ธปท.จัดเกณฑ์เข้มจัดระเบียบ อี-มันนี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682917

 

คุมอัตราทุนต่อเงินรับล่วงหน้า ป้องกันฐานะแย่ทำผู้บริโภคป่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศ ธปท. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งต้องการประกอบธุรกิจดังกล่าวจะต้องมาจดทะเบียนและได้รับอนุญาตจาก ธปท.มาตั้งแต่ปี 51 ที่ผ่านมา และในช่วงที่เงินอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมมากขึ้น และสำคัญมากขึ้นในอนาคต ธปท. จึงออกประกาศเพิ่มเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น โดยสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว มี 3 เรื่อง เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องความมั่นคงของฐานะการเงิน เนื่องจากธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการรับเงินล่วงหน้าจากผู้บริโภค ดังนั้นบริษัทจะต้องแยกบัญชีเงินทุนหมุนเวียนออกจากเงินรับล่วงหน้าจากผู้ใช้บัตรเงินสด

นอกจากนั้น เรื่องที่ 2 ได้กำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบธุรกิจ e-Money ต้องดำรงอัตราส่วนของผู้ถือหุ้นสุทธิต่อยอดคงค้างของเงินที่ได้รับล่วงหน้า ณ สิ้นไตรมาส ไม่ต่ำกว่า 8% ถ้าต่ำกว่า ธปท.จะสั่งปรับหรือสั่งการเพิ่มเติมให้ปรับปรุงฐานะทางการเงินเพื่อป้องกันความเสียหายของฐานะที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค หรือหากจำเป็น รมว.คลังสามารถระงับการดำเนินการหรือเพิกถอนใบอนุญาตได้ และในกรณีที่อัตราส่วนดังกล่าวต่ำกว่า 12% และ 10% จะต้องเตรียมพร้อมในการดูแลสัดส่วนเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลความเสี่ยงต่อฐานะและความมั่นคงทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ e-Money ขณะที่เรื่องที่ 3 การปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้าน operation เช่น หลักเกณฑ์กรณีการเปิด หรือย้าย หรือปิดสำนักงานสาขา เพื่อลดภาระของผู้ประกอบธุรกิจและให้เกิดความยืดหยุ่นในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องชี้แจงเงื่อนไขการใช้ธุรกิจเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้บริโภครับทราบอย่างชัดเจน และหากมีการขอคืนเงินโดยเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องคืนเงินลูกค้าใน 15 วัน.

 

ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ ศูนย์ประชุมระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682272

 

นับถอยหลังกับเกาะกระแสของโครงการระดับโลก “ไอคอนสยาม : ICONSIAM” โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อมโยงโครงการเข้ากับโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก ศูนย์กีฬาและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กับเป้าหมายที่จะปักหมุดให้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกอีกแห่งหนึ่ง

ล่าสุดบริษัทไอคอนสยาม จำกัดได้ร่วมกับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวศูนย์ประชุมและสถานที่จัดงานแสดงที่ล้ำสมัยที่จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยและโลกภายใต้ชื่อ “ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ : True ICONSIAM Hall” มูลค่าการลงทุนถึง 2,000 ล้านบาท ตั้งบนชั้น 7 และ 7M ของโครงการที่สามารถสัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ขนาดความจุ 3,000 คน ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมการจัดงานประชุมนานาชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นรางวัลและการจัดงานแสดงสินค้า (MICE) ที่พร้อมจะเปิดให้บริการในปี 2561


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า อุตสาหกรรม MICE ได้นำนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศไทย มีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 2-3 เท่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจึงนับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการสนับสนุน ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม MICE เพื่อกระตุ้นการสร้างรายได้เข้าประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสอดรับกับนโยบายสานพลังประชารัฐของรัฐบาลในการสร้างประเทศไทยให้เป็นจุดมุ่งหมายในการจัดงาน MICE ของภูมิภาคและของโลก

นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัทไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ด้วยปณิธานของไอคอนสยามที่ต้องการสร้างจุดยืนที่สง่างามของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยการร่วมมือกันที่เกิดขึ้นนั้นได้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด อาทิระบบ Retractable Seating เก้าอี้นั่งประชุมพับเก็บได้โดยระบบอัตโนมัติ สามารถตอบสนองการจัดงานประชุมและการจัดงานทุกประเภทได้ในเวลารวดเร็ว ทุกที่นั่งรองรับการเชื่อมโยงระบบการสื่อสารทุกประเภททั้งระบบการแปลภาษา, ไมโครโฟนและไว-ไฟ เป็นต้น

ระบบ Tri-Wall Panel Acustic ด้วยการปรับเปลี่ยนผนังและเพดานอัตโนมัติ 3 รูปแบบ มีระบบการดูดซับเสียงและสะท้อนเสียงตามประเภทของการแสดงและการจัดงาน ส่วนระบบเวที มีโครงสร้าง Rigging เพื่อการเปลี่ยนฉาก สำหรับการแสดงบนเวทีระดับโลกและมีผนังพิเศษที่สามารถเคลื่อนย้ายมาบรรจบขอบเวที เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศการแสดงและการจัดงานที่สมบูรณ์แบบ


“ทรู ไอคอนสยาม ฮอลล์ จะเป็นศูนย์กลางจัดประชุมที่โดดเด่นของเอเชียและดึงดูดการแสดงชั้นนำระดับโลกมายังประเทศไทย สามารถรองรับการจัดงานหลากหลายรูปแบบ เช่น การประชุมระดับโลก เช่นการประชุม G20, อาเซียนซัมมิต, เอเปก หรือการประชุมทางการแพทย์และการประชุมทางวิชาการต่างๆ หรือการแสดงละครบรอดเวย์ การแสดงโอเปร่า การแสดงคอนเสิร์ต การจัดงานแสดงสินค้า และการจัดงานเลี้ยง เป็นต้น ตั้งอยู่ทำเลที่แวดล้อมด้วยโรงแรมระดับ 3–5 ดาว มีห้องพักกว่า 10,000 ห้อง อีกทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อระบบคนนาคมขนส่งครบวงจรทั้งทางรถยนต์ ระบบรางและทางน้ำ”

ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ความเป็นผู้นำทางด้านคอนเทนท์และมีเดียที่หลากหลายของกลุ่มทรู รวมทั้งเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยจะสามารถสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้กับผู้เข้ามาจัดงานและใช้บริการ ท้ายสุดจะดึงผู้จัดงาน MICE และนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามา และผลักดันให้กรุงเทพฯเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของอุตสาหกรรมนี้และผลักดันให้ประเทศไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางและรองรับการจัดงานอีเวนต์ทุกรูปแบบช่วยเติมให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่นี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลกที่จะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เข้าไปสัมผัสได้ในอีกไม่นานนับจากนี้ไป!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

AEC Go On 06/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682262

 

“Vietnam Today” หรือ “เวียดนามในวันนี้” กับ Trip ของ “หลักสูตร TEPCoT9” ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ผมได้เกริ่นไว้ในสัปดาห์ก่อนนั้น ถ้าให้ผมพูดถึงเวียดนามโดยสรุปด้วยคำสั้นๆ ตามภาษา line ผมคงต้องใช้คำว่า “WoW” “สุดยอด” “โอเคร” “ดี๊ดี” “ดีงามพระรามเก้า” หรือ “เป๊ะเว่อร์”

แต่ถ้าใช้ภาษาค่อนข้างทางการ หรือทางวิชาการเกี่ยวกับเวียดนาม คงต้องบอกว่า “โตเร็วเหลือเกิน” “วางแผนได้ดีมาก” “น่าสนใจน่าลงทุน” “ดูดีขึ้นอย่างมาก” “ตามไทยติดๆแน่นอนในระยะเวลาอันใกล้” หรือ “โตเร็วจนน่ากลัว”

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผมเดินทางไปเวียดนามแทบทุกปี ไม่ไปนครโฮจิมินห์ หรือนครเกริ่นเธอในเวียดนามตอนใต้ ก็ไปกรุงฮานอยในเวียดนามตอนเหนือ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปเวียดนามเหนือ เวียดนามกลาง และเวียดนามใต้ รวมระยะทางเหนือจรดใต้กว่า 3,000 กิโลเมตรภายใน trip เดียว 4 วัน ต้องยอมรับครับว่าเหนื่อยมาก แต่ได้เห็นเวียดนามทั้งประเทศในเวลาเดียวกัน ต้องถือว่าคุ้มค่ากับการวิเคราะห์สภาพตลาดและสภาพเศรษฐกิจของเวียดนามได้อย่างดี เพราะบุคลิกของคนเวียดนามทางตอนเหนือ ตอนกลาง และตอนใต้ มีลักษณะที่แตกต่างกันครับ

หลังจากที่ได้รับฟังบรรยายสรุปจากเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย ทูตพาณิชย์ทั้งสองท่านที่ประจำกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ตลอดจนนักธุรกิจหลายท่านที่ลงทุนในเวียดนามทั้งทางเหนือและทางใต้มาแล้วตั้งแต่ 1-30 ปี ทุกคนให้ข้อสรุปเหมือนๆกันว่า เวียดนามคือโอกาสทางการค้าและการลงทุนของคนไทย ที่คนไทยควรเร่งเข้าไปจับจองพื้นที่แห่งโอกาสตั้งแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญเวียดนามเปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ 100%

จากประสบการณ์ของหลายท่านพบว่า การลงทุนในเวียดนามเอง 100% มักจะประสบความสำเร็จถ้าอึด ทน และเรียนรู้พฤติกรรมของคนเวียดนามได้เกิน 3 ปีขึ้นไป ถ้ามี partner ต้องเลือกดีๆครับ แต่จากประสบการณ์โดยทั่วไปพบว่า ถ้า partner เป็นคู่สมรส โดยเฉพาะได้ภรรยาเวียดนามมาช่วยธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ดีสำหรับ SMEs เพราะผู้หญิงเวียดนามขยันมากและขยันกว่าผู้ชาย และที่สำคัญคนเวียดนามจะติดต่อธุรกิจและเข้าใจคนเวียดนามได้ดีกว่าคนชาติอื่น.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย
ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

17 เอกชนตบเท้าพรึ่บ ซื้อซองรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 21:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682858

 

17 บริษัทตบเท้า ร่วมคัดเลือกเป็นผู้รับสัมปทาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และโครงการสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง…

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ประกาศเชิญชวนเข้าร่วมคัดเลือกเป็นผู้รับสัมปทานงานออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมระบบเครื่องกลและไฟฟ้า รวมทั้งงานให้บริการการจัดการเดินรถและบำรุงรักษา โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. ถึงวันที่ 5 ส.ค.2559 ที่ผ่านมานั้น มีเอกชนสนใจติดต่อขอซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนฯ จำนวนทั้งสิ้น 17 ราย

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จํากัด (มหาชน) (BTS Group)(ไทย) 2. บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)(ไทย) 3. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(ไทย) 4. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)(ไทย) 5. บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)(ไทย) 6. SK ENGINEERING & CONSTRUCTION CO., LTD.(เกาหลีใต้) 7. CHINA COMMUNICATIONS CONSTRUCTION COMPANY LIMITED (จีน) 8. SINOHYDRO CORPORATION LIMITED (จีน) 9. CHINA RAILWAY CONSTRUCTION CORPORATION LIMITED (จีน) 10. บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ไทย)

11. บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTS) (ไทย) 12. บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)(ไทย) 13. บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) (ไทย) 14. RATP DEV TRANSDEV ASIA (ฝรั่งเศส) 15. SMRT INTERNATIONAL PTE LTD (สิงคโปร์) 16. บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ไทย) และ 17. บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) (ไทย)

สำหรับสัญญาสัมปทานของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองฯ นั้น เป็นโครงการในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย รฟม. ลงทุนด้านการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และผู้รับสัมปทานลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางโยธา ระบบเครื่องกลและไฟฟ้า (รถไฟฟ้ารางเดี่ยวแบบคร่อมราง) และให้บริการการจัดการเดินรถและบำรุงรักษา รวมถึงเป็นผู้จัดเก็บค่าบริการ (PPP Net Cost) ซึ่งมีระยะเวลาสัมปทาน 33 ปี 3 เดือน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1: งานออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมระบบเครื่องกลและไฟฟ้า เป็นระยะเวลา 3 ปี 3 เดือนระยะที่ 2: งานให้บริการด้านบริหารจัดการการเดินรถและบำรุงรักษา เป็นระยะเวลา 30 ปี

