ททท.สบช่องเกมโปเกมอนมาแรงสุดๆ ดึงบรรดาสาวกออนทัวร์ตามจับในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684326

 

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัท เก็ตโค้ แอดเวนเจอร์ (Gecko Adventures) ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ของประเทศออสเตรเลีย ได้จัดทำแพ็กเกจทัวร์ตามจับโปเกมอนโกทั่วโลก ขายในราคาแพ็กเกจละ 7,300 ยูเอสดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือ 194,000 บาท ซึ่งประเทศที่จะเดินทางไปทัวร์จับโปเกมอน ตามที่บริษัทวางแผนจะเริ่มตั้งแต่ที่หมู่เกาะกาลาปากอส เปรู และเดินทางไปต่ออีกหลากหลายประเทศ และมาจบทริปการจับโปเกมอนสุดท้ายที่บริษัทจะพาเหล่านักจับโปเกมอนโกมาเยือนประเทศไทย ซึ่งรวมจะใช้เวลากว่า 6 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.-10 ต.ค.นี้

ดังนั้น ททท.จะใช้โอกาสดังกล่าวติดต่อไปยังบริษัทไนแอนติก ที่ร่วมกับโปเกมอนโกในการดูแลลิขสิทธิ์ ให้มีการจัดทำโปเกมอนในรูปแบบลิมิเต็ดอิดิชั่นในประเทศไทย พร้อมให้บริษัททัวร์ที่มาท่องเที่ยวด้วยทัวร์ดังกล่าว ได้มีโอกาสจับโปเกมอนที่หายากได้ อาทิ การจับโปเกมอนที่สนามมวย จะได้โปเกมอนแต่งตัวคาดเชือกต่อยมวย หรือการให้โปเกมอนได้ต่อสู่ในสังเวียนมวยจริงของไทย เพราะถือว่าการต่อยมวยเป็นวัฒนธรรมเด่นของคนไทยที่ดังไปทั่วโลก และเป็นกีฬาที่ชาวต่างชาตินิยม พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ ททท.สำนักงานซิดนีย์ ไปติดต่อกับบริษัททัวร์ดังกล่าวเพื่อหารือและทำการตลาดท่องเที่ยวร่วมกันด้วย

“ต้องยอมรับว่าขณะนี้กระแสโปเกมอนโกได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมาก จนทำให้ปัจจุบันบริษัทที่ผลิตเนื้อหอมมีผู้ต้องการติดต่อขอทำธุรกิจร่วมกับโปเกมอนโกและบริษัทไนแอนติกจำนวนมาก ททท.ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานด้านการตลาดก็กำลังหาแนวทางจับกระแสตรงนี้เช่นกัน แต่เมื่อการติดต่อกับหน่วยงานใหญ่โดยตรงอาจจะล่าช้า เราจึงหันมาจับจุดในด้านอื่นๆที่เกี่ยวกับโปเกมอนโกแทน อย่างเช่น การเข้าไปหารือกับบริษัททัวร์จับโปเกมอนของออสเตรเลีย เพื่อทำตลาดการท่องเที่ยวร่วมกัน”.

 

การพัฒนาคนไทยสู่ยุค 4.0 ภารกิจขับเคลื่อนประเทศหลังลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683897

 

ไม่ว่าผลของประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ประเทศไทยยังต้องเดินไปข้างหน้า

ขณะที่ภารกิจขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มักพูดถึง อยู่เสมอคือ การดำเนินนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นห่วงและกังวลก็คือ การจะเชื่อมคนไทยบางส่วน ที่เป็นคนไทย 1.0, 2.0 และ 3.0 ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ได้อย่างไร เพราะประเทศไทยมีคนหลากหลาย ตั้งแต่ 1.0-3.0 และยังมีคนไทย 1.0 อีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือ

รัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาลที่ถูกสั่งให้ถ่ายทอดแนวความคิดของนายกฯไปสู่แผนยุทธศาสตร์ คือ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เขาถอดรหัสหลักคิดของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน” และ “จะ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ออกมาเป็น 2 ยุทธศาสตร์หลัก คือ การปิดลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และ การสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน

ดังที่เขาได้ให้สัมภาษณ์ “ทีมเศรษฐกิจ” ดังนี้…

3 กลไกพัฒนาประชาชน

“ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 1 ปี หลังการลงประชามติ รัฐบาลยังคงมีภารกิจ ที่สำคัญและต้องเร่งดำเนินการอยู่ 2 ประการ

ระยะสั้น คือ การรักษาโมเมนตัมของการฟื้นตัวจากวิกฤติ เพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลชุดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นความต่อเนื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน รายได้จากการ ท่องเที่ยว โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ การสร้างความเป็นธรรมเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ การปราบปรามคอร์รัปชัน ฯลฯ

ระยะยาว คือ การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศผ่านโมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” ที่จะเชื่อมต่อ กับ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้”

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า “ไทยแลนด์ 4.0” ตามที่ถอดรหัสออกมาเป็น 2 ยุทธศาสตร์หลัก จะดำเนินการได้ โดยผ่าน 3 กลไกสำคัญ คือ

1.การขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์เพื่อแข่งขันได้ในเวทีโลก (Competitive Growth Engine) เปลี่ยนจากการทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก โดยการเติมเต็มปัญญา เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Economy)

2.การกระจายรายได้ โอกาส และความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียม (Inclusive Growth Engine) เปลี่ยนจากการรวยกระจุก ต้องทำให้ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเกิดการกระจายตัว เพื่อไปสู่ “สังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน” (Inclusive Society)

3.การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth Engine) เปลี่ยนจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล เป็นการพัฒนาที่สมดุล เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งนายกฯกำลังผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDG) ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

“Thailand 4.0” เป็นการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการสร้างองค์ความรู้ผ่านระบบการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปคนและการศึกษาไปพร้อมๆกัน

วิธีเชื่อมคนไทย 1.0 สู่ 4.0

เขากล่าวว่า Thailand 4.0 จะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อมี “คนไทย 4.0” แต่ในความเป็นจริง ประเทศเรามีคนที่หลากหลายตั้งแต่ 1.0-3.0 เรายังมีคนไทย 1.0 อีกจำนวนไม่น้อย ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ จึงเห็นว่า มาตรการเร่งด่วนในระยะสั้น คือ ยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่มหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย 1.0 และ 2.0 ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรรายย่อย กลุ่มเอสเอ็มอี โอทอป แรงงานทักษะต่ำ คนด้อยโอกาส คนพิการ และคนยากจนในเมือง

ขณะนี้มีการทำงานในเชิงบูรณาการระหว่างกระทรวงและกลไก “ประชารัฐ” มีการผลักดันมาตรการต่างๆออกมาเป็นระลอกๆ เพื่อตอบโจทย์การได้รับความเป็นธรรม การเข้าถึงทรัพยากร การเพิ่มรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการสร้างโอกาส

ส่วน มาตรการที่ส่งผลในระยะยาว เมื่อสามารถขยับคนไทย 1.0 และคนไทย 2.0 ให้สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนไทย 3.0 แล้ว ก็จะก้าวไปสู่การเป็น “คนไทย 4.0” ด้วยกัน ด้วยการปรับเปลี่ยนเกษตรกรแบบเดิมๆ เป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ปรับเปลี่ยนเอสเอ็มอีและโอทอปเป็นสมาร์ท เอ็นเตอร์ไพรส์/สตาร์ทอัพ

ปรับเปลี่ยนผู้ประกอบการภาคบริการ ให้เป็นผู้ให้บริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Services Providers) ปรับเปลี่ยนแรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำถึงปานกลาง เป็นแรงงานทักษะสูง

สำหรับการสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ขณะนี้ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยมีความตื่นตัวเป็นอย่างมาก เริ่มจากมหาวิทยาลัยรัฐ 27 แห่งกำลังจะนำเสนอบทบาทในการขับเคลื่อน “ไทยแลนด์ 4.0” ผ่าน 2 ภารกิจสำคัญคือ การวิจัย และการสร้างคน

โดยมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทนำร่วมกับเอกชนในการพัฒนาและขับเคลื่อน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมๆกับการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ประเด็นท้าทายของประเทศ เช่น เรื่องคนสูงวัย ภาวะโลกร้อน การสร้างเมืองอัจฉริยะ พลังงานทางเลือก เป็นต้น

การกำหนดเทคโนโลยี/อุตสาหกรรมเป้าหมายใน “ไทยแลนด์ 4.0” ทำให้สามารถวางแผนกำลังคนและคุณภาพคนที่ต้องการในอนาคตได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษาต้องทำการปรับเปลี่ยนหลักสูตร ตลอดจนวิธีการเรียนการสอนใหม่ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีดังกล่าว

โจทย์ท้าทายทางออกแรงงาน

ส่วนการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม 4.0 กับการเตรียมพร้อมให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และแรงงานไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีและแรงงานจำนวนไม่น้อยที่มีความกังวลว่า หากนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ จะมีคนตกงานจำนวนมหาศาล และหากใช้เงินทุนมหาศาลในการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา หรือการปรับเปลี่ยนการผลิตด้วยระบบดิจิตอลจะคุ้มทุนเมื่อไหร่

จากการร่วมหารือกับ นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และทีมผู้บริหารในประเด็นดังกล่าว พบว่า ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ เครื่องช่วยทุ่นแรง ต่างๆ ทำให้คนงานทำงานง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา และการผลิตด้วยระบบดิจิตอลนั้นอาจต้องลงทุนจำนวนมากในช่วงแรก แต่จะสร้างผลตอบแทนมูลค่ามหาศาลในภายหลัง

สอท.ได้จำแนกเอสเอ็มอีออกเป็น 5 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเอสเอ็มอี 2.0 มีอยู่ประมาณ 35% 2.กลุ่มเอสเอ็มอี 2.5 มี 35% 3.กลุ่มเอสเอ็มอี 3.0 มี 20–25% 4.กลุ่มเอสเอ็มอี 3.5 มี 3–4% 5.กลุ่มเอสเอ็มอี 4.0 มีไม่ถึง 1% โจทย์ที่ท้าทายคือ เราจะขยับปรับเปลี่ยนเอสเอ็มอีไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้อย่างไร?

กลุ่มเอสเอ็มอี 2.0 นั้น ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีที่ผสมผสานเครื่องจักร กับแรงงานคนการจะปรับเปลี่ยนเอสเอ็มอี 2.0 ให้เป็นเอสเอ็มอี 3.0 อาจสามารถทำได้ภายใน 5 ปี แต่ต้องมีการวัดผลการผลิต วิเคราะห์ Big Data แล้วปรับให้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักร

ส่วนกลุ่มเอสเอ็มอี 3.0 เป็นโรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมด ไม่ต้องใช้แรงงาน ขณะที่ กลุ่มเอสเอ็มอี 3.0-3.5 เน้นเรื่องการเพิ่ม ผลิตภาพ การลดต้นทุน การเพิ่มคุณภาพ การทำให้ได้ปริมาณมาก เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ การจะปรับเปลี่ยนจากเอสเอ็มอี 3.0 ให้เป็นเอสเอ็มอี 4.0 ต้องนำเอาเทคโนโลยีและติดตั้งระบบมาช่วย ที่สำคัญอย่างยิ่งต้องเน้นที่กระบวนการและนวัตกรรมทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนกลุ่มเอสเอ็มอี 4.0 จะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นกระบวนการบูรณาการแล้ว กลุ่มนี้จะมีการใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง หรือ Internet of Things (IoT) ในการเชื่อมผู้ผลิตกับลูกค้าจากทั่วโลก ในลักษณะบูรณาการจากต้นทางสู่ปลายทาง โดยไม่ต้องมีคนมาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต

การเปลี่ยนจากเอสเอ็มอี 2.0 ไปสู่เอสเอ็มอี 4.0 เลย ทำได้ยากมาก ปกติต้องปรับเป็นเอสเอ็มอี 3.0 (Automation) ก่อน ซึ่งภาครัฐสามารถช่วยได้ในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ การศึกษาความเป็นไปได้และการประเมินตนเองของผู้ประกอบการ

การพัฒนาติดตั้งระบบ (System Integrators) ตลอดจนการออกแบบกระบวนการ (Process Design) แต่สุดท้ายแล้ว ภาคเอกชนต้องลงทุนด้านเครื่องจักรเอง ซึ่งรัฐอาจจะต้องมีกองทุนเข้าไปช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

โจทย์ที่ท้าทายต่อมาคือ หากผู้ประกอบการเป็นเอสเอ็มอี 4.0 กันหมด คนงานจะทำอย่างไร ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ถ้าโรงงานไม่อัพเกรด ก็จะทำให้สินค้าไม่ได้คุณภาพ ส่งสินค้าได้ไม่ตรงเวลา ผลิตสินค้าได้ไม่คุ้มทุน สุดท้ายบริษัทก็อยู่ไม่ได้ คนก็จะตกงาน

แต่ถ้าสามารถปรับเป็นเอสเอ็มอี 4.0 จะทำให้พนักงานที่อยู่ในบริษัททำงานง่ายขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่เงื่อนไขที่สำคัญคือ แรงงานต้องปรับตัว พัฒนาทักษะและฝีมือที่เครื่องจักรทำแทนไม่ได้ ซึ่งปัจจุบัน กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาแรงงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยพัฒนาจากกำลังคนไปสู่พลังสมอง โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการฝึกทักษะแรงงานชุดใหม่

ผลักดันแผนพัฒนา “จังหวัด 4.0”

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า อีกส่วนที่สำคัญคือ ต้องมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ “จังหวัด 4.0” เพื่อส่งเสริมให้จังหวัดเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ ดึงดูดการลงทุนทั้งจากภายในและภายนอก ยกระดับคนในพื้นที่ให้มีผลิตภาพสูง รวมถึงการพัฒนาสินค้าและบริการของจังหวัดให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ เป็นการสร้างการกระจายความมั่งคั่งไปสู่จังหวัด โดยแยกเป็น 2 กลุ่มเป้าหมาย

คือ “กลุ่มเอสเอ็มอี 1.0–2.0” เน้นการยกระดับมาตรฐานและผลิตภาพ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการเข้าถึงตลาด

“กลุ่มเอสเอ็มอี 3.0” เน้นเรื่องการสร้างนวัตกรรม โมเดลธุรกิจ การทำธุรกิจบนดิจิตอลแพลตฟอร์ม และการสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ “จังหวัด 4.0” จะเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจังหวัด อาทิ คมนาคม โลจิสติกส์ ระบบอินเตอร์เน็ต ตลาดกลางสินค้าเกษตร ตลาดชุมชน ตลาดอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนกองทุนพัฒนาจังหวัด (Provincial Venture Capital) โดยมีการบ่งชี้อุปสรรคในเชิงระบบ กฎระเบียบ เพื่อเสนอให้รัฐบาลปลดล็อกข้อจำกัด

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ “จังหวัด 4.0” ถือเป็นสัญญาประชาคมของประชารัฐในระดับพื้นที่ จะเป็นยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ที่เชื่อมต่อ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และ “ไทยแลนด์ 4.0” เข้าด้วยกัน ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดและสร้างอนาคตจังหวัดของตนเอง จึงเป็นการปลูกฝังระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

มิเพียงเท่านั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจ “จังหวัด 4.0” จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ลดโอกาสการสูญเสียจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ที่มาจากภาคราชการ รวมถึงปิดกั้นโอกาสการแทรกแซง หรือดำเนินมาตรการประชานิยมอย่าง เข้มข้นที่มาจากนักการเมืองอย่างในอดีต

*******************

ดร.สุวิทย์สรุปทิ้งท้ายว่า นายกฯกล่าวย้ำอยู่เสมอว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน “ไทยแลนด์ 4.0” คือ “คนไทย 4.0” เพื่อให้สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21 คนไทยจะต้องปรับเปลี่ยนตนเองใน 4 มิติ คือ 1.เป็นคนไทยที่มีความรู้ ทักษะ และความสามารถที่สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21

2.เป็นคนไทยที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม 3.เป็นคนไทยมีอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่สามารถยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีสากล 4.เป็นดิจิตอลไทยเพื่อสอดรับกับการเข้าสู่ยุคดิจิตอล

นอกจากนี้ “คนไทย 4.0” จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีการเรียนรู้ใน 4 เรื่องสำคัญคือ การเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมแรงบันดาลใจให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย การเรียนรู้เพื่อบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ การเรียนรู้เพื่อปลูกฝังจิตสาธารณะ ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และการเรียนรู้เพื่อมุ่งการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์

เรื่องการปฏิรูปคน ปฏิรูปการศึกษา เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลา ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงที่เกี่ยวข้องกำลังขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวผ่านกลไก “ประชารัฐ” คาดว่าผลสัมฤทธิ์จะเริ่มทยอยออกมาในไม่นานเกินรอ

ทั้งหมดนี้คือ ภารกิจของรัฐบาลในการ “ซ่อมเสริมฐานราก” และ “เตรียมการสู่ อนาคต” ให้กับประเทศไทย เพื่อไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ก่อนที่จะส่งไม้ต่อ ให้กับรัฐบาลชุดต่อไป.

“ทีมเศรษฐกิจ”

 

เอไอเอสไม่พลาด ถ่ายทอดศึกโอลิมปิกเกมส์บนมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ส.ค. 2559 11:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683172

 

เอไอเอสถ่ายทอดศึกโอลิมปิกเกมส์บนมือถือผ่านแอพ AIS PLAY ให้คนไทยร่วมส่งใจเชียร์ได้ทั้งสดและย้อนหลัง…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดและชมย้อนหลังการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกริโอเกมส์ 2016 ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 5 – 21 ส.ค. 2559 รายเดียวในประเทศไทย บนโทรศัพท์มือถือผ่านแอพพลิเคชัน AIS PLAY ที่มอบประสบการณ์ความมันส์ กับมหกรรมกีฬาระดับโลกให้คนไทยได้ร่วมเชียร์ พร้อมส่งกำลังใจไปสู่ทัพนักกีฬาไทย

ทั้งนี้ ผู้สนใจร่วมเชียร์ได้ตั้งแต่พิธีเปิดจนถึงพิธีปิดครบทุกการแข่งขันทั้ง 11 ช่องพร้อม 1 ช่องข่าว รวม 12 ช่อง ซึ่งจะอัพเดตการแข่งขัน สรุปเหรียญรางวัล รวมทั้งสัมภาษณ์นักกีฬาแบบเอ็กซ์คลู ซีฟ ด้วยความคมชัดในระดับ HD สนุกได้ทุกที่ ทุกเวลา บนเครือข่าย 4G, 4.5G, AIS และ AIS SUPER WiFi ลูกค้าเอไอเอส สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น AI S PLAY ได้ฟรี ผ่านทาง App Store สำหรับ iOS และ Google Play Store สำหรับ Android หรือโทร * 357# สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ www.ais.co.th/playapp

 

ทองราคาลดลงบาทละ 250 แท่งขาย 22,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ส.ค. 2559 10:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683117

 

วันที่ 6 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำปรับราคาขายทองคำลดลงบาทละ 250 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 22,150 บาท ขายออกบาทละ 22,250 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,754.60 บาท ขายออกบาทละ 22,750 บาท ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคาทองคำซื้อขายในตลาดโลกลดลง.

 

นำน้ำผึ้งผสมเลมอน ฮอลล์เอ็กซ์เอส ส่งรสใหม่ทำตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ส.ค. 2559 10:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683136

 

มอนเดลีซเดินหน้ารักษาผู้นำตลาดลูกอมแนะนำฮอลล์เอ็กซ์เอสรสชาติใหม่ฮันนี่เลมอน หวังจับกลุ่มลูกค้าชอบน้ำผึ้งและเลมอน…

น.ส.ณัฐณี เกษมรัฐกุล หัวหน้าฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัท มอนเดลีซฯ เปิดตัวฮอลล์เอ็กซ์เอส รสชาติใหม่ล่าสุดฮอลล์เอ็กซ์เอสฮันนี่เลมอน เอาใจลูกค้าด้วยกลิ่นหอมของน้ำผึ้งและรสชาติอันแสนอร่อยของเลมอนยอดนิยมแบบเม็ดเล็ก แต่เย็น สูตรปราศจากน้ำตาล เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดลูกอม พร้อมขยายฐานลูกค้าและความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ฮอลล์เอ็กซ์เอสฮันนี่เลมอนมาในแพ็กเกจดีไซน์ทันสมัย พกพาสะดวก ขนาด 15 กรัม บรรจุ 25 เม็ด วางขายแล้วที่ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ.

 

การจ้างงานสหรัฐฯ หนุนหุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ‘S&P-แนสแด็ก’ ทำนิวไฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ส.ค. 2559 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683057

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันศุกร์ หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ ประจำเดือนก.ค. ที่ดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแรงกว่าที่คิด…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 5 ส.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 191.48 จุด หรือ 1.04% ปิดที่ 18543.53 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 18.62 จุด หรือ 0.86% ปิดที่ 2182.87 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 54.87 จุด หรือ 1.06% ปิดที่ 5221.12 จุด

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ การจ้างงานในเดือนก.ค. เพิ่มขึ้นถึง 255,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 185,000 ตำแหน่ง โดยตัวเลขที่ออกมาชี้ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังดีขึ้น และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานภายในปีนี้ และอาจจะไม่เกิดขึ้นก่อนเดือนธ.ค.

 

ท่องเที่ยวโตต้องลงทุน รัฐแนะใช้สิทธิภาษีปรับห้องพักรับเซเลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682931

 

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การลงทุนจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวยังมีสัดส่วนน้อยมาก เมื่อวัดจากสัดส่วนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีของภาคท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงเห็นว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวควร จัดทำแผนลงทุนผ่านรูปแบบการปรับปรุงตึกอาคารให้ดูมีมูลค่าสูงขึ้น คู่ขนานกับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังให้ความ สำคัญกับตลาดกลุ่มนี้อย่างมาก ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับประเทศโดยรวมเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีกับผู้ประกอบการในเชิงรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น

“ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนจากภาคธุรกิจท่องเที่ยว เท่าที่ประเมินคร่าวๆไม่น่าถึง 10% ของการลงทุนโดยรวม โดยเฉพาะภาคธุรกิจโรงแรม ซึ่งจากข้อมูลพบว่ายังมีจำนวนห้องพักรอการปรับปรุงกว่า 500,000 ห้อง ซึ่งเห็นว่า ตามที่กระทรวงการคลังให้สิทธิประโยชน์เร่งรัดการลงทุนในปี 2559 โดยเฉพาะการให้สิทธิ์ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไป เพื่อการลงทุน หรือต่อเติม เปลี่ยนแปลงขยายออก หรือทำให้ดีขึ้น ซึ่งสินทรัพย์นั้นเกี่ยวเนื่องกับกิจการ แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ 2 เท่า โดยต้องดำเนินการภายใน 31 ธ.ค.2559 จึงอยากให้ผู้ประกอบการเข้ามาใช้สิทธิ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการสูงสุด” นายพงษ์ภาณุกล่าว.

 

ฉิว! 5 มอเตอร์เวย์ทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682922

 

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) ว่า ขณะนี้ ทล.ได้ประกวดราคาหาผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 84,600 ล้านบาท ในระยะแรกครบทั้ง 25 ตอน จากทั้งหมด 40 ตอนแล้ว อยู่ระหว่างเจรจาต่อรองราคา จากนั้นจึงจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ คาดว่าปลายเดือนสิงหาคมนี้จะสามารถลงนามในสัญญาได้ครบทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 15 ตอน จะเปิดประกวดราคาในช่วงปลายปีนี้ และลงนามในสัญญากับผู้รับเหมาได้ครบทั้งหมดภายในปีนี้เช่นเดียวกัน

สำหรับมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. วงเงินงานโยธาประมาณ 43,700 ล้านบาท ทล.ประกวดราคาจนได้ผู้รับเหมาก่อสร้างในระยะแรกครบทั้ง 9 ตอน จากทั้งหมด 25 ตอนแล้วเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถลงนามก่อสร้างได้ เพราะต้องรอให้ผ่านรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน หากผ่านการพิจารณาจะลงนามกับผู้รับเหมาได้ ส่วนที่เหลืออีก 16 ตอน จะเปิดประกวดราคาในช่วงปลายปีนี้ และจะลงนามกับผู้รับเหมาได้ครบทั้งหมด ก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนมอเตอร์เวย์ สายพัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 32 กม. ที่แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 13 ตอน ได้ลงพื้นที่ก่อสร้างเกือบครบทุกตอนแล้ว ความคืบหน้างานก่อสร้างโดยรวมอยู่ที่ 7-8% จะแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 63 นอกจากนั้น ทล.ยังเตรียมเพิ่มเติมอีก 2 สายคือ สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 120 กม. และสายหาดใหญ่-ชายแดนมาเลเซีย โดยทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ทล.ได้นำเสนอเป็นโครงการที่เปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน (พีพีพี)

 

ททท.ชูอาหารถิ่น ชวนตะลุยกินทั่วไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682212

 

สุจิตรา จงชาณสิทโธ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า โครงการ “อาหารถิ่น ตะลุยกินทั่วไทย” นี้ มาจากผลสำรวจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทย นอกจากไปเยี่ยมครอบครัว ญาติ เพื่อน หรือท่องเที่ยวพักผ่อนแล้ว

ยังมีกิจกรรม “ชม ชิม ช็อป” คือเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยว รับประทานอาหาร ถ่ายภาพ แชร์ภาพ ซื้อของฝากของที่ระลึก

หากพิจารณาจากพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว การนำอาหารที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น อาหารที่หากินไม่ได้ทั่วไป ต้องเดินทางไปยังพื้นที่นั้นๆ เท่านั้น อาหารพื้นถิ่นจึงเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวในเชิงวัฒนธรรม สังคม ธรรมชาติ และวิถีการดำรงชีวิตมาเป็นตัวสร้างการรับรู้

และสร้างกระแสดึงดูดความสนใจให้นักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง

ยังมีแรงผลักดันให้ชุมชนอนุรักษ์อาหารถิ่น และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้อาหารถิ่น เป็นอีกหนึ่งจุดขาย

แนวคิดดังกล่าว สุจิตราจึงเห็นว่าหากหน่วยงานภาครัฐเข้าไปช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้เมนูอาหารถิ่นเป็นที่รู้จักของคนไทย ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นแล้ว มั่นใจว่าจะเกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปชิมเมนูอาหารถิ่น จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

เราจึงกำหนดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว Thailand Best Local Food โครงการ “อาหารถิ่น ตะลุยกินทั่วไทย” ขึ้นเพื่อสร้างเสน่ห์และแรงจูงใจให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น

เริ่มต้น ททท.จะนำร่องโครงการนี้ ด้วยการพาสื่อมวลชนออกไปตะลุยชม ตะลุยชิม ในเดือนกันยายนนี้ ตามตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยวจำนวน 5 เส้นทาง ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่

1.กินเที่ยวแบบอาร์ตที่ราชบุรี จังหวัดราชบุรี-เมนูเต้าหู้ดำ 2.เที่ยวเมืองจันท์ มหัศจรรย์ตะวันออก จังหวัดจันทบุรี-เมนูข้าวคลุกพริกเกลือ 3.เที่ยวเมืองปราสาทสองยุค บุกถิ่นอีสานใต้ จังหวัดบุรีรัมย์-เมนูยำแตร็ยปรัย 4.เที่ยวเมืองของกิน มนต์ขลังถิ่นอันดามัน จังหวัดพังงา-เมนูจอแหร้ง

และ 5.เที่ยวเมืองเชียงราย มนต์เสน่ห์อาหาร แคว้นล้านนา จังหวัดเชียงราย-เมนูข้าวแรมฟืน เพื่อเป็นการบอกกล่าวถึงโครงการนี้ผ่านสื่อมวลชน เพื่อนำไปประชาสัมพันธ์สู่ประชาชนให้ได้รับรู้

การจัดโครงการคงไม่ใช่จัดแล้วจบเลย แต่ ททท.จะดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเข้าไปช่วยประชาสัมพันธ์เมนูอาหารถิ่น

โดยเฉพาะจังหวัดที่ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมไปพักผ่อน จะใช้โอกาสตรงนี้ดึงความพิเศษของแต่ละแห่งเป็นจุดขาย ไม่แค่นักท่องเที่ยวคนไทย ยังรวมถึงต่างชาติ หลายเมนูจากหลายจังหวัดยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทย

เช่น อังแก๊บบอบ ของจังหวัดสุรินทร์, แอ่งแถะ ของจังหวัดพะเยา, แกงส้มผักกระชับ ของจังหวัดระยอง, ผัดหมี่ไทยยวน ของจังหวัดสระบุรี, ยาวเย ของจังหวัดระนอง

แต่ละจังหวัดใช้อะไรเป็นการตัดสินใจในการเลือกอาหารขึ้นเป็นตัวชู?

“ทาง ททท.เชื่อว่า ทุกจังหวัดมีเมนูอาหารประจำถิ่นที่เป็นแม่เหล็กอยู่แล้ว” สุจิตราตอบ “ททท.จึงให้สำนักงานท่องเที่ยว ประจำประเทศไทยทั้ง 37 แห่ง ออกไปสืบเสาะ ค้นหา คัดเลือกเมนูอาหารถิ่นที่เป็นเมนูชูโรง”

เมนูอาหารเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวในเชิงวัฒนธรรม สังคม ธรรมชาติ และวิถีการดำรงชีวิตของถิ่นนั้นๆ

เช่น ยำแตร็ยปรัย อาหารถิ่นประจำจังหวัดบุรีรัมย์ (แตร็ยปรัยเป็นภาษาเขมร) ประยุกต์มาจาก “กุ้งจ่อม-ปลาจ่อม” เป็นอาหารพื้นบ้านที่ชาวบุรีรัมย์ทำกินกันก้นครัวมานานแล้ว โดยเฉพาะแถบอำเภอประโคนชัย อำเภอที่มีกุ้งจ่อมขึ้นชื่อมาก

หน้าตายำแตร็ยปรัยคล้ายๆน้ำพริกปลาร้าสับ แต่มีรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ในแต่ละปี ททท.จะสรรหาเมนูอาหารถิ่นของแต่ละแห่งนำเสนอนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความหลากหลาย เป็นตัวเลือกให้เกิดการเดินทางมากขึ้นตามลำดับ

นักท่องเที่ยวเองก็ไม่จำเป็นต้องไปเฉพาะช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่จะไปเที่ยวตอนไหนก็ได้ที่สะดวก และต่อไปเมืองไทยจะไม่มีช่วงโลว์ซีซั่นอีก เพราะเมืองไทยเที่ยวได้ทั้งปี

ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล “รวมใจเที่ยวไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” สร้างรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจระดับฐานราก

“แต่ละพื้นที่ต่างมีเมนูอาหารถิ่นที่น่าลองไปชิมอีกมาก” สุจิตรา บอก “เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จัก และนี่จะเป็นการนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ คู่ขนานไปกับการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการกระจายรายได้ทุกภาค”

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปสู่ชาวบ้านที่แท้จริง ก็คงไม่หยุดเพียงแค่ชูจังหวัดละหนึ่งเมนูเท่านั้น

สุจิตราย้ำว่า โครงการอาหารถิ่น ตะลุยกินทั่วไทย ททท.มั่นใจว่า จะช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยวไทยเพิ่มสูงขึ้น จากปกติระหว่างการท่องเที่ยว คนไทยจะใช้จ่ายเรื่องการกินอาหาร คิดเป็นมูลค่าราว 2.2 แสนล้านบาท ในปี 2558

เมื่อมีโครงการนี้จะช่วยผลักให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.4 แสนล้านบาท

ททท.จะชูประเด็น “อาหารถิ่น ตะลุยกินทั่วไทย” เพราะถ้าคุณไม่เดินทางไปกินให้ถึงที่ อาจจะหาจากที่อื่นๆไม่ได้ หรืออาจหาได้ แต่ไม่ได้อรรถรสในการรับประทาน หรือรสชาติไม่เหมือนจากท้องถิ่นนั้นๆ

เมนูอาหารถิ่นเหล่านี้ จะไม่ถูกนำมาวางจำหน่ายในงานเทศกาลอาหารต่างๆที่จัดขึ้นทั่วไป เพราะ ททท.ต้องการให้นักท่องเที่ยวได้ลองหาโอกาสเดินทางไปชิม ลิ้มลองเมนูอาหารถิ่น 78 เมนู จาก 77 จังหวัดของไทยด้วยตัวเอง

นอกจากจะช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ทั้งนักท่องเที่ยวจะได้เปิดประสบการณ์กับจังหวัดใหม่ๆที่ยังไม่เคยไป คนในท้องถิ่นก็จะมีโอกาสนำเสนอวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เป็นการต่อยอดทางการท่องเที่ยวผ่านทางเมนูอาหารถิ่น

