หุ้นไทยปิดตลาดบวก 5.95 จุด ดัชนีแตะ 1,548.21 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 17:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685971

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 5.95 จุด ปิดที่ระดับ 1,548.21 จุด มูลค่าซื้อขาย 69,832.25 ล้าน …

วันที่ 9 ส.ค. 59 ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 5.95 จุด หรือคิดเป็น 0.39% ที่ระดับ 1,548.21 จุด มูลค่าการซื้อขาย 69,832.25 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน).

 

มั่นใจ ศก.ไทยแกร่ง ม.หอการค้า ปรับจีดีพีปีนี้แตะ 3.3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685852

 

โพล ม.หอการค้าไทย ชี้นักลงทุนมั่นใจเศรษฐกิจไทย หลังประชามติผ่านฉลุย เชื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแน่ พร้อมปรับเป้าหมายจีดีพีปีนี้ใหม่เป็น 3.3% จากเดิม 3% เชื่อไตรมาส 3 และ 4 แรงจากรัฐอัดฉีดจากเม็ดเงินลงทุน และเอกชนกล้าลงทุน ช่วยดันเศรษฐกิจโต

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลจากการลงประชามติ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ทั้งจากนักลงทุนต่างประเทศและในประเทศ และคงไม่มีคำถามอีกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ปัจจัยการเมืองจากนี้ไปจะไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเหมือนกับที่ผ่านมาอีก

ทั้งนี้ในมุมมองของศูนย์ฯ มองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว แม้ว่าจะยังเป็นการฟื้นตัวที่ยังช้าอยู่ ซึ่งศูนย์ฯ ได้ปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้อย่างเป็นทางการว่าจะเติบโตที่ 3.3% จากเป้าหมายเดิมที่ 3% มีกรอบการขยายตัวที่ 3.0-3.6% การส่งออกคาดว่าจะติดลบ 2.1% จากเดิมคาดติดลบ 1.6-2.6% และเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 0.4%

สำหรับเหตุผลที่ศูนย์ฯ ปรับประมาณการจีดีพีเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจในไตรมาส 2 น่าจะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ทำให้ครึ่งปีแรกเติบโตได้ถึง 3.2% และผลการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนและภาคธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้น และสัญญาณที่เป็นบวกเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. 59 และหลังการลงประชามติ มีความมั่นใจมากขึ้น การส่งออกติดลบน้อยลง เงินเฟ้อเริ่มกลับมาเป็นบวก และช่วงไตรมาส 3 และ 4 มีปัจจัยที่สำคัญคือ การเร่งลงทุนของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจอีกประมาณ 150,000-200,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลให้ภาคเอกชนเร่งลงทุนตามไปด้วย

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หลังรับร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการออกกฎหมายลูกตามมา เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยคาดว่าเฉพาะกิจกรรมการแนะนำตัวนักการเมืองเพื่อลงเลือกตั้ง จะมีผลให้มีเงินสะพัดหลายพันล้านบาท และเมื่อมีการเลือกตั้งจริง จะมีเงินสะพัดประมาณ 50,000 ล้านบาท มีผลทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.3-0.5% ซึ่งจะมีส่วนสำคัญทำให้จีดีพีปี 60 เติบโตได้ที่ 3.5-4%

ด้านนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการสำรวจผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ หลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำรวจเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่าง 384 รายทั่วประเทศ ว่า นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วน 70% เท่ากัน มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มมากขึ้น โดยมั่นใจว่าแนวทางการผลักดันเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในอนาคตจะดีขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง 46.1% มองว่า เศรษฐกิจปัจจุบันจะดีขึ้น, 17.1% ตอบว่าแย่ลง ขณะที่ 25% ตอบว่าเหมือนเดิม

