บางจากฯ ปฏิวัติเทคโนโลยีน้ำมัน เปิดตัว Green S Revolution นวัตกรรมเพื่อเครื่องยนต์เบนซินทุกรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 5 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681703

 

บางจากฯ ปฏิวัติเทคโนโลยีน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดตัวบางจาก Green S Revolution นวัตกรรมเพื่อเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ระบบ DIG โดยเฉพาะ ปกป้องเครื่องยนต์ได้เหนือชั้นกว่า เพิ่มทั้งความแรง ความสะอาด พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท สร้างการรับรู้ผ่านสื่อทุกช่องทาง คาดช่วยดันยอดขายกลุ่มบางจากแก๊สโซฮอล์ได้มากกว่า 10%

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ไม่หยุดนิ่งกับการพัฒนาคุณภาพน้ำมันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ล่าสุด ได้ปฏิวัติเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ บางจาก Green S Revolution สำหรับกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทั้งหมด ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 91, 95, E20 และ E85 เพื่อเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ระบบหัวฉีด Direct Injection Gasoline (DIG) ซึ่งเป็นระบบที่หัวฉีดจะได้รับความร้อนสูง เครื่องยนต์จึงต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีสมรรถนะปกป้องได้ดีกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป พร้อมทั้งผนวกสูตรที่ให้ความแรงมากขึ้นด้วยประสิทธิภาพทำความสะอาดเครื่องยนต์ ป้องกันหัวฉีดอุดตันเครื่องยนต์ จึงเผาไหม้สมบูรณ์ และสารลดแรงเสียดทานที่ช่วยหล่อลื่นผนังกระบอกสูบ จึงทำให้กำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น เร่งได้แรงเต็มสปีด นอกจากนี้ บางจาก Green S Revolution ยังใช้ได้ดีกับรถเบนซินทุกรุ่น ซึ่งได้เริ่มจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศแล้ว ในราคาเดิม เพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันคุณภาพสูง โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม


นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เทคโนโลยี บางจาก Green S Revolution ได้รับการพัฒนาจากกระบวนการกลั่น ที่ทันสมัย ผ่านการวิจัยและทดสอบกับรถยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์และนักแข่งรถได้ทดสอบแก๊สโซฮอล์ 91 S และแก๊สโซฮอล์ 95 S กับการใช้งานจริง พบว่าช่วยให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นดังนี้

๐ สะอาดขึ้น 46% ทำความสะอาดหัวฉีดน้ำมัน ได้ดีกว่าเดิม 46% เพิ่มความสะอาดห้องเผาไหม้ได้มากขึ้น จึงดีทั้งต่อเครื่องยนต์และสิ่งแวดล้อม

๐ อัตราเร่งเพิ่มขึ้น 8% ให้แรงม้า และแรงบิดสูงกว่าเดิม จึงเร่งแรงได้ดังใจในทุกสถานการณ์

๐ ลดการสึกหรอได้ดีขึ้น 42% ด้วยประสิทธิภาพของสารลดแรงเสียดทาน ทำให้เพิ่มการปกป้อง ชิ้นส่วนภายใน จึงช่วยป้องกันสนิมในระบบเชื้อเพลิงและช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ ให้ยาวนานขึ้น

สำหรับแผนงานการตลาด บริษัทฯ ได้วางงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ใช้กลยุทธ์ทั้ง above the line และ below the line ได้แก่ การออกโฆษณาด้วยแนวคิด Discovery Your S เผยแพร่ทางโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ รวมทั้งสื่อ online นอกจากนั้นยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เช่น เติมบางจาก E 20 S รับฟรีคู่มือ 70 เส้นทางตามรอยพระบาท เติม E 85 S รับแก้วแรงใจ 1 ชุด (เริ่มวันนี้-31 ส.ค. 2559 หรือจนกว่าของจะหมด) และรับคะแนนสะสม 2 เท่า (เริ่มวันนี้-31 ธ.ค. 2559)