ส่วนการคัดเลือกผู้รับสัมปทานฯ ดังกล่าว จะดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลุงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 และพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 อย่างเคร่งครัด โดยมีกำหนดเปิดรับซองข้อเสนอในวันที่ 7 พ.ย. 2559 ระหว่างเวลา 09.00 น. ถึง 15.00 น. และกำหนดเปิดซองข้อเสนอในวันที่ 17 พ.ย. 2559 เวลา 13.00 น. ณ สำนักงาน รฟม. ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ มีความยาวประมาณ 34.5 กม. ประกอบด้วยสถานี 30 แห่ง ศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง และอาคารจอดและจร 1 แห่ง ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองฯ มีความยาวประมาณ 30 กม. ประกอบด้วยสถานี 23 แห่ง ศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง และอาคารจอดและจร 1 แห่ง โดยทั้ง 2 โครงการเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการได้ภายในปี 2560 และมีกำหนดเปิดให้บริการปี 2563.

 

ก.แรงงาน โต้เอ็นจีโอ ปัดส่งแรงงานพม่าหมื่นคนกลับประเทศ ช่วง 10 วันก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 19:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682672

 

กระทรวงแรงงาน ยันไม่ได้ส่งแรงงานเมียนมา 1 หมื่นคน กลับประเทศ ในช่วง 10 วัน ตามเอ็นจีโอเมียนมาให้ข่าว เผย แก๊งตบทรัพย์ชาวเมียนมาปล่อยข่าวลวงกันเอง หวังเรียกรับผลประโยชน์ ทำไทยเสียหาย เตรียมส่งเรื่องดีเอสไอตรวจสอบ…

วันที่ 5 ส.ค. 59 นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยถึงกรณีเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลอ้างเป็นเอ็นจีโอชาวเมียนมา ออกแถลงข่าวที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา กล่าวหาว่า ทางการไทยกวาดล้างจับกุมส่งกลับแรงงานเมียนมา กว่า 1 หมื่นคนในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ซึ่งไม่เป็นความจริง การกวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเป็นการดำเนินการตามปกติของเจ้าหน้าที่ไทย ยอมรับว่ามีการส่งประเทศต้นทางจริง แต่มีจำนวนหลักร้อยคน ไม่ถึง 10,000 คนตามที่มีการกล่าวอ้าง

ส่วนกรณีที่ สถานทูตพม่าออกคำเตือนแรงงานเมียนมาในไทย ให้ระมัดระวังในขณะนี้นั้น เป็นเรื่องของการแจ้งเตือนตามปกติ เพราะไทยกำลังจะมีการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมาก จึงขอให้ชาวเมียนมาพกบัตรประจำตัว เผื่อเจ้าหน้าที่เรียกตรวจสอบเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการส่งกลับประเทศต้นทางแต่อย่างใด จึงขอให้แรงงานพม่าอย่าแตกตื่นตกใจ

นายอารักษ์ กล่าวอีกว่า จากการติดตามตรวจสอบข้อมูลของกลุ่มที่ปล่อยข่าวให้ไทยเสียหาย พบว่ามีอยู่ 2 กลุ่ม ตั้งตัวเป็นเอ็นจีโอ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมานาน โดยอยู่ในจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ ที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมาก คนกลุ่มนี้มีหลักฐานน่าเชื่อว่าเป็นแรงงานต่างด้าว จดทะเบียนเป็นแรงงาน แต่ลักลอบทำธุรกิจเปิดร้านขายของชำ และคุมวินรถตู้ในจังหวัดที่มีแรงงานเมียนมามากๆ และต้องใช้รถตู้ในการเดินทาง บางคนมีบัตรประจำตัวประชาชนไทย และพาสปอร์ตไทย โดยจะมีพฤติการณ์ชักจูงแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในไทยอย่างถูกต้องตามเอ็มโอยู ให้ลาออกจากนายจ้างเดิม และไปทำงานที่อื่น ซึ่งเมื่อย้ายนายจ้างจะผิดเงื่อนไขการทำงาน จึงต้องถูกส่งกลับ จากข้อมูลพบว่ามีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายตบทรัพย์บริษัทจัดหางานในประเทศพม่า ที่จัดส่งแรงงานมาทำงานในไทย หากไม่ทำตามจะยุยงนำแรงงานกลับประเทศ ซึ่งจะทำให้บริษัทจัดส่งแรงงานในเมียนมา และนายจ้างในไทย ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ จะประสานข้อมูลไปยัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตรวจสอบขบวนการนี้ เพื่อเอาผิดตามกฎหมาย และขอให้ประชาชนที่พบเห็นคนกลุ่มนี้ หรือมีพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน แจ้งมาที่กรมการจัดหางาน สายด่วน 1694

 

รฟม. เปิดทางการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางไผ่–เตาปูน เสาร์นี้ 6 สิงหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 18:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682731

 

รฟม. พร้อมเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง เส้นทางคลองบางไผ่–เตาปูน อย่างเป็นทางการ พรุ่งนี้ (6 ส.ค.) เวลา 15.19 น. ส่วนระบบขนส่งเสริม เชื่อมสายสีม่วงกับสายสีน้ำเงิน เปิดบริการตั้งแต่เวลา 16.30 น.

วันที่ 5 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้พร้อมเปิดให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) แก่ประชาชนทั่วไป ในเส้นทางคลองบางไผ่–เตาปูน อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2559 ซึ่งจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถไฟฟ้า ณ สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร และศูนย์ซ่อมบำรุงฯ คลองบางไผ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถเฝ้าฯ รับเสด็จได้ที่ สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน บริเวณทางออกที่ 1 โดยภายหลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ โดยรถไฟฟ้าพระที่นั่งจากสถานีรถไฟฟ้าเตาปูน ไปยังศูนย์ซ่อมบำรุงฯ คลองบางไผ่ และทรงกดปุ่มระบบคอมพิวเตอร์ เปิดการเดินรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ในเวลา 15.19 น. แล้ว รถไฟฟ้าขบวนปฐมฤกษ์ จะวิ่งออกจากสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ ในวันเปิดให้บริการ สถานีทั้ง 16 แห่งของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม จะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการได้ ดังนี้ สถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ เปิดเวลา 14.20 น. สถานีรถไฟฟ้าตลาดบางใหญ่–สถานีรถไฟฟ้าแยกนนทบุรี 1 เปิดเวลา 15.20 น. สถานีรถไฟฟ้าบางกระสอ–สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน เปิดเวลา 15.30 น.

ส่วนบริการระบบขนส่งเสริม (Feeder System) เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) กับสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป

ขณะที่ การให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ตามปกติหลังจากวันเปิดอย่างเป็นทางการ รถไฟฟ้าจะเปิดให้บริการในวันธรรมดา (จันทร์–ศุกร์) และวันหยุด (เสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยมีรายละเอียดตารางเวลาการเดินรถดังนี้

ตารางเวลา

– รถไฟฟ้าขบวนแรกวันธรรมดา ออกจากสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่-สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน เวลา 05.30–06.06 น. ส่วนวันหยุด (เสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 06.00-06.36 น.

– รถไฟฟ้าขบวนแรกวันธรรมดา ออกจากสถานีรถไฟฟ้าเตาปูน-สถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ เวลา 06.00–06.33 น. ส่วนวันหยุด (เสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 06.19-06.55 น.

– รถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายวันธรรมดา ออกจากสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่-สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน เวลา 22.06–22.42 น. ส่วนวันหยุด (เสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 22.04-22.40 น.

– รถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายวันธรรมดา ออกจากสถานีรถไฟฟ้าเตาปูน-สถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ เวลา 22.45–23.20 น. ส่วนวันหยุด (เสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 22.42-23.18 น.

** อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม อยู่ระหว่าง 14–42 บาท

นอกจากนี้ รฟม. มีอาคารจอดแล้วจร (Park and Ride) จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ อาคารจอดรถสถานีบางรักน้อยท่าอิฐ อาคารจอดรถสถานีสามแยกบางใหญ่ และอาคารจอดรถสถานีคลองบางไผ่ เพื่อรองรับสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการนำรถส่วนบุคคลมาจอดพักและเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม โดยอาคารจอดแล้วจร ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00–01.00 น. คิดอัตราค่าบริการจอดรถสำหรับผู้โดยสารรถไฟฟ้ามหานคร ประเภทรถยนต์ ค่าบริการ ทุก 2 ชั่วโมง 10 บาท ประเภทรถจักรยานยนต์ ค่าบริการทุก 4 ชั่วโมง 10 บาท

การจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร มี 2 รูปแบบ ดังนี้ 1. บัตรโดยสาร MRT Plus มีจำหน่ายบนสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ทั้ง 16 สถานี โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ บัตรสำหรับบุคคลทั่วไป บัตรสำหรับเด็ก บัตรสำหรับนักเรียน/นักศึกษา และบัตรสำหรับผู้สูงอายุ ใช้เป็นบัตรเติมเงิน เพื่อชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม และสายเฉลิมรัชมงคล รวมถึงชำระค่าบริการจอดรถในอาคารจอดแล้วจรของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม

2. เหรียญโดยสาร (Token) มีจำหน่ายบนสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ทั้ง 16 สถานี ใช้ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม แบบเที่ยวเดียว ไม่สามารถใช้ร่วมกับการชำระค่าโดยสารของรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลได้

กรณีที่ผู้ใช้บริการที่ไม่มีบัตรโดยสาร MRT Plus แต่ต้องการนำรถเข้าจอดในอาคารจอดแล้วจรของรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม สามารถใช้บัตรจอดรถ Park and Ride (MRT Plus) ซึ่งไม่มีการจำหน่าย แต่จะออกบัตรให้เมื่อผู้โดยสารนำรถเข้าจอดในอาคารจอดแล้วจร โดยบัตรนี้ สามารถใช้โดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ได้ภายในวงเงิน 200 บาท และผู้โดยสารจะต้องคืนบัตร เมื่อนำรถออกจากอาคารจอดแล้วจร พร้อมชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้ารวมกับค่าบริการจอดรถเป็นเงินสดที่จุดคืนบัตร

ในส่วนของบริการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง สายฉลองรัชธรรม กับสายเฉลิมรัชมงคล นั้น รฟม. ร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดระบบ ขนส่งเสริม (Feeder System) ไว้บริการ รับ-ส่ง ผู้โดยสารรถไฟฟ้าฟรี 2 เส้นทาง ดังนี้ 1. เส้นทางระหว่างสถานีรถไฟฟ้าเตาปูน–สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ ให้บริการโดยรถโดยสารปรับอากาศ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00–24.00 น. ณ จุดรับ-ส่งที่สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน บริเวณทางออกที่ 1, 4 และที่สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ บริเวณทางออกที่ 2 โดยจัดรถโดยสารปรับอากาศให้บริการชุดละ 3 คัน รองรับผู้โดยสารได้ 240 คน/ชุด ความถี่ของการให้บริการในช่วงเวลาปกติ 8 นาทีต่อ 1 ชุด ช่วงเวลาเร่งด่วน 6 นาทีต่อ 1 ชุด

2. เส้นทางระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบางซ่อน–สถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ ให้บริการโดยรถไฟประเภทดีเซลราง (สปรินเตอร์) ปรับอากาศ ทุกวันจันทร์–วันเสาร์ รอบเช้าเวลา 06.30–09.30 น. และรอบเย็นเวลา 16.30–20.30 น. ณ จุดรับ-ส่งที่สถานีรถไฟฟ้าบางซ่อน บริเวณทางออกที่ 5 และสถานีรถไฟฟ้า บางซื่อ บริเวณทางออกที่ 2 โดย สามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 250 คน/ขบวน ความถี่ของการให้บริการ 15 นาทีต่อขบวน

ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามหานครที่เดินทางต่อเนื่องใน 2 เส้นทาง โดยใช้บัตรโดยสาร MRT Plus รฟม. ยกเว้นค่าแรกเข้าระบบ 14 บาท เมื่อแตะบัตรเข้าสู่ระบบในเส้นทางที่ 2 ภายใน 60 นาที และอัตราค่าโดยสารร่วมอยู่ระหว่าง 14–70 บาท

 

กลุ่ม ปตท. รับรางวัล CSR-DIW Awards 2016 โดยกระทรวงอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 5 ส.ค. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682687

 

นายโชคชัย ธนเมธี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (ยืนกลาง) นายอดุลย์ ประกอบสุข ผู้จัดการฝ่ายบริหารจัดการโรงแยกก๊าซและกิจการเพื่อชุมชน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ยืนซ้าย) และ นายธีรสันต์ กูลมงคลรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายโรงแยกก๊าซขนอม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ยืนขวา) เป็นผู้แทนรับรางวัล CSR-DIW Awards โครงการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดย ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี

 

บริษัทน้ำผลไม้ แจงพบเชื้อรา อาจเกิดจากกล่องรั่ว ย้ำยึดคุณภาพ-ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 18:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682738

 

บริษัทน้ำผลไม้ ชี้แจง ให้ความสำคัญต่อคุณภาพ-ความปลอดภัยสินค้า หลังมีลูกค้าเผยแพร่สิ่งแปลกปลอมในกล่องน้ำผลไม้ แต่ไม่สะดวกส่งให้บริษัทตรวจสอบ ทำให้ไม่ทราบสาเหตุ ย้ำมีมาตรฐานกำจัดเชื้อรา 6 ขั้นตอน คาดกล่องบรรจุรั่ว จากการกระแทก

จากกรณีผู้บริโภคเผยแพร่กรณีพบสิ่งแปลกปลอมลักษณะเป็นก้อนและแผ่นสีเทาดำในกล่องน้ำผลไม้ของบริษัทรายหนึ่ง เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2559 ทางเฟซบุ๊ก และมีการเผยแพร่เรื่องดังกล่าวกันอย่างแพร่หลายนั้น ล่าสุดบริษัทน้ำผลไม้ ได้ชี้แจงโดยระบุว่า ได้รับทราบเรื่องแล้วและได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงานกับลูกค้าท่านดังกล่าวในทันที เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญสูงสุดต่อคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า รวมถึงสุขภาพของผู้บริโภคและประโยชน์ต่อผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี ลูกค้ายังไม่สะดวกจะมอบกล่องน้ำผลไม้ดังกล่าวให้บริษัทนำมาตรวจสอบได้ จึงยังไม่สามารถระบุชนิดของสิ่งแปลกปลอมที่พบหรือสาเหตุของปัญหา ซึ่งบริษัทจะยังคงตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น โดยศึกษาจากข้อมูลที่มีทั้งหมดต่อไป หรือจนกว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ตรวจสอบตัวอย่างสินค้าในลอตการผลิตเดียวกับที่บริษัทเก็บไว้เพื่อการตรวจสอบคุณภาพและที่วางขาย ณ ร้านค้าเดียวกัน พบว่าสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพของบริษัท ไม่พบข้อผิดพลาดหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ

บริษัทขอเรียนว่า เรามีขั้นตอนการผลิตที่สามารถกำจัดเชื้อราในอาหารอย่างมีมาตรฐานทั้งสิ้น 6 ขั้นตอน ทั้งการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำผลไม้ที่อุณหภูมิ 100-105 องศาเซลเซียส นาน 30 วินาที การฆ่าเชื้อบนภาชนะบรรจุ การปิดผนึกภาชนะบรรจุทันทีด้วยเครื่องบรรจุอัตโนมัติ การควบคุมอุณหภูมิในการผลิต ความแข็งแรงของกล่องบรรจุสินค้า การรั่วของกล่องหลังการผลิต และการตรวจสอบสินค้าหลังการผลิต รวมถึงการจัดเก็บและจัดส่งที่ได้มาตรฐาน จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า

