ธปท.จับตาความเสี่ยงลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676751

 

กำลังซื้อเกษตรกรเริ่มผงกหัว หนุนเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง

นางพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ว่า ยังคงขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ ทั้งการใช้จ่ายตามโครงการประชารัฐ การสร้างถนนและชลประทาน รวมทั้งแรงขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวดี แม้ในเดือน มิ.ย. การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะแผ่วลงบ้างเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ในด้านของการใช้จ่าย และการท่องเที่ยว แต่หากมองภาพรวมไตรมาสที่ 2 เทียบทั้งกับระยะเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ภาวะเศรษฐกิจยังคงขยายตัวดีขึ้น

“หากมองไปครึ่งหลังของปีนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่ยังขยายตัวดี รวมทั้งการท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนั้นหากพิจารณากำลังซื้อโดยรวม เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะปรับดีขึ้นจากครึ่งปีแรก เนื่องจากเกษตรกรเริ่มมีรายได้ที่ดีขึ้น หลังจากหมดภัยแล้ง และราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้การใช้จ่ายในครึ่งปีหลังน่าจะปรับดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก”

สำหรับการส่งออกยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ 2 การส่งออกของไทยติดลบ 3.1% เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน แต่ในเดือน มิ.ย. ส่งออกดีขึ้นเล็กน้อยโดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.9% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอและมีปัญหาด้านโครงสร้างทำให้ ธปท.คงประมาณการส่งออกปีนี้อยู่ที่ 2.5% ขณะที่การนำเข้าของไทยยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยติดลบ 7.8%ในไตรมาสที่ 2 และติดลบ 9.3% ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนนักลงทุนยังไม่มีการตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากต้องรอดูภาวะเศรษฐกิจและรัฐบาล ทำให้การลงทุนเดือน มิ.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.3% เท่ากับการขยายตัวทั้งไตรมาสที่ 2 ขณะที่ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงลง และหลังลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม.

 

ราคาข้าวขาขึ้นติดลมบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676747

 

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาข้าวในประเทศว่า ขณะนี้ราคาข้าวอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยข้าวเปลือกเจ้า 5% เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 8,500-9,000 บาท แม้จะมีการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลออกมาต่อเนื่อง แต่รัฐบาลระมัดระวังในการระบายมาก เพื่อไม่กดดันให้ราคาข้าวในตลาดตกต่ำลง หากผู้ประมูลข้าวเสนอราคาต่ำ จะไม่อนุมัติขาย ทั้งนี้ ในเดือน ส.ค. คาดว่าจะระบายข้าวในสต๊อกได้อีก 1-2 ลอต เพราะผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่น่าจะออกช้า จากปกติจะออกตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไป จึงทำให้มีโอกาสในการระบายได้

สำหรับปริมาณผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะออกมานั้น เชื่อว่าจะได้ราคาดี เพราะรัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้มีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้เกษตรกรชะลอขายข้าวออกสู่ท้องตลาด ด้วยการจำนำยุ้งฉางของเกษตรกร และมาตรการจ่ายชดเชยดอกเบี้ย 3% ให้กับโรงสีที่ซื้อข้าวเก็บไว้ 1-2 เดือนก่อนนำออกขาย คาดว่าจะดูดซับผลผลิตได้ประมาณ 8 ล้านตัน

น.ส.ชุติมากล่าวถึงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งระบายข้าวเกรดซี (ข้าวเสื่อม) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการรับฝากข้าว แต่การระบายแต่ละครั้งต้องไม่ทำให้ราคาข้าวในตลาดตกต่ำ ส่วนการทำหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากนักการเมืองและข้าราชการ 6 คน กรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่า 20,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศอยู่ระหว่างร่างหนังสือบังคับทางปกครอง จากนั้นจะเสนอให้ รมว.พาณิชย์ ลงนาม เชื่อว่าจะดำเนินการทันก่อนที่คดีจะหมดอายุความภายในเดือน ก.พ.60.