สำหรับสมาชิกบัตรบางจากแก๊สโซฮอล์คลับ เป็นต้น ทั้งนี้คาดว่า บางจาก Green S Revolution จะช่วยให้ยอดขายน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นประมาณ 10%

มีจำหน่ายแล้วที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศในราคาเดิม เพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันคุณภาพสูงจากบางจาก
Bangchak Green S http://www.bangchak-greens.com/

แหล่งที่มาของผลวิจัย : 2008 Pontiac Solstice Test Summary 08PS2-2

 

UN ดันบริการภาครัฐไทยอันดับ 77

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681993

 

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สรอ.ได้รายงานผลการจัดอันดับการพัฒนาบริการของภาครัฐ (E-Government Development) ประจำปี 2559 โดยสหประชาชาติ (UN) ผลปรากฎว่าประเทศไทยได้อันดับที่ 77 จาก 193 ประเทศ โดยขยับขึ้นมารวดเดียว 25 อันดับ จากปี 2557 ได้อันดับ 102 จาก 193 ประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทย เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มประเทศอาเซียน จากเดิมอยู่ในอันดับที่ 6

สำหรับปัจจัยที่ทำให้การจัดอันดับการให้บริการภาครัฐดีขึ้น เป็นผลจาก 1.โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่ดีขึ้น มีบริการที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ โดยอันดับปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 77 จากเดิมอยู่ที่ 107 2.การพัฒนาบุคลากรภาครัฐ อันดับปรับขึ้นจากเดิมที่ 118 มาอยู่ที่อันดับที่ 95 ส่งผลให้คะแนนของประเทศไทยอยู่ 0.55 ถือว่าสูงกว่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ 0.49

“ผลจากการจัดอันดับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ของประเทศไทยมาอยู่ที่ 77 นั้น สะท้อนให้เห็นว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาการดำเนินการนโยบายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล เป็นแนวทางที่ถูกต้องต่างชาติให้ความเชื่อมั่น และยอมรับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลมากยิ่งขึ้นและคาดว่าในปีถัดไป การจัดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยขยับสูงขึ้นอีกแน่นอน เนื่องจากในปีนี้รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในหลายๆด้าน เช่น โครงการอินเตอร์เน็ตเข้าถึงทุกหมู่บ้าน นโยบายเนชั่นแนลอี-เพย์เม้นท์ การจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิตอลภาครัฐ เป็นต้น”.

 

จัดทัพใหญ่ประคองยอดขาย แอมเวย์ชู “บอดี้คีย์บายนิวทริไลท์” เรือธง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681988

 

“แอมเวย์” ยักษ์ใหญ่ขายตรง ปรับแผนใหญ่ รุกหนักสินค้าเพื่อสุขภาพ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กลุ่มควบคุมน้ำหนักใช้ “บอดี้คีย์ บาย นิวทริไลท์” เป็นเรือธง ดันยอดสิ้นปี 59 เติบโต 5% ทำรายได้แตะ 17,325 ล้านบาท

นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนปีนี้แอมเวย์ยังคงเน้นทำตลาดสินค้ากลุ่มเพื่อสุขภาพเต็มสูบ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ “นิวทริไลท์” ที่มีทั้งดูแลสุขภาพทั่วไป และดูแลเรือนร่าง เพราะเป็นเทรนด์ของตลาดโลก เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ประกอบกับพบว่าภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง ที่ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายเงินมาก สินค้าในกลุ่ม “นิวทริไลท์” ลูกค้ายังยินดีจ่ายเงินซื้อต่อเนื่อง และมีความจงรักภักดี (แบรนด์รอยัลตี้) สูง แบบไม่สนใจเรื่องราคา