สำหรับเศรษฐกิจใน 3 เดือนข้างหน้า ผู้ตอบ 65.8% ตอบว่าดีขึ้น ส่วนที่ตอบว่าแย่ลง ลดเหลือ 2.6% ขณะที่ 18.4% ตอบว่าเหมือนเดิม ส่วนในอีก 6 เดือนข้างหน้า มี 68.4% ที่ตอบว่าเศรษฐกิจตะดีขึ้น แย่ลงมีเท่าเดิม คือ 2.6% และ 15.8% ตอบว่าเหมือนเดิม

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงทัศนคติต่อการเมืองของประเทศหลังการลงประชามติเป็นอย่างไร ผู้ตอบ 42.1% เห็นว่าการเมืองในปัจจุบันดีขึ้น 9.2% ตอบว่าแย่ลง และ 34.2% ตอบว่าเหมือนเดิม ส่วนเมื่อถามถึงในอีก 6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผู้ตอบ 63.2% ตอบว่าดีขึ้น, 17.1% ตอบว่าเหมือนเดิม และมีเพียง 3.9% ตอบว่าแย่ลง ขณะที่ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ผู้ตอบ 64.5% ตอบว่าดีขึ้น 3.9% ตอบว่าแย่ลง และ 15.8% ตอบว่าเหมือนเดิม

 

5 ค่ายมือถือ เห็นด้วยจัดโซนนิ่งโปเกมอน ห้ามพื้นที่หวงห้าม-ความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685902

 

กสทช. เผย 5 ค่ายมือถือ เห็นด้วย กำหนดโซนนิ่งจับตัวโปเกมอน ห้ามพื้นที่เขตหวงห้าม-ความมั่นคง ด้าน ทรู ผู้ได้รับลิขสิทธิ์โปเกมอน ในประเทศไทย เตรียมส่งหนังสือถึงญี่ปุ่น ให้ทราบทุกพื้นที่หวงห้ามแล้ว …

วันที่ 9 ส.ค.59 พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผบก.ปอท. เปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบเซิฟเวอร์เกมโปเกมอน โก ว่า มีลักษณะเข้าข่ายบุกรุกความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นหรือไม่ แต่ทราบว่า ขณะนี้ทาง กสทช. ได้เรียกผู้ประกอบการที่ซื้อลิขสิทธิ์เกมโปเกมอน โก มาให้บริการ เข้าหารือ เรื่องมาตรการดูแลการเล่นเกมที่เหมาะสม หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านสายด่วน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ถึงการเข้าไปเล่นเกมในสถานที่ไม่เหมาะสมหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาล สถานที่ราชการ สถานที่เกี่ยวกับความมั่นคง รวมถึงการเล่นเกมบนถนนสาธารณะ ที่อาจขาดความระมัดระวัง ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งหากมีผลการเจรจาออกมาแล้ว ทาง ปอท. ก็จะมาพิจารณาหาขั้นตอนดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้เชิญตัวแทน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ได้รับลิขสิทธิ์โปเกมอน ในประเทศไทย หารือเพื่อขอความร่วมมือกำหนดพื้นที่ หรือโซนนิ่ง ที่เหมาะสมในการจับโปเกมอน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตหวงห้าม หรือ พื้นที่เกี่ยวกับความมั่นคง

พร้อมทั้งเชิญผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 ค่าย ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ได้ข้อสรุปว่า ทุกฝ่ายเห็นด้วย ในการจัดโซนนิ่งการเล่นเกมโปเกมอน โก และยินดีให้ความร่วมมือ

ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การหารือร่วมกันได้ข้อสรุปว่า จะขอความร่วมมือทางทรูให้ส่งหนังสือ ที่ได้รับความเห็นชอบจาก กสทช. ไปถึงประเทศญี่ปุ่น ให้ทราบถึงทุกพื้นที่ที่เป็นเขตหวงห้าม และให้จัดทำคู่มือข้อเสนอแนะให้ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนรับทราบ รวมทั้งแจ้งอัตราค่าบริการ ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเล่นเกม

นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รองผู้อำนวยการ สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูเป็นแค่ผู้ได้รับลิขสิทธิ์ไม่มีสิทธิ์จำกัดพื้นที่ของโปเกมอนในเกมได้ เชื่อว่า ค่ายมือถือทุกรายก็เป็นเช่นกัน ทั้งยังเตรียมออกประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำประชาชนในการเล่นเกมโปเกมอน โดยจะเริ่มประชาสัมพันธ์ในวันนี้ (9 ส.ค.) ทางช่องทางออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ รวมทั้งศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ

ขณะที่ นายธานินทร์ ติรณสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ ทรู เห็นด้วยในการจำกัดพื้นที่ เพราะในประเทศไทยมีบางพื้นที่ไม่สมควรให้เข้าไปเล่น

ส่วน นางสาวอรพินท์ ศักดิ์เอี่ยม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ควรกำหนดพื้นที่ความปลอดภัยในการเล่น ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ พื้นที่อันตราย เช่น ถนน ทางรถไฟ แม่น้ำ พื้นที่ศาสนสถาน และพื้นที่ราชการ-ส่วนบุคคล พร้อมจัดทำคู่มือ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนด้วย.

 

บขส.พร้อมจัดระเบียบ รถตู้อนุสาวรีย์ฯ​ เข้าสถานีขนส่ง 3 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 15:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685842

 

บขส. พร้อมจัดพื้นที่รองรับรถตู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ฯ เข้าใช้พื้นที่สถานีขนส่งฯ 3 แห่ง ได้แก่ จตุจักร สายใต้บรมราชชนนี และเอกมัย ในวันที่ 25 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 59 นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. กล่าวว่า ทาง บขส.ได้เชิญผู้บริหาร และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเพื่อรับทราบความคืบหน้าในการจัดเตรียมพื้นที่รองรับการจัดระเบียบรถตู้ประจำทางมาตรฐาน 2 (จ.), (ต.), (ช) หมวด 2 วิ่งเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร, สายใต้บรมราชชนนี, เอกมัย) ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ส่วนการดำเนินการปรับปรุงพื้นที่บริเวณชานชาลาขาเข้า สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 เป็นจุดจอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่มาใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะนั้น บขส.ได้จัดรูปแบบโดยแยกตามเกาะและใช้สีเป็นสัญลักษณ์กำหนดเกาะ เช่น เกาะดินแดง ใช้สัญลักษณ์สีแดง เกาะพญาไท ใช้สัญลักษณ์สีฟ้า เกาะพหลโยธิน ใช้สัญลักษณ์สีเขียว และเกาะราชวิถี ใช้สัญลักษณ์สีส้ม เป็นต้น คาดว่าการปรับปรุงพื้นที่จะดำเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 20 ก.ย. 59

อย่างไรก็ดี บขส.จะทดลองทดสอบระบบการลงใบเวลาของรถตู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารก่อน เพื่อรองรับการเข้าใช้งานในสถานีขนส่งอย่างเพียงพอ ก่อนที่จะมีการทดลองนำรถตู้เข้ามาวิ่งจริงในวันที่ 21-28 ก.ย.นี้ สำหรับพื้นที่สำรองวินรถตู้โดยสาร (ไม่มีการจำหน่ายตั๋ว) ได้จัดขึ้นเพื่อลดความแออัดภายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ทางเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ประสานไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและการรถไฟแห่งประเทศไทย ในการขอใช้พื้นที่บริเวณใต้ทางด่วน เป็นพื้นที่จอดสำรองวินรถตู้โดยสารที่จะเข้าใช้สถานีขนส่งหมอชิต 2 และใช้พื้นที่บริเวณใต้ทางด่วนพระโขนง เป็นพื้นที่สำรองวินรถตู้โดยสารที่จะเข้าใช้สถานีขนส่งเอกมัยเรียบร้อยแล้ว

 

‘ปลัดพาณิชย์’ โต้ ‘ปู’ ปมจำนำข้าว ยุติธรรมหรือไม่ศาลตัดสินเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685796

 