 

AEC Go On 30/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676061

 

ก่อนที่จะพูดถึงประเทศอินโดนีเซียต่อจากที่ว่างเว้นไปหลายสัปดาห์เพราะการเปิดประเด็นพูดคุยเกี่ยวกับ Brexit นั้นผมขอคั่นรายการอีกครั้ง โดยจะขอย้อนกลับมาพูดถึงประเทศเวียดนามอีกสัก 2-3 สัปดาห์ เพราะผมในฐานะผู้อำนวยการ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “หลักสูตร TEPCoT” กำลังนำคณะนักศึกษาในหลักสูตรรุ่นที่ 9 จำนวน 100 คนเดินทางไปยังประเทศเวียดนามในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อไปศึกษาดูงานว่าประเทศเวียดนามในปัจจุบัน มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน และโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับประเทศไทยกับเวียดนามมีมากน้อยเพียงใด

เวียดนามเป็นประเทศหนึ่งใน AEC ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งโลกไม่ว่าจะเป็นเอเชีย สหรัฐฯ หรือยุโรป เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 6 ต่อปี ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขนาดเศรษฐกิจและขนาดตลาดภายในประเทศที่ใหญ่โดยมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน และคนชั้นกลางมีแนวโน้มเติบโตขึ้น อย่างดี อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตที่มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่มีราคาไม่แพงและมีจำนวนมาก

เวียดนามยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP จากประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ทำให้เวียดนามเป็นประเทศเนื้อหอมในระดับโลกในระยะนี้ และโดดเด่นมากหลังจากได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกหรือ WTO ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล่าสุดเวียดนามเพิ่งบรรลุข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับ EU และ TPP กับสหรัฐฯ

การเดินทางของหลักสูตร TEPCoT ในครั้งนี้ จะเดินทางไปเวียดนามตอนเหนือที่เมืองหลวงกรุงฮานอย โดยจะไปรับฟังบรรยายสรุปจากเอกอัครราชทูตไทยและทูตพาณิชย์ประจำกรุงฮานอย แล้วเดินทางไปยัง ตอนกลางของเวียดนาม เพื่อไปดูท่าเรือและการท่องเที่ยว ที่เมืองเว้และดานัง แล้วจบการดูงาน เวียดนามทางตอนใต้ที่นครโฮจิมินห์ โดยรับฟังบรรยายสรุปจากทูตพาณิชย์ประจำโฮจิมินห์และนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนที่เวียดนาม สำหรับบรรยากาศทางการค้า การลงทุน และภาวะเศรษฐกิจ ของเวียดนามในปัจจุบันเป็นอย่างไร เวียดนามเป็นประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับไทยจริงหรือไม่ กลับมาผมจะเล่าให้ฟังในสัปดาห์หน้านะครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

ฉลองครบรอบ 20 ปี “ท็อปส์” ซุปเปอร์มาร์เก็ตอันดับหนึ่งของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676052

 

ธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกตในประเทศไทยที่มีความโดดเด่นและเป็นผู้นำมายาวนานภายใต้ฐานธุรกิจของยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม “เซ็นทรัล” มาถึงวันนี้ “ท็อปส์” ซุปเปอร์มาร์เกตระดับพรีเมียมได้เดินทางมาครบ 20 ปีกับการให้บริการลูกค้าชาวไทย

เป็นธุรกิจค้าปลีกที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยตลาดค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับอาหารมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นโมเดิร์นเทรด 55% และเทรดดิชั่นนัลเทรดหรือตามตลาดสด ร้านค้าทั่วไป 45% ซึ่งแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกตมีแนวโน้มสูงสุด

โดยเฉพาะท็อปส์ที่เป็นผู้นำตลาดที่มีอัตราเติบโตมาต่อเนื่องสวนกระแสกับภาวะเศรษฐกิจ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายเติบโตถึง 13% ขณะที่ตลาดรวมเติบโตเพียง 8% เท่านั้น


มร.อลิสเตอร์ เทย์เลอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จมายาวนานเกิดจากการสร้างสรรค์รูปแบบร้านสาขาต่างๆ ให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมให้มีรูปแบบทันสมัยและที่ขาดไม่ได้คือความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันของพนักงานในองค์กรและผู้ร่วมค้าทุกท่าน

“เริ่มตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน โอทอป เอสเอ็มอี ซัพพลายเออร์ หน่วยงานราชการทั้งภายในและต่างประเทศที่ร่วมกันคัดสรรและพัฒนาสินค้าคุณภาพ รับประกันความน่าเชื่อถือให้สินค้าด้วยตราสัญลักษณ์และรางวัลด้านคุณภาพ เช่น Food Safety จากกระทรวงสาธารณสุข สัญลักษณ์ Q ทองและมาตรฐาน GAP จากกระทรวงเกษตรฯ”

ส่วนหน่วยงานระดับโลก อาทิ The Institute of Grocery Distribution (IGD) ประเทศอังกฤษ ยกให้เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ให้เป็น 1 ใน 58 “ฟู้ดสโตร์พรีเมียมที่ดีที่สุดที่น่าจับตามองในเอเชียและนิตยสาร Canadian Grocer จัดให้สาขาชิดลมเป็น 1 ใน 25 ซุปเปอร์มาร์เกตที่ควรมาเยือนสักครั้งในชีวิต รางวัลนวัตกรรมสินค้า Own Brand 2 ปีซ้อน จาก PLMS ประเทศเนเธอร์แลนด์และล่าสุดกับรางวัล Superbrands 2016 และ Brand of The Year 2016 จาก World Branding Awards ประเทศอังกฤษ


มร.เทย์เลอร์กล่าวว่า ได้เร่งสร้างบริการใหม่ๆ ที่สนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านนวัตกรรมเพื่อให้ลูกค้าสะดวกสบายกับการช็อปปิ้งมากขึ้น การคัดสรรสินค้าจากแหล่งผลิตชั้นเลิศในไทยและต่างประเทศ และรายการโปรโมชั่นที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วว่าตรงใจลูกค้าผ่านฐานข้อมูลลูกค้าบัตรเดอะวันการ์ด จำนวน 123 ล้านคน สร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ พร้อมก้าวไปสู่ซุปเปอร์มาร์เกตที่ให้บริการสินค้าคุณภาพเป็นที่ยอมรับในเอเชียและระดับโลก

นอกจากนี้ ท็อปส์ยังได้สร้างมาตรฐานใหม่กับธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกต โดยเป็นรายแรกที่ให้ความสำคัญด้านการรับประกันได้แก่ การรับประกันความสด, รับประกันราคาถูกต้อง, รับประกันสต๊อก, รับประกันความพอใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเป็นผู้นำซุปเปอร์มาร์เกต

ด้าน นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัดกล่าวว่า เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ท็อปส์ได้ทุ่มงบประมาณ 250 ล้านบาท ตอบแทนลูกค้าด้วยกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์เหนือความคาดหมายตลอดปี พร้อมโปร “ช็อปสนุก ลุ้นสนั่น” แจกกิฟต์ การ์ด มูลค่ารวม 60 ล้านบาท เพียงช็อปสินค้าที่เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ตและท็อปส์ซูเปอร์สโตร์ครบ 600 บาท ท็อปส์ ซูเปอร์สุดคุ้ม ครบ 300 บาท และท็อปส์เดลลี่ ครบทุก 200 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 23 ส.ค.59

ก้าวสู่ปีที่ 21 ท็อปส์ ได้เตรียมพร้อมการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่งในทุกด้านให้ตรงกับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า เพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาดที่ทวีความดุเดือดรุนแรงเพิ่มมากขึ้น.

“วานิชหนุ่ม”
wanich@thairath.co.th

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 30/07/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676696

 

ไทยขยับที่ 21 โลก รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676717

 

นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ผลการจัดอันดับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Government โดยมหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2559 อันดับของประเทศไทยขยับขึ้นมา 2 อันดับ จากอันดับที่ 23 ของโลกมาอยู่อันดับที่ 21 โดยเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 ของโลก และไทยจัดอยู่ในอันดับ 5 ของเอเชีย รองจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ถือเป็นสิ่งที่น่าพอใจสำหรับประเทศไทยที่ภายในปีเดียวขยับขึ้นมาถึง 2 อันดับ เป็นเพราะประเทศไทยมีนโยบายที่ส่งเสริมรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน และมีผลงานออกมาเป็นรูปธรรม รวมทั้งยังมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต

ขณะเดียวกัน หน่วยสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ได้ลงนามร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) จัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลภาครัฐ เพื่อให้เข้ามาร่วมกันพัฒนาบุคลากร พัฒนาทักษะทั้งในระดับบริหารและเจ้าหน้าที่ให้สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาพัฒนาองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัลต่อไป ขณะที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) จะไปร่วมกันพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ว่า บุคลากรภาครัฐตำแหน่งใด ระดับไหน จะต้องมีชุดความสามารถทางด้านดิจิทัลในประเภทใดบ้าง และจะเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่จะใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่งต่อไป.

 

กทพ. พร้อมรับ AEC จ่อผุดทางเชื่อมเศรษฐกิจพิเศษ นำร่องสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2559 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676463

 

กทพ. เผย ทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก กทม. ระยะทาง 16.7 กม. เปิดบริการปลาย ส.ค. นี้ ลุยศึกษาโครงการทางพิเศษเพิ่ม 8 สาย จ่อผุดทางเชื่อมเศรษฐกิจพิเศษ นำร่อง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว…

วันที่ 29 ก.ค.59 นายณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นประธานในการเปิดงานสัมมนา เรื่อง “กทพ. กับการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษ” พร้อมเปิดเผยถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาว่า ปัจจุบัน กทพ. ได้เปิดให้บริการทางพิเศษแล้ว 7 สายทาง ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ทางพิเศษศรีรัช ทางพิเศษฉลองรัช ทางพิเศษอุดรรัถยา ทางพิเศษบูรพาวิถี ทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) และ 4 ทางเชื่อมต่อ ได้แก่ ทางยกระดับด้านทิศใต้สนามบินสุวรรณภูมิเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี ทางเชื่อมต่อทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) กับทางพิเศษบูรพาวิถี ทางเชื่อมต่อเฉลิมราชดำริ 84 พรรษา ทางเชื่อมทางพิเศษศรีรัช (อโศก-ศรีนครินทร์) กับ ถ.จตุรทิศช่วง ค. รวมระยะทางกว่า 207.9 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีผู้ใช้ทางพิเศษเฉลี่ยกว่าวันละ 1.8 ล้านเที่ยว สูงสุดถึงวันละ 2.1 ล้านเที่ยว และมียอดผู้ใช้บัตร Easy Pass แล้วกว่า 1.155 ล้านบัตร และยังพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการขยายโครงข่ายทางพิเศษเชื่อมโยงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก เข้าสู่กลางใจเมืองด้วยโครงการทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 16.7 กิโลเมตร ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายเดือนสิงหาคมนี้

นอกจากนี้ การทางพิเศษฯ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมจำนวน 8 โครงการ ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายบูรพาวิถี-พัทยา โครงการทางพิเศษสายอุดรรัถยา-พระนครศรีอยุธยา โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-นครนายก-สระบุรี โครงการทางพิเศษในจังหวัดเชียงใหม่ โครงการทางพิเศษในจังหวัดขอนแก่น และโครงการทางพิเศษในระยะเร่งด่วน ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก,โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N1 N2 N3 และ E-W Corridor ด้านตะวันออก โครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต อีกทั้งยังได้วางแผนโครงการทางพิเศษเพื่อรองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเตรียมพร้อมกับการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน

ส่วนการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ เป็นการเป็นการเตรียมความพร้อมของ กทพ. ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยการจัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ สำรวจและออกแบบทางเบื้องต้นของทางพิเศษ เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยมุ่งหวังให้ทางพิเศษของไทยเป็นสี่แยกของ AEC ที่ตั้งอยู่บริเวณด่านชายแดนทั้ง 4 ทิศ คือ ทิศเหนือที่แม่สาย ทิศตะวันตกที่แม่สอด ทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่มุกดาหาร และทิศใต้ที่สะเดา โดยบริเวณที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้ในการดำเนินการมากที่สุดในปัจจุบัน คาดว่าจะเป็นด้านทิศตะวันออก บริเวณ อ.อรัญประเทศ หรือ จ.สระแก้ว

 

หุ้นไทยปิดร่วง 0.51 จุด ดัชนีที่ 1,524.07 จุด ซื้อขาย 64,860.66 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676481

 

หุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์ ลดลง 0.51 จุด คิดเป็น -0.52% ดัชนีอยู่ที่ 1,524.07 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 64,860.66 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 29 ก.ค. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์ ลดลง 0.51 จุด คิดเป็น -0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,524.07 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 64,860.66 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

กฟผ. พร้อมรับมือ JDA-A18 หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติ ช่วง 20-31 ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2559 10:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676058

 

กฟผ. พร้อมรับมือ JDA-A18 หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติ ช่วง 20-31 ส.ค.59 มั่นใจ ไม่กระทบผู้ใช้ไฟฟ้า เผย มีมาตรการรองรับ ทั้งด้านผลิตไฟฟ้า ระบบส่งเชื้อเพลิง พร้อมรณรงค์ขอคนไทยลดการใช้ไฟฟ้า …

วันที่ 29 ก.ค. 59 นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยกรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) ระหว่างวันที่ 20-31 ส.ค. 59 รวม 12 วัน เพื่อบำรุงรักษาประจำปีนั้น มีผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 ไม่สามารถเดินเครื่องได้ รวมทั้งต้องมีการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงสำหรับเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 จากก๊าซธรรมชาติเป็นน้ำมันดีเซล กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการ และแผนการรองรับในทุกด้าน ทั้งด้านระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และเชื้อเพลิง พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ตลอดถึงกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมในพื้นที่ให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติดังกล่าว เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง

สำหรับมาตรการรองรับของ กฟผ. คือ ด้านระบบผลิตไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 พร้อมเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล ซึ่ง กฟผ. ได้ทดสอบเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งยังได้ตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน งดการหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าภาคใต้ ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ และประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน ด้านระบบส่ง ทำการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในภาคใต้ให้พร้อมใช้งาน ก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ และหยุดการบำรุงรักษาระบบส่งภาคใต้ช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ

ส่วนด้านเชื้อเพลิง ได้สำรองน้ำมันให้เพียงพอเต็มความสามารถจัดเก็บก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซฯ และที่สำคัญคือได้เตรียมทีมงานติดตามสถานการณ์ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตลอดจนมีแผนสำรองพร้อมเข้าแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที โดยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซฯ ไว้ที่ 2,570 เมกะวัตต์ โดยมีความพร้อมด้านกำลังผลิต โรงไฟฟ้าในภาคใต้ 2,448 เมกะวัตต์ ในส่วนที่เหลือรับไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านสายส่งเชื่อมโยงภาคกลาง-ภาคใต้

สำหรับการหยุดบำรุงรักษาแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี จึงมีความจำเป็นต้องจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่มเติม เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้ยังคงมีความเพียงพอและมั่นคงตลอดไป

นายสุธน กล่าวเพิ่มเติมว่า กฟผ. ได้เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA-A18 ไว้ทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ แต่อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงาน ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (18.00-21.30 น.) เพื่อความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศเป็นสำคัญ.

 

ทองเปิดตลาด ปรับลด 50 รูปพรรณขายบาทละ 22,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2559 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676043

 

ราคาทองวันที่ 29 ก.ค. 59 เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000 ขายออกบาทละ 22,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603 ขายออกบาทละ 22,600 บาท

วันที่ 29 ก.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 22,000.00 บาท ขายออกบาทละ 22,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,603.00 บาท ขายออกบาทละ 22,600.00 บาท.