“ปีนี้จะโฟกัสในกลุ่มดูแลเรือนร่างและควบคุมน้ำหนักเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วและแรงมาก เนื่องจากเป็นเทรนด์ของโลก ดูจากหลังเปิดตัวสินค้าใหม่ “บอดี้คีย์ บาย นิวทริไลท์” ไปเมื่อเดือน ก.ย.2558 ที่ผ่านมา พบว่า มีผลตอบรับดีเกินคาดจากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย มียอดขายเติบโต 30-40% ปี 2558 ทำได้แตะ 300-400 ล้านบาท และปี 2559 คาดว่าจะทำได้ 1,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นยอดขายหลักในการผลักดันให้ผลประกอบการ 5 เดือนแรกของปี 2559 เติบโต 4-5% อยู่ในระดับที่ดีมาก และดันให้ผลประกอบการของบริษัทสิ้นปี 2559 แตะ 17,325 ล้านบาท เติบโต 5% จากปี 2558 ที่ทำได้ 16,550 ล้านบาท เติบโต 3% ตามเป้าหมายแน่นอน”

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มควบคุมน้ำหนัก เชื่อว่าตลาดยังมีช่องว่างอีกมาก ตลาดมีขนาดใหญ่มาก เพราะผู้หญิง หรือกลุ่มคนที่รักสุขภาพ แม้ไม่มีเงินก็ยังยอมจ่าย ซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก ดูแลเรือนร่าง และดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับยังพบว่าปัจจุบันคนไทย 1 ใน 3 มีน้ำหนักตัวเกิน ขณะที่กลุ่มสินค้าสุขภาพอื่นๆ เช่น เครื่องกรองน้ำ “อีสปริง” และเครื่องกรองอากาศ “แอทโมสเฟียร์” ที่เคยเป็นเรือธงในการทำตลาดและยอดขายของ “แอมเวย์” ลูกค้าเริ่มชะลอการซื้อลง เพราะราคาต่อชิ้นสูงแม้ปี 2558 สินค้าดังกล่าวจะทำยอดขายได้ถึง 3,000 ล้านบาทก็ตาม

ดังนั้น บริษัทจึงต้องปรับตัว ปรับแผนการทำตลาดใหม่อยู่เรื่อยๆทุกปี ซึ่งทำมา 3-4 ปีแล้ว จากเดิมที่สามารถทำแผนการตลาดระยะยาว 3-5 ปีได้ เพราะ 1.ความไม่แน่นอนทางการเมือง และประเทศไทยยังไม่นิ่ง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน 2.ลูกค้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีความจงรักภักดีในแบรนด์สินค้าใดๆ และชอบลองของใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจของแอมเวย์ จากนี้ไปต้องโฟกัส “สินค้า” โฟกัส “การทำตลาด” ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพื่อประคองโอกาส ยอดขาย ผลกำไร รวมถึงฐานลูกค้าของตัวเองไว้ ปัจจุบันแอมเวย์มีสมาชิกรวมกว่า 1 ล้านคน เป็นกลุ่มนักธุรกิจแอมเวย์ 330,000 คน กลุ่มที่สมัครเพื่อซื้อสินค้าใช้ 800,000 คน

นายกิจธวัชเล่าว่า “แอมเวย์” มีกลุ่มสินค้าที่ทำตลาดอยู่ 4 กลุ่มใหญ่ รวมกว่า 500 รายการ คือ 1.กลุ่มเพื่อสุขภาพ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “นิวทริไลท์”, เครื่องกรองน้ำ “อีสปริง” และเครื่องกรองอากาศ “แอทโมสเฟียร์” 2.กลุ่มเพื่อความงาม ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์อาร์ทิสทรี, ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวอื่นๆ 3. กลุ่มสินค้าของใช้ในบ้าน (โฮมแคร์) เช่น ผลิตภัณฑ์แอมเวย์โฮม L.O.C. ทำความสะอาดอเนกประสงค์, เอสเอ 8 ผลิตภัณฑ์ซักผ้า, ดิช ดรอปส์ ผลิตภัณฑ์ล้างจาน เป็นต้น และ 4.เพอร์เซอนอลช็อปเปอร์ส แค็ตตาล็อก กลุ่มสินค้าฝากขายที่มีสินค้าหลากหลายรวมกว่า 150 รายการ ซึ่งสัดส่วนรายได้ประมาณ 74% มาจากสินค้ากลุ่มเพื่อสุขภาพและความงาม ที่เหลือ 26% มาจากกลุ่มสินค้าอื่นๆ