‘ปลัดพาณิชย์’ โต้ ‘ปู’ หลังเผยแพร่เอกสารประชุม นบข. ว่าไม่ต้องให้ความยุติธรรมในคดีจีทูจี และจำนำข้าว จนทำให้เกิดการเข้าใจผิด แจงข้อเท็จจริง ประธาน นบข. สั่งการให้เร่งตรวจสอบความรับผิดทางละเมิดให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนประเด็นยุติธรรมเป็นเรื่องของศาล

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 9 ส.ค. 59 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีมีการรายงานข่าวอ้างถึงเอกสารรายงานการประชุมลับของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่กล่าวถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดในคดีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยประธาน นบข. ได้ให้ข้อสังเกตว่า ไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม และมีการนำไปเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการเข้าใจผิด

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระของเอกสารการประชุมที่มีการเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ระบุว่า “ประธาน นบข.ให้ข้อสังเกตว่า หน้าที่ของคณะกรรมการฯ คือ ประเมินความเสียหายและนำส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตั้งเรื่อง ไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม แต่ต้องพยายามดำเนินการให้ทันกรอบเวลาการส่งฟ้อง มิฉะนั้น จะถือว่า เป็นความบกพร่องของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์”

น.ส.ชุติมา กล่าวชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ นบข. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นรายงานการประชุมตามปกติ และประชุมตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.58 สาระสำคัญของการประชุมในครั้งนั้น คือ การรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกรณีจำนำข้าวและการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งประธาน นบข.ได้เร่งรัดให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อไม่ให้ขาดอายุความ

นอกจากนี้ ประธาน นบข.ยังได้ให้ข้อสังเกตว่า หน้าที่ของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คือ ประเมินความเสียหายและนำส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตั้งเรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายเท่านั้น และไม่มีหน้าที่พิจารณาประเด็นยุติธรรม เพราะเป็นหน้าที่ของศาล ไม่ใช่หน้าที่ของคณะกรรมการฯ ไม่ใช่หมายความว่า ไม่ต้องให้ความยุติธรรม เรื่องการให้ความยุติธรรมนั้น รัฐบาลให้อยู่แล้ว

“มีการนำเอกสารไปเผยแพร่ เพื่อให้เกิดการเข้าใจผิด เพราะถ้าคนอ่านคร่าวๆ ก็เข้าใจผิดได้ จึงต้องออกมาชี้แจง เพราะการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด เป็นการหาข้อเท็จจริงว่าเกิดความเสียหายขึ้นเท่าไร แต่ไม่ใช่หน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่จะต้องไปดูเรื่องความยุติธรรม โดยกระบวนการยุติธรรม เป็นหน้าที่ของศาล และมีกฎหมายที่ดูแลอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้ถูกฟ้องร้อง มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และต่อสู้คดีได้เต็มที่ตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ดังนั้น ขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” น.ส.ชุติมา กล่าว

สำหรับประเด็นความยุติกรรม ยังมีอีกหลายขั้นตอน มิได้ยุติเพียงในชั้นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ และคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังเท่านั้น เพราะผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกเรียกให้ชดใช้ความเสียหาย สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ และในขั้นต่อไปยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีก ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกเรียกให้ชดใช้ความเสียหายสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการสั่งให้ดำเนินการอย่างไม่ให้ความยุติธรรมตามที่เป็นข่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค.59 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวก่อนเข้าให้ปากคำกรณีที่ถูกกล่าวหาปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยระบุว่า พบเอกสารของ นบข. โดยประธาน นบข. ให้ข้อสังเกตว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเร่งประเมินความเสียหายและส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลาง

โดยไม่ต้องพิจารณาประเด็นความยุติธรรม แต่ต้องดำเนินการตามกรอบเวลาส่งฟ้อง มิฉะนั้น จะถือเป็นความบกพร่องของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบ และจากนั้น ได้นำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งไลน์ และเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะสื่อของคนเสื้อแดง จะมีการเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก

 

คริสตัล รุกตลาดครึ่งปีหลัง เดินหน้าขยายกำลังผลิต-ชูแคมเปญโกยยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 12:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685652

 

