“มันนี่ เอ็กซ์โป โคราช” เงินสะพัด สินเชื่อบ้าน-เอสเอ็มอีแห่ขอกู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685236

 

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการวารสาร การเงินธนาคาร ในฐานะประธานจัดงาน มหกรรมการเงิน โคราช ครั้งที่ 10 Money Expo Korat 2016 เมื่อวันที่ 5-7 ส.ค. ที่จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า เป็นงานที่ ประสบความสำเร็จ มีประชาชนและเอสเอ็มอี ในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาเปิดบัญชีสินเชื่อ และบริการทางการเงินการลงทุนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ยอดธุรกรรมการเงิน มีวงเงินประมาณ 12,400 ล้านบาท

ทั้งนี้ สินเชื่อบ้านมีผู้สมัครใช้บริการมากที่สุดวงเงิน 6,300 ล้านบาท ซื้อบ้านมือสอง (NPA) 60 ล้านบาท จากโปรโมชั่นพิเศษดอกเบี้ย เริ่มต้น 0% ที่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินนำมาให้บริการ เพื่อช่วยให้ผู้กู้ประหยัดเงินจำนวนมาก และมีการอนุมัติภายในงานทันที สินเชื่อที่มียอดเงินกู้สูงเป็นอันดับ 2 คือ สินเชื่อเอสเอ็มอี มีผู้สมัครใช้บริการวงเงิน 3,100 ล้านบาท จากเอสเอ็มอีที่ต้องการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจ หรือผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยต่ำและมีวงเงินกู้สูง ผ่อนได้ระยะยาว ขณะที่สินเชื่อบุคคลมีผู้สมัครใช้บริการ 350 ล้านบาท บัตรเครดิต 8,200 ราย ซื้อประกันชีวิต ประกันวินาศภัย 1,700 ราย รวมทุนประกัน 480 ล้านบาท

นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ รองประธานจัดงานกล่าวว่า นักลงทุนในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง มีความต้องการลงทุนในผลิตภัณฑ์ ทางการลงทุนต่างๆมากขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่งผลให้มียอดซื้อกองทุนรวม 1,300 ล้านบาท และเปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยและซื้อสลากออมทรัพย์ รวม 300 ล้านบาท และงานมหกรรมการเงินในภูมิภาคครั้งต่อไป จะจัดที่จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 7-9 ต.ค. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี เพื่อให้บริการทางการเงินและการลงทุนด้วยโปรโมชั่นพิเศษแก่ชาวอุดรธานี และประชาชนในจังหวัดใกล้เคียง.

 

วิเคราะห์ 2 มุม โปเกมอน โก ถึงคราวต้องอยู่ให้เป็นกับเทรนเนอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684122

 

หลังจาก “เจ๊ดำ” ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รำพันถึงปรากฏการณ์ตามหา “ปิกาจู” กับเกมฮิต “โปเกมอน โก” ที่เปิดให้โหลดถล่มทลายรับเซิร์ฟเวอร์ไทย จนกลายเป็นสังคมก้มหน้ามาแล้ว (ยัดปิกาจูชูเที่ยว! ฉะแหลกโปเกมอน โก ‘เงินสะพัด’ หรือ ‘ทำลายชุมชน’?)

มาวันนี้ “อาสาม ไทม์แมชชีน” ขอแตะมือแท็กทีมรายงานอีกด้าน ในมุมมอง แบบ “ผู้ปกครองต้องรู้” ว่าภยันตรายอาจย่างกราย เข้าใกล้บุตรหลานของท่าน ดังนั้น “การอยู่ร่วมกัน” กับเกมโปเกมอน โก จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องร่วมศึกษาไปด้วยกัน อย่างไรก็ดี ก่อนจะเข้าเรื่อง อาสามฯ ขอ นำข้อมูลที่น่าสนใจมาเกริ่นนำก่อน…


ช่วงนี้ติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง
เผยตัวเลขเด็กติดเกม 2.5 ล้านคน เสียเงินใช้จ่าย 1,160 บาท/เดือน

จากบทวิเคราะห์งานวิจัยสถานการณ์เด็กติดเกม โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ได้นำเสนอผลการศึกษาและข้อเสนอแนะนำเชิงนโยบายการพัฒนานโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับเด็กและเยาวชน อายุ 6-25 ปี ในประเทศไทย พ.ศ.2556 พบว่า จากการทบทวนปัญหาสุขภาวะของเด็กและเยาวชน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก 17 หน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นต้น มาร่วมลำดับความสำคัญของปัญหาสุขภาวะในเด็กและเยาวชนพบว่า การติดเกมส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทย และถือเป็น 1 ใน 3 ปัญหาใหญ่ในสังคมไทยที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงมาก โดยเฉพาะการติดเกม มีผลกระทบถึง 3 หมื่นล้านบาท โดยพบว่า เด็ก 1 คน มีค่าใช้จ่ายในการเล่นเกม 1,160 บาท/เดือน และจากผลสำรวจของสถาบันเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต พบว่ามีเด็กติดเกมในปี พ.ศ.2556 ถึง 2.5 ล้านคน จาก 18 ล้านคนในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2555

นอกจากนี้ จากสถิติของผลทดสอบ จากแบบทดสอบการติดเกม ในเว็บไซต์ http://www.healthgamer.net ตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน พ.ศ.2556 พบว่า ผู้เข้ามาตอบแบบสอบทั้งหมด 9,031 คน ติดเกมร้อยละ 22.34 และจากการรวบรวมข้อมูลจากหลายองค์กรที่สนใจประเด็นเด็กติดเกมพบว่า ปัญหาดังกล่าวอยู่ในระดับวิกฤติ