มีคำถาม ให้ความมั่นใจได้อย่างไร ไปแล้วจะได้ชิมอาหารท้องถิ่นได้ตลอดปีจริงๆ เพราะวัตถุดิบบางอย่างต้องเป็นช่วงฤดูถึงจะมี เช่น เห็ด

สุจิตราบอกว่า แนวคิดการเชื่อมโยงนำเอาอาหารถิ่นมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ททท.จะค้นหาเมนูอาหารถิ่นขึ้นมาในทุกจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดจะมีเมนูอาหารถิ่นของแต่ละพื้นที่มานำเสนอ

แต่ละเมนูของแต่ละพื้นที่ต้องไปเฉพาะฤดูกาล แต่บางเมนูอาจจะมีตลอดทั้งปี ททท.เชื่อว่าด้วยเหตุนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้กระจายการท่องเที่ยวไปได้อย่างทั่วถึง ในทุกๆจังหวัด ทุกๆภูมิภาค

แนวคิดกิจกรรมนี้ จะมีความต่อเนื่องไปได้ทุกจังหวัด และสามารถทำได้ทั้งปี

ททท. จัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์โครงการ มีข้อมูลบอกทั้งหมดว่าแต่ละจังหวัดมีเมนูประจำถิ่นอะไรบ้าง นักท่องเที่ยวติดต่อขอรับได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) ถนนเพชรบุรี และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทุกแห่ง

นักท่องเที่ยวท่านใดสนใจโครงการนี้ เข้าไปหาดูข้อมูลได้ที่ Facebook Local Food Thailand.

 

งานคือเงิน 06/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682232

 

คนฉลาดขวนขวายและกล้าที่จะเริ่มต้นทำในสิ่งใหม่ๆ เพราะนั่นหมายถึงก้าวแรกสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จในชีวิต

หมึกเขียว ขอส่งกำลังใจให้ คนกล้า เดินถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จในเร็ววัน พร้อมอาสาสรรหา สารพัดตำแหน่งงานน่าสนใจ มาฝากกันเช่นเคยที่ งานคือเงิน

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายเวลารับ เจ้าหน้าที่บริการวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์) P7 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติงานในโรงงานสัตว์เล็ก วุฒิ วิทยาศาสตรบัณฑิตทุกสาขา ต้องมีคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไม่เกิน 2 ปี) ได้แก่ TOEIC ไม่น้อยกว่า 400 คะแนน, CULI–TEST ไม่น้อยกว่า 40 คะแนน, CU–TEP ไม่น้อยกว่า 40 คะแนน หรือ IELTS ไม่น้อยกว่า 4 คะแนน มีความรู้ความสามารถใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูปอย่างดี สามารถอ่าน เขียนภาษาอังกฤษได้ดี ปฏิบัติงานนอกเวลาทำการ และทำงานเป็นกะได้ หากเป็นเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สนใจสมัครทาง http://www.hrm.chula.ac.th/recruitmentonline สอบถามเพิ่มเติมที่ หน่วยการเจ้าหน้าที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 0-2218-9773 ถึง 8 ส.ค.นี้

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม รับ เจ้าหน้าที่บริการการศึกษา ระดับชั้นอนุบาล 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี (รับถึง 8 ส.ค.นี้), เจ้าหน้าที่บริการทั่วไป (คนงาน) ฝ่ายอาคารสถานที่ 1 อัตรา วุฒิ ม.3/ม.6, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 1 อัตรา วุฒิ ม.3/ ม.6 รับถึง 16 ส.ค.นี้ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://satit-e-edu.chula. ac.th สอบถามที่หน่วยบุคคล โทร. 0-2218-2742

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังกัดโรงพยาบาลสัตว์เล็ก ขยายเวลารับ เจ้าหน้าที่บริการทั่วไป (คนงาน) P9 จำนวน 1 อัตรา วุฒิ มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3)/มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ปฏิบัติงานนอกเวลาทำการ และทำงานเป็นกะได้, เจ้าหน้าที่บริการทั่วไป (นักการภารโรง) P9 จำนวน 1 อัตรา วุฒิ มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3)/ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) สามารถจับบังคับสัตว์ได้ ปฏิบัติงานนอกเวลาทำการ และทำงานเป็นกะได้ (หากมีความรู้ความสามารถขั้นพื้นฐานทางด้านคอมพิวเตอร์จะพิจารณาเป็นพิเศษ) สำหรับผู้สมัครเพศชายทุกตำแหน่งต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สมัครที่ หน่วยการเจ้าหน้าที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 สอบถามที่ ฝ่ายบริหารคณะฯ (หน่วยการเจ้าหน้าที่) โทร. 0-2218-9773, 0-2218-9775 ถึง 11 ส.ค.นี้

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ พนักงานการเงินรายได้ ประเภทชั่วคราว ตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชี 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี ทางด้าน การบัญชี หรือ การเงิน สมัครที่ สำนักงานเลขานุการคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร. 0-2696-5207 ถึง 15 ส.ค.นี้

