรสุทธิใน 6 เดือนแรกได้ 1,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 4.71 บาท ส่วนไตรมาส 2 กำไรสุทธิอยู่ที่ 580 ล้านบาท

“สิ่งสำคัญหนึ่งที่ทำให้ผลการดำเนินงานออกมาน่าพอใจคือ การที่พยายามรักษาระดับสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งหากเทียบกับอุตสาหกรรมถือว่าเคทีซีเติบโตในทิศทางที่ดีกว่าทุกด้าน ทั้งปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตขยายตัวที่ 15.4% สูงกว่าอุตสาหกรรมซึ่งเติบโตที่ 8%จากกิจกรรมการตลาดที่จับทุกหมวดการใช้จ่ายที่จำเป็นต่อผู้บริโภค สิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจและต่อเนื่อง ประกอบกับมีการบริหารจัดการด้านต้นทุน และการบริหารพอร์ตลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพ”

สำหรับข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 59 บริษัทมีพอร์ตลูกหนี้การค้ารวมเท่ากับ 61,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีฐานสมาชิกรวม 2.8 ล้านบัญชี ขยายตัว 6% แบ่งเป็น บัตรเครดิต 1.98 ล้านบัตร ยอดลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 41,102 ล้านบาท สินเชื่อบุคคล 784,395 บัญชี ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคล 19,597 ล้านบาท ลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 1.9% ลดลงจาก 2.2% โดยเอ็นพีแอลบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล คงที่ระดับเดิมคือ 1.4% และ 1% ตามลำดับ

นายระเฑียรกล่าวอีกว่า แผนงานของเคทีซีในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อบรรลุเป้าหมายให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนสมาชิกบัตรเครดิตและออกแคมเปญการตลาดในต่างจังหวัดมากขึ้น เน้นกลยุทธ์รุกฐานสมาชิกกลุ่มบนที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่าย และกลุ่มคนรุ่นใหม่.

 

ดึงผู้สูงวัยกลับมาทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688186

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ขณะนี้สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จากการที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 20% ของประชากรท่องเที่ยว โดยในสัปดาห์หน้า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะนำประเด็นนี้เข้าสู่การหารือกับหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นต้น ในการจัดหามาตรการส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการทำงานของผู้สูงอายุที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ได้เตรียมโครงการหรือช่องทางให้ผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในธุรกิจท่องเที่ยว เข้ามาเป็นผู้ฝึกอบรม (Training) องค์ความรู้ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติให้กับคนรุ่นใหม่ในสาขาวิชาชีพด้านท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันพบว่า ปัญหาด้านบุคลากรยังเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง เพราะขาดการเชื่อมโยงทักษะให้กับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงธุรกิจ

ดังนั้น หากส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซึมซับเรื่องของเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการต้อนรับในแบบฉบับของไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากอดีต มาถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้ ก็จะตอบสนองแนวคิดของรัฐบาล และแก้ไขปัญหาหลักของการท่องเที่ยวได้พร้อมกัน

ทั้งนี้ ตั้งเป้าด้วยว่าจะส่งเสริมให้ใช้มาตรการดังกล่าวขยายผลไปยังหน่วยงานระดับท้องถิ่น เนื่องจากตามแนวคิดหลักของการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน คือ ต้องการกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้ทั่วถึง แต่เมื่อขยายไปแล้วเกิดการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยว เช่น 12 จังหวัดในโครงการเมืองต้องห้ามพลาด แต่ปรากฏว่ายังพบปัญหาการขาดแคลนบุคลากร จึงต้องพัฒนาคนรุ่นใหม่เข้ามารองรับกระแสการท่องเที่ยวในชุมชน.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 12/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688147

 

ดันจัดระเบียบซิมนักท่องเที่ยว แก้ปัญหาเลขหมายใช้ใหม่ช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688181

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า แนวคิดการจัดระเบียบซิมโทรศัพท์มือถือสำหรับนักท่องเที่ยวนั้น มาจากการประชุม 2016 ATRC Dialogue เมื่อวันที่ 1-3 ส.ค.59 ที่ผ่านมา ที่มีการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของในกลุ่มอาเซียน ซึ่งมาเลเซียได้แจ้งว่าการกำหนดให้มีซิมนักท่องเที่ยวเพื่อบริหารจัดการเลขหมายโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพนั้น สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักในประเทศในระยะเวลาสั้นๆ ให้มีความสะดวกและปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียนได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการเลขหมายโทรคมนาคมอย่างมาก เนื่องจากมีเลขหมายที่จัดสรรไปแล้วเป็นจำนวนมากถึง 170 ล้านเลขหมาย แต่ใช้งานจริงได้เพียง 103 ล้านเลขหมายเท่านั้น ทำให้มีเลขหมายที่ค้างอยู่ในระบบ 67 ล้านเลขหมาย ขณะที่กฎระเบียบของ กสทช.คุ้มครองผู้ใช้บริการทุกรายสามารถสะสมวันใช้งานได้ถึง 1 ปี ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวช่วงระยะเวลาสั้น กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องรักษาเลขหมายนั้นไว้เป็นระยะเวลา 3 เดือน จึงจะสามารถนำกลับมาใช้บริการใหม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีเงินค้างในระบบจากเลขหมายที่นักท่องเที่ยวใช้ ซึ่งเงินส่วนนี้ก็ควรจะส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