ที่มา… http://www.healthgamer.net

อันตรายใกล้ตัว ผู้ปกครองควรอ่าน ก่อนลูก ๆ ตกเป็นเหยื่อ

จากข้อมูลข้างต้น เป็นที่มา ที่ “อาสามฯ” อยากจะเชิญชวนมาฟังปัญหารอบด้านจาก นายคงเดช กี่สุขพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสารนิเทศ (ดิจิทัล) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเล่าถึงปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเล่นเกม โปเกมอน ว่า ความจริงเกมนี้เขามีข้อกำหนดห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เล่น แต่เอาเข้าจริงในประเทศไทยคงห้ามไม่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญในการดูแลเกมนี้ คือ การต้องรู้จักแบ่งเวลา เพราะตัวโปเกมอน นั้นจะถูกสุ่มให้โผล่ขึ้นมาในทุกที่ทุกเวลา จึงต้องทำให้คอยเปิดเล่นบ่อยๆ

เกมดังกล่าวใช้ระบบ “สถานที่จริง” ดังนั้น เวลาเล่นก็ต้องระวัง เพราะเราอาจจะมองจอจนเพลิน มัวแต่มองหาโปเกมอน แต่ไม่ได้มองเส้นทาง ถ้าเกิดไปอยู่แถวถนน อาจจะเกิดอันตราย เช่น เห็นว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามที่ต้องข้ามถนน นี่คือ สิ่งที่อันตรายต้องระมัดระวัง..


คงเดช กี่สุขพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสารนิเทศ (ดิจิทัล) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

นายคงเดช เล่าต่อว่า อีกปัญหาหนึ่งคือ พวกที่เล่นก่อน ด้วยการใช้วิธีต่าง ๆ นานา ดาวน์โหลดมาก่อน พวกนี้จะเล่นนำไปไกลเพราะมีมอนสเตอร์ที่เก่งกว่า ดังนั้น พวกที่เล่นทีหลังก็อาจจะต้องใช้ “ธูปเทียน” จุดอัญเชิญโปเกมอนเก่งๆ ซึ่งทำให้เราเสียเงิน

“ในต่างประเทศ ยังเกิดกรณี โจรใช้ไอเทม Lure module ซึ่งเมื่อมีคนใช้ฝังในจุดนั้นจะทำให้มีโปเกมอนโผล่บริเวณจุดนั้นมาก ทำให้คนเดินเข้าไปเพื่อหาโปเกมอนที่จุดนั้น เพราะมันจะเป็นภาพสีม่วงๆ ขึ้น โจรเองก็มาดักรออยู่ตรงนั้นก็มี ซึ่งตรงนี้คืออาชญากรรมโดยใช้ไอเทมจากเกมและเริ่มที่จะมีคนพูดถึงแล้ว” ผู้เชี่ยวชาญด้านสารนิเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวและว่า อีกเรื่องคือการ ฟักไข่ ที่ต้องเดิน 2 หรือ 5 กิโลเมตร ก็จะเกิดคนรับจ้างฟักไข่ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ หากเขาเอาของเราไป เราจะตามไปเอาคืนได้อย่างไร นี่คือความหลากหลายที่ต้องระวังให้มาก


เจ้าปลาน้อย ไม่พ้นมือแน่ ๆ
ห้ามเด็กเล่นโปเกมอน โก ละเมิดสิทธิเด็ก แนะใช้เป็นเกิดประโยชน์

นายคงเดช ฉายภาพต่อว่า เกมนี้ดูเหมือนจะมีอันตรายหลายรูปแบบแฝงเข้ามา แต่หากมองจริงๆ ก็ยังมีประโยชน์อยู่ เช่น โปเกมอน สามารถช่วยเหลือในพัฒนาการของเด็ก เช่น การฝึกภาษา ลักษณะตัวมอนสเตอร์ก็คือ สัตว์ คุณครูสามารถใช้สอนเด็กๆ ได้ บางครั้งอาจจะนำมาใช้เล่าเรื่องราว เช่น นำมาทำเป็นนิทาน หรือ ให้เด็กเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันก็จะเป็นการช่วยเสริมจินตนาการ

นอกจากนี้ เรายังสามารถนำเกมมาใช้ประโยชน์ด้วยการชวนลูกไปออกกำลังกายได้ ด้วยการชวนไปจับโปเกมอนที่สวนสาธารณะ รวมถึงหาช่องทางในการพูดคุย เราต้องทำตัวให้กลมกลืนกับเด็ก เช่น ชวนวาดภาพโปเกมอน หรือ ให้ออกแบบตัวใหม่ จากที่มี 151 ตัว ให้วาดตัวที่ 152 เป็นต้น

อาสามฯ ถามว่า จะทำอย่างไรกับ พ่อแม่บางคนที่ห่วงลูกมากถึงขั้น “ห้ามเล่น” หรือถ้าจะให้เล่น ต้องเล่นแบบไหน เจ้าหน้าที่ยูนิเซฟ กล่าวว่า ห้ามเล่นเลยมันดูจะเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก เพราะเด็กมีสิทธิจะเล่นตามวัยหรือตามสมควรที่เขาชอบ หากห้ามเล่นเขาเห็นคนอื่นเล่นได้เขาก็แอบไปเล่นอยู่ดี ดังนั้น สิ่งที่ผู้ปกครองควรพูด คือ “ไม่ห้าม…แต่ต้องไปเล่นด้วยกัน” ผู้ปกครองถือโอกาส เกาะกระแสตรงนี้หาเวลาสันทนาการกับลูก…


ตัวนี้โผล่ในสวนรมย์มณีนาถ

ระหว่างที่พูดกับทีมข่าวฯอยู่นั้น นายคงเดช ก็กล่าวติดตลกว่า..ในขณะที่พูดอยู่นี้ก็มีคนขี่จักรยานผ่านมาพร้อมกับดูหน้าจอมือถือไปด้วย ซึ่งผมมั่นใจว่าเขากำลังตามจับโปเกมอน และคนนั้นอายุแก่กกว่าตนด้วย กล่าวพลางหัวเราะ

เกมโปเกมอน มันเป็นกระแสมาก ดังนั้น การใช้โอกาสตรงนี้เพื่อเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีไปด้วย มันเป็นโอกาสของตัวพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย หากมีเกมใหม่ๆ เข้ามา ก็จะทำให้เรามีความเป็นห่วงเด็กน้อยลงเพราะเราเข้าใจมันมากขึ้น เด็กเองก็จะรู้สึกว่าพ่อแม่เปิดกว้าง สามารถช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวมากขึ้น เช่น แถวพระราม 2 ไม่ค่อยมีโปเกมอน แต่สวนลุมมีเยอะมาก เราก็ถือโอกาสชวนลูกออกไป ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่ปล่อยลูกเล่นเกมอยู่บ้าน

“สิ่งที่อยากเน้นคือ ผมไม่ได้บอกว่า “มันดีหรือไม่ดี” แต่อยากจะให้มองถึงข้อเสียและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น เราต้องทำความเข้าใจถึงข้อเสี่ยงเพื่อป้องกัน และนำประโยชน์มาใช้ ดีกว่า ห้ามไปเลย”

ตัวอย่างภัยเกม เด็กรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เล่น คุกกี้รัน ซื้อเพชร เจอเรียกเก็บ 2 แสน ด้าน กสทช.รับ ไร้อำนาจดูแลเกมโปเกมอน !!

หากจะยังจำกันได้ เมื่อปี 2557 ก็ได้มีผู้ปกครองท่านหนึ่งต้องตกตะลึงกับ “บิลช็อก” เพราะเรียกเก็บเงินกว่า 2 แสนบาท เนื่องจาก ลูกชายวัย 12 ปี ได้ไปเรียนรู้วิธีการซื้อเพชรคุกกี้รัน ที่มีการสอนวิธีทำกันในอินเทอร์เน็ต อารมณ์ว่าเป็นสูตรโกงซื้อเพชรโดยไม่ต้องเสียตังก์ แต่ต่อมาเจอเรียกเก็บค่าใช้บริการมหาโหด


พระที่นั่งอนันตสมาคม ก็มียิม
และเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว อาจจะตามมากับเกม โปเกมอน โก “อาสามฯ” จึงสอบถาม นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ตามกฎหมาย กสทช. ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลเนื้อหาส่วนของออนไลน ตัวเกมออนไลน์ก็เช่นกัน ถ้าหากว่าตัวเกมนั้นขัดต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กระทรวงไอซีที ถึงจะเข้าไปดูแล แต่ถ้าไม่ขัด ก็อาจจะหาคนดูแลยาก

อย่างไรก็ดี คงต้องให้สำนักงาน กสทช. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะควบคุมอย่างไร สมัยก่อน มีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลพื้นที่ร้านเกม แต่เกมนี้ เป็นเกมในมือถือ จึงหาคนดูแลยาก สิ่งที่ทำได้คือต้องใหรัฐบาลมีนโยบายมากำกับดูแลเกมออนไลน์ จะให้หน่วยงานไหนดูแลก็ต้องออกกฎหมาย ส่วนสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการเล่น

ห่วง…บางสถานที่เขตหวงห้าม- สถานที่ส่วนบุคคล เตือนระวังใช้จ่าย ซื้อไอเทมผ่านบัตรเครดิต-เดบิต ไม่มีสิทธิตามเงินคืน

“ส่วนตัวแล้วผมยังไม่ได้ศึกษาตัวเกมโปเกมอน แต่การกำหนดจุดนั้น ๆ บางพื้นที่ก็ไม่สมควร เช่น สถานที่หวงห้าม หรือ แม้กระทั่งพื้นที่ส่วนบุคคล อาจจะโดนข้อหาบุกรุกเคหสถาน ดังนั้น สำนักงานฯ จึงคงต้องศึกษาหารือรวมไปถึงหาวิธีการกำหนดจุดต่างๆ ซึ่งในต่างประเทศเขามีปัญหาแล้ว เพราะเจ้าของบ้านนึกว่าเป็นมิจฉาชีพ เอาปืนมาไล่ยิงกัน การสุ่มนั้นควรจะไม่อยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคล และไม่ได้อยู่ในพื้นที่อันตรายหรือหวงห้าม”

การซื้อไอเทมในเกม จะมีปัญหาสำหรับเด็ก ๆ หรือ กลุ่มที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่ นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ผมยังไม่ทราบว่าเขาซื้อไอเทมเหล่านี้ผ่านระบบไหน ถ้าจ่ายด้วยการเติมเงิน E Wallet หรือ บัตรเครดิต ไม่อยู่ในอำนาจของเรา แต่ถ้าจ่ายเงินผ่านบิลมือถือ เป็นเรื่องที่เราไปกำกับดูแลได้ ด้วยการกำหนด credit limit (วงเงินในการซื้อ) แต่การโอนเงินไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตหรือเดบิตนั้นจะดูแลลำบาก


ระบบซื้อไอเทม ราคาตั้งแต่ 35 บาท ถึงหลักพันบาท

“กสทช. จะเดินหน้าประสานกับค่ายมือถือว่า หากมีการจ่ายเงินผ่านบิล ก็ต้องมีกำหนด credit limit กรณีที่ซื้อไปแล้วอย่างเช่นสมัยก่อน ก็สามารถยกเลิกได้ หากยืนยันได้ว่าเป็นการซื้อเพราะ “เข้าใจผิด” กลับกัน หากเป็นการซื้อโดยตรงผ่านบัตรเครดิต หรือ เดบิต อันนี้จะนอกเหนืออำนาจ”

เกมนี้ทราบว่าในประเทศเด็กจะเล่นได้ก็ต้องเมื่อผ่านการยินยอมของผู้ปกครอง ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ปกครองช่วยดูแล อาจจะจำกัดเวลา หรือ สถานที่ เพราะบางมอนสเตอร์ อาจจะไปโผล่ในที่เปลี่ยว เราต้องรู้สถานที่ใดควรหรือไม่ควรเล่น จะให้เล่นตามเกมทั้งหมดก็คงเกิดปัญหา

ปรากฏการณ์เกม โปเกมอน โก ที่เกิดขึ้น “อาสามฯ” เชื่อว่า หากใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกก็จะเป็นประโยชน์ แต่หากใช้ผิดทางก็อาจจะนำภัยมาถึงตัวได้ ปัจจุบันโจรผู้ร้ายชุกชุม คนฉวยโอกาสก็มีมาก ลำพังจะให้ผู้ปกครองดูแลเด็กอย่างเดียวก็อาจไม่ทั่วถึง ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมอบหมายให้ กระทรวง ทบวง กรม ที่ดูแลเรื่องสิทธิ ความปลอดภัย ทั้งในโลกไซเบอร์และชีวิตจริงให้ได้ เพราะหากทำไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา

“เพราะนี่ไม่ใช่แค่เกม แต่เวลาเล่นมันคือชีวิตจริง เสียเงินกู้คืนยาก แต่หากเสียชีวิตกู้คืนไม่ได้”

ด้วยความปรารถนาดีจาก อาสาม ไทม์แมชชีน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน…


  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

บอร์ดกสท.สั่งปรับสปริงส์นิวส์5หมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685231

 

คาดโทษ “วอยซ์ทีวี”ไม่เลิกจ้อเจอดาบสอง

นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติเสียงข้างมาก สั่งปรับสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ช่อง 19 คิดเป็นเงิน 50,000 บาท กรณีรายการเผชิญหน้า (Face Time) มีเนื้อหารายการที่เป็นลักษณะต้องห้ามตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับทั้งฉบับ 97/2557 วันที่ 18 ก.ค.57 เรื่องการให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของ คสช. ฉบับที่ 103/2557 วันที่ 21 ก.ค.57 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เป็นการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ม.37 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งเตือนสถานีโทรทัศน์วอยซ์ ทีวี กรณีการออกอากาศรายการ Tonight Thailand เมื่อวันที่ 25 พ.ค.59 เนื่องจากเนื้อหารายการมีลักษณะเป็นการต้องห้ามมิให้ออกอากาศ ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 อีกทั้งยังขัดข้อตกลง เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2558 ระหว่าง กสทช. กับวอยซ์ ทีวี อีก ดังนั้น จึงเห็นสมควรมีคำสั่งเตือนไปยังวอยซ์ ทีวี ให้ระงับการออกอากาศลักษณะต้องห้ามตามประกาศ หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง อาจต้องสั่งปรับวันละ 20,000 บาท ไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง อีกทั้งประชุมบอร์ด กสท.ยังมีคำสั่งให้ บริษัท ซีทีเอช เคเบิ้ล ทีวี จำกัด และบริษัท จีเอ็มเอ็ม บี จำกัด และบริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด จัดทำแผนมาตรการเยียวยาผู้บริโภคเพิ่มเติมให้เป็นธรรมและครอบคลุมการคุ้มครองผู้บริโภคมิให้ถูกเอาเปรียบ และให้ส่งแผนเยียวยาให้ กสทช.ภายใน 7 วัน หากฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็ต้องใช้มาตรการทางปกครองอื่นๆตามลำดับขั้นต่อไป.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 09/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685181

 

“ธนชาต” ลุยปล่อยเงินกู้เต็มพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685221

 

ปีนี้แสนล้านบาท-เกาะติดลูกค้ามนุษย์เงินเดือน

นางธีรนุช ขุมทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกค้ารายย่อย ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลของการลงประชามติ ที่เสียงส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ และหากส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ธนาคารก็จะจัดทำโครงการ สินเชื่อเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจที่ฟื้นตัวทันที ส่วนการปล่อยสินเชื่อรายย่อยในครึ่งปีแรก สินเชื่อบ้านมีอัตราเติบโต 7% มียอดสินเชื่อคงค้าง 98,000 ล้านบาท คาดว่าในปีนี้สินเชื่อบ้านของธนาคาร จะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก หรือมียอดสินเชื่อคงค้างสูง 100,000 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีรายเล็กๆ ที่มีจำนวนสินเชื่อที่ไม่มาก ปีนี้จะเติบโต 3-5%

ขณะเดียวกัน ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ชะลอไปทั้งหมด มีเพียงผู้ประกอบการรายเล็กที่ลำบากแต่ โครงการคอนโดมิเนียมของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ขายราคาแพงๆยังเปิดตัวโครงการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นกำลังซื้อในกลุ่มนี้ยังมีอยู่

สำหรับยอดอนุมัติสินเชื่อบ้านของธนาคารได้ทยอยเพิ่มขึ้น จากเดิมคำขอสินเชื่อบ้าน ได้รับอนุมัติ 30% อีก 70% ถูกปฏิเสธ ล่าสุดคำขอสินเชื่อบ้านได้รับอนุมัติเพิ่มขึ้นมาเป็น 50% ยอดปฏิเสธ 50% หลังจากใช้เครดิตสกอริ่ง ของธนาคารโนวาสโกเทีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของธนาคารมาใช้ในการพิจารณา ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสินเชื่อบ้านปัจจุบันต่ำกว่า 2% ของสินเชื่อ ซึ่งได้ตั้งเป้าคุมเอ็นพีแอลไม่ให้เกิน 2% และสินเชื่อที่ปล่อยให้กับมนุษย์เงินเดือน ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ จึงต้องระมัดระวัง และควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยธนาคารมีการติดตามตัวเลขทุกเดือน จึงเชื่อว่ายังมีความสามารถควบคุมเอ็นพีแอลได้ และปีนี้ธนาคารได้ตั้งเป้าเงินฝากว่าจะเติบโต 5% หรือ 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีเงินฝาก 600,000 ล้านบาท โดยเน้นขยายฐานไปที่ลูกค้าเงินฝากออมทรัพย์.

 

สามัคคี ปรองดอง สหกรณ์สร้างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684551

 

“สหกรณ์ไทย”…เป็นฟันเฟืองที่สำคัญ

สอดคล้องกับความเข้มแข็งทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม…รากหญ้า ตามยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งหมายให้… “ประชาชนกินดีอยู่ดี”

ต้องยอมรับว่า “สหกรณ์” เป็นองค์กรหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมในเชิงระบบ ระบบของกลุ่ม นับรวมไปถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเกษตรกร…ประชาชน

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า กระบวนการสหกรณ์…ปรัชญาสหกรณ์เกิดจากการที่ทุกคนมีความมุ่งหวังในการที่จะพึ่งพาซึ่งกันและกัน ให้ความช่วยเหลือกันและกัน และพึ่งพาตนเอง ตรงนี้…เป็นแนวทางที่สอดรับกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านต้องการให้ทุกคนมีการอยู่ร่วมกัน โดยใช้แนวทางของสหกรณ์ด้วยในส่วนหนึ่งที่พระองค์ท่านพูดถึงก็คือ… ความปรองดอง ความสามัคคี ความซื่อสัตย์

“สหกรณ์…ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความซื่อสัตย์ สามัคคี ด้วยอุดมการณ์ที่ไปด้วยกัน” ดร.วิณะโรจน์ ว่า “สถานการณ์ปัจจุบัน…กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ คำนึงถึงความเข้มแข็งของการสร้างสหกรณ์มาก จัดทำแผนพัฒนาในระยะเวลา 2 ปี…2559-2560”

สหกรณ์ในฐานการพัฒนา ณ วันที่ 1 มกราคม 2559 อยู่ที่ 8,230 แห่ง ถึงวันนี้จะมีเพิ่มขึ้นมาก็อีกนิดหน่อย ในจำนวนนี้จะแบ่งเป็น 7 ประเภท…สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์บริการ สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนียน

ก่อนที่จะเดินหน้าพัฒนาจะมีการจัดชั้นความเข้มแข็งออกเป็น 4 ระดับ โดยดูจากประสิทธิภาพในการเข้ามามีส่วนร่วมของสมาชิก การดูแลสมาชิกสหกรณ์ และในเรื่องการควบคุมภายใน ข้อบกพร่อง การทุจริต การลงทุน การบริหารจัดการในเชิงธุรกิจของสหกรณ์

ไล่เรียงตั้งแต่…ชั้นแรก “สหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง” เป็นสหกรณ์ที่มีการมีส่วนร่วมของสมาชิกมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การดำเนินธุรกิจมีความเข้มแข็ง สัดส่วนของการลงทุนต่อทุนเป็นไปตามมาตรฐาน ข้อบกพร่อง…ทุจริตไม่มี การควบคุมภายในได้รับการรับรองมาตรฐาน จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เกณฑ์ดีเยี่ยม

โดยรวมการจัดอยู่ในกลุ่มสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งนั้น ในชั้นแรกในเกณฑ์ที่ว่ามานี้มีอยู่ 2,252 แห่ง ถัดมา…ชั้นสอง อยู่ในระดับกลาง มีศักยภาพสามารถที่จะต่อยอดไปสู่ระดับเข้มแข็งได้ ขณะเดียวกันเรื่องทุจริต ข้อบกพร่องต่างๆก็ได้รับการแก้ไขไปหมดแล้ว พร้อมที่จะพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็งได้

ในชั้นที่สองนี้ มีจำนวนสหกรณ์มากหน่อย 4,102 กว่าแห่ง

ต่อไป “ชั้นที่สาม”…ชั้นนี้พบว่ามีข้อบกพร่อง มีเรื่องการทุจริตซึ่งจำแนกเป็นหลายๆประเภท บางส่วนก็พบข้อบกพร่องทางการเงินเกิดจากการทำธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์อีกบางส่วน หรือเกิดจากความไม่เข้าใจของประธาน กรรมการ หรือของผู้จัดการ…บางส่วน “ในกลุ่มนี้ กรมฯจะเข้าไปช่วยแก้ไข ฟื้นฟูเดินหน้าต่อไปให้ถูกต้อง…ยกระดับชั้นที่สามไปสู่ชั้นที่สองให้ได้ พร้อมๆกับผลักดันกลุ่มที่สอง…ไปสู่ชั้นที่หนึ่ง”

แล้วก็มาถึงกลุ่มสุดท้าย…“ชั้นที่สี่” ให้เข้าใจง่ายๆในกลุ่มนี้ก็คือสหกรณ์ที่ล้มไปแล้ว ยกเลิกไปแล้ว อยู่ในขั้นตอนการชำระบัญชีเพื่อให้สิ้นสภาพสหกรณ์ไป

“กลุ่มนี้เป็นสหกรณ์ที่มีปัญหาต่อเนื่องมายาวนาน ตามกฎหมายสหกรณ์ถ้าไม่ทำธุรกิจติดต่อกันสามปี ตามกฎหมายก็ให้พ้นสภาพ…แต่วิธีการพ้นสภาพก็มีหลายขั้นตอน ประกาศให้พ้นสภาพ…ชำระบัญชีจนถอดถอนชื่อไปจากบัญชี…สะสางทรัพย์สินสหกรณ์ที่มีอยู่ ตอนนี้มีจำนวน 1,088 แห่ง”

ภายใน 2 ปีนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ สั่งการหนักแน่นต้องชำระสะสางสหกรณ์กลุ่มนี้ให้เสร็จสิ้น ควบคู่ไปกับพัฒนาสหกรณ์กลุ่มอื่นๆที่เหลือให้ก้าวหน้ามากขึ้น ยกระดับขึ้นให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ปี 2560 ตั้งเป้าภาพรวม สร้างสหกรณ์ชั้นหนึ่ง 65 เปอร์เซ็นต์ หรือ 4,000 กว่าแห่ง…จะเหลือสหกรณ์ชั้นสองแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีสหกรณ์ชั้นสามที่ยังมีโอกาสดำเนินธุรกิจต่อเนื่องจากมีปัญหาผิดพลาดบ้าง ความไม่เข้าใจ…ไม่รู้อีก 5 เปอร์เซ็นต์

การพัฒนาติดอาวุธสหกรณ์ตามโครงการต่างๆ ผ่านผู้มีส่วนร่วม วิธีการ ยกตัวอย่างในภาคเกษตรจะมีเรื่องของการเข้าไปช่วยเหลือเรื่องเงินทุน เครื่องจักรกลทางการเกษตร การสร้างความเข้มแข็ง…การให้กู้ จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการทำการเกษตร การนำผู้บริหารสหกรณ์มาเข้าอบรมในสถาบันพัฒนากรรมการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์…ให้สหกรณ์กลุ่มเป้าหมายได้เข้ามาพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

“นับรวมไปถึงข้าราชการของกรมฯเองที่จะต้องมีความรู้ที่ทันสมัย มีการทำงานที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น…กฎ ระเบียบต่างๆที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ต้องเรียนรู้ รับรู้ ผ่านโรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์ อีกทั้งความร่วมมือประชารัฐ…หอการค้าที่เข้ามาช่วยเหลือ อาทิ โครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร”

งบประมาณที่รัฐบาลให้มาส่งเสริมพัฒนากระบวนการสหกรณ์ไทยในภาพรวมปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ในการรวบรวมปัจจัยการผลิตเพื่อให้ราคามีความสมดุล ไม่นับรวมเงินช่วยในเรื่องการแปรรูป การพัฒนาต่อยอดอาชีพ ดร.วิณะโรจน์ย้ำว่า ปี 60 กรมฯเองก็วางงบประมาณไว้เกือบ 300 ล้านฯที่จะเข้าไปพัฒนาสหกรณ์ เป็นกระบวนการที่พุ่งเป้าให้ “สหกรณ์ไทย” มีความเข้มแข็ง

“เดินหน้าแล้วจะรู้ว่าสำเร็จได้ผลอย่างไร ทุกโครงการก็ต้องประเมินผล…สัมฤทธิผลขนาดไหน การใช้เงินเป็นไปตามเป้าหมายไหม คุ้มค่า ประหยัด โปร่งใสหรือเปล่า”

ปัญหา อุปสรรค ในการพัฒนาสหกรณ์…วันนี้เราจะเห็นภาพการพัฒนาค่อนข้างชัดเจนมาก พยายามมุ่งเน้นคือการสร้างความเข้าใจให้กับสมาชิกสหกรณ์ กระบวนการพัฒนามีอะไรบ้าง รัฐบาลมุ่งหมายพัฒนาสหกรณ์…สมาชิกสหกรณ์อย่างไร หรือแม้แต่สมาชิกต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างไร?

ทุกอำเภอทั่วประเทศมีข้าราชการกรมฯประจำ เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะคอยประสานงานในพื้นที่ ชุมชน ส่งต่อนโยบาย เชื่อมกิจกรรมและรับปัญหาอุปสรรคกลับมาปรับปรุงแก้ไข

“สหกรณ์” ต้องเกิดจากความศรัทธาของสมาชิก ระบบ…การที่เห็นความก้าวหน้า ประสิทธิภาพ…การมีชีวิตที่ดีขึ้นโดยระบบสหกรณ์ ความตั้งใจพัฒนาในภาพรวม มั่นใจว่าจะสร้างความเข้มแข็งได้

“ธนาคารสหกรณ์”…เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีแนวคิดให้สหกรณ์ที่มีแหล่งเงินมากๆ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนียน ทำอย่างไรให้เงินที่มีสร้างประโยชน์ให้กับกระบวนการสหกรณ์ ออกดอกออกผลได้ ช่วยเหลือกันได้ มีความเป็นไปได้ไหมที่จะเกิดขึ้น…สหกรณ์ลงหุ้นกันเข้ามาใช้ประโยชน์ในอัตราดอกเบี้ยแบบกันเอง

