สนามบินดอนเมือง เตรียมอำนวยสะดวกผู้โดยสาร เข้าคิวทำ Visa on Arrival

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 18:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681668

 

สนามบินดอนเมือง พร้อมอำนวยความสะดวกผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ใช้บริการทำ Visa on Arrival บริเวณจุดตรวจหนังสือเดินทาง หลังมีผู้ใช้บริการราว 5,000–6,000 คนต่อวัน …

วันที่ 4 ส.ค. 59 นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า สนามบินดอนเมือง ได้ร่วมกับด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 อำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่ใช้บริการทำ Visa on Arrival เข้าประเทศ สนามบินดอนเมือง ได้ปรับย้ายพื้นที่ให้บริการจากพื้นที่เดิมไปยังพื้นที่แห่งใหม่ จำนวนกว่า 200 ตารางเมตร ซึ่งอยู่บริเวณชั้น 2

ส่วนผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ อาคารผู้โดยสาร อาคาร 1 พร้อมจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่รอใช้บริการทำ Visa on Arrival เช่น บริการถ่ายรูปเร่งด่วน การจัดเก้าอี้นั่งพักคอยจำนวนกว่า 300 ที่นั่ง เคาน์เตอร์บริการทำ Visa on Arrival จำนวน 8 เคาน์เตอร์ เคาน์เตอร์แลกเปลี่ยนเงินตรา และโต๊ะกรอกแบบฟอร์มพร้อมแสดงตัวอย่างทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน รวมทั้งจัดเตรียมระบบการบริหารจัดการคิว เพื่อให้ผู้โดยสารได้ทราบระยะเวลาในการรอรับบริการ เช่นเดียวกับการบริการของจุดรอขึ้นรถแท็กซี่ของท่าอากาศยานดอนเมือง โดยผลการทดลองเปิดให้บริการ ผู้โดยสารได้รับความพึงพอใจเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันมีผู้โดยสารมาใช้บริการ Visa on Arrival ประมาณ 5,000–6,000 คนต่อวัน โดยเฉพาะผู้โดยสารชาวจีน ซึ่งการปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวนี้ จะทำให้ระยะเวลาการรอรับบริการเฉลี่ยประมาณ 3 นาทีต่อคน สามารถลดความคับคั่งที่เกิดขึ้นได้สำหรับการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่รอตรวจหนังสือเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak Hour) บริเวณจุดตรวจหนังสือเดินทาง

ส่วนผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ อาคารผู้โดยสาร อาคาร 1 สนามบินดอนเมือง ได้ดำเนินการขยายพื้นที่ให้บริการตรวจหนังสือเดินทางเพิ่มอีกประมาณ 100 ตารางเมตร และติดตั้งเคาน์เตอร์ตรวจหนังสือเดินทางจำนวน 2 เคาน์เตอร์ (4 ช่องตรวจ) สามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มประมาณ 200 คนต่อชั่วโมง พร้อมทั้งประสานงานกับด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ในการจัดเจ้าหน้าที่นั่งปฏิบัติงานเต็มทุกเคาน์เตอร์ในช่วงเวลาเร่งด่วน

ทั้งนี้ การปรับเพิ่มพื้นที่ดังกล่าว จะเป็นการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมให้แก่ผู้โดยสารคนไทย ที่ใช้บริการเคาน์เตอร์ตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Auto-Channel) และผู้โดยสารจากกลุ่มประเทศ AEC ซึ่งพื้นที่นี้จะเปิดให้บริการในสัปดาห์หน้า

 

ส.อ.ท. คาด ศก.ไทยครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง จากแรงส่งใช้จ่าย-ลงทุนภาครัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 18:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681651

 

ส.อ.ท. เผย แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 59 ขยายตัวต่อเนื่อง จากแรงส่งของการใช้จ่าย-การลงทุนภาครัฐ แต่ยังเผชิญความเสี่ยงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง Brexit ทำตลาดเงิน-ทุน ผันผวนระยะสั้น…