ภาพรวมตลาดขายตรงครึ่งปีแรก ปัจจัยลบด้านต่างๆ ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตแบบทรงตัว และนอนนิ่งสนิทต่อเนื่องจากปี 2558 ขณะที่เมื่อช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดขายตรงเติบโตเป็น 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จึงเป็นเหตุให้เป้าหมายของบริษัท ในปี 2012 หรือ 2555 ที่จะเดินไปให้ถึงยอดขาย 20,000 ล้านบาท ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะยอดขายของแอมเวย์ไม่เติบโตมา 2 ปีแล้ว คือปี 2556-2557 ขณะที่ปี 2558 เติบโตแค่ 3% และปี 2559 นี้ตั้งเป้าเติบโต 5%

“หลายคนอาจมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจขายตรงน่าจะเติบโตดีแบบก้าวกระโดด เพราะผู้บริโภคต้องการหารายได้เสริมจากการทำธุรกิจขายตรงกันมากขึ้น แต่ ณ วันนี้ “ดัชนีขายตรง” ไม่ได้ชี้วัดแบบนั้นแล้ว วิกฤติครั้งนี้ ไม่เหมือนวิกฤติปี 2540 ยุคนั้นวิกฤติทำให้ธุรกิจขายตรงโตพรวดพราด เพราะคนกระโดดเข้าไปทำธุรกิจขายตรงเป็นอาชีพเสริมกันเยอะมาก แต่รอบนี้เศรษฐกิจซึมแบบทรงๆ ไม่ได้มีผลกระทบกับรายได้ของครอบครัวมากนัก”

“แอมเวย์” มีความโชคดี ที่ลูกค้ามีแบรนด์รอยัลตี้ หรือความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูงมาก เพราะฉะนั้นจะเกิดอะไร? ขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ การเมือง ปัญหาภายนอกประเทศ อย่างวิกฤติสหรัฐอเมริกา และอื่นๆ กำลังซื้อของลูกค้า “แอมเวย์” ไม่ได้ตกลง ยังมีการซื้อซ้ำต่อเนื่อง.

 

VGI รายได้เพิ่ม 10% จ่อลงทุนสื่อโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681982

 

นายสุรเชษฐ์ บำรุงสุข กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ผู้นำธุรกิจให้บริการเครือข่ายสื่อโฆษณาที่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตในยุคสมัยใหม่ (Lifestyle Media) เปิดเผยว่า การดำเนินงานไตรมาสแรก ปี 59/60 (ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.) บริษัทมีรายได้ 551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 1 อยู่ที่ 313 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 49%

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น มาจากการขยายฐานสื่อโฆษณากลางแจ้ง ผ่านการลงทุน บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) หรือ MACO เพิ่มเป็น 37.42% และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท แอโร มีเดีย จำกัด (Aero Media) จากเดิมมีสัดส่วน 20% โดยตั้งเป้าผลักดันรายได้ทั้งปีโต 40-50%

นอกจากนี้ สื่อโฆษณาในอาคารสำนักงานยังมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 59 บริษัทมีแผนขยายเครือข่ายสื่อโฆษณาในอาคารสำนักงานให้ครบ 160 ตึก.

 

ซีไอเอ็มบีรุกเจ้าของกิจการ ปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 18%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681976

 

น.ส.อรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารออกผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อบุคคลเพอร์ซันนัลแคชสำหรับเจ้าของกิจการ” อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 18% ต่อปี นาน 24 เดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ลูกค้ากลุ่มนี้ได้เข้าถึงวงเงินก้อนที่เป็นกำลังเสริม ช่วยเพิ่มโอกาสและต่อยอดธุรกิจซึ่งมีเงินสดหมุนเวียน ธุรกิจไม่สะดุดในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดสินเชื่อบุคคล โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 500 ล้านบาท