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ฝ่ายรับนักศึกษา สำนักทะเบียนและวัดผล รับ นักวิชาการศึกษา 2 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา มีความรู้ความสามารถในการออกแบบและพัฒนาฐานข้อมูล และมีความรู้ความสามารถทางด้านการคิดวิเคราะห์ระบบฐานข้อมูลนักศึกษา, ฝ่ายวัดผลการศึกษา สำนักทะเบียนและวัดผล รับ นักวิชาการศึกษา 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา มีความรู้ความเข้าใจในการประมวลข้อมูลวัดผลของมหาวิทยาลัย มีความรู้ความสามารถในการจัดประชุมและระบบการจัดเก็บเอกสาร มีความรู้ความเข้าใจข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศเกี่ยวกับการประมวลข้อมูลวัดผล, ฝ่ายปฏิบัติการประมวลผล สำนักคอมพิวเตอร์ รับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 2 อัตรา อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ในวิชาเอกหรือสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสาร-สนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์, ฝ่ายบริการงานคอมพิวเตอร์ สำนักคอมพิวเตอร์ รับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 2 อัตรา วุฒิ อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต วิศวกรรมศาสตร บัณฑิต ในวิชาเอกหรือสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์, ศูนย์การเรียนการสอนทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักเทคโนโลยีการศึกษา รับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ (ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์) 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต วิชาเอกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสายงานด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีความรู้และทักษะทางด้าน Programming และ Database อย่างดี มีความรู้และทักษะสำหรับการพัฒนา Web application และด้าน Server management system (หากมีความสามารถด้าน Linux Server จะพิจารณาเป็นพิเศษ),

ศูนย์การเรียนการสอนทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักเทคโนโลยีการศึกษา รับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ (เทคโนโลยีมัลติมีเดีย) 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต วิชาเอกเทคโนโลยีมัลติมีเดีย วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือ สาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสายงานเทคโนโลยีมัลติมีเดีย มีความรู้และทักษะทางด้านการออกแบบและสร้างสื่อมัลติมีเดีย และ งาน แอนิเมชั่น 2D และ 3D มีความรู้และทักษะสำหรับงานกราฟฟิก และ การพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น, ศูนย์โสตทัศนศึกษา สำนักเทคโนโลยีการศึกษา รับ นักวิชาการช่างศิลป์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในสาขา วิจิตรศิลป์ และประยุกต์ศิลป์ หรือ สถาปัตยกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์อาร์ต วิชวลเอฟเฟค ทัศนศิลป์ หรือ นวัตกรรมสื่อสารสังคม มีความรู้ความสามารถในการใช้ โปรแกรม Photoshop, Illustrator ในการสร้างและตกแต่งภาพกราฟฟิก และการ์ตูน โปรแกรม After Effects ในการทำ ภาพเคลื่อนไหว โปรแกรม Autodesk 3ds Max ในการสร้างภาพสามมิติ และทำ ภาพเคลื่อนไหวสามมิติ, ฝ่ายปฏิบัติการประมวลผล สำนักคอมพิวเตอร์ รับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 2 อัตรา อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ปริญญาโท หรือเทียบเท่า ในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต ในวิชาเอก หรือสาขาวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, สำนักพิมพ์ รับ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา มีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับงานสารบรรณและธุรการ งานพัสดุ งานการเงิน งานบุคคล งานแผนและงบ ประมาณ งานประกันคุณภาพการศึกษา งานบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน การวัดผลสำเร็จของการปฏิบัติงาน มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ โปรแกรม Microsoft Office มีประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์ โดยแสดงหนังสือรับรองประสบการณ์จากหน่วยงาน ทุกตำแหน่งต้องไม่มีสถานภาพเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สนใจสมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการบดี อาคารบริการ 1 ชั้น 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สอบถาม สำนักงานอธิการบดี กองการเจ้าหน้าที่ โทร. 0-2503-3617 ถึง 18 ส.ค.นี้

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายเวลารับ อาจารย์ ระดับ A–5 จำนวน 2 อัตรา สาขากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วุฒิ ปริญญาเอก ทาง กฎหมายจากสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ. รับรอง, อาจารย์ระดับ A–5 จำนวน 2 อัตรา สาขากฎหมายอาญา วุฒิ ปริญญาเอก ทาง กฎหมายจากสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ. รับรอง, อาจารย์ ระดับ A–5 จำนวน 1 อัตรา วุฒิ ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต ต้องได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) และเป็นปริญญาและสถาบันการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ.รับรอง สนใจสมัครผ่านทาง http://www.hrm.chula. ac.th/recruitmentonline สอบถามเพิ่มเติมที่ หน่วยบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชั้น 3 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 0-2218-2017 ต่อ 325 ถึง 19 ส.ค.นี้

คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รับ อาจารย์ 2 อัตรา ภาควิชาอนามัยชุมชน วุฒิ ปริญญาเอก ทุกสาขาวิชา โดยมีพื้นฐานด้านสาธารณสุข ต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 หมวด 1 บททั่วไป สนใจติดต่อที่ งานบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานคณบดี อาคารสาธารณสุขวิศิษฏ์ (อาคาร 1) ชั้น 5 คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โทร. 0-2354-8543 ต่อ 1103 ถึง 19 ส.ค.นี้

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดภาควิชาพัฒนาการเกษตรและการจัดการทรัพยากร คณะเทคโนโลยีการเกษตร วุฒิ ปริญญาเอก ทางด้าน เกษตรศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง สามารถทำการสอนได้ทางเศรษฐศาสตร์เกษตร เศรษฐศาสตร์พัฒนา และ การตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร (กรณีผู้สมัครอยู่ระหว่างรออนุมัติให้เป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากสภามหาวิทยาลัย/สถาบัน ผลการอนุมัติให้เป็นผู้ สำเร็จการศึกษาต้องไม่เกินวันสุดท้ายของการรับสมัคร) สมัครที่ งานบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนสนับสนุนวิชาการ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 10520 โทร. 0-2329-8000 ต่อ 7121, 0-2329- 8505 ถึง 9 ก.ย.นี้.

หมึกเขียว