ทั้งนี้ถ้าหากมีการกำหนดให้ซิมนักท่องเที่ยว ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกทั้งการให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ ร้านอาหาร เป็นต้น แต่การจะออกประกาศต่างๆ นั้น กสทช.ต้องรับฟังความเห็นสาธารณะไม่น้อยกว่า 5-6 ครั้ง ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งต้องศึกษาข้อดีข้อเสียให้รอบคอบรัดกุม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการและประเทศชาติด้วย.

 

เตือนคนไทยช่วย บ.นอมินี เจอคุก 3 ปี ปรับเงิน 1แสนถึง 1 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ส.ค. 2559 18:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687861

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สั่งเพิกถอน 3 บริษัทนำเที่ยวในกรุงเทพฯ ส่งผลให้สิ้นสภาพทันที หลังพบเป็นคนจีนสวมบัตรประชาชนคนไทย ขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อ พร้อมเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่อง หากพบคนไทยช่วยเหลือ เจอคุก 3 ปี ปรับ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 59 น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทท่องเที่ยวชื่อดัง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ฝูอัน ทราเวล จำกัด บริษัท ซินหยวน ทราเวล จำกัด และบริษัท เซี๊ยต้าเจริญ จำกัด หลังตรวจสอบพบบุคคลต่างชาติสวมบัตรประจำตัวประชาชนชาวไทย ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลให้ทั้ง 3 บริษัท สิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลทันที ไม่สามารถประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลได้อีก และจะดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวต่อไปด้วย

สำหรับการเพิกถอนดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากที่กรมฯ ได้ร่วมกับกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กองบังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และเจ้าหน้าที่ทหาร สนธิกำลังเข้าตรวจสอบ บริษัท ฝูอัน ทราเวล และบริษัท ซินหยวน ทราเวล พบว่ามีคนจีนสวมบัตรประชาชนคนไทย คือ นายสมเกียรติ คงเจริญ ที่เสียชีวิตแล้ว แล้วมาเปิดบริษัทนำเที่ยว โดยนายสมเกียรติเป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้นใน 2 บริษัทดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ยังสามารถขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีก 3 คน ได้แก่ นางธวัล แจ่มโชคชัย คนไทย ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ฝูอัน ทราเวล มีส่วนให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนจีนอีก 2 คนให้สามารถสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนไทยได้ คือ นายภูวดล สุขเจริญ และนายธนากฤต รินรัตน์ ที่ประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ให้กับบริษัท ฝูอัน ทราเวล นอกจากนี้ กรมฯ ได้ขยายผลตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทางทะเบียนนิติบุคคล พบว่าชาวต่างชาติที่สวมบัตรประจำตัวประชาชนของนายธนากฤต ยังมีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท คือ บริษัท เซี๊ยต้าเจริญ ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับท่องเที่ยว ได้แก่ จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สมุนไพร

“ช่วงที่ตรวจสอบพบตอนแรก กรมฯ ได้ระงับการจดทะเบียน (การแก้ไข/เปลี่ยนแปลงข้อมูล) ของนิติบุคคลทั้ง 3 บริษัทที่มีบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้อง และระงับการออกหนังสือรับรองและสำเนาเอกสาร รวมทั้งเรียกตรวจสอบบัญชีไปแล้ว แต่พอกรมการปกครอง ได้ส่งหนังสือแจ้งกรมฯ ถึงการเพิกถอนบัตรประจำตัวประชาชนนายสมเกียรติ คงเจริญ นายธนากฤต รินรัตน์ และนายภูวดล สุขเจริญ กรมฯ จึงได้เพิกถอนการจดทะเบียนทั้ง 3 บริษัททันที”

น.ส.ผ่องพรรณ กล่าวว่า กรมฯ ยังมีแผนจับมือกับหน่วยงานพันธมิตรดังกล่าวข้างต้น ดำเนินการตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยง ที่จะมีคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) โดยลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงธุรกิจอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดแก่ธุรกิจและผู้ประกอบธุรกิจ

“ขอเตือนคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ เพื่อให้คนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย และคนต่างชาติที่ให้คนไทยถือหุ้นแทน รวมทั้งกรรมการบริษัท ต้องรับผิดด้วย ซึ่งจะมีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับรายวันอีกวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน”