“สมคิด” ชี้เมฆหมอกการเมืองผ่านพ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685277

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องที่จะมีใครแพ้ หรือชนะ ซึ่งมีผลทำให้เมฆหมอกทางการเมืองจากความไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นผ่านพ้นไป เพราะมีความชัดเจนแล้วว่าอย่างน้อยจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2560 นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมีความมั่นใจ โดยจากนี้ไปจะติดตามงานด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ซึ่งวันที่ 10 ส.ค.นี้ จะประชุมหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐวิสาหกิจในปี 60 ให้เร็วขึ้น รวมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายของส่วนราชการด้วย

“ผมบอกว่าคนไทยต้องมั่นใจในเมืองไทย เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาการเมืองสร้างความสับสนพอสมควร ตอนนี้เมฆหมอกทางการเมืองผ่านไปแล้ว ต่างประเทศก็โล่งใจหลังจากที่ก่อนลงประชามติมีการเตือนให้ระวัง เสียวว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่ดัชนีทาง เศรษฐกิจหลายตัวของไทยดีขึ้น แต่ถูกการเมืองกลบไว้ ตอนนี้ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งดีๆก็ขึ้นมา หุ้นจึงขึ้น ซึ่งควรขึ้นมานานแล้ว ขณะนี้ต่างชาติเห็นชัดเจนแล้วว่าปลายปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมา ไม่มีอะไรรุนแรงแล้ว ดังนั้น การลงทุนที่อั้นมานานจะได้ขับเคลื่อน ครื่องยนต์การลงทุนจะเริ่มหมุน ส่วนการส่งออกขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกต้องดูกันอีกที”

นายสมคิดกล่าวว่า ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ จะเปิดตัวโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการตื่นตัว โดยเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่ผ่านมามีความพยายามหลายครั้งจะทำให้เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็เปลี่ยนนโยบายไป โดยงานครั้งนี้ จะเป็นลักษณะเดียวกับการจัดงานไทยแลนด์สตาร์ทอัพ หรือไทยแลนด์ดิจิตอล โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันจัดงานอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า การลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นเสียงของประชาชนว่าต้องการให้เป็นกติกาของประเทศ ถือเป็นสัญญาณที่เป็นบวก ทำให้สร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจ และขณะนี้บรรยากาศมีความชัดเจนแล้วที่จะตัดสินใจลงทุนได้.

 

เกษตรสั่งคุมเข้มสกัด ไข้หวัดนกระบาดตามแนวชายแดนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685273

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ได้มีรายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 ม.ค.-25 ก.ค.2559 หลายชนิด เช่น H5N8,H5N1เป็นต้น ทางไทยได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์และเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังในเขตแถบชายแดนตลอดเวลา เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาจส่งผลทำให้สัตว์ปีกอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง มีความเสี่ยงในการเกิดโรคและการระบาดของโรคได้ง่าย “ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าโรคไข้หวัดนกระบาดเข้ามาในประเทศไทย แต่กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้สั่งเฝ้าระวังโรคที่จะติดต่อมาทางเขตชายแดนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วไม่ใช่เฉพาะโรคจากสัตว์ปีก ยังรวมถึงพวกแมลงต่างๆ และโรคระบาดในพืชด้วย”

นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก จึงขอความร่วมมือแต่ละจังหวัดเข้มงวดในการดำเนินงานตามมาตรการควบคุม ป้องกันโรคในพื้นที่ ได้แก่ กรณีพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ส่วนจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้เข้มงวดตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก และให้ระงับการนำเข้าไก่ เป็ด ห่าน และนก รวมถึงไข่ที่ใช้สำหรับทำพันธุ์และซากสัตว์ปีกดังกล่าวจากประเทศที่มีรายงานโรคไข้หวัดนกเข้าราชอาณาจักรจนกว่าสถานการณ์โรคจะสงบ การตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออก ตลาดค้าสัตว์ปีกมีชีวิต ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัดด้วย.

 

ดิ้นแก้ปัญหาสหกรณ์ทั่วประเทศ 691 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685268

 

ลั่นพบทุจริตเล่นงานหนักทั้งอาญา-แพ่ง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ว่า ขณะนี้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้แล้วเสร็จ 632 แห่ง จาก 691 แห่ง ป้องกันความเสียหายทางธุรกิจสหกรณ์คิดเป็นมูลค่า 3,387 ล้านบาท และยังคงเหลืออีก 59 แห่ง มูลค่าธุรกิจ 1,172 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการแก้ไข โดยหลายสหกรณ์อยู่ระหว่างสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบ บางสหกรณ์อยู่ระหว่างปรับปรุงระบบบัญชีและตรวจสอบเอกสาร เป็นต้น สำหรับปัญหาส่วนใหญ่ของสหกรณ์คือ ขาดทุน ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซื้อสินค้าเกินความต้องการของสมาชิก ทำให้มีสินค้าคงเหลือจำนวนมากและเสื่อมสภาพ ไม่สามารถปิดบัญชีได้หรือลงทุนในทรัพย์สินที่ไม่เหมาะสม ทำธุรกิจนอกเขตจังหวัด จึงทำหนังสือแจ้งให้สหกรณ์จังหวัด สั่งการให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องทันที พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ติดตามผลการแก้ไขข้อบกพร่องของแต่ละสหกรณ์อย่างใกล้ชิด หากพบว่า สหกรณ์ใดมีการทุจริตให้ฟ้องร้องดำเนินคดี และตรวจสอบการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา

สำหรับมาตรการป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดข้อบกพร่องของสหกรณ์นั้น จะเน้นระบบควบคุมภายในที่ดี ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ ตั้งโรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์เพื่อพัฒนาความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่ต้องลงพื้นที่ไปตรวจสหกรณ์ เป็นต้น.

 

ธอส.เร่งปั๊มปล่อยสินเชื่อบ้าน งัดดอกเบี้ย 3% ล่อใจข้าราชการ-คนชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685267

 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนของปี 59 (ม.ค.-มิ.ย.) ธอส.ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทั้งสิ้น 75,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.93% คิดเป็น 53,925 ราย โดยเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่วงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ราว 43,395 ราย สะท้อนให้เห็นว่า ธอส.สร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อ 170,043 ล้านบาท เนื่องจาก ธอส.มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลากหลายให้เลือก อาทิ บ้านประชารัฐ บ้าน ธอส.เพื่อข้าราชการ บ้าน ธอส.อุ่นใจ ดอกเบี้ยเฉลี่ยทุกโครงการ 3% รวมถึงสินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุที่ต้องการซื้อบ้านในวัยชราด้วย

ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างธนาคารมียอดรวม 894,089 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.62% สินทรัพย์รวม 940,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.52% เงินฝากรวม 757,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.32% มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 51,483 ล้านบาท คิดเป็น 5.76% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 0.31% จากสิ้นปี 58 ซึ่งเอ็นพี-แอลอยู่ที่ 5.45% ของสินเชื่อรวม และมีกำไรสุทธิ 5,158 ล้านบาท ขณะที่กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ระดับ 16.03% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 8.50% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“สัญญาณเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธอส.ปล่อยสินเชื่อได้ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าช่วงที่เหลือของปีนี้จะปล่อยสินเชื่อได้ 12,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นไปในทิศทางบวกต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องความชัดเจนการเมืองภายในประเทศ”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงเล็กน้อย แม้ราคาน้ำมันเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685366

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์ หลังจากทำสถิติใหม่ในสัปดาห์ก่อน แม้ว่า หุ้นบริษัทปิโตรเลียมจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันก็ตาม…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 8 ส.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 14.24 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 18529.29 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 1.98 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 2180.89 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 7.98 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 5213.14 จุด

เมื่อวันจันทร์ราคาน้ำมันสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น หลังจากประเทศสมาชิกโอเปกประกาศว่า จะจัดการพูดคุยอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าอาจมีมาตรการจัดการราคาน้ำมันที่อ่อนแอออกมา ข่าวนี้ช่วยหนุนหุ้นบริษัทปิโตรเลียน เช่น เอ็กซ์ซอนโมบิล เพิ่มขึ้น 1.2% ส่วน ชลัมเบอร์เจอร์ เพิ่มขึ้น 1.6%

อย่างไรก็ตาม หุ้นบริษัทกลุ่มเภสัชกรรมกลับอ่อนแอ หลังมีข่าวการทดสอบยาต้านมะเร็งตัวใหม่ล้มเหลว

 

ย้ำ “อาร์เซพ” ต้องจบปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685262

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา อาเซียนได้ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่ สปป.ลาว ซึ่งอาเซียนได้หารือกับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อติดตามความคืบหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ย้ำให้การเจรจาต้องสรุปให้ได้ผลภายในปี 59 ตามกำหนด และได้มอบหมายให้คณะกรรมการเจรจาการค้าอาร์เซพที่จะประชุมวันที่ 12-19 ส.ค.59 หารือเพื่อให้ได้ข้อยุติ โดยต้องมีการเปิดเสรีอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน

สำหรับไทย สนับสนุนให้การเจรจาอาร์เซพได้ข้อยุติตามที่กำหนด เพราะอาเซียนและ 6 ประเทศ เป็นตลาดใหญ่ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมกันกว่า 22.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 29% ของจีดีพีโลก รองรับการส่งออกของไทยกว่า 55% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด และยังมีแนวโน้มการบริโภคสูงขึ้น ซึ่งจะทดแทนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) ที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ได้ “ที่สำคัญ หากเจรจาอาร์เซพสำเร็จจะสร้างโอกาสในการส่งออกให้กับสินค้าไทย ที่ยังถูกกีดกันด้วยภาษีนำเข้า เช่น น้ำตาล มันสำปะหลัง อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ปิโตรเคมี เป็นต้น เพราะอาร์เซพจะลดภาษีนำเข้าสินค้า และบริการระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยมีศักยภาพแข่งขันได้มากขึ้น”.

 

“เซ็นทารา” ผงาดบริหารโรงแรมหรูจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685258

 

นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยถึงการเข้าบริหารโรงแรมใหม่ 2 โรงแรมในประเทศจีนว่า โรงแรมใหม่ทั้ง 2 แห่ง คือ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทจินไท่ ไห่หนาน และโรงแรมเซ็นทาราวิลลาจ้าวชิ่ง ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่ธุรกิจโรงแรมจะสามารถเติบโตต่อไปได้อีกมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างโปรไฟล์ของแบรนด์ “เซ็นทารา” ให้โดดเด่นและเป็นที่รู้จักในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมากขึ้น

“โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทจินไท่ ไห่หนาน เป็นรีสอร์ทระดับ 5 ดาว ที่เหมาะสำหรับครอบครัว ประกอบด้วยห้องพัก 350 ห้อง โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2562 บริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรม คือ บริษัท จินไท่เฮงเย่เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของชานซีเอนเนอร์ยีกรุ๊ป และเป็นหนึ่งใน 100 บริษัทชั้นนำด้านเรียลเอสเตทที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ ที่คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจโรงแรมที่เมืองดังกล่าว เพราะเมืองไห่หนาน เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงจนได้รับสมญานามว่า “ฮาวายของจีน” ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังจะจัดตั้งพื้นที่ส่วนนี้ขึ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงทำให้มั่นใจว่า เซ็นทารากำลังจะเป็นโรงแรมที่ให้บริการในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้”

สำหรับโรงแรมเซ็นทาราวิลลาจ้าวชิ่ง เป็นรีสอร์ทหรูสร้างใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2561 ให้บริการวิลลา 46 หลัง โดยมีหยูฮ่าว พร็อพเพอร์ตี้ เป็นเจ้าของโครงการ ซึ่งปัจจุบัน หยูฮ่าว พร็อพเพอร์ตี้ เป็นเจ้าของโครงการโรงแรมเซ็นทารารีสอร์ทจ้าวชิ่ง รีสอร์ทระดับไฮเอนด์ขนาด 237 ห้อง ที่เซ็นทาราได้ร่วมลงนามในสัญญารับบริหารโรงแรมไปเมื่อเดือน ม.ค.2558 ที่ผ่านมา.

 

มั่นใจเดินหน้าสู่เลือกตั้ง ธปท.ลุ้นการลงทุนครึ่งปีหลังเริ่มฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685256

 

ธปท.ระบุ ประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ลดความกังวลการเมืองสร้างความมั่นใจนักลงทุน หวังเห็นการลงทุนภาคเอกชน เพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง แต่ยังเป็นห่วงการขยายตัวเฉลี่ยของประเทศ ในช่วงหลังต้มยำกุ้ง ชะลอลงเหลือปีละ 3-4% ส่งผลให้รายได้ของคนไทยขยายตัวได้ยากมากขึ้น ติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน มีมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ และจะเป็นปัจจัยบวก ที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปรับตัวลดลงอีกระดับหนึ่ง เพราะคาดว่าจะมีการเลือกตั้งตามตารางเวลา (โรดแม็ป) ที่ได้วางไว้ก่อนหน้า และยังเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในกับภาคธุรกิจ การลงทุนทั้งนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อภาคการลงทุนในระยะต่อไป โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง แต่การฟื้นตัวของการลงทุน จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การผ่านรัฐธรรมนูญ จะกดปุ่มให้เกิดขึ้นทันทีได้ แต่อย่างน้อยก็จะทำให้มีการวางยุทธศาสตร์ของประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น

“ผลคะแนนการลงประชามติ แตกต่างกันระหว่างภูมิภาค มีบางภาครับ หรือไม่รับ ส่วนหนึ่งยังสะท้อนถึงความขัดแย้งเดิมที่มีอยู่ แต่ไม่ใช่สิ่งใหม่เพราะเป็นสิ่งที่นักลงทุนทราบกันอยู่แล้ว ผลของการรับร่างรัฐธรรมนูญในตลาดเงิน ตลาดหุ้น แสดงความมั่นใจ โดยเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ไหลเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น สะท้อนได้ชัดเจนจากการที่ดัชนีราคาหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 21 จุด เมื่อเช้าวันที่ 8 ส.ค. ขณะที่ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 35.01-35.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเป็นการแข็งค่าในระยะสั้น จากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ”

สำหรับปัจจัยในตลาดเงินและตลาดทุน คงไม่ใช่ปัจจัยเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยภายนอกประเทศ ที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางค่าเงินบาท เช่น เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ก็ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ภาคเอกชนและนักลงทุน จึงชะล่าใจในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ เพราะปัจจัยภายนอก ยังมีความสำคัญมาก

นายวิรไทกล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยประสบกับความผันผวนมาอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยภายนอกและในประเทศ แม้ปีนี้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้น ความผันผวนจะลดลง แต่การฟื้นตัวไม่กระจายในทุกภาคส่วน และยังมีความเปราะบางอยู่ การมุ่งเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสั้นๆ ยังไม่ได้แก้ปัญหา ที่เรายังคงต้องเผชิญหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักและใหญ่กว่าเดิม คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทย ที่นับวันจะแสดงอาการออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เฉลี่ยของไทยลดต่ำลง เหลือเพียง 3-4% ต่อปี หลังช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านั้น ประเทศไทยเคยขยายตัวสูง 6-7% และเมื่ออัตราการเติบโตต่ำลงนี้ กลายเป็นฐานของเศรษฐกิจไทยทำให้รายได้ของคนไทยขยายตัวได้ยากมากขึ้น ติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ขณะที่หลายๆประเทศมีรายได้ประชากรแซงหน้าประเทศไทย

“หากต้องการที่ยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สร้างการขยายตัวของเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้น จะต้องแก้ไขในหลายๆ เรื่อง อาทิ ปัญหาการขาดการลงทุนเป็นเวลานาน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง รวมทั้งต้องปฏิรูปการศึกษา ขณะที่ในการพัฒนาใหม่ๆ ต้องดูแลปัญหาทักษะแรงงานของแรงงานควบคู่ไปด้วย”

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการเมืองเพียงอย่างเดียว หลักการสำคัญ คือการกระจายอำนาจทางการเมืองสู่ท้องถิ่น ให้มีการเลือกตั้งในทุกระดับ เพื่อให้มีผู้นำชุมชนแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นเอง.

 

ผู้โดยสารยังไม่แห่ขึ้นรถสายสีม่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685242

 

รฟม.รับมีปัญหาการให้บริการnอาจขยายเวลาเปิด-ปิดใหม่

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า การให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน ระยะทาง 23 กิโลเมตร(กม.)เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าจำนวนผู้โดยสารยังมาใช้บริการไม่มากนัก และเป็นเรื่องปกติของการเริ่มต้นเปิดให้บริการ เพราะในช่วงแรกของการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที ก็มีผู้โดยสารไม่ มากเหมือนกัน จึงต้องติดตามปริมาณการใช้บริการของประชาชนอีกระยะหนึ่ง

“ผมยอมรับว่า การให้บริการยังมีปัญหาเรื่องของรายละเอียดบางเรื่อง ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เช่น ประตูเปิด-ปิด ภายในสถานี ที่ยังไม่สอดคล้องกับประตูเปิด-ปิด ของขบวนรถไฟฟ้า เพราะแต่ละขบวนต้องนำไปปรับจูนโดยตรงกับประตูของแต่ละสถานี ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไข เป็นต้น แต่ยืนยันว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการให้บริการผู้โดยสาร เพราะยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ”

สำหรับเรื่องระยะเวลาการปิดให้บริการที่เร็วเกินไป โดยเที่ยวสุดท้ายออกจากสถานีเวลา 22.00 น.ของทุกๆวัน ขอชี้แจงว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นรถไฟฟ้าชานเมือง ระยะเวลาการปิดให้บริการ จึงอาจยังไม่เท่ากับรถไฟฟ้าในเมือง คือ รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที ที่ปิดให้บริการในเวลาเที่ยงคืน และในช่วงนี้อยู่ระหว่างพิจารณาความต้องการใช้บริการของผู้โดยสาร หากพบว่าต้องการใช้บริการในเวลาดังกล่าว เป็นจำนวนมาก ก็อาจพิจารณาขยายบริการจนถึงเที่ยงคืน ทั้งนี้ รฟม.ประเมินไว้ว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการ 100,000 คนต่อวัน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รถไฟฟ้าสามารถวิ่งให้บริการเชื่อมต่อระหว่างสถานีบางซื่อ (รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที)-สถานีเตาปูน (รถไฟฟ้าสายสีม่วง)ได้ ดังนั้น เมื่อยังไม่มีการเชื่อมต่อของ 1 สถานี ตัวเลขการใช้บริการก็อาจไม่ถึงตัวเลขที่ประเมินไว้

สำหรับการให้บริการในวันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์) รถขบวนแรกออกจากสถานีคลองบางไผ่-สถานีเตาปูน เวลา 05.30-06.06 น. ออกจากสถานีเตาปูน-สถานีคลองบางไผ่ เวลา 06.00-06.33 น. เป็นต้น.

 

เปิดอาณาจักรหวาน! ‘มิตรผล’ ถอดรหัสธุรกิจอ้อยและน้ำตาลหมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/674183

 

หากโฟกัสที่ธุรกิจอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในไทย ซึ่งในแต่ละปีมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ต้องยกให้กลุ่ม “มิตรผล” เป็นผู้นำตลาด ด้วยกำลังการผลิตอันดับ 1 ของประเทศ มีส่วนแบ่งทางการตลาดในปัจจุบันอยู่ที่ 20% และได้แตกไลน์ธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ เกี่ยวกับอ้อยครบวงจร

อะไรทำให้กลุ่มมิตรผลประสบความสำเร็จในยุทธจักรอ้อยและน้ำตาล ท่ามกลางภาวะการแข่งขันรุนแรงของธุรกิจ วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับ “คุณกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล เพื่อไขคำตอบทั้งหมด รวมทั้งภาพรวมของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งหมด


“กฤษฎา” ผู้บริหารกลุ่มมิตรผล

ปฐมบทมิตรผล 60 ปี ในยุทธจักรอ้อย

กลุ่มมิตรผลเริ่มต้นมาจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนขนาดเล็กจนพัฒนาสู่ผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับ 1 ของประเทศ ภายใต้ระยะเวลากว่า 60 ปี กลุ่มมิตรผลได้ดำเนินกิจการบนเส้นทางธุรกิจอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลเคียงคู่วิถีชีวิตของคนไทย ด้วยแนวคิด From waste to value เราเล็งเห็นถึงคุณค่าในการพัฒนาสิ่งที่เหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนก่อให้เกิดธุรกิจต่างๆ ต่อยอดจากธุรกิจอ้อยและน้ำตาล ได้แก่ ธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจเอทานอล

ไม่ได้มีแค่น้ำตาลทำสินค้าจากอ้อยครบ

ปัจจุบันกลุ่มน้ำตาลมิตรผลมีโรงงานผลิตน้ำตาลในประเทศรวม 5 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จ.ชัยภูมิ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2526 ซึ่งกำลังการผลิตอยู่ที่ 27,000 ตันอ้อย/วัน โรงงานน้ำตาลมิตรผล จ.สุพรรณบุรี ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2533 กำลังการผลิต 45,500 ตันอ้อย/วัน โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จ.ขอนแก่น ก่อตั้งปี พ.ศ. 2538 กำลังการผลิตอยู่ที่ 36,000 ตันอ้อย/วัน โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ก่อตั้งปี พ.ศ. 2540 กำลังการผลิต 23,000 ตันอ้อย/วัน และโรงงานน้ำตาลสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี ก่อตั้งปี พ.ศ. 2540 กำลังการผลิต 15,000 ตันอ้อย/วัน


อ้อยพืชเศรษฐกิจตั้งต้นของธุรกิจเครือมิตรผล

ทั้งนี้ โรงงานน้ำตาลทั้ง 5 แห่งของมิตรผล มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 146,500 ตันอ้อย/วัน ในปีการผลิต 2554/2555 สามารถหีบอ้อยได้กว่า 17.6 ล้านตัน คิดเป็นผลผลิตน้ำตาลประมาณ 1.86 ล้านตัน

ภายใต้ธุรกิจที่มีในปัจจุบันกลุ่มมิตรผลได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย 1. ผลิตภัณฑ์น้ำตาลของกลุ่มมิตรผล ได้แก่ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์มิตรผล น้ำตาลขวดมิตรผล น้ำเชื่อมมิตรผล น้ำเชื่อมแต่งกลิ่น มิตเต้ มิตรผล คอฟฟี่ชูการ์ น้ำตาลไอซิ่งมิตรผล น้ำตาลทรายมิตรผลชนิดซองยาว มิตรผล แคลอรี น้ำตาลมิตรผล โกลด์ น้ำตาลปี๊บมิตรผล น้ำตาลกรวดมิตรผล น้ำตาลทรายแดงมิตร ผล และน้ำตาลอ้อยธรรมชาติมิตรผล


มิตรผลวันนี้ ลุยธุรกิจเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาลครบวงจร

2. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ ได้แก่ ไม้เคลือบเมลามีน ไม้ปาร์ติเกิล ไม้    เอ็มดีเอฟ และไม้กันชื้น และ 3. ผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจเอทานอล ได้แก่ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์

รายได้หลักมาจากน้ำตาลขายดีที่สุด

ผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำตาลเป็นสินค้าขายดีที่สุด โดยกลุ่มมิตรผลขายน้ำตาลตามโควตา ก. อยู่แล้ว


“น้ำตาล” สินค้ารายได้หลักของกลุ่มมิตรผล

อ้อยและน้ำตาลเผชิญเอลนีโญ-ลานีญา

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญและลานีญา ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลโลกปรับตัวลดลง ขณะที่ประเทศไทยเองก็ประสบปัญหาภาวะภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำตาลขาดดุลในตลาดโลกดังกล่าว ส่งผลในแง่บวกทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยความกังวลต่อปริมาณผลผลิตน้ำตาลที่มีแนวโน้มลดลง ทำให้หลายประเทศเพิ่มการนำเข้าน้ำตาลมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยที่จะเติบโตในระดับโลกมากยิ่งขึ้น ประกอบกับด้วยศักยภาพการส่งออกน้ำตาลของประเทศไทยที่มีมากเป็นอันดับ 2 ของโลก


เอลนีโญ-ลานีญาส่งผลต่ออุตฯ น้ำตาลทั่วโลก

ไทยยืนระดับโลกส่งออกน้ำตาลเบอร์ 2 

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญและลานีญา ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลโลกปรับตัวลดลง ในขณะที่ประเทศไทยเองก็ประสบปัญหาภาวะภัยแล้ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำตาลขาดดุลในตลาดโลกดังกล่าวส่งผลในแง่บวก ทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยความกังวลต่อปริมาณผลผลิตน้ำตาลที่มีแนวโน้มลดลง ทำให้หลายประเทศได้เพิ่มการนำเข้าน้ำตาลมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยที่จะเติบโตระดับโลกมากยิ่งขึ้น ด้วยศักยภาพการส่งออกน้ำตาลของไทยที่มีมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

จับเทรนด์รักสุขภาพแต่ขาดหวานไม่ได้

กลุ่มมิตรผลยังมีแผนจะผลิตน้ำตาลแคลอรีต่ำออกสู่ตลาดด้วยเช่นกัน โดยมิตรผลได้ร่วมกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการ “หวานพอดี  ที่ 4 กรัม” โดยได้ผลิตน้ำตาลซองที่บรรจุน้ำตาลซองละ 4 กรัม แจกผู้บริโภค


ปัจจุบันมิตรผลผลิตน้ำตาลแคลอรีต่ำด้วย

ฉายภาพอนาคตลุยธุรกิจอ้อยครบวงจร

ในส่วนของธุรกิจน้ำตาลนั้น กลุ่มมิตรผลยังคงมุ่งมั่นพัฒนาในทุกกระบวนการของการดำเนินธุรกิจ เพื่อเดินหน้าสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร และสังคมบนแนวคิด Value Creations ต่อไป ตั้งแต่การทำไร่อ้อย ระบบการผลิตน้ำตาล จนถึงขั้นตอนในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า การได้รับมาตรฐานการรับรองจาก Bonsucro ในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเปิดโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้เป็นอย่างดี

สำหรับธุรกิจพลังงานกลุ่มมิตรผลยังคงมุ่งเน้นในธุรกิจไฟฟ้าชีวมวลและเอทานอล ยังไม่มีแผนจะขยายไปยังพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ แต่ไม่ได้ปิดกั้นและพิจารณาตามความเหมาะสม


กว่า 60 ปีเครือมิตรผลยังคงมุ่งมั่นพัฒนาในธุรกิจไม่หยุดนิ่ง

นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ กลุ่มมิตรผลมีแผนขยายตลาดด้วยการจัดกิจกรรมเทรดโชว์ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพบปะผู้ผลิตและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คำแนะนำและนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม

ฝากถึงผู้อ่านรับประทานหวานแต่พอดี

อยากแนะนำให้ผู้อ่านบริโภคน้ำตาลแต่พอดี และอยากให้ทำความเข้าใจในการบริโภคน้ำตาลที่ถูกต้อง.

เรื่องเล่าความสำเร็จ