นักท่องเที่ยวจีนทะลัก 13 ล้าน ไทยรอส้มหล่นข้อพิพาททะเลจีนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675783

 

เอกชนฝันไกล ประเมินปีนี้นักท่องเที่ยวจีนอาจแตะ 13 ล้านคน สูงกว่าที่ททท.คาดไว้ที่ 10.4 ล้านคน เชื่อไม่มีกระแสคนจีนต้านไทย เผยรอส้มหล่นรับ 5 ล้านคน หลังทะเลจีนใต้เดือด จีนขัดแย้งไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หวังนักท่องเที่ยวจีนเบนเข็มมาไทย

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หลังจากเกิดกระแสข่าวชาวจีนต่อต้านการเดินทางมาไทย และได้ตรวจสอบไปทางบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และในปีนี้ยังประเมินด้วยว่าตลาดจีนมีโอกาสเติบโตถึง 11-13 ล้านคน มั่นใจว่าสูงกว่าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ไว้ที่ 10.4 ล้านคน เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกส่งเสริมหลายประการ เช่น สภาพเศรษฐกิจที่ไม่อาจเติบโตสูงเท่าในอดีต ประกอบกับปัญหาภัยก่อการร้ายในยุโรป จะทำให้ชะลอการเดินทางระยะไกล (Long Haul) และหันมาเที่ยวในประเทศเอเชียที่คุ้นเคยแทน

นอกจากนั้น คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนที่ต้องหาจุดหมายท่องเที่ยวต่างประเทศใหม่อีกกว่า 5 ล้านคน ซึ่งต้องจับตาว่าจะเป็นโอกาสของไทยในการดึงตลาดนั้นมาได้มากน้อยอย่างไร เพราะขณะนี้ยังมีปัญหาระหว่างจีนกับคู่ขัดแย้งในทะเลจีนใต้ 3 ประเทศ โดยเฉพาะไต้หวัน โดยการส่งกรุ๊ปทัวร์จีนไปไต้หวันลดลงไปแล้วกว่า 50% นับตั้งแต่รัฐบาลใหม่ที่ชูนโยบายแข็งกร้าวกับจีนขึ้นมาบริหารประเทศเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลจีนยังมีอำนาจในการสั่งห้ามบริษัทนำเที่ยวสูง และคาดว่าในวันที่ 20 ส.ค.นี้ การลดลงจะถึง 100% ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ยังมีความขัดแย้งจากข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ล่าสุด ที่จีนไม่ยอมรับการตัดสินที่ให้ฟิลิปปินส์ชนะ ขณะที่เวียดนามยังมีข้อพิพาทเดียวกันและยังมีการประท้วงธุรกิจจีนในเวียดนามขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

“คาดว่าจะมีทัวร์จีนกว่า 5 ล้านคนในระบบ ที่ต้องเคว้งคว้างรอหาจุดหมายใหม่ไปเที่ยวแทน เพราะมีถึง 3 ล้านคนที่ไปไต้หวันเป็นปกติ แต่อาจจะเดินทางไปไม่ได้แล้ว ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายที่เอเย่นต์ทัวร์ในจีนกำลังสนใจส่งทัวร์มาแทน และบอกมาชัดเจนว่าต้องเตรียมตั้งรับ ทำให้อาจขึ้นราคาแพ็กเกจได้ 5-10% ส่วนอีก 2 ล้านคนเป็นการเปลี่ยนมาจากจุดหมายอื่นๆ ที่ขัดแย้งกับจีน เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ นอกจากนั้น ถ้าสังเกตตัวเลขจีนเดินทางไปมาเก๊าและฮ่องกงก็ลดลงด้วย ดังนั้นใน 5 ล้านคน หากไทยได้ส่วนแบ่งมา 1.5 ล้านคนได้ก็น่าพอใจแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ไทยควรมีมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อรองรับตลาดจีน โดยเฉพาะปัญหาด้านความปลอดภัยที่เป็นความกังวลอันดับต้น เพราะเป็นไปได้ว่าในอีก 5 ปีที่ไทยจะมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนนั้น ตลาดจีนจะมีส่วนแบ่งถึง 15 ล้านคน เท่ากับอาเซียน แต่ปัจจุบันยังมีปัญหาความปลอดภัยที่ยังไม่ได้รับการแก้อย่างมีระบบ จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐเริ่มต้นดำเนินการในเชิงป้องกัน ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูลอุบัติเหตุนักท่องเที่ยว “การจัดเก็บตัวเลขอุบัติเหตุที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับภาคเอกชน เช่น นักท่องเที่ยวจีนปีที่ผ่านมา พบว่ามาเสียชีวิตในไทย 100 กว่าราย แต่ทางการระบุ 90 รายเท่านั้น จึงควรมอบหมายให้แต่ละพื้นที่ไปรวบรวมสถิติที่แท้จริง เพื่อนำมาแก้ไขให้ถูกจุด”

