หุ้นไทยปิดบวก 10.76 จุด ดัชนีที่ 1,518.69 จุด ซื้อขาย 50,385.67 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 17:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682697

 

หุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 10.76 จุด คิดเป็น 0.71% ดัชนีอยู่ที่ 1,518.69 จุด มูลค่าการซื้อขาย 50,385.67 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 5 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์เพิ่มขึ้น 10.76 จุด หรือคิดเป็น 0.71% ดัชนีอยู่ที่ 1,518.69 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 50,385.67 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน).

 

ขนส่งฯ จัดระเบียบแท็กซี่ดอนเมือง แค่ 1 เดือน พบทำผิด 584 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 17:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682513

 

ขนส่งทางบก เผยผลการจัดระเบียบรถแท็กซี่สนามบินดอนเมือง พบทำผิดรวม 584 ราย ลงโทษ เปรียบเทียบปรับ บันทึกประวัติการกระทำผิดแล้วทุกราย ย้ำ หากฝ่าฝืนใช้รถแท็กซี่ไม่จดทะเบียน เอาเปรียบผู้โดยสาร โทษหนักทุกราย …

วันที่ 5 ส.ค.59 นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึง ผลการจัดระเบียบการให้บริการรถแท็กซี่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง ทั้งช่วงเช้า 07.00-09.00 น. และช่วงเย็น 16.30–20.00 น. ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา พบว่า ผลการจัดระเบียบในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 4–31 กรกฎาคม 2559) ตรวจสอบพบแท็กซี่กระทำความผิดจำนวนทั้งสิ้น 584 ราย เป็นความผิดฐานไม่นำรถเข้าตรวจสภาพตามระยะเวลาที่กำหนด จำนวน 155 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียน จำนวน 142 ราย ใช้รถแท็กซี่หมดอายุ จำนวน 67 ราย ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ จำนวน 52 ราย ใช้รถไม่ชำระภาษี จำนวน 48 ราย ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร จำนวน 23 ราย ปฏิเสธไม่รับส่งผู้โดยสาร จำนวน 7 ราย

นอกนั้นเป็นความผิดอื่นๆ เช่น แต่งกายไม่สุภาพ อีกจำนวน 90 ราย ซึ่งได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามข้อหาความผิดแล้วทุกราย และสำหรับการฝ่าฝืนนำรถแท็กซี่หมดอายุมาให้บริการ นอกจากเปรียบเทียบปรับสูงสุดแล้วยังดำเนินการ ยึดป้ายทะเบียนไว้เพื่อป้องกันการนำรถไปลักลอบให้บริการอีก

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดระเบียบรถแท็กซี่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง หากประสบความสำเร็จ ก็พร้อมจะขยายผลเป็นต้นแบบการจัดระเบียบการให้บริการรถแท็กซี่ที่ให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินอื่นๆ ต่อไป ดังนั้น เพื่อให้การจัดระเบียบรถแท็กซี่บริเวณสนามบินดอนเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม กรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการเข้มงวดกวดขันอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพบแท็กซี่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร ไม่ส่งผู้โดยสารตามสถานที่ที่ได้ตกลงไว้ ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร และเรียกเก็บอัตราค่าโดยสารเกินที่ทางราชการกำหนด รวมถึงเข้มงวดตรวจสอบการใช้รถแท็กซี่สิ้นอายุการใช้งานมาให้บริการ

ทั้งนี้หากตรวจสอบพบจะดำเนินการตามกฎหมายทันทีเนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ โดยลงโทษในอัตราโทษสูงสุดทุกกรณี พร้อมบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ เพื่อติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง

“หากประชาชนพบเห็นรถแท็กซี่ไม่ปลอดภัย เอาเปรียบผู้โดยสาร แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง”

 

คลัง จ่อชง ครม. ตั้งเมืองการค้าปลอดภาษี เขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 16:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682581

 

กระทรวงการคลัง จ่อชง ครม. ตั้งเมืองการค้าปลอดภาษี พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ให้ผู้ประกอบการซื้อขายในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเสรี หวังส่งเสริมการค้าชายแดน…