“เห็นแนวโน้มคนหันมาทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น และความต้องการสินเชื่อเพื่อนำมาหมุนใช้ในการบริโภคส่วนตัวและหมุนเวียนในธุรกิจ แต่ทุกวันนี้ผู้ประกอบการยังเข้าถึงสินเชื่อบุคคลด้วยดอกเบี้ยที่แพงกว่าพนักงานบริษัทผู้มีรายได้ประจำ แม้จะเป็นเจ้าของกิจการที่มีรายได้มั่นคงก็ตาม เพราะถูกเหมารวมอยู่ในกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยง”

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน เจ้าของกิจการเข้าถึงสินเชื่อบุคคลในตลาดด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ 24% ต่อปีขึ้นไปและผู้ให้บริการสินเชื่อบุคคลบางรายคิดดอกเบี้ยเงินกู้เต็มเพดานที่ 28% แต่ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เสนอสินเชื่อบุคคลสำหรับเจ้าของกิจการด้วยอัตราดอกเบี้ย 18% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยในตลาดได้ เนื่องจากการคัดกรองลูกค้าที่มีประวัติชำระที่ดีและมีเครดิตทางการเงิน คุณสมบัติของผู้กู้คือ เป็นเจ้าของกิจการที่จดทะเบียนการค้ามาแล้ว 3 ปีขึ้นไป และกิจการมียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรือมีรายได้สุทธิเฉลี่ยต่อเดือน 50,000 บาทขึ้นไป อีกทั้งเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตมาแล้ว 2 ปีขึ้นไป โดยธนาคารจะให้วงเงินอนุมัติสินเชื่อ 100,000-500,000 บาท หรือเทียบเท่ากับ 50% ของวงเงินเฉลี่ยของบัตรเครดิตทุกใบรวมกัน.

 

เมืองไทยบุกประกันลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681971

 

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท เอสที เมืองไทยประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยโฮลดิ้ง จำกัด และเอสที กรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารเอสที ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจรับประกันชีวิตและประกันวินาศภัยใน สปป.ลาว

“แผนการดำเนินธุรกิจของเอสที เมืองไทย ในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ บริษัทจะเดินหน้ามอบความคุ้มครองต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของธนาคารเอสที และลูกค้าทั่วไปใน สปป.ลาว ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นกลุ่มลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ และลูกค้าบุคคลที่มีรายได้ปานกลาง-สูง”

สำหรับธุรกิจของเอสทีเมืองไทยประกันภัย จะดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางการขายผ่านธนาคาร หรือแบงก์แอสชัวรันซ์ อย่างเต็มรูปแบบ โดยอาศัยจุดแข็งจากธนาคารเอสที ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนชั้นนำของ สปป.ลาว ที่มีสาขาทั้งหมด 5 แห่ง และ 32 หน่วยบริการ ซึ่งตั้งอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ แขวงสะหวันนะเขต แขวงจำปาสัก แขวงหลวงพระบาง และแขวงบ่อแก้ว ซึ่งล้วนเป็นแขวงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

ขณะที่กลุ่มเมืองไทยจะสนับสนุนด้านศักยภาพและองค์ความรู้ในการพัฒนาและบริหารผลิตภัณฑ์ประกันภัย รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาในทุกช่องทางการขาย เช่น ช่องทางการขายตรง ช่องทางตัวแทน ช่องทางนายหน้า และช่องทางธนาคาร.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 05/08/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681943

 

ขนส่งจับมือ สธ. ติด GPS ในรถพยาบาล คุมพฤติกรรมคนขับขี่ ยกระดับปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ส.ค. 2559 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681872

 

ขนส่ง เดินหน้าต่อยอดโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” จับมือ สธ. ติดตั้ง GPS ในรถพยาบาล ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่และยกระดับความปลอดภัย คาด ติดตั้งระบบ GPS รถพยาบาลได้ครบทุกคันในปี 60

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อการบริหารจัดการพฤติกรรมการขับขี่และยกระดับมาตรฐานการขับรถพยาบาลให้ปลอดภัย ติดตั้ง GPS ในรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามตำแหน่งพิกัดของรถพยาบาล การเคลื่อนที่ รวมถึงแสดงสถานะของคนขับรถ ชั่วโมงการทำงาน โรงพยาบาลเจ้าของรถ และการใช้ความเร็วของรถแบบ Real time โดยรถพยาบาลทุกคันจำกัดการใช้ความเร็วต้องไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากมีการใช้ความเร็วเกินที่กำหนด ระบบจะแสดงผลข้อมูลรถใช้ความเร็วเกินกำหนด พร้อมข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ขับประมาทหวาดเสียว เบรกกะทันหัน ตัดหน้ากระชั้นชิด เป็นต้น มายังศูนย์ฯ GPS ทันที ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สามารถติดตามกำกับดูแลรถพยาบาลในสังกัดได้แบบ real time

ปัจจุบัน ติดตั้ง GPS ในรถพยาบาลแล้ว 165 คัน ใน 19 จังหวัด และคาดว่าจะสามารถติดตั้งระบบ GPS รถพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ครบทุกคัน ซึ่งมีประมาณ 5,000 คัน ภายในปี 2560 พร้อมเตรียมขยายผลไปยังรถกู้ชีพกู้ภัยของมูลนิธิต่างๆ และรถพยาบาลท้องถิ่นซึ่งมีจำนวนอีกไม่น้อยกว่า 10,000 คัน โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยการขับรถพยาบาล ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน ญาติผู้ป่วย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่บนรถพยาบาล

สำหรับความคืบหน้าโครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบขนส่งสาธารณะของประเทศให้มีความปลอดภัย ที่กำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคันและรถบรรทุกตั้งแต่สิบล้อขึ้นไป ต้องติดตั้ง GPS ตามระยะเวลาที่กำหนด เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 59 และกำหนดติดตั้ง GPS ครบถ้วนทุกคันภายในปี 2562

อย่างไรก็ตาม พบว่าขณะนี้ มีรถโดยสารสาธารณะทุกคันและรถบรรทุกตั้งแต่สิบล้อขึ้นไปติดตั้ง GPS และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ฯ GPS แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 72,884 คัน โดยศูนย์ฯ GPS จะติดตามทุกพฤติกรรมการขับรถของรถทุกคันและพนักงานขับรถทุกคนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรวบรวมข้อมูล ประสานการทำงานกับผู้ประกอบการขนส่งเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทันทีที่เกิดการกระทำผิดเงื่อนไขการเดินรถและข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ศูนย์ฯ GPS จะบันทึกประวัติเพื่อติดตามพฤติกรรมการขับขี่ พร้อมประสานผู้ประกอบการขนส่งให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถทุกคนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงสามารถนำมาพิจารณาแนวทางการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศอย่างยั่งยืน.

 

การบินไทย จัดโปรโมชั่น ‘สิงหาพาแม่เที่ยว’ จำหน่ายบัตรราคาพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 20:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681711

 

การบินไทย จัดโปรโมชั่น “สิงหาพาแม่เที่ยว 2559” จำหน่ายบัตรโดยสารชั้นประหยัดราคาพิเศษ เส้นทางภายในประเทศ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ…