สำหรับปีนี้ คาดว่าไทยจะมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 32 ล้านคน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ 1 ม.ค.-26 ก.ค.มีราว 19 ล้านคน เติบโต 11.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของ ปี 2558.

 

แบงก์มึนลูกค้าชักดาบค่างวดบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675772

 

นางสุธารทิพย์ พิสิฐบัญฑูรย์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มสินเชื่อ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา ส่งผลให้ลูกค้าสินเชื่อบ้านบางรายเริ่มมีปัญหาไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดบ้านได้ตามกำหนด ธนาคารจึงได้เข้าไปช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ ให้ผ่อนชำระค่างวดบ้านน้อยลง เป็นระยะเวลา 3 ปี หลังจากนั้นให้กลับมาผ่อนชำระในอัตราปกติ โดยปัจจุบันในแต่ละเดือนมีลูกค้าสินเชื่อบ้านมาปรับโครงสร้างหนี้ 10-15 รายต่อเดือน

ทั้งนี้การปล่อยสินเชื่อบ้าน ธนาคารจะเน้นคุณภาพหนี้ และระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยไม่เร่งปล่อยสินเชื่อบ้านให้โตตามเป้าหมายที่เดิมกำหนดไว้ 5% ส่วนสินเชื่อที่ปล่อยให้กับผู้ประกอบการไปทำโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ธนาคารได้มีการชะลอการปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการใหม่ เนื่องจากปัจจุบันสต๊อกบ้านเหลืออยู่จำนวนมาก ส่วนสินเชื่อที่ปล่อยให้กับผู้ประกอบการไปแล้ว ขณะนี้ยังสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ ไม่มีหนี้เสีย สำหรับยอดสินเชื่อบ้านของธนาคารล่าสุดมีพอร์ตสินเชื่อที่ 30,000 ล้านบาท มีหนี้เอ็นพีแอล 1.7-1.8% ของสินเชื่อรวม นางสุธารทิพย์กล่าวอีกว่า ตลาดบ้านในปีนี้มีอัตราการเติบโตช้าลง เนื่องจากสต๊อกบ้านเดิมเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต่างออกแคมเปญลดแลกแจกแถม ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียม ตามแนวรถไฟฟ้ายังเติบโตดี เนื่องจากมีกำลังซื้อจากกลุ่มคนมีเงินสัดส่วนถึง 30% ของกำลังซื้อทั้งหมด ขณะที่ตลาดสินเชื่อบ้านในปัจจุบันมีการแข่งขันรุนแรง ธนาคารพาณิชย์บางแห่งเสนอดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านคงที่ 3 ปี ในอัตรา 3.3% ต่อปี จากดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านคงที่ 3 ปี ของตลาดอยู่ที่ 4% ต่อปี.

 

คลังชงเข้มช่วยคนรายได้น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675748

 

ออมสินหัวหอกปล่อยกู้วินมอไซค์-แท็กซี่-แม่บ้าน

คลังชงมาตรการช่วยคนมีรายได้น้อยเข้า ครม.สัปดาห์หน้า ออมสินหัวหอกปล่อยสินเชื่อประชารัฐให้คนจนดอกเบี้ยต่ำ พร้อมปล่อยกู้ให้คนจนในเมือง ทั้งวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ แม่บ้าน รับจ้างทั่วไป รวมทั้งพักหนี้ให้ลูกค้าออมสินได้ต่อลมหายใจ “สมคิด” การันตี “ประยุทธ์” ไม่คิดสืบทอดอำนาจ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างเมกะโปรเจกต์ ขับเคลื่อนประเทศ” ในงานครบรอบ 63 ปี นิตยสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ว่า วันอังคารที่ 2 ส.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณานโยบายใหม่ โดยมาตรการแรกจะออกมาตรการสินเชื่อประชารัฐ เพื่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย เป็นสินเชื่อพิเศษของธนาคารออมสิน ดอกเบี้ยปีแรกคิดที่อัตรา 0% ปีที่ 2-3 คิดที่ 1% จ่ายคืนเงินต้นภายในเวลา 5 ปี มาตรการที่ 2 เป็นสินเชื่อจากธนาคารออมสิน สำหรับคนจนในเมืองที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น คนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่บ้าน วิสาหกิจชุมชน หรืออาชีพรับจ้างทั่วไป และมาตรการที่ 3 เป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ที่มีหนี้สิน ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารออมสิน ที่ประสบความยากลำบาก จะพักหนี้ให้ โดยมีทั้งพักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับการเจรจา มีระยะเวลาแน่นอน เป็นการผ่อนคลายให้ เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี

ขณะเดียวกัน ยังมีโปรแกรมฝึกฝนและสร้างอาชีพให้คนมีรายได้น้อยมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก และอีกมาตรการที่จะตามออกมาอีกไม่นานคือ มาตรการช่วยคนจนที่ต้องใช้หนี้นอกระบบ โดยให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปใช้หนี้นอกระบบ แล้วผ่อนชำระหนี้กับธนาคารออมสินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้เริ่มขึ้น ทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งในอนาคตจะสามารถโอนเงินช่วยเหลือได้โดยตรงจากรัฐบาล ไม่ต้องผ่านที่อื่น เหมือนไอศกรีมแท่งที่กว่าจะถึงประชาชนจะเหลือไม่เต็มแท่ง สิ่งเหล่านี้เป็นความพยายามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะช่วยผู้มีรายได้น้อย

นายสมคิดกล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือน ที่เข้ามาช่วยงานนายกรัฐมนตรี เห็นนายกรัฐมนตรีทำงานหนักมาก ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครอ่านวาระ ครม.แทบทุกหน้าเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ ถามคำถามในรายละเอียด มติ ครม. และกังวลกับทุกเรื่อง และพยายามจะทำให้ดีที่สุด ไม่เห็นตรงไหนที่นายกรัฐมนตรีจะบอกว่าจะสืบทอดอำนาจ ถ้าจะสืบทอดอำนาจ คงไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่ใช่นักการเมืองที่แท้จริง แต่เมื่อต้องมาทำงานด้านการเมือง และมีการเสียดสี ดิสเครดิตกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง การต่อสู้ทางการเมือง บางครั้งทหารก็ไม่คุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ นายกรัฐมนตรีก็จะมีความเครียด อาจโกรธบ้าง ก็ต้องให้อภัย เมื่อดูจาก สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพยายามทำให้เรา

“ถ้าตาไม่บอด เปิดตาดูจะรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง ทุกคนรู้ว่าปีที่ผ่านมาเกษตรกรรายได้แย่ รัฐบาลไม่เอาโครงการรับจำนำข้าว เพราะทุจริตสูง จึงคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยรากหญ้าให้ได้ ซึ่งเมื่อพูดถึงรากหญ้า เกษตรกรจะมาก่อน ดังนั้น จึงมีโครงการที่ส่งเงินผ่านทางกองทุนหมู่บ้าน กระทรวงมหาดไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน รวมแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ก็ไม่อยากให้เกษตรกรจนไปเรื่อยๆ ราคาข้าว ผักผลไม้จะถูกลงไปเรื่อยๆ นายกรัฐมนตรีจึงอยากให้แปรรูปเพิ่มมูลค่า จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรที่เป็นเอสเอ็มอีขึ้นมารู้จักการทำธุรกิจบนฐานเกษตรกรรม ซึ่งการเมืองปกติไม่เปิดโอกาสให้ใช้นโยบายแบบนี้ อะไรได้ผลสำหรับเลือกตั้งจะทำก่อน การวางรากฐานระยะยาวทำได้ยาก ลองไปไล่ดูงานที่รัฐบาลชุดนี้ทำดูว่าออกมาตรการช่วยคนจนมากี่เรื่อง ย้อนกลับไป 5 ปีที่แล้วรวมกันยังไม่เท่านี้เลย ดังนั้นคนที่วิจารณ์ขอให้คิดใหม่”

รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจกล่าวด้วยว่า การขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจกต์ คนข้างนอก อาจพูดง่าย แต่ทำจริงยาก เนื่องจากการเมืองที่เละเทะ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ข้าราชการไม่กล้าทำงาน เข็ดขยาด ไม่มีความผิดก็ถูกจับไต่สวน หรือขึ้นศาล ขนาดตัวเองยังโดน 2 คดี การขับเคลื่อนรถไฟแต่ละสายไม่ใช่เรื่องง่าย และอุปสรรคสำคัญ คือความเชื่อถือในสังคม ซึ่งไม่มียุคไหนอีกแล้วจะต่ำสุดขนาดนี้ ทำอะไรก็จะต้องตั้งคำถามว่าเอื้อให้ใคร หนุนจีนหรือเปล่า ซึ่งมีทั้งแสดงความเห็นออกมาแบบมีมารยาทและไม่มีมารยาท

นายสมคิดกล่าวทิ้งท้ายว่า การลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้ หลายฝ่ายมีความกังวลและเกิดความ ตึงเครียดจนบดบังสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ ที่ฟื้นตัวดีขึ้น การส่งออกขยายตัวติดลบน้อยลง ดีสุด ในบรรดาประเทศส่งออกด้วยกัน ตลาดหุ้นมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด หอการค้าญี่ปุ่น หรือเจโทรประกาศดัชนีความเชื่อมั่นของไทยสูงเป็นประวัติการณ์ ทั้งหมดถูกกลบเพียงแค่รัฐธรรมนูญจะผ่านไม่ผ่าน สังคมต้อง มีความศรัทธาและเชื่อถือระหว่างกันให้มากกว่าเดิม.

 

ธปท.แนะเอกชนจับตาค่าบาทผันผวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675741

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวถึงกรณีที่ช่วงที่ผ่านมา คนไทยหันมาซื้อธนบัตรสกุลปอนด์ของประเทศอังกฤษสะสมไว้จำนวนมาก หลังเงินปอนด์ อ่อนค่าลงเป็นประวัติการณ์ หลังจากสหราชอาณาจักรมีประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ Brexit ส่งผลให้ธนบัตรเงินปอนด์ขาดตลาด โดยสาขาธนาคารพาณิชย์ไม่มีธนบัตรสกุลปอนด์ให้ประชาชนแลกซื้อ ว่าในขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวได้ผ่อนคลายลงแล้ว เท่าที่ติดตามสถานการณ์ความต้องการธนบัตรสกุลปอนด์ของไทยปรับดีขึ้น และตามสาขาของธนาคารพาณิชย์ไม่ได้มีเสียงสะท้อนว่าขาดแคลนเหมือนช่วง Brexit

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีลูกค้าสนใจขอซื้อเก็บไว้เรื่อยๆ ดังนั้น ในบางวันลูกค้าที่ไปแลกซื้อที่สาขาธนาคารพาณิชย์อาจจะยังต้องรอบ้าง สำหรับกรณีที่ต้องการธนบัตรสกุลปอนด์ไปเพื่อการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ธปท.ชี้แจงไปแล้วว่า ในกรณีแลกเพื่อการไปท่องเที่ยวอังกฤษนั้น สามารถที่จะแลกเป็นเช็คเดินทาง (Traveller Cheque) ได้เช่นกัน โดยจะได้อัตราเดียวกับการแลกธนบัตรสกุลปอนด์ในวันนั้นๆ ส่วนกรณีที่ต้องการเก็บเงินปอนด์ไว้ สำหรับอนาคต เช่น การส่งเงินให้ลูกเรียน สามารถจะเอาเงินบาทไปแลกเงินปอนด์ฝากเข้าบัญชี FCD ไว้ก่อนก็ได้ โดยไม่ต้องรอเก็บเป็นธนบัตร และเมื่อต้องการนำไปใช้ในต่างประเทศก็สามารถโอนออกไปได้เลย โดย ธปท.อนุญาตให้เปิดได้อยู่แล้วภายในวงเงิน 5 ล้านเหรียญ แม้ยังไม่มีธุรกรรมรองรับในทันที (underlying)

สำหรับเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจจะเข้ามาในไทยมากขึ้นในช่วงหลังเหตุการณ์ Brexit เนื่องจากตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในนโยบาย และยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้ จึงอาจจะมองหาช่องทางที่จะพักเงินไว้ระยะสั้นนั้นว่า จากการประชุมของเฟด ซึ่งผลออกมาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ตามเวลาประเทศ ไทย ซึ่งแม้ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่ก็คิดว่านักลงทุนจะต้องปรับมุมมอง เพราะถ้อยคำของเฟดระบุว่า เฟดมองความเสี่ยงต่อแนวโน้มข้างหน้าได้ลดลงไป ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เพิ่มขึ้นมาใหม่จากถ้อยแถลงครั้งที่แล้ว ซึ่งทำให้หลายฝ่ายก็ตีความว่าเป็นการเปิดทางให้เฟดสามารถจะปรับดอกเบี้ยในครั้งต่อๆไปได้

“ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายจึงยังมีต่อเนื่อง ดังนั้น การวางแผนธุรกิจสำหรับครึ่งปีหลังของนักลงทุนและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศของไทย ควรจะติดตามข่าวสาร และให้ความสำคัญ กับการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ บ.เทคโนโลยีช่วยหนุนแนสแด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2559 06:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675951

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัท เฟซบุ๊ก โดยแนสแด็กได้รับอานิสงส์มากที่สุด…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 28 ก.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 15.82 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 18456.35 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 3.48 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 2170.06 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 15.17 จุด หรือ 0.30% ปิดที่ 5154.98 จุด

เมื่อวันพฤหัสบดี หุ้นของบริษัทเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้น 1.3% หลังจากรายงานว่ากำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 186% ในไตรมาสที่ 2 เนื่องจากได้รายได้จากการขายโฆษณาออนไลน์ ขณะที่บริษัทจดทะเบียนจำนวน 64% ของเอสแอนด์พี 500 ที่เปิดเผยผลประกอบการมาจนถึงตอนนี้ ทำผลงานได้เกินความคาดหมาย

 

เคาะงบ 1.79 แสน ล. สร้างรถไฟไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675737

 

คมนาคมคุยลั่น! กันยายนนี้ลงเสาเข็มแน่

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน ครั้งที่ 12 ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณามูลค่าโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร (กม.) เบื้องต้นได้ประมาณการตัวเลขไว้ที่ 1.79 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมค่าอบรมของทางจีนใน 2 เรื่องคือ ค่าอบรมเกี่ยวกับรถไฟฟ้า และการอบรมขั้นพื้นฐาน

สำหรับการก่อสร้างยังแบ่งออกเป็น 4 ตอนคือ ตอนที่ 1 จากกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. ยังคงกำหนดการก่อสร้างไว้ในระหว่างเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ตามเดิม คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติได้ในเดือน ส.ค. จากนั้นก็จะประกวดราคาเพื่อหาผู้รับเหมาได้ภายในเดือน ก.ย. ส่วนตอนที่ 2 จากปากช่อง-คลองขนานจิตร์ ระยะทาง 11 กม. จากการลงพื้นที่สำรวจพบมีปัญหาเรื่องของแนวเส้นทางบางช่วงที่เป็นดินอ่อน สไลด์ จึงต้องพิจารณาว่าจะใช้แนวเส้นทางเดิมหรือเปลี่ยนแนวใหม่ ส่วนตอนที่ 3 จากแก่งคอย-นครราชสีมา ระยะทาง 119 กม. และตอนที่ 4 จากกรุงเทพฯ-แก่งคอย ระยะทาง 119 กม. ก็จะทำตามขั้นตอนต่อไป ส่วนเรื่องของการกู้เงินนั้น ทางเอ็กซิมแบงก์ของจีนเสนอให้ไทยกู้เป็นสกุลเงินหยวนในดอกเบี้ย 3.2% แทนกู้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ดอกเบี้ย 2% ดังนั้น จะต้องพิจารณาให้ชัดเจนอีกครั้ง โดยการกู้เงินทางไทยจะกู้เพื่อซื้อเฉพาะอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น เช่น ระบบรถไฟความเร็วสูง และขบวนรถไฟฟ้า เป็นต้น.

 

SET จัดมหกรรมความดี ปันทรัพย์แบ่งสุขสู่สังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675729

 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ SET Social Impact เวทีเชื่อมโยงความร่วมมือภาคธุรกิจกับสังคมแห่งแรกของไทยเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดงาน “มหกรรมความดี” และเว็บไซต์ www.setsocialimpact.com การรวมตัวกันเพื่อให้เกิดพลังในการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม ทั้งนี้ นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีภาคธุรกิจจำนวนมากที่คำนึงถึงสังคม-สิ่งแวดล้อม และมีทรัพยากรที่อยากแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน หรือเครื่องมือต่างๆเพื่อต้องการให้เกิดการนำไปอย่างเป็นประโยชน์ต่อสังคมเชิงบวก

ขณะที่มีภาคธุรกิจอีกด้านที่ขาดปัจจัยด้านการเงิน การตลาด กฎหมาย การบริหารบุคคลและช่อง ทางการจำหน่าย โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มการทำงานซึ่งกันและกันด้วยการเปิดช่องทางในการแบ่งปันทรัพยากรสู่ภาคสังคมที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคมทั้งการลดผลเชิงลบและเพิ่มผลเชิงบวก ขณะที่มหกรรมความดี ก็เป็นโครงการที่ระดมพลังภาคธุรกิจและภาคสังคมมาพบกันเป็นครั้งแรกเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมายให้ประชาชนกว่า 1.4 ล้านคน ได้ประโยชน์ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ในเว็บไซต์ข้างต้น.

 

เข็นทีโอที-แคทไม่สำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675721

 

นายพันศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วย รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยภายหลังหารือสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับมติคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่จำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อความอยู่รอด

หากแต่สหภาพจะคัดค้านการดำเนินการตลอดในขณะที่ไม่ช่วยหาทางเลือกอื่นๆให้ นอกจากขอยกเว้นการปฏิบัติตามกฎรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นเรื่องทำไม่ได้และผิดกฎหมาย และเมื่อขยับอะไรไม่ได้มา 2 ปีแล้ว ก็ต้องถึงเวลา กระทรวงต้องตัดสินใจเดินหน้าทำตามมติ คนร. ที่ให้จัดตั้งบริษัทลูก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์ในประเทศ จำกัด, บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ จำกัด และบริษัท ศูนย์อินเตอร์เน็ต จำกัด เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

“คนร.กังวลมาก เพราะตลอด 2 ปี การแก้ไขปัญหาทีโอทีและแคท ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย นอกจากวนอยู่กับปัญหาเดิมๆไม่มีทางออกและหากไม่ดำเนินการใดๆก็ต้องเข้าสู่ภาวะล่มสลายในปี 2568 เพราะไม่มีคลื่นความถี่ในมืออีกแล้ว ทำให้ทั้งสององค์กรไม่มีทางแข่งขันกับเอกชน ขณะที่ต้องส่งคืนคลื่น นอกจากนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลก็เข้าไปล้วงลูกไม่ได้ ทั้งที่คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหาร ต้องกำหนดกติกาที่เป็นสากล เพื่อพัฒนาองค์กรให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่ไม่ตัดสินใจ แล้วปล่อยให้ผ่านไปวันๆ เหมือนที่เป็นอยู่”.

 

จ่อเลิกโซฮอล์ 91 ปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675709

 

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยหลังการหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 โดยส่วนใหญ่เห็นว่าจะสามารถยกเลิกจำหน่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้โรงกลั่นน้ำมันต้องเตรียมพร้อมในการลงทุนปรับกระบวนการผลิตให้สอดรับกับแผนดังกล่าว โดยจะมีการลงทุนโรงกลั่นแห่งละ 10,000 ล้านบาท รวมลงทุนทั้งหมด 6 แห่ง มูลค่า 60,000 ล้านบาท

“การลงทุนเป็นเรื่องระยะยาว 20 ปีข้างหน้า เพื่อทำให้ต้นทุนน้ำมันปรับขึ้นเฉลี่ยอีก 20 ปีเพียง 2 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลต่อราคาขายปลีกแต่อย่างใด และโรงกลั่นบางส่วนได้มีการลงทุนล่วงหน้าในการปรับปรุงแล้ว แต่บางรายก็มีข้อสังเกตว่าเมื่อดำเนินการแล้วในปี 2561 อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (จีเบส) ได้จึงต้องนำเข้า แต่เรื่องนี้จะได้หาแนวทางป้องกันต่อไป”

สำหรับการยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมเอทานอลตามแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan 2015) ในสัดส่วนที่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 แล้วจะทำให้มีหัวจ่ายน้ำมันเพิ่มในการจำหน่ายชนิดอื่น และการยกเลิกจะไม่กระทบกับผู้ใช้รถ เนื่องจากรถที่ใช้แก๊สโซฮอล์ 91 สามารถเปลี่ยนไปใช้ แก๊สโซฮอล์ 95 ได้

นอกจากนี้ ธพ.ยังจะติดตามสถานการณ์การใช้ไบโอดีเซล (บี 5) ไปอีก 1 สัปดาห์ ซึ่งหากราคาไบโอดีเซลหรือบี 100 ที่จะนำมาผสมกับดีเซล 5% เพื่อจำหน่ายเป็นบี 5 ยังคงมีปริมาณตึงตัว ธพ.อาจจะปรับลดสัดส่วนการผสมบี 100 ลงเหลือ 3% หรือเป็นการจำหน่ายไบโอดีเซลบี 3 ลงมาซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 0.40 บาทต่อลิตร.

 

ดัชนีอุตสาหกรรมครึ่งปีบวก 0.2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675707

 

สศอ.หวั่นปัจจัยเสี่ยงฉุดเป้าทั้งปีร่วงรูดเหลือ 1-2%

นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน มิ.ย. ขยายตัว 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นบวก 4 เดือนติดต่อกัน ขณะที่อัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 66.29% ส่งผลให้เอ็มพีไอไตรมาส 2 ขยายตัว 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมาหดตัว 1% เนื่องจากการส่งออกเครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน รถจักรยานยนต์ ขยายตัวดี สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าไตรมาส 2 ที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2.26% เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง เพราะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาครัฐ จึงถือว่าอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นแรงผลักดันให้ภาพรวมเอ็มพีไอครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ขยายตัวได้ 0.2%

นายวีรศักดิ์กล่าวว่า เมื่อสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดีขึ้น สศอ.จึงคงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม (จีดีพีอุตสาหกรรม) ปีนี้ไว้ที่ 1.5-2.5% แต่ก็ต้องติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยอื่นๆที่จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ช่วงไตรมาส 3 เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ประกอบการทบทวนประมาณการเอ็มพีไอและจีดีพีอุตสาหกรรมปีนี้ใหม่อีกครั้ง

“หากมีเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ไตรมาส 3 เอ็มพีไอโตไม่ถึง 2% ก็มีความ เป็นไปได้ที่ สศอ.ต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์เอ็มพีไอปีนี้ลงเหลือ 1-2% อย่างเป็นทางการ จากที่ก่อนหน้านี้คาดไว้ตลอดทั้งปีจะเติบโต 2-3% ส่วนการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมปีนี้คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 70%”

นายวีรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยน ผ่านการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม ที่จะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตมากกว่าแรงงานคน ให้ก้าวไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 มากขึ้น เพื่อมุ่งการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากกว่าการผลิตสินค้าที่เน้นปริมาณ ซึ่ง สศอ.มองว่าระยะสั้นคงส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมและแรงงานไม่รุนแรง.