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบการจัดตั้งเมืองการค้าปลอดภาษี (Border Town) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน โดยเบื้องต้นจะเสนอให้มีการตั้งให้ครบในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ 4 แห่ง ได้แก่ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สงขลา จ.หนองคาย จ.สระแก้ว และ จ.ตาก โดยจะเปิดกว้างให้เอกชนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เข้ามาค้าขายในเขตปลอดภาษีดังกล่าวได้อย่างเสรี

นอกจากนี้ เขตปลอดภาษีดังกล่าวจะส่งเสริมการค้าชายแดน โดยจะเปิดให้ผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการซื้อสินค้า สามารถมาสั่งซื้อสินค้าในเขตปลอดภาษีได้ โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นการประหยัดเวลา และจะได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่าปกติด้วย

ขณะเดียวกัน จะเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าไปซื้อสินค้าในเขตปลอดภาษีดังกล่าวด้วย โดยจะมีการกำหนดให้สามารถซื้อได้รายละไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อคน โดยจะต้องซื้อบัตรแสดงตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้เปิดกว้างเหมือนที่ผู้ประกอบการมาซื้อสินค้าเพื่อไปขาย ซึ่งในส่วนนี้จะทำให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัวได้เร็วขึ้น เพราะจะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น

“เขตปลอดภาษีตรงนี้ ผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้าสินค้าของกรมสรรพสามิต รวมถึงจะพิจารณาลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการที่เข้ามาค้าขายในพื้นที่ดังกล่าวด้วย เช่น อาจจะลดภาษีให้ 0% เป็นเวลา 8 ปีเหมือนบีโอไอก็ได้ ตรงนี้ต้องไปดูก่อน เพราะหากดูแล้วเห็นว่าจะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าก็พร้อมจะดำเนินการ” นายอภิศักดิ์ กล่าว.

 

โพลล์ เผย คนกรุง 74.7% เชื่อมั่นบริการพร้อมเพย์ แห่สมัครใช้เกินครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 15:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682436

 

บ้านสมเด็จโพลล์ เผย คน กทม. 53% สมัครใช้บริการพร้อมเพย์ ระบุ เคยใช้บริการทางการเงินแบบออนไลน์ มากถึง 72.5% ขณะที่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ พึงพอใจธนาคารกสิกรไทยมากสุด …

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ PROMPT PAY (พร้อมเพย์) และธนาคารพาณิชย์ โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,123 กลุ่มตัวอย่าง

ด้าน ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ต้องการสะท้อนความคิดเห็นในเรื่อง PROMPT PAY (พร้อมเพย์) และธนาคารพาณิชย์ เปิดการให้ลงทะเบียน PROMPT PAY พร้อมเพย์ ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2559 ประชาชนในกรุงเทพมหานครให้ความสนใจมากน้อยเพียงใด และการใช้งานบริการทางการเงินแบบออนไลน์ รวมไปถึงธนาคารพาณิชย์ในมุมมองต่างๆ ของผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้บริการ ความพึงพอใจ และการให้บริการ

ทั้งนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ทราบเกี่ยวกับบริการ PROMPT PAY (พร้อมเพย์) ร้อยละ 69.0 สมัครใช้บริการ PROMPT PAY (พร้อมเพย์) ร้อยละ 53.0 และมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับบริการ PROMPT PAY (พร้อมเพย์) ร้อยละ 74.7 ในส่วนของการใช้บริการทางการเงินแบบออนไลน์ ร้อยละ 72.5 และมีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับบริการทางการเงินแบบออนไลน์ ร้อยละ 83.7

ในส่วนของการใช้บริการธนาคารพาณิชย์ อันดับที่ 1 คือ ธนาคารกสิกรไทย ร้อยละ 30.8 อันดับที่ 2 คือธนาคารกรุงเทพ ร้อยละ 24.2 อันดับที่ 3 คือธนาคารกรุงไทย ร้อยละ 12.2 อันดับที่ 4 คือธนาคารไทยพาณิชย์ ร้อยละ 9.9 และอันดับที่ 5 คือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ร้อยละ 8.4