“สหกรณ์ออมทรัพย์มีเงินทุนเรือนหุ้นถึง 8 แสนล้านฯ ทำอย่างไรให้เกิดดอกผล มาช่วยกระบวนการสหกรณ์อื่นๆที่ยังต้องการแหล่งทุนอีกมากได้…มุ่งหมายให้ภาคสหกรณ์เข้มแข็ง”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับแนวทาง…“สหกรณ์” ดร.วิณะโรจน์ บอกว่า เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนมีความภาคภูมิใจ ดีใจที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่ห่วงใย ให้ความรักกับประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่เว้นแม้แต่กระบวนการสหกรณ์ที่พระองค์ท่านทรงสอนให้อยู่ร่วมกันอย่างซื่อสัตย์ สามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง…การเกษตรทฤษฎีใหม่ หัวใจสำคัญที่สมาชิกนำมาปฏิบัติแล้วหลุดพ้นจากวัฏจักรยิ่งทำยิ่งจน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำรงชีวิตให้เข้มแข็ง ร่มเย็น มั่นคง.

 

บอร์ด ขสมก. เอาแน่ อนุมัติจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ส.ค. 2559 18:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685027

 

บอร์ด ขสมก. อนุมัติจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศ ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ กับกลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน โดยบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด คาด ลงนามกับคู่สัญญาภายใน 15 ส.ค. 59…

วันที่ 8 ส.ค.59 นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในคราวประชุม คณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ครั้งที่ 8/2559 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 องค์การได้นำเสนอเรื่อง ขอนุมัติสั่งซื้อ สั่งจ้าง โครงการประกวดราคาซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษารถโดยสาร จำนวน 489 คัน กับ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

แต่เนื่องจาก กิจการร่วมค้า เจวีซีซี ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการทำสัญญาซื้อขายรถโดยสารดังกล่าว โดยอ้างว่า บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เป็นนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติขัดต่อข้อกำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 30 และ 31 และประกาศขององค์การ เลขที่ 04/2559 เรื่อง โครงการประกวดราคาซื้อ รถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษารถโดยสาร จำนวน 489 คัน ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ 1.10, 2.10 และบัญชีเอกสารส่วนที่ 2 ข้อที่ 6 ซึ่งกำหนดข้อความไว้เหมือนกันว่า “นิติบุคคลที่จะเข้าเป็นคู่สัญญา ต้องไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ไม่แสดงบัญชีรายรับ รายจ่าย หรือแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วนในสาระสำคัญ”

คณะกรรมการบริหารกิจการองค์การ มีมติให้องค์การไปพิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าวข้างต้น ซึ่งองค์การได้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารกิจการองค์การครบถ้วนทุกข้อแล้ว และในวันนี้ (8 ส.ค. 59) องค์การได้นำเสนอผลการดำเนินการตามที่คณะกรรมการฯ มีมติแล้ว ผลปรากฏดังนี้

1. บริษัทผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีงบการเงิน ยืนยันความถูกต้องทางบัญชีแล้ว ดังนั้น งบการเงินของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด จึงเป็นไปตามเอกสารหลักฐานที่ได้รับและเป็นไปตามมาตรฐานการรับรองทางบัญชีโดยทั่วไป

2. หน่วยราชการยืนยันว่า องค์การได้ตรวจสอบคุณสมบัติของ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ถูกต้องแล้ว องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จึงสามารถก่อนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศ ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษารถโดยสาร จำนวน 489 คัน กับ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ได้

3. องค์การได้ตรวจสอบสัญญาคุณธรรม ตามข้อ 2.1.2 ที่กำหนดว่า ผู้เข้าร่วมเสนอราคา/ผู้ทำสัญญา หรือ ตัวแทน ต้อง “ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐอย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงจัดทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายของโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐอื่นต่อกรมสรรพากรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 มาตรา 103/7 วรรคสอง และองค์การได้ตรวจสอบแล้ว ผู้เข้าร่วมเสนอราคาปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยราชการกำหนด

4. การตรวจสอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศประกวดราคาขององค์การ

4.1 เป็นการตรวจคุณสมบัติทั่วไป ตามประกาศ แต่ไม่ใช่การตรวจคุณสมบัติเบื้องต้น ที่ต้องคัดกรองตามระเบียบฯ พ.ศ. 2535 ข้อ 30 และ 31

4.2 การตรวจคุณสมบัติตามประกาศ ข้อ 1.10, 2.10 และบัญชีเอกสารส่วนที่ 2 ข้อ 6 องค์การได้ตรวจสอบคุณสมบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานราชการกำหนด

คณะกรรมการบริหารกิจการองค์การ ได้ร่วมกันพิจารณาอย่างกว้างขวาง ละเอียด รอบคอบ ทุกประเด็นแล้ว จึงมีมติที่ประชุมอนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จัดซื้อ จัดจ้าง โครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์กับ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 3,389,710,819.50 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่นๆ (ถ้ามี) รวมค่าใช้จ่ายทั้งปวงไว้ด้วยแล้ว โดยมีเหตุผลดังนี้

1. บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติที่ขัดต่อประกาศขององค์การเลขที่ 04/2559 ข้อ 1.10, 2.10 และบัญชีเอกสารส่วนที่ 2 ข้อ 6 ตามประกาศประกวดราคา และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อ 30 และ 31

2. นโยบายของรัฐบาลเร่งรัดให้มีการดำเนินการจัดหารถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการรถโดยสารใหม่ที่มีมาตรฐานและคุณภาพดีขึ้น

3. การดำเนินการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษา 10 ปี จำนวน 489 คัน ครั้งนี้มีวงเงินถูกกว่าการประมูลครั้งก่อน ประมาณ 600 กว่าล้านบาท

4. คณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ได้พิจารณาว่าองค์การดำเนินการถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทุกประการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ ตามหลักธรรมาภิบาลจากการที่คณะกรรมการบริหารกิจการองค์การมีมติอนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จัดซื้อ จัดจ้าง

ทั้งนี้ โครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน ในครั้งนี้ คาดว่าองค์การจะลงนามในสัญญา (ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุด) กับ คู่สัญญา ได้ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2559 หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม 2559 หลังจากนั้น องค์การจะได้รถโดยสาร ปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) ครบจำนวน 489 คัน ภายในเดือน พฤศจิกายน 2559 โดยจะมีการส่งมอบรถเป็นงวดๆ ตามกำหนดในสัญญา.