วันที่ 4 ส.ค. 59 นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนา “ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2559” ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มว่าจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องจาก แรงส่งของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่รัฐบาลทยอยประกาศออกมาเป็นระยะ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง ปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลายลงเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่น่าจะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจภายในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชน น่าจะมีแนวโน้มปรับดีขึ้นตามความชัดเจนของการลงทุนภาครัฐ

จากในช่วงที่ผ่านมาของปี 59 ยังสามารถประคองการขยายตัวจากในปีที่ผ่านมาได้ จากแรงส่งของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ประกอบกับการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ส่วนการบริโภคภาคเอกชนเริ่มมีทิศทางการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากอานิสงส์ของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้จากการลงทุนในภาคก่อสร้าง ยิ่งไปกว่านั้นการลงทุนภาคเอกชนยังได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศ ส่วนภาคการส่งออกในช่วงที่ผ่านมายังคงหดตัวสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ คู่ค้าหลักที่ยังชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังอาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความล่าช้าออกไปอีก และอาจก่อให้เกิดความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนในระยะสั้นได้ อีกทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ที่แม้ว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ควรต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

“ส.อ.ท. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับหลากหลายปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทั้งที่เอื้ออำนวยและไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้ง การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ตามแนวทาง New Engine of Growth 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต” นายศุภรัตน์ กล่าว.

 

ข่าวดี!! ปตท.-บางจาก ลดราคานำ้มันทุกชนิดลง 30 สต. เว้น E85

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681746

 

ข่าวดีก่อนวันลงประชามติ ปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมันทุกชนิดลง 30 สต.ยกเว้น E85 ราคาคงเดิม มีผลตี 5 พรุ่งนี้…

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. บมจ.ปตท.-บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดรวมถึงดีเซลลง 30 สต.ต่อลิตร ยกเว้น E85 ราคาคงเดิม มีผลวันที่ 5 ส.ค. เวลา 05.00 น.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 29.66 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 22.55 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 22.28 บาทต่อลิตร E20 ราคา 20.04 บาทต่อลิตร E85 ราคา 16.49 บาทต่อลิตร ดีเซลราคา 22.79 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด.

 

พาณิชย์ เตรียมถกราคาข้าวปี 59/60 ยันจำนำยุ้งไม่ล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681697

 

“พาณิชย์” เตรียมเชิญผู้ส่งออก โรงสี ชาวนา เพื่อหารือพยุงราคาข้าวปี 59/60 กำหนดราคาดูแลในใจ ระบุจำนำยุ้งฉางปีนี้ไม่ล้มเหลว คาดดูดข้าวหอมมะลิออกจากระบบเพื่อรอการขาย ได้ 5 ล้านตันข้าวเปลือก…

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 59 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เตรียมเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้าว ทั้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และตัวแทนจากเกษตรกร มาหารือถึงสถานการณ์ข้าวในปี 59/60 เพื่อกำหนดแนวทางดูแลราคา ซึ่งการหารือจะประเมินสถานการณ์ตลาดในภาพรวม ทั้งการส่งออกและตลาดในประเทศ ถึงจะสามารถกำหนดราคาข้าวเปลือกในใจได้ ที่จะเหมาะสมกับรายได้ของเกษตรกร

“ราคาข้าวเปลือกจะเป็นเท่าไร ยังไม่ทราบ มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ทั้งสถานการณ์การผลิตและการค้าข้าวโลก ความต้องการบริโภค รวมถึงจะพยายามดึงผลผลิตไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น แต่ราคาข้าวเปลือกเจ้าขณะนี้อยู่ที่ตันละ 9,000-9,500 บาท บางจังหวัดโรงสีซื้อสูงถึงกว่า 10,000 บาท เพราะข้าวยังไม่ออกสู่ตลาด โดยตามแผนผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ได้กำหนดปริมาณข้าวที่ 27.7 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น นาปี 59/60 ประมาณ 23.29 ล้านตัน และนาปรังปี 60 ประมาณ 3.88 ล้านตัน ซึ่งปริมาณลดลงจากปีก่อน”

สำหรับมาตรการรองรับผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ปี 59/60 ที่จะทยอยออกมาช่วงเดือนพ.ย. คือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว และข้าวหอมจังหวัดนั้น รัฐบาลได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว โดยจะใช้มาตรการรับจำนำยุ้งฉางข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียว ตั้งเป้าหมายมีข้าวเปลือกเข้าโครงการประมาณ 5 ล้านตัน ซึ่งเกษตรกรที่จำนำข้าวไว้ที่ยุ้งฉางของตนเอง จะได้รับค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน/2 เดือน เบื้องต้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมงบประมาณไว้แล้ว 3,900 ล้านบาท เป็นค่าฝากเก็บของการรับจำนำข้าวยุ้งฉาง 2 ล้านตัน แต่ราคารับจำนำยุ้งฉางยังไม่กำหนด คาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับฤดูกาลที่ผ่านมา คือ ตันละ 13,500 บาท

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้โรงสี 3% เพื่อซื้อข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อก รอการขายในช่วงผลผลิตออกน้อย และการให้สินเชื่อผ่านสถาบันเกษตรกรในการรับซื้อผลผลิตมาเก็บไว้รอการขายอีก 2.5 ล้านตัน คาดว่ามาตรการทั้งหมดจะดูดซับข้าวเปลือกนาปีออกจากระบบได้ประมาณ 12.5 ล้านตัน หรือเกือบ 50% ของปริมาณข้าวที่ออกมาทั้งหมด 23 ล้านตัน และไม่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ แต่หากมาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ เชื่อว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณามาตรการเสริมออกมาเพื่อดูแลราคาข้าวให้กับเกษตรกร

 

หุ้นไทยปิดบวก 0.46 จุด ดัชนีที่ 1,507.93 จุด ซื้อขาย 46,436.55 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681723

 

หุ้นไทยปิดบวก 0.46 จุด คิดเป็น 0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,507.93 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,436.55 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 4 ส.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายบวก 0.46 จุด หรือคิดเป็น 0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,507.93 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,436.55 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน).

 

‘สมคิด’ ยันต่างชาติไม่กังวลผลประชามติ ยังเชื่อมั่นพร้อมลงทุนในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681643

 

สมคิด เผย นักลงทุนต่างชาติไม่กังวลผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ ระบุยังเชื่อมั่น พร้อมลงทุนในไทย…

วันที่ 4 ส.ค. 59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติไม่กังวลกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว จะผ่านการลงประชามติหรือไม่ โดยต่างชาติยังคงเชื่อมั่นและพร้อมลงทุนในประเทศไทยต่อไป ซึ่งในส่วนไทยต้องเดินหน้าต่อไป เพราะอนาคตข้างหน้าอยู่ในมือของพวกเรา หากไม่ทำอะไรก็เดินหน้าไม่ได้

พร้อมย้ำขณะนี้ ไทยอยู่ในจุดที่สำคัญมากว่าจะเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลัง โดยยกตัวอย่าง เซี่ยงไฮ้ ที่มีการวางแผนไว้หมด ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ว่าจะพัฒนาไปในทางใด ซึ่งไทยก็จำเป็นต้องมีการออกแบบการขับเคลื่อนประเทศเช่นกัน ว่าจะเดินไปในทิศทางใดต่อไป

 

‘บิ๊กตู่’ สั่งเลิกแนวคิด ‘เห็บสยามโมเดล’ ชี้ ใช้คำไม่เหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 16:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681676

 

นายกรัฐมนตรี สั่งยกเลิกแนวคิด “เห็บสยามโมเดล” ของปลัดคลัง ชี้ เป็นคำไม่เหมาะสม ใช้ไม่ได้ พร้อมระบุทุกประเทศต้องก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน …

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานฉลองวันอาเซียน ว่า ได้สั่งให้ยกเลิก “เห็บสยามโมเดล” ซึ่งเป็นแนวคิดของปลัดกระทรวงการคลัง ที่ให้นำเศรษฐกิจของไทยไปเกาะเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการใช้คำที่ไม่เหมาะสม “บางทีพูดเกินไปหน่อย ผมยกเลิกไปแล้ว สยามๆ ใช้ไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ปาฐกถา “เศรษฐกิจโลกขยับ ก้าว…เศรษฐกิจไทยขยับไกล” ในสัมมนาหัวข้อ “เศรษฐกิจโลกขยับก้าว… เศรษฐกิจไทยขยับไกล : กบข.เดินหน้าอย่างไร” ที่จัดโดยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) โดยระบุตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ มีความชัดเจนว่า ไทยไม่อาจอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ตามลำพัง ไทยต้องพึ่งพิงประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า เปรียบเหมือนให้ไทยทำตัวเป็น “เห็บสุนัข” ที่ไปเกาะและสูบเลือดจากเศรษฐกิจอื่นที่ดี เช่น ไปเกาะเศรษฐกิจจีน แต่เมื่อเศรษฐกิจจีนไม่ดี เห็บไทยหรือเห็บสยามก็ไปเกาะอินเดีย และแอฟริกา ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แม้หากประเทศจีนล้ม อินเดียเจ๊ง แต่ไทยยังยืนอยู่ได้

“โมเดล เศรษฐกิจไทยส่วนตัว ผมมองว่าควรเป็น “เห็บสยามโมเดล” คือ เติบโตไปกับประเทศต่างๆ แต่ไม่ทรุดตัวไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ คือเราจะไปเกาะประเทศที่โตดี เช่น จีน อินเดีย หรือแอฟริกาใต้ หากประเทศเหล่านี้โตเราจะโตตามไปด้วย กินจนเราอ้วน แต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจขาลง เราจะย้ายไปโตกับประเทศอื่นแทน โดยถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศ ไม่ใช่เป็นคู่แข่งของประเทศใด”

 

ข่าวดี! 12 ส.ค. ลูกพาแม่ขึ้นรถไฟฟ้า MRT ฟรีตลอดสาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 16:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681616

 

รฟม.-BEM ร่วมฉลองวันแม่แห่งชาติ เว้นค่าโดยสารให้คุณแม่ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT ในวันที่ 12 ส.ค.นี้ ฟรีตลอดเส้นทาง …

วันที่ 4 ส.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ร่วมเทิดพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม 2559 โดยจัดกิจกรรม “12 สิงหา พาแม่นั่งรถไฟฟ้า MRT ฟรีตลอดสาย” เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และรณรงค์การประหยัดพลังงาน ด้วยการส่งเสริมใช้ประชาชนหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น

รฟม. และ BEM ได้พิจารณาที่จะยกเว้นค่าโดยสารให้แก่คุณแม่ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT สายเฉลิมรัชมงคล และ สายฉลองรัชธรรม ในวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม 2559 ฟรีตลอดเส้นทาง และตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ เพียงพาคุณแม่ไปแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ ณ บริเวณห้องออกบัตรโดยสารรถไฟฟ้า MRT ได้ทุกสถานี เพื่อขอรับคูปองพิเศษ สำหรับผ่านเข้า-ออกประตู โดยคุณแม่และลูกจะต้องขึ้นและลงรถไฟฟ้าที่สถานีเดียวกัน โดยลูกชำระค่าโดยสารปกติ ส่วนเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 90 ซม. จะได้รับการยกเว้นค่าโดยสารเช่นเดิม

ทั้งนี้ ผู้โดยสารที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ http://www.mrta.co.th หรือ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 และ http://www.bangkokmetro.co.th หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0 2624 5200

 

เวิร์คพอยท์ ลุยขายคอนเทนต์ เจาะตลาด ตปท. ตั้งเป้ารายได้ปี 59 โต 40%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 15:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681562

 

เวิร์คพอยท์ ขยายธุรกิจ ขายคอนเทนต์ให้กับต่างประเทศ ทั่วโลกรุมซื้อลิขสิทธิ์ทั้งนำไปผลิตเอง และนำออกอากาศ ล่าสุด “ปริศนาฟ้าแลบ” โกอินเตอร์อเมริกา ตั้งเป้ารายได้ปี 59 โต 33-40%…

วันที่ 4 ส.ค.59 นายธนศักดิ์ หุ่นอารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เปิดเผยถึงการขายคอนเทนต์ให้กับต่างประเทศ ว่า ตลาดต่างประเทศให้ความสนใจซื้อลิขสิทธิ์รายการไปผลิต ซึ่งจนถึงปัจจุบันขายลิขสิทธิ์รายการไปแล้ว 19 รายการ ในหลายประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป ทั้งในรูปแบบของ Format Program นำไปผลิต และ Finished Programs เพื่อนำไปออกอากาศ ถือเป็นอีกก้าวความสำเร็จของการขยายธุรกิจด้านการขายลิขสิทธิ์รายการไปสู่ตลาดโลก


นายธนศักดิ์ หุ่นอารักษ์

“เรื่องของการขายลิขสิทธิ์รายการไปยังต่างประเทศ เริ่มจากเรามองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ ประกอบกับเรามีรายการมากมายที่มีความเป็นครีเอทีฟ มีความแปลกใหม่และมีไอเดียหลากหลาย จึงทำให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก เราเริ่มขายลิขสิทธิ์รายการไปยังต่างประเทศตั้งแต่ปี 2542 รายการแรกคือเกมจารชน ขายให้กับประเทศอินโดนีเซีย จนถึงปัจจุบันเราขยายธุรกิจทางด้านนี้เป็นวงกว้าง นอกจากตลาดในเอเชียแล้ว ยังขยายไปยังทวีปอื่นๆ ซึ่งแนวโน้มการขยายธุรกิจเติบโตเร็วและเป็นไปในทิศทางที่ดีมาก โดยขณะนี้ขายรายการในรูปแบบ Format Programs ไป 10 รายการ และขายแบบ Finished Programs ไป 10 รายการ รวมขายไปแล้วหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส อังกฤษ สวีเดน เปรู อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา พม่า สิงคโปร์”

นอกจากนี้ ล่าสุดทางประเทศอเมริกาได้ซื้อรายการปริศนาฟ้าแลบ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ แต่ให้การยอมรับรายการของคนไทย และยังมีรายการมวยอย่าง ซูเปอร์มวยไทย ที่ตอนนี้ประเทศฝรั่งเศสซื้อไปแล้วเช่นกัน ซึ่ง Format Programs รายการที่ขายไปแล้ว อาทิ เกมจารชน, กล่องดำ, แฟนพันธุ์แท้ และชิงร้อยชิงล้านฯ ส่วนที่ขายไปแบบ Finished Programs อาทิ ตลกหกฉาก, คนอวดผี, แก๊งนมกล่อง, ซูเปอร์มวยไทย และเกมริษยา 1-2 ซึ่งในปีนี้ยังคงเดินหน้าขยายตลาดทางด้านการขายลิขสิทธิ์รายการไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ตั้งเป้ารายได้จากการขายลิขสิทธิ์รายการ เติบโตมากกว่าปีที่แล้วถึง 33-40% และจะเพิ่มรายได้มากขึ้นในปีต่อๆ ไป.

 

ภัยแล้งคลี่คลาย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. ดีดตัวดีขึ้นในรอบ 7 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ส.ค. 2559 14:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681472

 

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค. ดีดตัวดีขึ้นครั้งแรกรอบ 7 เดือน หลังภัยแล้งคลี่คลาย ทำให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัว คาดหวังรัฐใช้จ่ายลงทุน กระตุ้น ศก.ครึ่งปีหลัง แต่คนยังกังวลลงประชามติ พร้อมเชื่อมั่นจะมีเลือกตั้งปี 60 แม้ร่างฯ จะผ่านหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 72.5 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ หรือดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลายลงและราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการ เริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของภาคการเกษตรและภาคครัวเรือนในต่างจังหวัดเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการคาดหวังของประชาชนที่คาดว่ารัฐบาลจะเน้นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมในเดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 61.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำในเดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 67.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่รายได้ในเดือน ก.ค.59 อยู่ที่ 88.7 โดยปัจจัยลบมาจากการส่งออกในเดือน มิ.ย.ที่ติดลบ 0.07% ซึ่งเป็นการขยายตัวติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ราคาพืชผลทางการเกษตรยังถือว่าทรงตัวในระดับต่ำ รวมทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขส่งออกปีนี้เหลือติดลบ 1.9% จากเดิมคาดติดลบ 0.7%

ทั้งนี้ มองว่าการบริโภคของภาคประชาชนน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากประชาชนเริ่มคลี่คลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งที่คลี่คลายลง ขณะที่ราคาพืชผลทางการเกษตรที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น และผลกระทบของสถานการณ์ Brexit ที่มีผลลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีไม่มากนัก หลังจากที่การสำรวจในเดือนที่แล้วผลจาก Brexit ได้ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้ลดลง ดังนั้นทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของการบริโภคจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีนี้ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งปกติแล้วครึ่งปีหลังจะมีการใช้เงินเฉลี่ย 1.5 แสนล้านบาท ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลทำมาอย่างต่อเนื่อง ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลายลง และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นเห็นเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ดี แม้กลุ่มตัวอย่างจะมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันค่อนข้างนิ่ง แต่ก็ยังมีความกังวลบ้างในส่วนของการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกคนต่างจับตาผลการลงประชามติหลังจากวันที่ 7 ส.ค.นี้ก่อน แต่ส่วนใหญ่ประชาชนยังคงเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 60 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านการลงประชามติก็ตาม และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ คาดว่าผลการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.จะสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนที่จะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในปี 60 ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ โดยเชื่อว่ารัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศในการบ่งชี้อีกครั้งว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 60 และทำให้ประเทศไทยเคลื่อนตัวต่อไปได้ภายใต้บรรยากาศที่ทั่วโลกและคนไทยสบายใจ

“หากในที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ แต่การเลือกตั้งในปี 60 ก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่ประชาชนอาจไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่าเป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ในรูปแบบไหน ทำให้สถานการณ์อาจจะเข้าสู่การ Wait & See บรรยากาศเศรษฐกิจแม้จะมีความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า แต่ยังรอดูทิศทางการเลือกตั้งว่าเป็นรูปแบบไหน ซึ่งอาจจะมีผลให้การลงทุนบางส่วนต้องชะลอหรือเลื่อนออกไปก่อน เพราะรอดูหน้าตาการเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้หดหาย เพราะคนยังเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า เพียงแต่กระบวนการตัดสินใจการลงทุนและการเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะชะลอออกไป อาจมีผลให้เศรษฐกิจคึกคักน้อยกว่ากรณีที่ทุกอย่างมีภาพชัดเจน” นายธนวรรธน์ ระบุ

ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.ค.จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เชื่อว่าดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับตัวไปในทิศทางขาขึ้นในระยะยาว และประชาชนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวแบบอ่อนๆ เพราะอาจยังมีความกังวลเรื่องการจับจ่ายใช้สอยอยู่บ้าง จึงทำให้ยังมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง แต่เชื่อว่าช่วงไตรมาส 3 ถ้าไม่มีสถานการณ์ใดที่เข้ามาเป็นปัจจัยเชิงลบ ทั้งด้านการเมืองในการลงประชามติ ด้านเศรษฐกิจในกรณี Brexit ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก แต่เชื่อว่าไตรมาส 4 การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะกลับมามีความโดดเด่นขึ้น และขอติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอีกระยะ 2 เดือนข้างหน้าจะฟื้นตัวหรือไม่.