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพึงพอใจธนาคารพาณิชย์ อันดับที่ 1 คือ ธนาคารกสิกรไทย ร้อยละ 31.8 อันดับที่ 2 คือธนาคารกรุงเทพ ร้อยละ 21.2 อันดับที่ 3 คือธนาคารไทยพาณิชย์ ร้อยละ 11.7 อันดับที่ 4 คือธนาคารกรุงไทย ร้อยละ 10.2 และอันดับที่ 5 คือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ร้อยละ 7.9

ส่วนความพึงพอใจในการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ อันดับที่ 1 คือ ธนาคารกสิกรไทย ร้อยละ 31.1 อันดับที่ 2 คือธนาคารกรุงเทพ ร้อยละ 21.9 อันดับที่ 3 คือธนาคารกรุงไทย ร้อยละ 11.8 อันดับที่ 4 คือธนาคารไทยพาณิชย์ ร้อยละ 11.7 และอันดับที่ 5 คือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ร้อยละ 7.7

 

คลัง ชี้ หากร่าง รธน.ผ่าน ช่วยเพิ่มเชื่อมั่นนักลงทุน ดันจีดีพีโต 4%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682423

 

รมว.คลัง เผย ภาคเอกชนติดตามผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ มั่นใจ หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติ จะมีส่วนช่วยเสริมความเชื่อมั่นมากขึ้น ดันจีดีพี โต 4% …

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้ภาคเอกชนกำลังติดตามผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน โดยประเมินว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการลงประชามติ จะมีส่วนช่วยเสริมความเชื่อมั่นมากขึ้น และมีโอกาสจะดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) โตได้ถึง 4%

ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2/59 มีโอกาสขยายตัวได้ถึง 3.4% หลังรัฐบาลเร่งอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้แรงจากการเร่งกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชนที่ เริ่มฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ชะลอตัวต่อเนื่องมา 5-6 ปี.

 

แรงงาน ดีเดย์ 10 ส.ค. อัตราค่าจ้างใหม่ 20 สาขาอาชีพ วันละ 340-550 บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 14:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682341

 

กระทรวงแรงงาน ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้าง 20 สาขาอาชีพใน 5 อุตสาหกรรม เริ่มบังคับใช้ 10 ส.ค.นี้ เผย ช่วยให้ลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบฝีมือแรงงาน ได้รับค่าจ้างเหมาะสมเป็นธรรม…

วันที่ 5 ส.ค.59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ประกาศการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือบังคับใช้ไปแล้ว 35 สาขาอาชีพ และในวันที่ 10 ส.ค.นี้ จะบังคับใช้อีก 20 สาขาอาชีพ ใน 5 อุตสาหกรรม จำนวน 2 ระดับ คือ 1. กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 4 สาขา ประกอบด้วย พนักงานประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่าง ระดับ 1 ค่าจ้าง 360 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 430 บาท พนักงานประกอบมอเตอร์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ระดับ 1 ค่าจ้าง 370 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 445 บาท ช่างเทคนิคบำรุงรักษาเครื่องจักรกล ระดับ 1 ค่าจ้าง 410 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 490 บาท ช่างเทคนิคระบบรักษาความปลอดภัย ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท

2. กลุ่มชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ จำนวน 4 สาขา ประกอบด้วย สาขาช่างกลึง ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท ช่างเชื่อมมิก-แม็ก ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท ช่างเทคนิคบำรุงรักษาเครื่องจักรกล ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท ช่างเทคนิคเครื่องกลึงอัตโนมัติ ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท

3. กลุ่มยานยนต์ ประกอบด้วย ช่างเทคนิคพ่นสีตัวถัง ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท ช่างเทคนิคพ่นซีลเลอร์ตัวถัง ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท พนักงานประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (ขั้นสุดท้าย) ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท ช่างเทคนิคเชื่อมสปอตตัวถัง ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 480 บาท

4. กลุ่มอัญมณี ประกอบด้วย ช่างเจียระไนพลอย ระดับ 1 ค่าจ้าง 420 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท ช่างหล่อเครื่องประดับ ระดับ 1 ค่าจ้าง 420 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท ช่างตกแต่งเครื่องประดับ ระดับ 1 ค่าจ้าง 420 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท ช่างอัญมณีบนเครื่องประดับ ระดับ 1 ค่าจ้าง 420 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท

5. กลุ่มโลจิสติกส์ ประกอบด้วย นักบริหารการขนส่งสินค้า ระดับ 1 ค่าจ้าง 415 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 500 บาท ผู้ควบคุมรถยกสินค้าขนาดไม่เกิน 10 ตัน ระดับ 1 ค่าจ้าง 360 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 430 บาท ผู้ควบคุมสินค้าคงคลัง ระดับ 1 ค่าจ้าง 350 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 420 บาท ผู้ปฏิบัติการคลังสินค้า ระดับ 1 ค่าจ้าง 340 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 410 บาท

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวอีกว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ จะทำให้ลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในสาขาที่กำหนด จะได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมเป็นธรรม สอดคล้องกับทักษะฝีมือ ความรู้ ความสามารถ ผู้ประกอบการสามารถคัดเลือกแรงงานที่มีฝีมือเข้าทำงาน ทำให้สินค้า บริการมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ลดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิต แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และสอดรับกับนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 23,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682186

 

ราคาทองวันที่ 5 ส.ค. 59 เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,400 ขายออกบาทละ 22,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,997.16 ขายออกบาทละ 23,000 บาท…

วันที่ 5 ส.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,400.00 บาท ขายออกบาทละ 22,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,997.16 บาท ขายออกบาทละ 23,000.00 บาท

 

ธปท.จับตาเงินทุนระยะสั้นป่วนตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682007

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของเงินทุนจากต่างประเทศว่า ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเงินทุนจากต่างประเทศระยะสั้นเข้ามามากขึ้น ทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศเห็นว่าภูมิภาคนี้ยังคงน่าลงทุนมากกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่เงินไหลเข้ามา โดยในตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีเงินเข้า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นเงินที่เข้ามาในเดือน ก.ค. ขณะที่ตลาดตราสารหนี้มีเงินเข้า 3,000 ล้านเหรียญ โดยประมาณ 700 ล้านเหรียญ เป็นเงินที่เข้ามาในเดือน ก.ค.

“แต่หากพูดถึงค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แข็งขึ้น 3.23% โดยค่าความผันผวนอยู่ที่ 4-5% ซึ่งเป็นระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตาม เงินต่างประเทศที่เข้ามาซึ่งเป็นเงินทุนระยะสั้น สามารถเป็นเงินร้อนซึ่งอาจจะเข้าเร็วออกเร็วได้ ตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปทั่วโลก ดังนั้น ธปท.จึงย้ำหลายครั้งแล้วให้นักลงทุนและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนระมัดระวังและป้องกันความเสี่ยงสม่ำเสมอ ซึ่งในส่วนของ ธปท.ได้เข้าไปดูแลค่าเงินบาทด้วยเครื่องมือที่มีอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่า ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก ก็รับรู้ถึงความเสี่ยงนี้ และเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนของค่าเงินบาทไว้ในระดับหนึ่งแล้ว”

นอกจากนั้น ยังได้กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “Thailand : IHQ and TC initiatives ที่จัดโดยธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทยว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้น การทำธุรกิจข้ามชาติน่าสนใจมากขึ้น และมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาสร้างฐานผลิตในไทย รวมทั้งเริ่มมีนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุน และทำธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น และเพื่อให้ต้นทุนการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศลดลงนั้น การตั้งศูนย์บริหารจัดการเงิน (Treasuary Centre) และการตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้บริหารจัดการเงิน สภาพคล่อง การหักกลบ ลบหนี้ การกู้ยืมเงินบาทในกลุ่มดีขึ้น รวมถึงลดขั้นตอนการขออนุญาตการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศจาก ธปท. ซึ่งในเศรษฐกิจยุคใหม่ จะช่วยให้การลงทุนในภูมิภาคนี้ของทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ โดย เฉพาะการเป็นประตูสู่ประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ทำได้มีประสิทธิภาพขึ้น.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ รอลุ้นตัวเลขจ้างงานเดือนก.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 06:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682058

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เพียง 1 วัน ก่อนที่ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนก.ค. …

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 4 ส.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 2.95 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 18352.05 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.46 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 2164.25 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 6.51 จุด หรือ 0.13% ปิดที่ 5166.25 จุด

ทั้งนี้ นักลงทุนกำลังรอการประกาศตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนก.ค. ของสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์คาดกันว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 185,000 ตำแหน่ง ลดลงจาก 287,000 ตำแหน่งในเดือนก่อน ซึ่งหากตัวเลขจริงออกมาเข้มแข็งก็จะช่วยลดความกังวลจากความอ่อนแอของการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนได้ แต่หากออกมาต่ำ ก็จะยิ่งลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน

 

ส.อ.ท.แจงส่งออกปีนี้ติดลบ 2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681997

 

เตือนผู้ผลิตสิ่งทอระวังศุลกากรมะกันสกัดสินค้าไทย

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานสัมมนาถอดรหัสเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2559 ว่า ภาพรวมการส่งออกของประเทศไทยตลอด ทั้งปี 2559 คาดว่าจะติดลบ 2% โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปี แม้การส่งออกจะฟื้นตัวได้เล็กน้อยจากครึ่งปีแรกที่ติดลบ 1.59% แต่ประเทศไทยก็ถือว่าติดลบน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน ดังนั้น สิ่งที่จะต้องติดตามคือ ค่าเงินบาท ที่เริ่ม แข็งค่ามาอยู่ระดับ 34.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ที่ภาคเอกชนต้องการเห็นการแข็งค่าที่ระดับไม่เกิน 34.50 บาทต่อเหรียญ

“ส.อ.ท.กำลังกังวลต่อปัญหากฎหมายศุลกากร Trade Facilitation and Trade Enforcement Act 2015 (TFTEA) ที่สหรัฐฯต้องการบังคับให้ผู้ผลิตสินค้าที่ส่งเข้าไปยังสหรัฐฯ ต้องเป็นการผลิตสินค้าที่ไม่บังคับใช้แรงงานขัดหนี้ ซึ่งคือสินค้าที่ผลิตจะต้องไม่ใช่แรงงานที่จัดหามาด้วยการจ่ายเงินล่วงหน้า เพื่อให้ได้แรงงานมา แล้วหักในค่าจ้างภายหลัง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานต่างด้าว และอีกส่วนคือ แรงงานนักโทษ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจะส่งเสริมการฝึกอาชีพแล้วผลิตสินค้ามาขายสหรัฐฯ”

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของประเทศไทย นอกจากจะมีการใช้ แรงงานต่างด้าวแล้ว ยังมีการจ้างแรงงานที่มีค่านายหน้า ที่ผู้ประกอบการออกให้แรงงานไปก่อนที่เข้าข่ายกฎหมายดังกล่าว โดย เฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งต่อไปจะต้องเปลี่ยนแปลงการจ้างแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้ถูกกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้มีคู่แข่งไปร้องเรียนสหรัฐฯว่ามีการจ้างแรงงานในลักษณะดังกล่าว เพราะอาจมีผลให้สหรัฐฯยกเลิกนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากประเทศไทยได้

นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าจะอยู่ในระดับ 38-50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ที่จะทำให้ภาพรวมราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องมองคือ ขณะนี้ราคาเนื้อน้ำมันเบนซินและดีเซลเฉลี่ยเพียง 13 บาทต่อลิตร แต่การส่งเสริมพลังงานทดแทนด้วยการเติมเอทานอลในน้ำมันเบนซิน ในการขายแก๊สโซฮอล์ โดยเอทานอลราคาเฉลี่ยลิตรละ 22 บาท และไบโอดีเซล (บี 100) ที่ผสมกับน้ำมันดีเซลเป็นไบโอดีเซล บี 5 ขณะนี้สูงถึง 40 บาทต่อลิตร รัฐจะแก้ไขอย่างไร เพื่อไม่ให้ ราคาต้นทุนของผู้ประกอบการสูงเกินไป.