KTB 50 ปี ธนาคารกรุงไทย กับเรื่องเล่าจากความห่วงใย ที่คุณดูแล้ว…อิ่มใจจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 ส.ค. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684908

 

#ดีใจจัง เรื่องดีใจ อยู่ใกล้กว่าที่คิด 50 ปีธนาคารกรุงไทย

ระยะเวลา 50 ปี หากเราจับมือเดินทางไปพร้อมกับใครสักคน ก็ต้องผ่านทั้งร้อนและหนาว จนกลายเป็นความผูกพันที่เหนียวแน่น เช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านี้ที่ ธนาคารกรุงไทย ถือโอกาสครบรอบ 50 ปี ถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจในฐานะคนสำคัญของธนาคารที่ผูกพันกันมา “#ดีใจจัง ที่โตมาด้วยกัน ดั่งความผูกพันเสมือนครอบครัว” เป็นคลิปวิดีโอครบรอบ 50 ปีธนาคารกรุงไทย ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจของผู้ร่วมงานที่มีต่อธนาคาร ด้วยความผูกพันจากรุ่นสู่รุ่น และทำให้หลายคนๆ ที่ได้ดูอมยิ้มไปตามกัน


ในความรู้สึกของคนทั่วไป ธนาคารกรุงไทย คือสถาบันทางการเงินที่อยู่กับคนไทยมา 50 ปีแล้ว แต่สำหรับพนักงานในครอบครัว ธนาคารกรุงไทยย่อมเป็นมากกว่า พวกเขาจึงเผยคำแทนใจจากพนักงานที่ได้ร่วมงานกับธนาคารกรุงไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่ไม่เพียงแต่จะมอบรอยยิ้มและความสุข ยังมอบประสบการณ์การทำงาน คุณภาพชีวิต และทุนการศึกษา เพื่อเป็นต้นทุนชีวิตของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลาผ่านมา กลายเป็นความผูกพันระหว่างพนักงานและธนาคาร จนเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

ไม่ว่าจะเป็น ดีใจ…ที่อยู่มานานจนเปลี่ยนสรรพนาม

ดีใจ…ที่อยู่มา 6 ปี ทั้งที่จะทำแค่ 6 เดือน
ดีใจ…ที่คนทั้งบ้าน ทำงานที่เดียวกัน
ดีใจ…ที่ทำงานกรุงไทยสาขาตู้ปลา แม้ว่าพื้นที่ทำงานจะคับแคบ แต่ก็เต็มไปด้วยความสุข
ดีใจ…ที่อยู่มาเกือบ 40 ปี และจะอยู่จนกว่าเกษียณ ทำงานด้วยความภาคภูมิใจ
ดีใจ…ที่ขยันเต็ม 100 แม้กายไม่พร้อม


ความดีใจจังของบุคคลเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นองค์กรที่เห็นถึงความสำคัญของห่วงโซ่ความผูกพัน ที่สามารถให้ทั้งความสุข ความหวัง และคุณภาพชีวิต ซึ่งในที่สุดความสุขเหล่านั้นจะส่งต่อถึงการให้บริการแก่คนไทย ให้มีรอยยิ้มทุกครั้งที่มาใช้บริการ ที่ตั้งใจเติมเต็ม “ความสุขของคนไทย” เป็นสำคัญ

เพราะเชื่อว่าความคิดถึง ความห่วงใย เป็นห่วงโซ่ความห่วงใยให้กันได้นั่นเอง ดีใจจังที่โตมาด้วยกัน 50 ปี ธนาคารกรุงไทย

 

กสทช.เรียก 5 ค่ายมือถือถกจัดระเบียบเกมจุดเกิดมอนสเตอร์ ‘โปเกมอน โก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ส.ค. 2559 12:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684662

 

ทรู รับกระแส Pokemon GO ชวนลูกค้า ทรูมูฟ เอช รับคู่มือ Pokedex พร้อมจับและอัพเลเวลก่อนใครที่ทรูช็อป ขณะที่ กสทช.เรียก 5 ค่ายมือถือถกหากรอบคุมบริการเกม ‘โปเกมอน โก’ จัดระเบียบสถานที่หามอนสเตอร์ให้เหมาะสม…

พิเศษ! ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ได้รับอนุญาตใช้ลิขสิทธิ์ตัวละครและการ์ตูน Pokémon แต่เพียงผู้เดียวในไทย ต้อนรับกระแสเกมมือถือที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก โปเกมอน โก “Pokémon Go” ที่ให้บริการในประเทศไทยแล้ว โดยสาวกโปเกมอนชาวไทยค้นหาและจับโปเกมอน พร้อมพบกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับลูกค้า ทรูมูฟ เอช 4G+ กับ Gotta catch ’em all! พบกับโปเกมอนมากมายมาให้เหล่าเทรนเนอร์จับและอัพเลเวลไปด้วยกัน ที่ทรูช็อป พร้อมกัน เวลา 18.00 น. ตลอด 7 วัน ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2559 โดยสามารถติดตามสาขาทรูช็อปที่เล่นกิจกรรมได้ที่ Facebook ของ TrueMove H


สำหรับคนที่เริ่มเล่น Pokedex รับฟรีคู่มือที่รวบรวมข้อมูลสำคัญโปเกมอน และคู่มือการเล่นเกม Pokemon GO ฉบับภาษาไทย ที่เผยระบบการเล่นในเกมแบบหมดเปลือก วิธีจับโปเกมอน วิธีต่อสู้และยึดครอง Gyms ข้อมูลโปเกมอนแบบละเอียดทั้ง 151 ตัว ได้ที่ทรูช็อปทุกสาขา นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ต 5 GB ราคา 99 บาท นาน 7 วัน ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2559 (สำหรับแบบเติมเงินและรายเดือนเท่านั้น สามารถใช้งานได้บนเครื่อข่าย ทรูมูฟ เอช ทั้งระบบ 3G และ 4G) เพื่อเหล่านักล่ามอนสเตอร์

ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เตรียมเชิญผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 ราย เข้าร่วมประชุม หารือผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรื่องการกำกับดูแลเกม Pokemon GO วันพรุ่งนี้ (9 ส.ค.) ในเวลา 14.00 น. หอประชุมชั้น 2 โดยคาดว่าจะหารือเรื่องการจัดระเบียบจุดเกิด หรือตำแหน่งการเก็บมอนสเตอร์ ที่ขณะนี้มีหลายจุดที่ไม่เหมาะสมที่จะไปเก็บสัตว์ประหลาด เนื่องจากเป็นเขตหวงห้าม และเป็นสถานที่ราชการ.

 

ยูไอเอชเปิดบริการแบนด์วิธออนดีมานด์รับดิจิตอลไทยแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ส.ค. 2559 11:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684622

 

“ยูไอเอช” เปิดตัวนวัตกรรมบริการ “แบนด์วิธออนดีมานด์” บริการปรับเพิ่มลดความเร็วการรับส่งข้อมูลได้ทันที เสริมประสิทธิภาพองค์กรสู่ดิจิตอลไทยแลนด์ตามนโยบายภาครัฐ…

พ.อ.เรืองทรัพย์ โฆวินทะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (ยูไอเอช) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ดิจิตอลไทยแลนด์ โดยมีเป้าหมายคือ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตอลพัฒนานวัตกรรมการผลิต การบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันขององค์กรธุรกิจ โดยยูไอเอชผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร จึงพัฒนานวัตกรรมการบริการตอบสนององค์กรธุรกิจเพื่อเข้าสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ ด้วยบริการ “แบนด์วิธออนดีมานด์” เครื่องมือปรับเพิ่มลดอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล (แบนด์วิธ) ช่วยให้องค์กรรับส่งข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเสริมศักยภาพในการทำธุรกิจขององค์กร

ทั้งนี้ นวัตกรรมบริการแบนด์วิธออนดีมานด์เป็นเครื่องมือให้ผู้ดูแลระบบไอทีขององค์กรสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มลดอัตราความเร็วการรับส่งข้อมูลได้ทันที บนคลาวด์เซอร์วิส ผ่านเว็บพอทัลเซอร์วิสของยูไอเอชที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อปรับเพิ่มลดอัตราความเร็วของการใช้งานของวงจรต่างๆ ที่ต้องการ และยังสามารถตั้งเวลากำหนดการใช้งานล่วงหน้าได้ ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว และยืดหยุ่นต่อการใช้งาน

พ.อ.เรืองทรัพย์ กล่าวต่อว่า ยูไอเอชพร้อมให้บริการดังกล่าวแก่องค์กรธุรกิจต่างๆ ซึ่งนวัตกรรมบริการแบนด์วิธออนดีมานด์เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการใช้งานรับส่งข้อมูลตามช่วงเวลาแตกต่างกัน เช่น ธุรกิจโรงแรมที่มีฤดูกาลท่องเที่ยวเป็นตัวกำหนดปริมาณการใช้งาน สามารถปรับเพิ่มลดอัตราความเร็วให้สูงขึ้นในช่วงไฮซีซั่นหรือโลว์ซีซั่นได้ ธุรกิจสถานศึกษาซึ่งมีช่วงเวลาการเปิดปิดภาคการศึกษา ธุรกิจโทรทัศน์ดิจิตอลที่มีการใช้งานรับส่งข้อมูลมากในช่วงถ่ายทอดสด หรือธุรกิจค้าปลีกที่มีตารางกำหนดเวลาการรับส่งข้อมูลซื้อขายในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ทันที เช่น การเพิ่มช่องสัญญาณให้กับวงจรสำรอง กรณีที่วงจรหลักไม่สามารถใช้งานได้ หรือเพิ่มช่องสัญญาณเพื่อรองรับการใช้งานที่สูงกว่าสภาวะปกติ เพื่อคงคุณภาพของการให้บริการต่างๆ.

 

ทองเปิดตลาด ปรับลด 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ส.ค. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684507

 

ราคาทองวันที่ 8 ส.ค. 59 เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,100 ขายออกบาทละ 22,200 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,709.12 ขายออกบาทละ 22,700 บาท

วันที่ 8 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.33 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,100.00 บาท ขายออกบาทละ 22,200.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,709.12 บาท ขายออกบาทละ 22,700.00 บาท.

 

หัวหมอยัดไส้ผสมแกลบ! ฟันเจ้าหน้าที่ อคส.เอี่ยวทุจริตข้าว-มัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684337

 

อคส. ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงคนในเอี่ยวทุจริตข้าว-มัน หลังลงพื้นที่ตรวจสอบพบมันเส้นในรัฐหายจำนวนมาก บางคลังแอบเอานั่งร้านมาใส่แทน หรือผสมแกลบ แถมมีข้าวยัดไส้ข้าวผิดประเภท ลั่นพบผิดเล่นงานหนักทั้งอาญา แพ่ง วินัย ขีดเส้นให้เสร็จใน 30 วัน

ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อคส.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นหลายชุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ อคส.มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการแทรกแซงราคามันสำปะหลัง และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ หากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตจริง จะตั้งคณะกรรมการสอบวินัย เพื่อเอาผิดทางวินัย ซึ่งมีตั้งแต่การตักเตือน ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน จนถึงขั้นให้ออก รวมถึงยังต้องมีความผิดทางอาญาและแพ่งด้วย

สำหรับการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากเมื่อเร็วๆนี้ อคส.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพมันสำปะหลังเส้นในสต๊อกของรัฐบาลที่ได้จากโครงการแทรกแซงตั้งแต่ปี 51/52 เป็นต้นมา และพบว่ามี 14 คลังสินค้าในหลายจังหวัด ที่รัฐเช่าฝากเก็บมันเส้นนั้น มีมันเส้นสูญหายมากกว่า 10% ของปริมาณที่ฝากเก็บในแต่ละคลัง ซึ่งเป็นปริมาณที่ยอมให้ขาดได้จากการสูญเสียน้ำหนักหากเก็บไว้นาน บางคลังได้นำเอานั่งร้านมาใส่กลางกองกระสอบมันเส้นเพื่อให้ดูเหมือนว่ามีกระสอบมันเส้นวางอยู่จริง รวมถึงยังมีการปลอมปนแกลบ ซึ่ง อคส.ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของคลังสินค้าไปแล้ว

“หลังจากที่ อคส.ตรวจพบสินค้าหาย ก็ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของโกดังไปแล้ว แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ อคส.ที่เกี่ยวข้อง เช่น หัวหน้าคลังสินค้าในจังหวัดที่มันเส้นหาย เจ้าหน้าที่ประสานงานในส่วนกลาง หรือเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว 1 ชุด มีตัวแทนจากตำรวจ 3 คน และเจ้าหน้าที่อคส. 3 คน ถ้าพบมีมูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตจริง จะตั้งคณะกรรมการสอบวินัย เพื่อเอาผิดทางวินัยอีกทางหนึ่ง นอกจากความผิดทางอาญาและแพ่ง”

ร.ต.อ.สุธรรมกล่าวอีกว่า ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อตรวจสอบเจ้าหน้าที่ อคส.มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการปลอมปนมันเส้นกับแกลบ ที่ตรวจสอบพบเมื่อเร็วๆนี้ ในคลังสินค้าที่ จ.อุบลราชธานีหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ อคส.เช่าเพื่อฝากเก็บมันเส้นกว่า 10,000 ตัน แต่พบว่ามีแกลบปลอมปนมากกว่า 9,700 ตัน มีมันเส้นจริงเก็บอยู่เพียง 263 ตันเท่านั้น ซึ่ง อคส.ได้แจ้งความดำเนินคดีเจ้าของคลังสินค้าแล้ว ขณะเดียวกัน ยังได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการทุจริตในคลังสินค้าที่เช่าฝากเก็บข้าวในสต๊อกรัฐที่ได้จากโครงการรับจำนำ 7 คลังสินค้า ที่พบว่ามีการนำข้าวผิดชนิดมาฝากเก็บแทน

“คณะกรรมการตรวจสอบข้าว มีผู้แทนจากตำรวจ 3 คน และเจ้าหน้าที่ อคส. 2 คน ซึ่งทุกคณะ ผมให้เวลาตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่ถ้ายังไม่เสร็จ ก็ให้ต่อเวลาได้ทุกคณะ ถ้าพบว่าคน อสค. เกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน”

สำหรับมันเส้นในสต๊อกรัฐบาล จากโครงการแทรกแซงราคาตั้งแต่ปี 51/52 ที่เหลืออยู่อีกประมาณ 31,400 ตัน และเสื่อมสภาพไปมากแล้วนั้น คาดว่าในอีกประมาณ 2 สัปดาห์จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาการประมูล เพื่อนำไปทำเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเบื้องต้น คณะกรรมการ (บอร์ด) อคส.ได้เจรจากับโรงไฟฟ้า จ.กระบี่ให้ช่วยรับซื้อแล้ว.

 

บ้านระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ใจกลางเมืองในสองทำเลจากชาญอิสสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682171

 

บ้านเดี่ยวใจกลางเมืองที่จะช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างลงตัวระดับลักซ์ชัวรี่ ต้องโดดเด่นทั้งที่ตั้ง รูปแบบบ้าน ฟังก์ชั่นใช้สอย ที่จอดรถที่พอเพียง และคุณภาพที่มาพร้อมกับจำนวนบ้านที่เหมาะสม เพื่อความสงบและเป็นส่วนตัว

บ้านอิสสระบางนา และ “อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9” จึงเป็นความลงตัวที่ชาญอิสสระสร้างสรรค์สำหรับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ที่ต้องการหลบหลีกความวุ่นวาย แต่ยังคงความสะดวกสบายในการเดินทาง และมีความปลอดภัยในการอยู่อาศัย

“อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9” บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ใจกลางเมืองย่านพระราม 9 ที่ออกแบบให้โอบล้อมธรรมชาติในสไตล์ Modern Tropical เปิดประสบการณ์การใช้ชีวิตอิสระ บนพื้นที่ 9 ไร่ มีเพียง 20 หลัง พื้นที่ใช้สอย 700-764 ตารางเมตร ประกอบด้วย 5 ห้องนอน 5 ที่จอดรถ ราคาเริ่มต้น 80 ล้านบาท พร้อมด้วยคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำ สวนที่ให้ความไพรเวทแก่ครอบครัว






“บ้านอิสสระ บางนา” บ้านเดี่ยว 2 และ 3 ชั้น แวดล้อมด้วยธรรมชาติเขียวขจี ดีไซน์ให้ทุกตารางเมตรของพื้นที่มีสภาวะอยู่สบาย ปลอดภัย บนพื้นที่ 24 ไร่ มี 43 หลัง พื้นที่ใช้สอย 425-633 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 46 ล้านบาท พร้อมด้วยคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำ Amphitheater ลู่วิ่งรอบหมู่บ้าน ที่ทำให้การพักผ่อนและออกกำลังกายสมบูรณ์แบบ






ทั้ง 2 โครงการได้รับการออกแบบโดย บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) ผู้ออกแบบชั้นนำของไทย ที่ทำให้บ้านทั้งสองโครงการมีความโดดเด่นด้านดีไซน์ครบครันด้วยฟังก์ชั่นในบ้านลงตัวกับทุกคนในครอบครัว ชาญอิสสระจะเปิด Pre Sales ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2559 นี้ ณ สำนักงานขายของแต่ละโครงการ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
สำนักงานขายโครงการ “อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9” โทร : 095 207 9277-9
สำนักงานขายโครงการ “บ้านอิสสระ บางนา” โทร : 095 207 9235-7

www.charnissara.com

 

กพท.ลุ้นไอเคโอปลดธงแดงเดือน ก.พ. 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684336

 

นาวาอากาศตรีอลงกต พูลสุข ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญด้านความปลอดภัยด้านการบิน (เอสเอสซี) ของไทยตามข้อแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ว่า ภายในสิ้นเดือน ต.ค.69 ทาง กพท.จะทำหนังสือเชิญไอเคโอให้เข้ามาตรวจสอบซ้ำ ซึ่งตามขั้นตอนไอเคโอจะต้องให้คำตอบภายใน 90 วัน หลังจากฝ่ายไทยร้องขอว่าจะเข้ามาตรวจสอบวันไหน ซึ่งคาดว่าทางไอเคโอจะเดินทางเข้ามาตรวจสอบได้ในช่วงเดือน ม.ค.60 โดยจะใช้เวลาในการพิจารณาสรุปประมาณ 1 เดือน หรือประมาณเดือน ก.พ.60 จะประกาศได้ว่าจะปลดธงแดงให้ไทยหรือไม่

สำหรับการปฏิบัติการตามเอสเอสซีที่ไทยได้นำเสนอต่อไอเคโอนั้นมีความคืบหน้าไปกว่า 80% แต่ยังปฏิบัติไม่ครบตามแผน ยังขาดเรื่องการตรวจสอบเพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินอากาศใหม่ (เอโอซี) คาดว่า กพท.จะเริ่มขบวนการตรวจสอบเอโอซีของสายการบินแรกได้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 2559 เป็นต้นไป และเพื่อให้พิจารณาปลดธงแดงเป็นไปด้วยความรวดเร็ว กพท.จะนำร่องตรวจสอบเอโอซีเฉพาะสายการบินระหว่างประเทศที่มีขนาดการปฏิบัติการไม่มาก และมีเครื่องบินเพียงไม่กี่ประเภท จำนวน 8 สายการบินที่มีความพร้อม คือ 1. การบินไทย 2. สายการบินนกแอร์ 3. สายการบินไทยแอร์เอเชีย 4. สายการบินนกสกู๊ต 5. สายการบินโอเรียนท์ไทย 6. สายการบินไทยแอร์เอเชียเอกซ์ 7. สายการบิน K-miles และ 8. สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส

“เราจะเริ่มตรวจและออกเอโอซีได้ตั้งแต่ 12 ก.ย. เริ่มจาก 8 สายการบินก่อน คาดว่าภายในสิ้นเดือน ต.ค. เราจะตรวจและออกเอโอซีแล้วเสร็จประมาณครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 4 ราย จากนั้นประมาณเดือน ต.ค. จะเชิญไอเคโอเข้ามาตรวจสอบการปฏิบัติตามแผนของ กพท.”

นายอลงกตกล่าวอีกว่า แนวทางการออกใบอนุญาตประกอบการให้สายการบินในอนาคตว่าอาจจะต้องมีการปรับปรุงใหม่ โดยจะต้องมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินของสายการบินอย่างเข้มข้น โดยอาจจะต้องมีการกำหนดเงินทุนสำหรับการประกอบกิจการที่เหมาะสม เพื่อให้มีความสามารถในการจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้โดยสารหากเกิดปัญหาด้านการเดินทางขึ้นในอนาคต ส่วนกรณีที่สายการบินที่นำมาให้บริการเพียงลำเดียวนั้น กพท.จะต้องมีการพิจารณารายละเอียดและความถี่ในการทำการบิน หากมีความถี่ไม่มากก็สามารถขอใบอนุญาตประกอบการบินได้.

 

“สมคิด” ไล่บี้อัดงบลงทุนโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684331

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2559 (ก.ค.-ก.ย.) เตรียมจะลงไปเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งเชื่อว่าปีนี้จะสามารถผลักดันการเบิกจ่ายงบประมาณให้ทะลุเป้าหมายได้ เนื่องจากขณะนี้ทุกส่วนราชการให้ความร่วมมืออย่างมาก

“ตั้งใจว่าจะลงไปเร่งงบลงทุนในไตรมาสสุดท้าย เท่าที่เห็นตัวเลขการเบิกจ่ายตอนนี้คิดว่าไม่มีปัญหา การเบิกจ่ายปีนี้น่าจะทะลุเป้า ส่วนราชการช่วยผมมากและขณะนี้ทุกส่วนเร่งทำงานหมด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการเบิกจ่าย 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 (ต.ค. 2558-ก.ค. 2559) ว่า จากที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2559 ทั้งสิ้น 2.72 ล้านล้านบาทนั้น มีการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปแล้ว 2.215 ล้านล้านบาท หรือ 81.46% เพิ่มขึ้นจากวันที่ 30 มิ.ย.2559 ที่ 175,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ 80.08% ที่ 1.38% ประกอบด้วย การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำ 2.175 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 1.927 ล้านล้านบาท หรือ 88.62% และรายจ่ายลงทุน 544,300 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 287,700 ล้านล้านบาท หรือ 52.87%

ในส่วนการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (งบกลางปี) ทั้งสิ้น 56,000 ล้านบาท นั้นเบิกจ่ายแล้ว 11,000 ล้านบาท หรือ 19.65% ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 41,000 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 10,900 ล้านบาท หรือ 26.68% รายจ่ายลงทุน 15,000 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 64 ล้านบาท หรือ 0.43% ส่วนเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี พ.ศ.2549-2558 ทั้งสิ้น 307,800 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 206,000 ล้านบาท หรือ 66.94% เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือน มิ.ย.7,658 ล้านบาท เมื่อรวมการก่อหนี้แล้วอยู่ที่ 267,200 ล้านบาท หรือ 86.81%.