เสริมสุข เผยภาพรวมตลาดน้ำดื่ม 6 เดือนแรก ปี 59 มีการแข่งขันสูงขึ้น ขณะที่ คริสตัล ยอดขายโตตามเป้า 18% ดันส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 17.4% พร้อมเดินหน้าสู่น้ำดื่มอันดับ 1 ในใจคนไทย ชูกลยุทธ์ขยายกำลังการผลิต ควบคู่ดันสินค้าเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนไทย …

วันที่ 9 ส.ค.59 นายวิเวก ชาห์บรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดน้ำดื่มในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 ว่า มีการแข่งขันที่สูงขึ้น จากการเข้ามาทำตลาดของเฮาส์แบรนด์หลายยี่ห้อ มีการเติบโต 12% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตช้าลงกว่าช่วงที่ผ่านมา ด้วยมูลค่า 34,000 ล้านบาท


ขณะที่ ผลการดำเนินงานของน้ำดื่มคริสตัล สามารถสร้างยอดขายเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ มีการเติบโตที่ 18% ซึ่งเติบโตสูงกว่าตลาดน้ำดื่มโดยรวม ส่งผลให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 17.4%

ทั้งนี้ จากความมุ่งมั่นในการสร้างความแข็งแกร่งให้คริสตัลเป็นผลิตภัณฑ์เรือธง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเครือไทยเบฟ ให้มีสัดส่วนเป็น 70% ภายในปี 2564 และผลักดันคริสตัลให้เป็นแบรนด์น้ำดื่มอันดับหนึ่งของประเทศ จึงได้มีการเดินหน้าเพิ่มการผลิตน้ำดื่มคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการคริสตัลของคนไทย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการเติบโตของน้ำดื่มในระดับสูง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ขยายกำลังการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป้าหมายต่อไป คือ การขยายกำลังการผลิตในภาคใต้ ด้วยงบประมาณ 135 ล้านบาท


นอกจากนี้ ยังเดินกลยุทธ์ที่สองควบคู่กันไป เพื่อผลักดัน ให้คริสตัลเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนไทย กับการจัดเต็มแคมเปญการตลาด “ไปไหนก็คริสตัล” (Crystal Everywhere) ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำดื่ม โดยได้ “นาย ณภัทร” มาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองในภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่รักอิสระ ชอบแชร์ประสบการณ์ใหม่ในการท่องเที่ยว และโมเมนต์ที่ความสุขสนุกสนานในชีวิตประจำวันผ่านโซเชียลมีเดีย

นายวิเวก กล่าวทิ้งท้ายว่า มีความมั่นใจว่า แคมเปญนี้จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี และผลักดันยอดขายของคริสตัล ให้ขึ้นเป็นน้ำดื่มคุณภาพอันดับหนึ่งของเมืองไทย.

 

ทางหลวงชนบทเร่งขยายถนนไสวประชาราษฎร์คลอง 4 แก้จราจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 11:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685563

 

ทางหลวงชนบท เร่งขยายถนนไสวประชาราษฎร์ 4 ช่องจราจร ระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 434.589 ล้านบาท หวังคลี่คลายปัญหาจราจร ย่านรังสิต คลอง 4 คาดแล้วเสร็จ ก.ย. นี้ …

วันที่ 9 ส.ค.59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาและคลี่คลายปัญหาจราจร ย่านรังสิตคลอง 4 ทางหลวงชนบทจึงได้ดำเนินการก่อสร้าถนนสาย ง ถนนไสวประชาราษฎร์ (ถนนวัดคลองสี่) ผังเมืองรวมเมืองคูคตปทุมธานี ระยะทางกว่า 7.431 กิโลเมตร ด้วยใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 434.589 ล้านบาท ในการปูผิวจราจร ก่อสร้างงานทางเท้า งานสะพาน งานติดตั้งสัญญาณไฟจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน รวมถึงการจราจรบริเวณดังกล่าว คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2559

สำหรับเส้นทางดังกล่าว เดิมเป็นถนนทางหลวงชนบทเดิม (ปท.3017) แบบ 2 ช่องจราจร วิ่งสวนทางกัน ผิวจราจรแบบแอสฟัลท์คอนกรีต กว้าง 8 เมตร (รวมไหล่ทาง) เชื่อมระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 (รังสิต-นครนายก) กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3312 (พหลโยธิน-ลำลูกกา) ขนานตามแนวคลองสี่ฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการก่อสร้างเสร็จ สามารถเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้ลัดเลี่ยงการจราจรติดขัดย่านรังสิตของผู้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 จึงทำให้เกิดปัญหาการจราจรหนาแน่นบริเวณชุมชนคลองสี่และมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากผิวจราจรแคบ ไม่สามารถรองรับการจราจรได้เพียงพอ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ทช.จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงก่อสร้างขยายถนนสายนี้ ให้เป็นแบบ 4 ช่องจราจร และเพิ่มความสะดวกโดยการแก้ไขแนวทางในช่วงปลายทางให้เป็นแนวตรงไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3312 ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้เส้นทางมีความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การก่อสร้างดังกล่าว โครงการจะมีจุดเริ่มต้นโครงการที่แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 (รังสิต-นครนายก) บริเวณตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และมีจุดสิ้นสุดที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3312 (พหลโยธิน-ลำลูกกา) บริเวณตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยได้ดำเนินการรื้อถนนแอสฟัลท์คอนกรีต แบบ 2 ช่องจราจรเดิมออกแล้ว ปรับยกระดับพร้อมขยายคันทาง และก่อสร้างให้เป็นผิวจราจรขนาด 4 ช่องจราจร แบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ระยะทาง 7.431 กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 1 แห่ง แบบสะพานคู่ ก่อสร้างท่อลอดเหลี่ยม จำนวน 4 แห่ง ก่อสร้างท่อระบายน้ำ 2 ข้างทางพร้อมทางเท้า ตลอดจนงานไฟฟ้าแสงสว่าง โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 434.589 ล้านบาท

นายพิศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยคลี่คลายการจราจรบนถนนสายหลักของผู้ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินสาย 305 (รังสิต-นครนายก) เป็นเส้นทางลัดเลี่ยงการจราจรติดขัดย่านรังสิต บริเวณชุมชนคลองสี่ ทำให้ประหยัดเวลาในการเดินทางและปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนาเมืองบริเวณชุมชนคลองสี่ และจะเป็นเส้นทางการขนส่งเพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต.

 

ตลาดรถปิกอัพตัวเลือกเพิ่มขึ้น ฟอร์ดเปิดตัวเรนเจอร์ 6 รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 11:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685517

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์รุ่นย่อยใหม่ จำนวน 6 รุ่น นำโดยฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 และ 4 รุ่นใหม่ ในกลุ่ม XL และ XLS เพื่อตอบรับกับความต้องการที่หลากหลายในการใช้งาน โดย น.ส.ยุคนธร วิเศษโกสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ดฯ กล่าวว่า หลังจากการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ในเดือน ก.ค. ในปีที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภครวมถึงได้เห็นการเติบโตของยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยฟอร์ด เรนเจอร์ได้ครองตำแหน่งรถฟอร์ดขายดีที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดขายใน 7 เดือนแรกสูงถึง 15,835 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 8.5 เปอร์เซ็นต์ เติบโตขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากความสำเร็จดังกล่าว จึงเดินหน้าสร้างมาตรฐาน เพื่อยกระดับความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีต่อรถกระบะในยุคปัจจุบัน โดยฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จำนวน 6 รุ่นนี้   จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันการเติบโตทางธุรกิจของฟอร์ดประเทศไทย และเสริมความแข็งแกร่งของฟอร์ดในตลาดมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นสไตล์สปอร์ตและการตกแต่งระดับพรีเมียมของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 และด้วยราคาที่ดีที่สุดในเซกเมนต์ของรุ่นย่อย XL และ XLS ที่คุ้มค่า ด้วยคุณภาพตามมาตรฐานฟอร์ด เรนเจอร์ ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้าฟอร์ดทั่วประเทศได้มากขึ้น

ฟอร์ดต่อยอดรถกระบะรุ่นนิยม เปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ 6 รุ่นใหม่ หวังเป็นหัวหอกโดยยอด พร้อมเดินหน้าลงทุนในโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตตามแผน…

น.ส.ยุคนธร กล่าวต่อว่า บริษัท ฟอร์ดฯ ชูราคาที่ดีที่สุดในเซกเมนต์เพื่อเพิ่มทางเลือกมากขึ้นฟอร์ด เรนเจอร์ XL และ XLS รุ่นย่อยใหม่ จำนวน 4 รุ่น ได้รับการวางกลยุทธ์ เพื่อเป็นผู้นำราคาในเซกเมนต์ต่างๆ ในคุณภาพที่ดีที่สุดตามมาตรฐานรถกระบะเกิดมาแกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ และมาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์อันทรงประสิทธิภาพ ลูกค้าที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและเปรียบเทียบรายละเอียดของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ละรุ่นได้ที่ http://www.ford.co.th/trucks/ranger/ สามารถเยี่ยมชมและทดลองขับได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฟอร์ดเชื่อมั่นว่าการมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ผนวกกับการบริการหลังการขายน่าประทับใจ จะทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์การบริการอันน่าพึงพอใจ และช่วยส่งผลดีให้กับการเติบโตของฟอร์ด ประเทศไทย ในระยะยาว ขณะเดียวกันฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ฟอร์ดได้ลงทุนมูลค่า 186 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ซึ่งจะเริ่มผลิตในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ตามที่วางแผนไว้ โดยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ จะช่วยผลักดันให้ฟอร์ดสามารถส่งออกรถฟอร์ด เรนเจอร์ คุณภาพสูงที่ผลิตในประเทศไทยออกสู่ต่างประเทศ.

 

ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685463

 

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 59 ราคาทองเปิดตลาดคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 ขายออกบาทละ 22,600 บาท…

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท.

 

หุ้นพุ่ง 23 จุด รับผลประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685283

 

ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนร้อนแรงสุดรอบ 20 เดือน

ตลาดหุ้นไทยทะยานรับร่างรัฐธรรมนูญบวกกว่า 23 จุด ต่างชาติตะลุยซื้อต่อ เคาะกันไฟแลบกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท เหตุนักลงทุนเชื่อมั่นการเมืองมีเสถียรภาพ ขณะที่สภาตลาดทุนไทยเผย ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งสูงสุด เข้าสู่กรอบร้อนแรงครั้งแรกในรอบ 20 เดือน แต่นักวิเคราะห์เตือนหุ้นขึ้นร้อนแรงต่อเนื่องดันค่าพี/อีสูง ทำให้หุ้นไทยเริ่มราคาแพง เสี่ยงปรับฐานหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด หรือเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศตลาดหุ้นไทยวันที่ 8 ส.ค.59 หลังผ่านพ้นการลงประชามติ ที่ประชาชนส่วนใหญ่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดทั้งวัน ดันดัชนีปรับขึ้นมาปิดทำการที่ 1,542.26 จุด เพิ่มขึ้น 23.57 จุด ทำนิวไฮหรือจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 1 ปี 5 เดือน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายทะลัก 76,292.36 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องอีก 6,887.69 ล้านบาท

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า หุ้นไทยโดดบวกแรง โดยมีแรงซื้อหุ้นใหญ่โดดเด่น ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าสะท้อนให้เห็นว่า เป็นแรงซื้อหลักจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยต่างชาติซื้อหุ้นไทยปีนี้กว่า 80,000 ล้านบาท และผลประชามติเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เงินต่างชาติไหลเข้าลงทุนต่อเนื่อง หลังจบข่าวดีเรื่องประชามติต้องจับตาปัจจัยต่างประเทศ คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯค่อนข้างดีทำให้มีแนวโน้มมากขึ้นว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย รวมทั้งรอดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม คาดว่าหุ้นไทยมีโอกาสบวกได้ต่อ โดยกระแสเงินทุนยังเป็นปัจจัยหลักดันให้ดัชนีเดินหน้าบวกได้ต่อ ขณะที่ให้ติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียน

ขณะที่นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (เดือน ส.ค.-ต.ค.) ว่า อยู่ที่ 128.81 เพิ่มขึ้นถึง 23.31% เทียบกับผลสำรวจเดือนก่อนหน้า โดยความเชื่อมั่นของนักลงทุนทุกกลุ่มปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ดันดัชนีความเชื่อมั่นเข้าสู่กรอบร้อนแรง (Bullish) สูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 20 เดือน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาด หุ้นไทยมากที่สุดคือ การไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย รวมทั้งไทย ของเงินทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก และอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกต่ำ ทำให้นักลงทุนมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น

ส่วนปัจจัยลบที่กดดันมากที่สุดคือ การเมืองในประเทศ ขณะทำการสำรวจช่วงปลายเดือน ก.ค.59 นักลงทุนเห็นว่า การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทย แต่เมื่อผลประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นมากขึ้น โดยมองการเมืองหลังจากนี้มีเสถียรภาพ เพราะมีความชัดเจน รู้แน่นอนว่าจะเลือกตั้งปลายปีหน้า หรือไม่เกินกลางปี 61 จึงประเมินว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเกิดใหม่ต่อเนื่อง

“การรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง เป็นบวกต่อหุ้นไทย และอาจได้เห็นกระแสเงินทุนไหลเข้าไทยมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งมีความชัดเจน ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจผ่านสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่จะมีเสียงในการเลือกนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาล ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ แผนการปฏิรูปและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ และน่าจะส่งผลดีต่อการลงทุนที่เป็น Foreign Direct Investment ด้วย ตั้งแต่ต้นปี ต่างชาติซื้อสุทธิแล้ว 82,000 ล้านบาท นักวิเคราะห์มีโอกาสปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ ส่วนตลาดต่างประเทศยังไม่มีปัจจัยโดดเด่นดึงเงินทุนกลับ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีนัก”

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลาด หลักทรัพย์ กล่าวว่า ความไม่แน่นอนด้านการเมืองผ่านไปแล้ว หลังจากนี้จะเห็นต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยขึ้นมาอยู่ที่ 14.95 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 1 ปี 5 เดือน หลังจากเคยขึ้นไปสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 15.037 ล้านล้านบาท ในเดือน ก.พ.58 ขณะที่นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวในงานวิเคราะห์ทิศทางการลงทุนหัวข้อ “Outlook ตลาดหุ้นไทย หลังลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” ว่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นรับข่าวประชามติในระยะสั้น หุ้นไทยอาจเข้าสู่การปรับฐานในเดือนนี้ หลังนักลงทุนเริ่มกังวลกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือน ธ.ค.นี้ รวมถึงราคาหุ้นไทยอยู่ในระดับสูง แต่การปรับฐานไม่น่าหลุดระดับ 1,490 จุด เพราะยังได้รับแรงหนุนจากเงินทุนที่ยังไหลเข้าซื้อหุ้นไทย

“หุ้นไทยน่าจะปรับตัวขึ้นได้อีกครั้งช่วงไตรมาส 4 บล.กสิกรให้เป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ไว้ที่ 1,530 จุด แนะนำถือหุ้นระยะยาว เพราะหากการเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแม็ป เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนจำนวนมากอีกครั้งในช่วงดังกล่าว แนะนำถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐ หุ้นแบงก์ใหญ่รายตัว รวมถึงหุ้นส่งออกอาหารทะเล ทั้งแช่แข็งและไม่แช่แข็ง ปัจจัยเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นการเลือกตั้งที่ยังใช้เวลาอีกมาก และเสี่ยงต่อการถูกเลื่อนออกไป ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรออกมา ประกอบกับการขึ้นดอกเบี้ยเฟดอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด”.