วันที่ 4 ส.ค. 59 นายกรกฏ ชาตะสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย-ประเทศไทย บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และเนื่องในวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2559 การบินไทย สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระคุณของผู้เป็นแม่ จึงได้จัดโปรโมชั่น “สิงหาพาแม่เที่ยว 2559” สำหรับคุณแม่ และทุกท่านที่เดินทางท่องเที่ยวพร้อมกันตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไป โดยจำหน่ายบัตรโดยสารชั้นประหยัดราคาพิเศษของการบินไทย ซึ่งผู้โดยสารสามารถสำรองที่นั่ง ออกบัตรโดยสาร และเดินทางได้ตั้งแต่บัดนี้–31 สิงหาคม 2559 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ราคาต่อท่านเริ่มต้นที่ 2,600 บาท เส้นทาง ไป-กลับ กรุงเทพฯ–ภูเก็ต ราคาต่อท่านเริ่มต้นที่ 3,200 บาท และ เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ–กระบี่ ราคาต่อท่านเริ่มต้นที่ 2,750 บาท ทั้งนี้ บัตรโดยสารราคาพิเศษดังกล่าว ได้มีการรวมค่าภาษีสนามบินแล้ว และเป็นราคาไป-กลับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเดินทางของผู้ใหญ่ตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไป โดยต้องเดินทางพร้อมกันในเส้นทางเดียวกัน และวันเดียวกัน ซึ่งผู้โดยสารจะได้รับไมล์สะสมของรอยัล ออร์คิด พลัส อีกด้วย โดยบัตรโดยสารราคาพิเศษนี้ มีจำนวนจำกัดในแต่ละเที่ยวบิน ผู้โดยสารท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมสำรองที่นั่ง และออกบัตรโดยสารได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaiairways.com หรือสำนักงานขายการบินไทย และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือ THAI Contact Center โทร 0-2356-1111 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมจัดงาน IP Fair 11-14 ส.ค. หนุนต่อยอดธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 20:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681702

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา รับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เดินหน้าใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี พัฒนาสินค้าและบริการ เตรียมจัดงานไอพี แฟร์ 11-14 ส.ค.นี้ ขนสินค้าที่เกิดจากภูมิปัญญาคนไทยโชว์ หวังถูกนำไปต่อยอดเชิงธุรกิจ พร้อมจัดโชว์ผลงานเทิดพระเกียรติในหลวงและราชวงศ์ …

วันที่ 4 ส.ค. 59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีในการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลนำมาใช้ปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการทำงานของกรมฯ ที่จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการต่อยอดสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กรมฯ เตรียมจัดงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Fair 2016 ในวันที่ 11-14 ส.ค. 59 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะเป็นงานที่จัดแสดงสินค้าที่เกิดจากการพัฒนานวัตกรรม การใช้ทรัพย์สินทางปัญญามาจัดแสดงกว่า 200 ราย และจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยได้เชิญผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ มาเข้าร่วมงาน เพื่อเจรจาซื้อสินค้าไปต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าที่คิดค้นโดยผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการรายใหม่ (สตาร์ทอัพ) ขายได้

สำหรับสินค้าไฮไลต์ที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงการค้าได้ เช่น หุ่นยนต์ที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว โดยสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับโทรศัพท์ของญาติ หรือสถานพยาบาลได้, กระเป๋าเดินทางขนาดเล็กที่สามารถปั่นไฟไปด้วยระหว่างที่ถูกลาก และมีที่ชาร์จโทรศัพท์หรือไอแพดในตัว, อุปกรณ์ช่วยเตือนขณะคนขับรถใกล้หลับ โดยเซนเซอร์วัดคลื่นสมอง, อุปกรณ์ป้องกันเด็กติดในรถ โดยมีเซนเซอร์วัดการเคลื่อนไหวและสั่งให้ไซเรนดัง รวมทั้งลดกระจกและส่งจีพีเอส แจ้งตำแหน่งของรถ, อุปกรณ์สื่อสารผ่านดวงตา โดยจะใช้ดวงตาในการสั่งการคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่สื่อสารลำบาก เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้จัดโซนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและราชวงศ์ ที่ทรงคิดค้นผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยผลงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะนำมาจัดแสดง เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนา, สิทธิบัตรการใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล ฯลฯ ผลงานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เช่น สิทธิบัตรสบู่ไหมไทย ผลงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เช่น สิทธิบัตรรถจักรยานสำหรับผู้พิการทางแขน ผลงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น เครื่องหมายการค้า “ภูฟ้า” เครื่องหมายการค้า ภัทรพัฒน์ / PATPAT และผลงานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เช่น เครื่องหมายการค้า “ดร.น้ำใจ”.