 

ยัดปิกาจูชูเที่ยว! ฉะแหลกโปเกมอน โก ‘เงินสะพัด’ หรือ ‘ทำลายชุมชน’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683413

 

จากการ์ตูน “โปเกมอน” ยอดฮิต กระโดดลงสมาร์ทโฟนเป็นเกม “โปเกมอน โก” กระหึ่มโลก! ผู้คนมากมายออกไล่ล่าหามอนสเตอร์หน้าตาน่ารัก ขุนเลี้ยงประคบประหงมอย่างดีไว้สู้ศึกกับผู้เล่นคนอื่นๆ หลายคนสนุกสนานกับการไล่ล่าในชีวิตจริง หลายคนชื่นชอบเพราะได้สำรวจโลกกว้าง แต่หลายต่อหลายคนก็ห่วงกังวลเหลือเกินว่า ผู้เล่นจะมัวแต่จ้องโทรศัพท์จนเผอเรอหัวคะมำ หน้าคว่ำ สะดุดหงาย เข้าไปในสถานที่อันตราย หรืออาจเจอพลังงานบางอย่างก็เป็นได้…

รายงานพิเศษชิ้นนี้ พบเจอกับเจ๊ดำอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้ขอแหวก-แหกวงมาคุยเรื่อง “ปิกาจู” (*เสียงสูง*) เสียหน่อย เพราะเจ๊ทำนายอนาคตคอเกมไทยทุกราศีได้เลยว่า เหล่าคุณๆ ท่านๆ ต้องแห่เดินดงลงดอยเสาะหามอนสเตอร์กันให้วุ่นวาย และเชื่อเจ๊ได้เลยว่า ดราม่าจะบังเกิดแน่นอน!


เสาชิงช้าก็ยังเป็นยิมค่ะคุณขา

ล่าสุด แว่วๆ มาเรียงๆ ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเดินเครื่องออกหารือกับเอกชนที่ได้ลิขสิทธิ์เกมโปเกมอน โก เพราะในช่วงที่ผ่านมาได้วางโปรเจกต์กันคร่าวๆ ไว้ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะจับมือกับกระทรวงไอซีที บรรจุหรือตั้งค่าตำแหน่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของไทยเข้าไปในเกม เพื่อให้ผู้คนออกไปท่องเที่ยวไล่จับโปเกมอนตามสถานที่ต่างๆ ที่ได้ตั้งค่าไว้ในแอพพลิเคชั่น โดยวาดหวังอย่างยิ่งว่า นโยบายนี้จะเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวของไทยได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ ในช่วงก่อนหน้านี้ก็มีพี่ป้าน้าอา ผู้หลักผู้ใหญ่ออกมาแสดงความกังวลถึงการนำเจ้าเกมนี้เข้ามาเล่นในเมืองไทย เพราะในต่างประเทศก็มีข่าวอุบัติเหตุจากการเล่นเกมโปเกมอน โก ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเดินตกหน้าผา, ถูกโจรกระชากกระเป๋า, ขับรถเสยรถตำรวจขณะเล่นเกม ฯลฯ หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่าบ้านเมืองมีระเบียบวินัย ก็มิวายเกิดอุบัติเหตุจากการเล่นเกมโปเกมอน โก สูงถึง 36 ครั้งภายใน 3 วันเพียงเท่านั้น


ในที่ทำงานเจ๊ดำก็ยังมีโปเกสต็อปค่ะคุณ

อย่าเอาแต่ก้ม จนละเลยคนข้างๆ นะเธอ
ยกที่หนึ่งเริ่ม! นักวิชาการ ฉะแหลกโปเกมอน โก อันตราย แปลกหน้า เสี่ยงทำลายวัฒนธรรม!

ทีนี้ เจ๊ดำเลยยกหู หูที่ว่านี่ไม่ใช่หูเจ๊นะ แต่เป็นหูโทรศัพท์(ฮา) ขอกริ๊งกร๊างโทรหา นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสื่อสาธารณะ อาจารย์ธามไม่พูดพร่ำทำเพลง เริ่มร่ายยาวถึงข้อเสียสารพัดของเกมดัง แต่เจ๊ใจดีย่อสั้นๆ จากที่คุยกัน ดังต่อไปนี้

1.โดยส่วนใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทยมักจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น วัด, ซากโบราณสถาน, แหล่งชุมชนอนุรักษ์ เป็นต้น ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้มีความแข็งแกร่งทางวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ดังนั้น เกมดังกล่าวอาจทำให้ผู้เล่นเสี่ยงต่อการเดินเหยียบย่ำซากโบราณสถาน และรบกวนผู้คนในชุมชน อันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจเกิดความขัดแย้งต่างๆ ตามมาได้

“หากปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเคยเล่น ก็จะรู้รายละเอียดของเกมนี้ว่า ตัวสัตว์ประหลาดในเกมไม่ได้อยู่นิ่งๆ ให้จับ ผู้เล่นต้องเดินตามหา เพราะฉะนั้น การบรรจุสถานที่ท่องเที่ยวลงไป จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และต้องตั้งคำถามกลับว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ต้องการนักท่องเที่ยวกลุ่มไหน หากโฟกัสที่กลุ่มเล่นเกม คงไม่ตรงเป้าหมายเป็นแน่ เพราะแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวแบบที่คอเกมนิยม มิหนำซ้ำ สัญญาณอินเทอร์เน็ตในแหล่งท่องเที่ยวบางพื้นที่ ก็ยังไม่มีความสม่ำเสมอเท่าใดนัก” นักวิชาการสื่อสาธารณะ ฉะตรงไปตรงมา


โปเกมอน โก นี่ทุกทิศทั่วไทยจริงๆ

2.หากผู้ผลิตเกมวางตัวสัตว์ประหลาดไว้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งปัญหาของอุทยานไทย คือ ไม่ค่อยทำป้ายเตือนพื้นที่อันตราย และไม่ดูแลรักษาลวดกั้นจนทำให้อยู่ในสภาพทรุดโทรม ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันต่อตัวผู้เล่นได้

“เรามักจะเห็นว่า แผนที่ของประเทศไม่ได้มีความแม่นยำเท่าที่ควร ดังนั้น หากตัวสัตว์ประหลาดอยู่บนดอย หน้าผา หรือภูต่างๆ จะยิ่งทำให้ผู้เล่นมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก หรือในกรณีที่ผู้เล่นบางรายมีพฤติกรรมที่ชอบเล่นเกมโปเกมอนในยามวิกาล หรือชอบเล่นในเวลากลางค่ำกลางคืน สมมติว่า อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งมีโปเกมอนอยู่ในนั้น แล้วนักท่องเที่ยวต้องการเข้าไปจับ ณ เวลานั้นๆ ลองคิดดู จะเกิดอะไรขึ้น?” ธาม เชื้อสถาปนศิริ แสดงความกังวล


ในนามีข้าว ในน้ำมีโปเกมอน

หนุ่มๆ สาวๆ จงระวัง อย่าขับรถหาโปเกมอนกันเลย เจ๊ว่ามันไม่ควร อันตรายค่ะอันตราย!

3.แม้เกมโปเกมอน โก จะเปิดให้ผู้เล่นโหลดมาเล่นได้ฟรีๆ แต่ไอเทมต่างๆ ในเกมต้องใช้เงินจริงซื้อ ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) ของไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้จ่ายอย่างรัดกุม โดยธาม นักวิชาการยกตัวอย่างกรณีคุกกี้รัน ซึ่งลูกใช้เงินในบัตรเครดิตแม่ไปซื้อเพชรในเกม แต่สิ่งที่ได้กลับมาหลังจากนั้นคือ บิลเรียกเก็บเงิน 2 แสนบาท เพราะฉะนั้น คำถามที่ตามมาคือ โปเกมอน โก จะซ้ำรอยคุกกี้รันหรือไม่?

4.เดิมทีการเล่นเกมจะเล่นต่างๆ จะอยู่แต่ในบ้าน หรือร้านเกม แต่เกมโปเกมอน โก จะดึงให้เด็กๆ ออกจากบ้านไปพบคนแปลกหน้า มิหนำซ้ำ เกมนี้จะเปิดเผยว่าผู้เล่นอยู่ในสถานที่ใด ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ให้อาชญากรออนไลน์ฉวยโอกาสจากจุดนี้ก่อเหตุก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ เรื่องของความปลอดภัยของผู้เล่น


ตามซากอาคาร หรือสถานที่รกร้างก็ยังมี

5.“เกมเสมือนจริงไปรุกล้ำพื้นที่จริง” ธาม นักวิชาการสื่อ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพตามว่า หากคุณคนหนึ่งที่ไม่ได้เล่นเกมโปเกมอน โก กำลังเดินบนฟุตปาท หรือกำลังใช้พื้นที่ของสวนสาธารณะ แต่กลับมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งออกเดินตามหาสัตว์ประหลาดในพื้นที่ที่คุณกำลังใช้งานอยู่ การกระทำเช่นนี้ ย่อมเท่ากับว่า ผู้เล่นกำลังรบกวนการใช้พื้นที่ หรือไปรบกวนการพักผ่อนหย่อนใจของผู้อื่นอยู่

สุดท้าย เจ๊ถาม นายธาม นักวิชาการสื่อสาธารณะว่า “หากเกมโปเกมอน โกเปิดให้เล่นในไทยอย่างเป็นทางการ คุณจะลองโหลดมาเล่นหรือไม่?” นักวิชาการคนดังตอบกลับสั้นๆ ว่า “ถ้าเอาเข้ามา ผมอาจจะลองดู แต่ผมคงไม่มีเวลาไปนั่งเล่นอะไรขนาดนั้น”


อุ๊ย เกาะหน้าค่ะ
ยกที่ 2! บรรจุเกมโปเกมอน โก ลงแหล่งท่องเที่ยว นักแคสเกมบอก ดีทุกฝ่าย ไปซิครับ รออะไร…

นายเอกอนันต์ เลิศพงษ์อนุกูล นักแคสเตอร์เกม หรือที่คนในวงการเกมรู้จักในนาม Maser Gamer เซียนเกมพูดคุยกับเจ๊แบบเป็นกันเอ๊งกันเองเกี่ยวกับเกมโปเกมอน โกว่า โปเกมอน โก ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยประมาณช่วง 8 โมงเช้าของวันที่ 6 สิงหาคม 2559 ซึ่งเกมนี้มีความแตกต่างและโดดเด่นจากเกมอื่นก็ตรงที่ เกมโปเกมอน โก พาเราออกไปเจอกับโลกภายนอก ได้ออกไปท่องเที่ยว ได้ออกไปสถานที่ที่ไม่เคยได้ไป โดยระหว่างทางเราอาจได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่อยู่รอบตัวได้อีกด้วย

เจ๊ดำถามหนุ่มตรงหน้าว่า “เมื่อเราได้เล่นเกมโปเกมอน โกแล้ว เรารู้สึกไหมว่า การพิจารณาสิ่งรอบตัวมันลดลง?” นักแคสเกมหนุ่มหนุ่มยอมรับง่ายๆ ว่า “ใช่ครับ เมื่อก่อนถ้าเราเดินสวนกับใคร เราจะสนใจ หรือชำเลืองมองคนที่เดินสวนกับเราทุกครั้ง แต่ตอนนี้เราอาจไปสนใจสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์มากกว่า เพราะต้องจ้องหาโปเกมอนในมือถือ เพื่อไม่ให้คลาดสายตา เพราะฉะนั้น คนที่เล่นเกมนี้ต้องเล่นอย่างมีขอบเขต หรือก่อนจะไปไล่จับโปเกมอนที่ไหน ก็ควรศึกษาเส้นทางและวางแผนการเดินทางให้ดี ซึ่งสิ่งสำคัญ 2 ประการที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือ อย่ารบกวนผู้อื่น และตัวเองต้องปลอดภัย”


นายเอกอนันต์ เลิศพงษ์อนุกูล นักแคสเตอร์เกม หรือที่คนในวงการเกมรู้จักในนาม Maser Gamer

พบเจอโปเกมอนได้ทุกแห่งหนค่ะคุณขา

เจ๊ดำถามเซียนเกม เหมือนถามหมอดูว่า โปเกมอน โก จะมาไวไปไวแค่ไหน อย่างไรคะ? เขาตอบ “ผมวิเคราะห์จากประสบการณ์ เกมนี้จะอยู่ได้นานกว่าเกมอื่นๆ โดยคาดว่า ในช่วง 1-2 เดือนแรกเกมโปเกมอน โก จะบูมและแพร่หลายมาก แต่หลังจากนั้นกระแสอาจจะซาลง เนื่องจากในเกมมีโปเกมอนให้จับประมาณร้อยกว่าตัว และด้วยโปเกมอนจำนวนเท่านี้ ผมคาดว่า ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนก็น่าจะจับกันครบ แต่นอกจากโปเกมอนที่มีให้จับในไทย ก็ยังมีโปเกมอนภูมิภาค ที่จะปล่อยให้จับได้เพียงเฉพาะท้องถิ่นนั้นๆ หรือต้องบินข้ามน้ำข้ามประเทศไปจับ” เซียนเกมหนุ่ม แสดงทรรศนะตามประสบการณ์

“หากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ บรรจุโปเกมอนหายากลงไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หรือถ้าคุณอยากได้โปเกมอนตัวนี้ คุณต้องมาที่นี่เท่านั้น หากมีเงื่อนไขเช่นนี้ คุณเอกอนันต์ จะไปจับโปเกมอนตัวนี้ไหม?” เจ๊ถามคอเกมพันธุ์แท้ และเขาก็ตอบตรงไปตรงมาตามหนุ่มไฟแรงว่า “ผมว่าแจ๋วเลยนะ ดีกับทุกฝ่ายด้วย ไปครับผม ไปดิครับ รออะไร”


เจ นักแคสเตอร์เกม
ยกที่ 3 เป๊ง! ปลัดท่องเที่ยว ชี้ไม่มีคนบ้าที่ไหนเล่นเกม จนละเลยแหล่งท่องเที่ยว

เจ๊ดำได้พูดคุยกับ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงความคืบหน้าการบรรจุโปเกมอนลงแหล่งท่องเที่ยว ได้ความว่า ล่าสุดยังไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กำลังนัดหารือกับเอกชนผู้นำเข้าโปเกมอน โก

นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้แจกแจงถึงสิ่งที่ต้องคำนึงจากนโยบายโปเกมอนดันเที่ยวไทยไว้เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ 1.แหล่งท่องเที่ยวที่จะบรรจุโปเกมอนลงไป จะต้องเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้รับความนิยม หรือเป็นเมืองรอง โดยล่าสุด กำลังพิจารณาเขตพัฒนาการท่องเที่ยว 3 เขต (1)เขตพัฒนาการท่องเที่ยวมรดกโลกทางวัฒนธรรม (สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร) (2)เขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มน้ำโขง (หนองคาย เลย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม) (3)เขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง (อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง สิงห์บุรี) ซึ่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว กล่าวกับเจ๊ว่า ทั้ง 3 เขตนี้อาจได้รับโอกาสที่จะบรรจุโปเกมอนลงไป


โปเกมอน โก มาแน่ ออกล่า หาตังค์ซื้อไอเทม

2.ความปลอดภัย ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่ฝ่ายคมนาคม, เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เข้าไปพื้นที่นั้นๆ ได้รับความปลอดภัยสูงสุด

“กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะต้องประสานงานกับแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ว่า คนในชุมชนจะรองรับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เพราะผมเชื่อว่า เมื่อนโยบายนี้ลุล่วงสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวจะต้องหลั่งไหลอย่างมากมายแน่นอน ดังนั้น คนในชุมชนต้องรองรับนักท่องเที่ยวไหว” นายพงษ์ภาณุ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว กล่าวด้วยความมั่นใจ


เด็กๆ อยากเป็นเทรนเนอร์ โตขึ้นมาได้เป็นจริงๆ

เจ๊ถามบิ๊กกระทรวงท่องเที่ยวฯ ย้ำคำตอบข้างบนอีกว่า “นโยบายนี้จะกระตุ้นการท่องเที่ยวได้แค่ไหน พอจะคาดการณ์เป็นตัวเลขกลมๆ ได้หรือไม่?” นายพงษ์ภาณุ ตอบสั้นๆ ว่า “ผมเชื่อว่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวของพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างมากมายมหาศาล เอาเป็นว่า อย่าเพิ่งประเมินเป็นตัวเลขดีกว่า แต่ผมเชื่อว่า มันจะมากมายมหาศาล โดยพิจารณาได้จากยอดที่ผู้เล่นดาวน์โหลดไปเล่น”


อึ๊บๆ อย่าหนีไปไหนนะ!

เจ๊โยงเข้าดราม่า พร้อมถามตรงๆ กับท่านปลัดฯ ว่า “มีนักวิชาการออกมาคัดค้านว่า ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีสาระมากกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมตธุรกิจแอพพลิเคชั่น ท่านมองเรื่องนี้อย่างไร?” ปลัดฯ ท่องเที่ยว ตอบอย่างใจเย็นว่า ประโยชน์ของการท่องเที่ยวก็คือคุณได้ออกไปพบปะผู้คน ได้ออกไปสัมผัสสถานที่ และประสบการณ์ใหม่ ซึ่งทางกระทรวงฯ มองว่า เทคโนโลยีจะช่วยให้คนเข้าถึงการท่องเที่ยวได้มากขึ้น โดยแก่นแท้ของชุมชนก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต นี่คือสิ่งผู้เล่นเกมต้องเข้าไปเรียนรู้อยู่แล้ว

“ไม่มีคนบ้าที่ไหนเข้าไปเล่นเกมอย่างเดียว โดยไม่สนใจสถานที่ ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตของผู้คนหรอกครับ และทางกระทรวงฯ ก็ไม่คิดที่จะทำอะไรเกินเลยอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครปิดกั้นเทคโนโลยีที่ไหลเข้ามาได้ และก็ไม่ควรปิดกั้นประชาชนจากเทคโนโลยีด้วย ดังนั้น เราต้องหาวิธีที่สมดุลที่สุด ทั้งอนุรักษ์ ทั้งเปิดเสรี ทุกอย่างต้องสมดุลกัน” นายพงษ์ภาณุ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตอบตรงๆ เช่นกัน


ข้ามถนน ก็ดูรถยนต์ดูมอเตอร์ไซค์กันด้วยจ้า เจ๊เป็นห่วง
ตรงนี้ไม่มียก! ปลัดไอซีที งง หารือโปเกมอน โกตอนไหน เชื่อไอซีทีไม่เกี่ยวจับโปเกมอนลงท่องเที่ยว

จากการหารือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงไอซีทีนั้น นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวกับเจ๊ดำถึงความคืบหน้าล่าสุดว่า ทางตนยังไม่ทราบถึงรายละเอียดของเรื่องนี้ โดยส่วนตัวคิดว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งกระทรวงไอซีทีไม่ได้เป็นผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นโปเกมอน โก รวมทั้งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวเป็นเรื่องของโมบาย มิใช่โครงข่าย เพราะฉะนั้น นโยบายดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับทางกระทรวงไอซีทีโดยตรง


โปเกมอนครองโลก

ปลัดหญิงแห่งกระทรวงไอซีที แสดงความเป็นห่วงไว้ด้วยว่า “ในแง่ของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการไล่จับโปเกมอนนั้น มองว่า ทางผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นควรใส่ภาษาไทยไว้ในแอพพลิเคชั่น เพื่อแสดงข้อความเตือนที่ผู้เล่นสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายโดยทั่วกัน เช่น ในเกมดังกล่าวอาจมีโปเกมอนอยู่บนภูเขา หรือแหล่งน้ำ เมื่อผู้เล่นเดินทางไปยังจุดเสี่ยงต่างๆ ทางแอพพลิเคชั่นก็ควรที่จะมีข้อความขึ้นเตือนผู้เล่น ไม่ให้เดินหลงเข้าไปในจุดดังกล่าวโดยไม่ระวัง”

เล่นให้ดี
เล่นด้วยใจ
ถ้าเล่นได้ ใช้สติด้วยค่ะ!
เจ๊ดำ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ญี่ปุ่นยกทัพจับคู่เอสเอ็มอีไทย ธุรกิจอาหาร-เครื่องจักรกลการเกษตรมีอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684327

 

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการหารือกับ นายฮิโตชิ โกโต ผู้ว่าราชการจังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น ว่า นายฮิโตชิได้มาหารือความร่วมมือด้านเอสเอ็มอีระหว่างญี่ปุ่นกับไทย โดยได้พาคณะนักธุรกิจเอสเอ็มอีในจังหวัดยามานาชิ 6 ราย เดินทางมาจับคู่ธุรกิจกับเอสเอ็มอีไทย รวมทั้งแนะนำการท่องเที่ยวในจังหวัดยามานาชิให้เป็นที่รู้จักด้วยแก่นักท่องเที่ยวชาวไทย

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับจังหวัดยามานาชิมาตั้งแต่เดือน ต.ค.2556 และที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในจังหวัดยามานาชิเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทยแล้ว 11 บริษัท และเกิดการจับคู่ธุรกิจกับเอสเอ็มอี ไทย 1 ราย

นางอรรชกากล่าวว่า นับจากนี้ไป นายฮิโตชิยืนยันว่า จังหวัดยามานาชิ จะมีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอุตสาหกรรมร่วมกัน และการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับจังหวัดยามานาชิ เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากจังหวัดยามานาชิและประเทศไทย

“จังหวัดยามานาชิ เป็นจังหวัดที่มีผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพที่พร้อมร่วมจับคู่ทำธุรกิจร่วมกัน จึงเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการทั้ง 2 ประเทศ จะร่วมลงทุนกันในอนาคต”

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีแผนที่จะขยายความร่วมมือด้วยการทำเอ็มโอยูเพิ่มอีก 3 จังหวัดของญี่ปุ่นในปีนี้ คือจังหวัดเอฮิเมะ จังหวัดโคจิ จังหวัดคานากาว่า จากปัจจุบันมีความร่วมมือกันแล้ว 15 จังหวัดจากทั้งหมด 47 จังหวัดในญี่ปุ่น ล่าสุดสถิติใน 6 เดือนแรกของปีนี้ มีเอสเอ็มอีจากประเทศญี่ปุ่น 25 ราย ที่เดินทางเข้ามาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยรวม 100 คู่.