ทั้งนี้ เชื้อราที่พบในกล่องผลิตภัณฑ์ของลูกค้าอาจเกิดจากการที่กล่องบรรจุมีรอยรั่ว อากาศภายนอกและเชื้อราในบรรยากาศสามารถเข้าไปภายในกล่องและเจริญบนผิวหน้าของน้ำผลไม้ รอยรั่วอาจเกิดได้จากการที่กล่องสินค้าได้รับการกระแทกหรือกดทับระหว่างการขนส่งหรือการจัดเรียง ณ จุดเก็บหรือจุดขาย ซึ่งบริษัทฯ จำเป็นต้องได้รับสินค้ากลับมาตรวจสอบเพื่อสรุปหาสาเหตุต่อไป

พร้อมขอเรียนย้ำว่า เราให้ความสำคัญสูงสุดต่อคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า เช่นเดียวกับสุขภาพของผู้บริโภค และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าและกระบวนการทำงานในทุกด้าน เพื่อนำเสนอสินค้าที่เปี่ยมด้วยคุณค่า คุณภาพ และประโยชน์ต่อผู้บริโภคต่อไป.

 

ขุนคลัง จ่อใช้ ม.44 แก้หนี้นอกระบบ เอาผิดรุนแรง-คุก ปล่อยกู้ดอกโหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 18:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682646

 

ขุนคลัง จ่อชง ครม. ใช้ ม.44 แก้หนี้นอกระบบ เอาผิดรุนแรง-จำคุก เจ้าหนี้คิดดอกโหด เกิน 15% พร้อมให้แบงก์ออมสิน-ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ฉุกเฉินดอกต่ำ…

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอมาตรการดูแลเศรษฐกิจเพิ่มเติมให้ ครม.พิจารณา โดยเฉพาะการดูแลผู้มีรายได้น้อย การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการ ที่จะเสนอให้มีการใช้มาตรา 44 เอาผิดอย่างรุนแรง ด้วยการจำคุกเจ้าหนี้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยเกิน 15% พร้อมทั้งจะมีการเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาลงทะเบียน เพื่อปล่อยกู้ในระบบผ่านตามโครงการพิโคไฟแนนซ์ ที่จะให้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี

ขณะเดียวกัน จะให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งหน่วยงานเพื่อปล่อยกู้ฉุกเฉินสำหรับผู้มีรายได้น้อยในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลจะชดเชยให้ แต่ต้องเป็นการปล่อยกู้ที่มีความจำเป็นจริงๆ

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลัง ยังเตรียมมาตรการเพื่อดูแลผู้สูงอายุ โดยจะเสนอให้มีการตั้งกองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) และเสนอให้มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับเอกชนที่จ้างผู้สูงอายุเกิน 60 ปีทำงาน รวมถึงมาตรการแปลงบ้านเป็นสินเชื่อเพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน.

 

คลัง จ่อเรียกค่าเสียหาย ‘ยิ่งลักษณ์’ ชดเชยจำนำข้าว 2.8 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 17:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682607

 

กระทรวงการคลัง เตรียมเรียกค่าเสียหาย ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ ชดเชยโครงการจำนำข้าว 2.8 แสนล้านบาท คาด พิจารณาแล้วเสร็จ ส.ค. นี้ …

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการเรียกความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ว่า ขณะนี้ นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง กำลังพิจารณาเรียกค่าเสียหายจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังดำเนินการในฐานะผู้ได้รับความเสียหายจำนวน 2.8 แสนล้านบาท โดยคณะกรรมการฯ จะดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่งพิจารณาเรียบร้อยแล้ว จะสรุปและเสนอให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่อออกคำสั่งทางปกครองให้ผู้ถูกกล่าวหาชดใช้ต่อไป

สำหรับตัวเลขปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวในปี 58 นั้น มีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ผลขาดทุนรวมล่าสุดอยู่ที่ 7.4 แสนล้านบาท จากปี 57 ที่มีผลขาดทุนที่ 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 11 โครงการก่อนรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขาดทุน 1.63 แสนล้านบาท และ 4 โครงการ สมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ขาดทุน 5.36 แสนล้านบาท