 

คืนนี้! 4 ทุ่ม-ตี 5 รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจร ถ.พหลโยธิน หน้าตลาดยิ่งเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ส.ค. 2559 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684997

 

รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจรถนนพหลโยธิน บริเวณด้านหน้าตลาดยิ่งเจริญ เพื่อดำเนินการยกชิ้นส่วนคานสถานีสะพานใหม่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต ตั้งแต่เวลา 22.00–05.00 น.

วันที่ 8 ส.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการยกชิ้นส่วนคานสถานีสะพานใหม่ บริเวณด้านหน้าตลาดยิ่งเจริญ จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรบนถนนพหลโยธินฝั่งขาออก (เพิ่มเติม) จำนวน 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางการจราจร ฝั่งขาออกคงเหลือ 1 ช่องทางและฝั่งขาเข้าคงมี 2 ช่องทาง ในวันนี้ (8 ส.ค.) ตั้งแต่เวลา 22.00–05.00 น.

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินการก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และอาจจะมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

 

หุ้นไทยสะท้อนปัจจัยบวก ปิดตลาดพุ่งแรง 23.57 จุด ดัชนีแตะ 1,542.26 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ส.ค. 2559 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684967

 

ความกังวลลดลง-นักลงทุนเชื่อมั่น หนุนเงินทุนไหลเข้าหุ้นขนาดใหญ่ ดันหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 23.57 จุด ที่ระดับ 1,542.26 จุด มูลค่าซื้อขาย 76,292.36 บาท ผู้เชี่ยวชาญ แนะ ระมัดระวังช่วงดัชนีปรับตัวสูงที่ระดับ 1,540-1,550 พร้อมติดตามกระแสเงินทุนต่างชาติใกล้ชิด …

วันที่ 8 ส.ค. 59 ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 23.57 จุด หรือคิดเป็น 1.55% ที่ระดับ 1,542.26 จุด มูลค่าการซื้อขาย 76,292.36 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ด้าน นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการตอบรับผลการลงประชามติการรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ในวันที่ 7 ส.ค. 59 ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่ความเชื่อมั่นทางด้านการเมืองมากขึ้น และทำให้ภาครัฐสามารถผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ของทางการ ซึ่งเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้เพิ่มขึ้นตาม

ขณะที่ ปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด รวมทั้งการฟื้นตัวบางจังหวะของราคาน้ำมันดิบ (Rebound) ทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยง

“บรรยากาศการลงทุนสัปดาห์นี้ ปัจจัยความกังวลเรื่องการลงประชามติมีความชัดเจนในทิศทางที่ดีขึ้น โดยกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าจะส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่จะได้รับผลดีในช่วงนี้ เนื่องจากปัจจัยความกังวลลดลง โดยนักลงทุนมีความเชื่อมั่น โดยเฉพาะความต่อเนื่องของโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐบาล อย่างไรก็ดี เนื่องจากท้ายสัปดาห์จะเป็นวันหยุดยาว ดังนั้น ปลายสัปดาห์นี้ ดัชนีอาจจะย่อตัวลงบ้าง เพราะนักลงทุนบางส่วนอาจปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงระหว่างวันหยุดยาวได้ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในกรอบ 1,500-1,550 จุด” นายมณฑล กล่าว

นายมณฑล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว แนะนำให้สามารถทยอยลงทุนได้ในช่วงที่ดัชนีฯ ย่อตัวลง เนื่องจากมองว่าดัชนีฯ ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในลักษณะ Sideway Up ในระยะถัดไป ขณะที่ นักลงทุนระยะสั้น (เทรดดิ้ง) แนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังการลงทุนในช่วงที่ดัชนีฯ ปรับตัวสูงขึ้นที่ระดับ 1,540-1,550 จุด เนื่องจากคาดว่าดัชนีฯ อาจมีการย่อตัวลง เพื่อปรับฐานก่อนที่จะรอดูทิศทางตลาดต่อไป รวมทั้งติดตามกระแสเงินทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยอย่างใกล้ชิด โดยในสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังต้องติดตามผลการประกาศ MSCI ในวันที่ 12 ส.ค. 59

 

ตี5พรุ่งนี้! ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาเบนซิน 60สต./ล.-E85 เพิ่ม 40สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ส.ค. 2559 16:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684947

 

ปตท. และบางจาก ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน 60 สต./ลิตร, E85 เพิ่ม 40 สต./ลิตร ส่วนดีเซล คงเดิม มีผลตี 5 พรุ่งนี้ …

วันที่ 8 สิงหาคม ปตท. และบางจาก ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซิน 60 สตางค์/ลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 40 สตางค์/ลิตร ส่วนดีเซล คงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. พรุ่งนี้ (9 ส.ค.)

ส่งผลให้ราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95: 30.26 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล 95: 23.15 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล 91: 22.88 บาท/ลิตร E20: 20.64 บาท/ลิตร E85: 16.89 บาท/ลิตร ดีเซล 22.79 บาท/ลิตร

ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด